ปวดหลังเรื้อรัง อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหลังเรื้อรัง อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

โรค Office Syndrome เป็นปัญหาสุขภาพที่มักพบบ่อยในคนวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่กับที่และจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรค Office Syndrome ได้มากกว่ากลุ่มอื่น ส่วนใหญ่เป็นอาการที่เกิดจากการอักเสบและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการปวดคอ ปวดตามตัว รวมถึงการ ปวดหลังเรื้อรัง ตามมา
ต้นเหตุ Office Syndrome
การปวดหลังเรื้อรังถือเป็นลักษณะอาการสำคัญอย่างหนึ่งของโรค Office Syndrome ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทำงานออฟฟิศในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงานปฏิบัติการ รวมถึงงานในสายการผลิต ซึ่งเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
คุณภาพของกล้ามเนื้อที่แย่ลงจากการขาดความเอาใส่ใจในการออกกำลังกาย
อิริยาบถในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งนาน นั่งหลังค่อม นั่งยกไหล่ หรือแม้แต่การปรับตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์สูงหรือต่ำจนเกินไป ส่งผลให้ต้องก้มหรือเงยจนก่อให้เกิดอาการปวดคอและปวดหลังเรื้อรัง
แต่ก็นับว่าโชคดีที่อาการปวดตามส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณหลังที่เกิดจากโรค Office Syndrome ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้วมักจะไม่รุนแรง สามารถทุเลาได้เอง หากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอหรือได้รับการรักษาในเบื้องต้น อย่างเช่น การประคบเย็น ประคบร้อน หรือการรับประทานยา เป็นต้น

ป้องกัน Office Syndrome
ออกกำลังกายสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 นาที ทุก ๆ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
คนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งนาน ๆ ควรพักและเปลี่ยนอิริยาบถในทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและล้าได้ผ่อนคลาย ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น บิดขี้เกียจ หรือที่เรียกว่า การ Streching คือการเหยียดกล้ามเนื้อให้ตึงและทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและลดอาการเกร็งตัว ตลอดจนอาการปวดกล้ามเนื้อได้มาก

Office Syndrome หรือโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง
มีโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังบางโรคที่มีรูปแบบอาการคล้ายคลึงและแฝงตัวมาในลักษณะของโรค Office Syndrome แต่มีความรุนแรงและเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางกระดูกสันหลังที่ร้ายแรง เช่น กระดูกสันหลังตีบแคบไปเบียดเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

วิธีสังเกตอาการของโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่เมื่อมีอาการปวดร่วมกับการชา ปวดร้าวไปยังบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย การควบคุมการทำงานของอวัยวะผิดเพี้ยน เช่น ลายมือเปลี่ยน หรือมีอาการ Night Pain คือ การปวดอย่างรุนแรงในตอนกลางคืน นอกจากนี้เมื่อได้พักผ่อนและรับการรักษาในเบื้องต้นแล้วอาการดังกล่าวยังคงไม่ดีขึ้น ให้สงสัยว่าเป็นอาการปวดหลังที่ไม่ปกติจึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

แพทย์ที่มีความชำนาญจะมีขั้นตอนในการพิจารณาอาการอย่างละเอียดก่อนให้การรักษา โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ คือ
ความรุนแรงของอาการปวด ดูว่าคนไข้มีอาการปวดที่ไปรบกวนการทำกิจวัตรประจำวันมากน้อยเพียงใด
ความต้องการยาเพื่อควบคุมอาการปวดนั้น
การตรวจร่างกายและพบว่ามีอาการรบกวนเส้นประสาท เช่น ผู้ป่วยรู้สึกชาหรืออ่อนแรงมากขึ้น รวมถึงการคดของกระดูกสันหลัง
ข้อมูลจากการตรวจพิเศษ เช่น เอกซเรย์ MRI ในกรณีที่จำเป็น อ่านเพิ่มเติม

ท่าบริหารคอให้แข็งแรงป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

“โรคกระดูกคอเสื่อม” เวลาหันศีรษะแล้วมีเสียงดังกร๊อบบริเวณคอ หรือมีอาการปวดคอ คอเกร็ง โดยจะปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อขยับคอเคลื่อนไหวไปมา อาการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณอันตรายบ่งบอกถึงการมาเยือนของโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามวัยและสังขาร ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานวันยิ่งยากจะรักษาเยียวยา ทางที่ดีที่สุดควรป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ

โรคกระดูกคอเสื่อม
โรคกระดูกคอเสื่อมตามหลักการแพทย์แล้ว โดยปกติทั่วไปกระดูกสันหลังคอจะมีการเคลื่อนไหวมากกว่า 600 ครั้ง ในแต่ละชั่วโมง นอกจากนี้ยังจะต้องรับแรงกด แรงบิด และแรงตึงเครียด อันเนื่องมาจากมูฟเมนต์การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อม นอกจากจะเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุแล้ว บางรายยังเริ่มแสดงอาการให้เห็นตั้งแต่อายุ 35 – 40 ปี โดยความสามารถในการเคลื่อนตัวของข้อจะเริ่มเสียไปทีละน้อย ทำให้เกิดอาการฝืดเคืองเวลาขยับตัวเหลียวคอไปมองด้านหลัง ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มักจะเกิดอาการติดขัดเมื่อต้องการเหลียวคอเกิน 90 องศา โดยอาจมีอาการปวดคอแทรกซ้อนได้ เมื่อฝืนให้ข้อทำงานเกินกำลัง ผลจากการแก่ตัวของข้อกระดูกคอ ยังก่อให้เกิดกระดูกงอกในด้านขอบของข้อ ซึ่งถ้างอกเกินขนาด อาจทำให้มีอาการปวดลามลงแขน มือ และนิ้วได้ ในรายที่มีกระดูกงอกมาก อาจจะมีอาการชาที่นิ้วมือหรือแขน และทำให้แขนและมืออ่อนแรง

รักษากระดูกคอเสื่อม
สำหรับแนวทางในการรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังคอเสื่อมมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น การทำกายภาพบริหาร การนวดบรรเทาอาการเจ็บปวด และการใช้เครื่องมือช่วยเพื่อผ่อนแรงกล้ามเนื้อคอ ในรายที่มีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดยาลดอาการอักเสบที่คอ ยิ่งถ้ามีอาการเจ็บ ชา หรืออ่อนแรงลงที่แขน ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ต้องรีบตรวจรักษาอย่างละเอียดด้วยเครื่อง MRI Scan เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการแขนชาหรืออ่อนแรงมาก อาจต้องคิดถึงการผ่าตัด เพื่อรักษาการทำงานของเส้นประสาทที่ถูกกดโดยกระดูกงอก

ป้องกันกระดูกคอเสื่อม อย่างไรก็ดีหนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกคอเสื่อม คือ การป้องกันตั้งแต่ยังไม่ถูกคุกคาม โดยหมั่นบริหารร่างกายให้มีคอที่แข็งแรง เพื่อลดความตึงตัวของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณคอ ด้วยการหมุนศีรษะตามเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง และในทางตรงข้ามอีก 3 ครั้ง ทิ้งน้ำหนักของศีรษะลงเต็มที่ในการหมุนแต่ละครั้ง จากนั้นก้มศีรษะไปข้างหน้าโดยให้ไหล่อยู่กับที่แล้วเอียงคอไปมาทางด้านข้างและหงายไปข้างหลังให้มากที่สุด ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วจึงตั้งคอตรง หันศีรษะช้า ๆไปด้านขวาและซ้าย 10 ครั้ง โดยทำซ้ำให้เร็วขึ้น

ขณะเดียวกันจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย ได้แก่
ไม่ควรนั่งอยู่ในท่าเดียวนาน ๆ ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ
ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป
ไม่ควรนอนฟูกนิ่มเกินไป
ความสูงของหมอนควรพอเหมาะกับคอ เพื่อลดการทำงานของคอ อาจใช้หมอนใบเล็ก ๆ รองใต้คอ
ไม่ควรนอนตากแอร์หรือตากพัดลมตรง ๆ อ่านเพิ่มเติม

นอนหลับอย่างไรให้ได้คุณภาพ

ร่างกายของเราทุกคนต้องนอนหลับพักผ่อนตามตารางของ นาฬิกาชีวิต แต่จะหลับอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพมากที่สุด แล้วตื่นมาพร้อมความรู้สึกสดชื่น
เรื่องของการนอนต้องคำนึง 2 อย่างคือ
ชั่วโมงการนอน ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง แต่ละวัยต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็ก 11 – 13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7 – 8 ชั่วโมง ตาม นาฬิกาชีวิต
คุณภาพการหลับ การหลับอย่างมีคุณภาพ คือ ครบวงจรทุกระยะการหลับ ทั้งหลับตื้น หลับลึก และหลับฝัน ให้ครบทุกระยะเพราะมีความสัมพันธ์กัน
วงจรการหลับ 3 ระยะ
วงจรการนอนหลับในคนปกติทั่วไป มักใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาที – 7 นาที เป็นสภาพที่แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็จะตื่น จากนั้นเข้าสู่การหลับระยะต่าง ๆ
หลับตื้น เป็นระยะแรกที่มีการหลับตื้นอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน
หลับลึก ร่างกายจะเข้าสู่โหมดพักผ่อนเมื่อเข้าสู่ระยะหลับลึกเป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอนใช้เวลา 30 – 60 นาที ช่วงระยะนี้อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิตจะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลงเหลือประมาณ 60 ครั้งต่อนาที โกรทฮอร์โมนจะหลั่งในระยะนี้
หลับฝันอีกระยะหนึ่งที่สำคัญคือ ช่วงหลับฝันร่างกายจะได้พักผ่อน แต่สมองจะยังตื่นตัวอยู่ นอกจากนี้การหลับฝันยังช่วยจัดระบบความจำในเรื่องของทักษะต่าง ๆ ดังนั้น การนอนหลับที่ดีต้องได้ทั้งชั่วโมงการนอนและคุณภาพการหลับด้วย
แม้ว่าบางคนนอนหลับเพียง 4 – 5 ชั่วโมง แล้วตื่นมาสดชื่น ต้องดูว่าเป็นแค่หลับตื้นหรือเปล่า เนื่องจากระยะการหลับตื้นทำให้สดชื่นได้ จึงต้องดูว่าความสามารถในเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างไร หากสังเกตว่าตื่นมาสดชื่นแต่ความสามารถในเรื่องอื่น ๆ ลดลง นั่นแสดงว่า ชั่วโมงการนอนไม่เพียงพอ ควรที่จะนอนหลับให้นานกว่านั้น เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์การนอนของแต่ละระยะให้นานขึ้น
หรือบางคนนอนมากกว่า 7 – 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เป็นไปได้ว่าชั่วโมงการนอนเพียงพอ แต่คุณภาพการนอนไมได้ คือได้แค่หลับตื้นไม่เข้าสู่ระยะหลับลึก ซึ่งต้องไปหาสาเหตุต่อว่า ทำไมไม่สามารถเข้าสู่ระยะหลับลึกได้เป็นเพราะอะไร
ภัยเงียบจากหลับ ๆ ตื่น ๆ
บางคนชั่วโมงการนอนหลับสั้น แต่คุณภาพของการหลับได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายทางด้านพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องและการปรับตัวของร่างกาย
ส่วนคนที่ชั่วโมงการนอนเยอะ แต่ตื่นมาแล้วกลับไม่สดชื่นนั้น เป็นเพราะนอนได้แค่ระยะหลับตื้นหรือสะดุ้งตื่นเป็นพัก ๆ มีผลทำให้การทำงานของระบบหายใจและหลอดเลือดทำงานหนัก กลายเป็นว่าตื่นมาแล้วรู้สึกเพลียแทนที่จะรู้สึกสดชื่น
ปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากที่มารับการตรวจสุขภาพแล้วพบว่า มีปัญหาความผิดปกติในการนอนร่วมด้วยและพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นภัยเงียบที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ
อาการที่อาจเกิดขึ้นจากการนอนหลับไม่เต็มที่ซึ่งพบได้บ่อย เช่น ง่วงและเพลียกลางวัน ประสิทธิภาพความคิดความจำลดลง ลืมง่าย กลางคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ นอนกรนร่วมกับหยุดหายใจชั่วขณะ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว
ฉะนั้นการนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาแค่จำนวน 7 – 8 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับระดับความลึกของการนอนหลับ เพื่อให้ร่างกายและสมองได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และเวลาเข้านอน – ตื่นนอนที่เหมาะสม ไม่ควรนอนดึกหรือตื่นสายจนเกินไป อ่านเพิ่มเติม

ออกกำลังกายป้องกันและลดอาการปวดหลังและเข่า

ออกกำลังกายป้องกันและลด อาการปวดหลัง และเข่า
การออกกำลังกายป้องกันและลดอาการปวดหลังและเข่า สามารถทำได้ตามภาพต่อไปนี้ โดยในแต่ละท่าให้ทำช้า ๆ การเคลื่อนไหวไม่เร็วจนเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการฝึกอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ท่าละ 10 ครั้งต่อเซต (วันแรก ๆ ทำไม่ถึง 10 ครั้ง ไม่เป็นไร ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนจนถึง 10 ครั้ง) ทำซ้ำจำนวน 3 เซ็ต

อ่านเพิ่มเติม

ออกกำลังในน้ำให้ข้อแข็งแรง

ออกกำลังในน้ำให้ ข้อแข็งแรง ให้สุขภาพดีเพื่อจะได้อยู่กับคนที่คุณรักได้ตลอด

1. Marching hand to knee exercise

Starting position: ยืน

เป็นการออกกำลังกายโดยยกขาพร้อมกับสลับมือเตะไปที่หัวเข่าฝั่งตรงข้าม ทำสลับกันไปมาจำนวนครั้ง 10 – 20 ครั้ง

2. Squad exercise

Starting position: ยืน

เป็นการออกกำลังกายโดยการย่อเข่าขึ้น – ลง จำนวนครั้ง 10 – 20 ครั้ง อ่านเพิ่มเติม

สูบบุหรี่จัด…ระวัง“น้องชาย”หงอยไม่รู้ตัว

สูบบุหรี่จัด …ระวัง“น้องชาย”หงอยไม่รู้ตัว
พิษภัยของการสูบบุหรี่ นอกจากจะมีผลต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมายแล้ว ยังทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลงได้เช่นกัน แม้หลายคนจะรู้ดีว่าการสูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าบุหรี่ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถภาพทางเพศอย่างไรบ้าง
บุหรี่…มีผลต่อการขยายตัว
มีผลการวิจัยระบุถึงผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อภาวะการขยายตัวของอวัยวะเพศ ในเพศชายพบว่าการสูบบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อวัยวะเพศสั้น และหดตัวลงมากกว่าปกติ หรืออาการที่เรียกว่า “องคชาตหดตัว” โดยควันบุหรี่จะเข้าไปทำลายหลอดเลือดและเนื้อเยื่อองคชาตให้มีความยืดหยุ่นน้อยลง และในการศึกษาเปรียบเทียบภาวะการขยายตัวของอวัยวะเพศชายในคนที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ พบว่าภาวะการขยายตัวของอวัยวะเพศในคนที่สูบบุหรี่ จะน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบ ภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เรียกว่าอวัยวะเพศเล็กลง แต่อาจจะอธิบายได้ว่าอาการตื่นตัวของอวัยวะเพศน้อยลง จากที่เคยยาวก็หดสั้นลง ซึ่งกระทบต่อความสุขทางเพศ ทั้งของเพศชายและเพศหญิงไม่น้อยเลยทีเดียว
สารนิโคตินในบุหรี่ VS สมรรถภาพทางเพศ
สารนิโคติน จะเข้าไปกระตุ้นการบีบตัวของหลอดเลือด ทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดต่ำลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางเพศของเพศชาย ส่งผลให้อสุจิมีจำนวนน้อยกว่าปกติ, มีรูปร่างที่ไม่สมบูรณ์, เคลื่อนไหวได้ไม่ดี สเปิร์มมีอายุที่สั้นลง และสารนิโคตินยังทำให้เกิดการรวมตัวของกรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตัน และการไหลเวียนเลือดที่บริเวณอวัยวะเพศชายผิดปกติได้อีกด้วย
ยิ่งสูบจัด…ยิ่งเสี่ยงภาวะ “ไม่แข็งตัว”
นอกจากนี้ ในควันบุหรี่ยังมีสารไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ที่ทำความเสียหายให้กับ Lining ของเส้นเลือดใหญ่ โดยทำให้มี Plaque สะสม จนช่องของเส้นเลือดโดนบีบตัว จึงทำให้เลือดเดินทางได้ช้าลง ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดก็จะพบอัตราส่วนที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่จัด และผู้ที่สูบบุหรี่ในอัตราปกติ โดยพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่น้อยกว่าวันละ 20 มวน จะมีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 24% และสำหรับคนที่สูบบุหรี่เกินวันละ 20 มวน จะมีภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวสูงถึง 39% อ่านเพิ่มเติม

วิธีดูแลตัวเองหลัง ผ่าตัดต่อมทอนซิล

สำหรับใครที่กังวลว่า ผ่าตัดต่อมทอนซิล แล้วจะมีผลเสีย หรือผลกระทบเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน บอกได้เลยว่าหายห่วงได้ เพราะการ ผ่าตัดต่อมทอนซิล ไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือช่องปากลดลงแต่อย่างใด เมื่อผ่าตัดต่อมทอนซิล และแผลหายสนิทดี ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ในระหว่างพักฟื้นนั้นจำเป็นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ
อาการที่พบได้หลังผ่าตัดต่อมทอนซินออก
หลังจากเข้ารับการรักษาผ่าตัดต่อมทอนซิลออก ในกรณีที่สามารถรับประทานอาหาร ดื่มน้ำได้ และไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านภายใน 1-2 วัน โดยในช่วง 1-2 วันแรกที่กลับไปพักฟื้น ผนังในคออาจบวมมากขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก รู้สึกอึดอัด อาจทำให้เสียงพูดเปลี่ยนชั่วคราว แนะนำให้นอนยกศีรษะสูง โดยใช้หมอนหนุน อมและประคบน้ำแข็งบ่อยๆ ในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อลดอาการบวมบริเวณที่ทำผ่าตัด หากอาการหายใจไม่สะดวกรุนแรงขึ้น และกินระยะเวลานาน ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาแพทย์ทันที

ในระหว่างนี้กว่าแผลผ่าตัดจะหายดี ผู้ป่วยยังคงมีอาการเจ็บคอ เนื่องจากแผลที่ผนังในคอทั้งสองข้าง กลืนอาหารหรือน้ำลายลำบากจากแผลผ่าตัด ทำให้รับประทานไม่ค่อยสะดวก อาจทำให้น้ำหนักลดได้ อาจมีน้ำลายปนเลือดออกมาได้บ้างเล็กน้อย หรือเห็นเป็นฝ้าสีขาวอยู่ในช่องคอตรงบริเวณของต่อมทอนซิลทั้งสองข้าง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้เมื่อจำเป็น และรับประทานยาที่แพทย์ให้ไว้ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาลดบวมในรูปยาน้ำ และยากลั้วคอ ให้ครบ และต้องอาศัยความระมัดระวังในการดูแลตัวเองช่วงระยะเวลาพักฟื้นเพื่อให้แผลหาย ซึ่งการหายของแผลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7-14 วันอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และแผลจะหายเป็นปกติ 2-4 สัปดาห์
หลังผ่าตัดต่อมทอนซินออก ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่บริเวณช่องปากและลำคอ จึงมีผลทำให้เจ็บคอ และรับประทานอาหารลำบาก จึงควรรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม อาหารเหลวหรืออาหารอ่อนที่เย็นแล้ว ไม่ใช่ข้าวต้มร้อนๆ หรือโจ๊กร้อน ในช่วง 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่แข็ง ร้อน รสเผ็ด หรือรสจัด เนื่องจากอาหารที่แข็ง หรือชิ้นใหญ่เมื่อรับประทานไปมีโอกาสไปถูกแผลได้มากกว่า และก่อให้เกิดอาการเจ็บ มีเลือดออกจากแผลหลังผ่าตัด หลังมื้ออาหารควรกลั้วคอทำความสะอาดบ่อยๆ หรือแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร โดยที่ไม่ล้วงคอ หรือแปรงฟันเข้าไปในช่องปากลึกเกินไป อ่านเพิ่มเติม

พฤติกรรม “ติดเค็ม” เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากสารเคมี อาหารไขมันสูง อาหารหมักดอง ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร  รู้มั้ยว่าแค่อาการ “ติดเค็ม”ก็ทำให้เรามีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารโดยไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน
แค่ “ติดเค็ม” ก็เป็นเรื่องใหญ่
ลองสังเกตตัวเองสิว่า เราเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม
เติมน้ำปลา หรือซีอิ๊วทุกครั้งก่อนชิมอาหาร
กินข้าวไป เหยาะพริกน้ำปลาไปแทบทุกคำ
ชอบกินขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็ม
ชอบกินอาหารสำเร็จรูป (ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรสเค็ม)
ชอบกินอาหารหมักดองเป็นพิเศษถ้าใช่แม้เพียงข้อเดียว ก็อาจทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเพราะ “ติดเค็ม” ได้แล้ว

ทำไม “ติดเค็ม” ถึงอันตราย
นอกจากพฤติกรรมการชอบปรุงอาหารให้มีรสเค็ม ร่วมกับการชอบรับประทานอาหารที่มีรสเค็มอย่างอาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง ขนมกรุบกรอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีโซเดียมสูง ยิ่งรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับว่าร่างกายมีการสะสมของโซเดียมเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ผลที่ได้นั้นเกินกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก คือจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมไปถึงหลอดอาหารได้ง่ายๆ เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราได้รับปริมาณโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลให้ปริมาณเกลือโพแทสเซียมลดลง และนั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ยิ่งถ้าคนที่มีอาการติดเค็มแบบนี้นานๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่านั่นเอง นี่ยังไม่รวมกับอาหารอื่นๆ ที่มีปริมาณโซเดียมปนอยู่แล้วด้วยนะ อ่านเพิ่มเติม

“ ฟันสวยแข็งแรง รอยยิ้มสดใส มั่นใจทุกวัน ด้วยการดูแลที่ตรงจุด ”

รอยยิ้มที่สดใส ฟันสวยแข็งแรง ขาวสะอาด ย่อมเสริมความมั่นใจและมีบุคลิกภาพผู้นั้น การบดเคี้ยวอาหาร การออกเสียงเพื่อการสื่อสารย่อมทำได้ดี แต่ทว่าหากฟันเกิดมีปัญหาหรือเกิดความเสียหายจากสาเหตุต่างๆ เช่น ฟันแตกหัก บิ่น สูญเสียเนื้อฟัน หรือฟันเป็นคราบเหลือง เป็นต้น ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาบูรณะฟื้นฟูให้ ฟันสวย รอยยิ้มสดใส มั่นใจในทุกวันด้วยนวัตกรรมการรักษาเพื่อฟื้นคืนคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์กลับมาอีกครั้ง

รากฟันเทียม
ครอบฟัน
การเคลือบผิวหน้าฟัน

รากฟันเทียม (Dental Impant) นั้นผลิตมาจากวัสดุที่ทำมาจากโลหะผสมไทเทเนียม ออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายกับรากฟัน สามารถนำมาใช้ทดแทนรากฟันธรรมชาติที่ถูกถอนออกไป เติมเต็มพื้นที่บริเวณสันเหงือกที่ว่างอยู่ให้มีความแน่นกระชับ ง่ายต่อการดูแลรักษา ช่วยปรับสมดุลการบดเคี้ยวให้กลับมาทำงานได้ดีสมบูรณ์ขึ้น

หน้าที่ของรากฟันเทียม
1. ใช้ยึดกรอบฟัน ทดแทนฟันที่หายไปเพียง 1 ซี่ ใช้ได้ทั้งฟันหน้าและฟันหลัง
2. ใช้ยึดสะพานฟัน ทดแทนฟันที่หายไป 2-3 ซี่ติดกัน
3. ใช้ยึดฟันเทียมในกรณีผู้ป่วยสูญเสียฟันทั้งปาก มีทั้งติดแน่นและถอดได้
4. ใช้ยึดฟันเทียมบางส่วนถอดได้โครงโลหะ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องใส่ฟันหลายซี่

ข้อดีของรากฟันเทียม

1.เป็นฟันเทียมติดแน่น ผู้ป่วยใช้งานได้สะดวก

2.ผู้ป่วยใช้เคี้ยวอาหารได้ดีขึ้น มีแรงบดเคี้ยวเพิ่มขึ้น เพิ่มความสามารถในการบดเคี้ยว

3.ลดการสูญเสียเนื้อฟัน จากการเตรียมช่องปากเพื่อใส่ฟันเทียมชนิดอื่นๆ

4.ง่ายต่อการดูแลรักษา ทำความสะอาดได้ง่าย

5.มีความสวยงามเสมือนฟันธรรมชาติ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ

6.เพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร พูด ออกเสียง

ข้อจำกัดของผู้ป่วยในการทำรากฟันเทียม
1.ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
2.ผู้ป่วยตั้งครรภ์ ต้องมีการรับประทานยา อ่านเพิ่มเติม

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทางเลือกการรักษาข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม ใครๆ ก็เป็นได้

แม้ข้อเข่าจะเป็นเพียงส่วนประกอบของร่างกายที่หลายคนมองข้าม แต่ข้อเข่าก็มีบทบาทต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายมากเลยทีเดียว และด้วยความทนทานไม่ค่อยแสดงอาการประท้วงเท่าไหร่นัก ทำให้หลายคนมีพฤติกรรมการใช้ข้อเข่าที่ไม่เหมาะสม จนส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ข้อเข่าก็เปรียบเสมือนบานพับที่เชื่อมระหว่างหัวกระดูกต้นขาและเบ้ากระดูกหน้าแข้ง โดยปลายกระดูกทั้งสองจะมีกระดูกอ่อนคลุมไว้และมีน้ำเลี้ยงคอยหล่อลื่นช่วยลดแรงกระแทกขณะเคลื่อนไหว ซึ่งการเสื่อมสลายของผิวกระดูกอ่อนบริเวณดังกล่าวนี่เอง เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อเข่าติดขัด จนเกิดการอักเสบ บวม และรู้สึกปวด เป็นอาการบ่งชี้ของสิ่งที่เรียกว่า “ข้อเข่าเสื่อม”
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อม ก็คือ
อายุ โดยอาการข้อเข่าเสื่อมจะพบได้มากในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
เพศ เพศหญิงจะมีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือน
น้ำหนักตัว ปกติการเดินบนพื้นราบ ข้อเข่าแต่ละข้างของเราจะต้องแบกรับน้ำหนักประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัวเลยทีเดียว ดังนั้นการที่เรามีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันในข้อเข่าอย่างมหาศาล ส่งผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อชำรุด สึกหรอ และเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
การบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า การเล่นกีฬาที่เกิดแรงกระแทกในข้อเข่ามากๆ อย่างเช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่า หรือเส้นเอ็นภายในข้อเข่า จะส่งผลให้ความแข็งแรงของข้อเข่าลดน้อยลง เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ผิวข้อเข่าชำรุดก่อนวัย
โรคต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อเข่า
ทางเลือกเพื่อการรักษา
ปัจจุบันการรักษาข้อเข่าเสื่อม สามารถทำได้หลายวิธี หากอาการของโรคยังไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้การรักษาด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า เพื่อลดการเสียดสีขณะเคลื่อนไหว ซึ่งวิธีนี้จะสามารถทำได้กับเฉพาะผู้ที่ไม่เคยมีการติดเชื้อในข้อเข่าเท่านั้น แต่หากมีอาการปวดที่รุนแรงเรื้อรังมานาน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทดแทนข้อเข่าที่เสื่อม
เอาชนะข้อเข่าเสื่อม ด้วยข้อเข่าเทียม
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือ การผ่าตัดเอาผิวข้อที่เสื่อมสภาพออกให้หมด แล้วใส่ผิวข้อใหม่ซึ่งทำมาจากวัสดุพิเศษทางการแพทย์ที่มีความแข็งแรงทนทาน เหมือนกับการนำกระเบื้องปูพื้นที่สึกหรือชำรุดออกแล้วเตรียมพื้นบ้านเพื่อปูกระเบื้องชุดใหม่เข้าไปแทน ไม่เพียงการนำกระดูกที่เสื่อมออก แต่แพทย์จะต้องปรับความตึงหรือหย่อนของเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า เพื่อให้ขามีรูปร่างปกติ ไม่โก่งผิดรูป ซึ่งขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการตั้งศูนย์ล้อของรถยนต์ ตำแหน่งของข้อเข่าที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดี ซึ่งการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะได้ผลดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ
ประสบการณ์และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด
สภาพของข้อเข่าของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ถ้าข้อเข่าติดแข็งหรือผิดรูปมากๆ เช่น เข่าโก่ง หรือกล้ามเนื้อข้อเข่าลีบ ก็ต้องอาศัยการบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัดเพื่อฟื้นฟู
ความร่วมมือของผู้ป่วยหลังผ่าตัดในเรื่องของบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัด อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget