ธุรกิจออนไลน์ ที่สามารถเข้าใจได้

สำคัญอย่างไรสำหรับ ธุรกิจออนไลน์

Digital marketing คือ การทำการตลาดรูปแบบหนึ่งโดยโปรโมทสินค้าหรือบริการผ่านทางสื่อดิจิทัล และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค เพื่อเพิ่มยอดขายโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทางสื่อดิจิทัล ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่าย และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลานอกจากนี้การตลาดดิจิทัลคืออีกทางเลือกหนึ่งของการสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นกับธุรกิจแบรนด์ใหม่ ทำให้การรับรู้ในวงกว้างไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ในจำนวนมากได้โดยตรง ธุรกิจแบรนด์ใหม่ จึงมีโอกาสที่จะเป็นที่รู้จัก และเติบโตได้อย่างรวดเร็วช่องทางต่างๆของการตลาดแบบดิจิทัล

Social Media Marketing

โซเชียลมีเดียจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักและขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในเว็บไซต์ของ Google ซึ่งข้อดีของการทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย คือ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย รวดเร็วทันใจ และช่วยในการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการบอกต่อในหมู่มาก ธุรกิจออนไลน์ ได้อย่างง่ายดาย ช่องทางที่สามารถใช้ในการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ได้แก่

    • Facebook
    • Twitter
    • Instagram
    • Snapchat
    • Pinterest
    • Google+
    • LinkedIn

Content Marketing

เนื้อหากลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสูงสุดสำหรับการผลิตสื่อออนไลน์ในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน จากคำกล่าวที่ว่า “Content is King” บ่งบอกได้ถึงคุณค่าของการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเว็บไซต์ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นเช่นกัน โดยวิธีการสร้างและแจกจ่ายเนื้อหาที่มี “คุณค่า” ให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีจุดประสงค์ให้กลุ่มเป้าหมายกลับมาสร้างรายได้ให้เรา ช่องทางที่มีส่วนช่วยในการตลาดด้วยการใช้เนื้อหา ได้แก่

บล็อกโพสต์ (Blogs)

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และบทความข้อเสนอแนะ
Infographics
โบรชัวร์ออนไลน์และลุคบุ๊ค
Search Engine Optimization
การใช้เนื้อหาในการทำการตลาดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหาผ่านSEO ได้ และทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในหน้าของการค้นหาซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ ซึ่งช่องทางที่จะได้รับประโยชน์จากการค้นหา SEO ได้แก่

    • Websites
    • Blogs
    • Infographics

Search Engine Marketing

เป็นรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์บนหน้าแสดงผลการค้นหา (Search Result Page) อาทิ Google, Yahoo!, Bing, Baidu เป็นต้น ธุรกิจออนไลน์  โดยการทำโปรโมชั่นกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ใช้งาน Search Engine เพื่อให้รู้จักเว็บไซต์ สินค้า หรือบริการของคุณ และนำมาซึ่งยอดผู้ใช้เว็บไซต์และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้มากยิ่งขึ้นซึ่งใช้ PPC (Pay Per Click) ในการลงโฆษณาบนหน้าแสดงผลการค้นหา โดยที่คิดค่าใช้จ่ายจากการคลิกตัวข้อความโฆษณา แม้ว่าโฆษณาจะแสดงขึ้นมา แต่หากไม่มีการคลิกเกิดขึ้น ก็จะไม่เสียเงินในการลงโฆษณาแต่อย่างใด ระบบโฆษณาแบบPPCที่เป็นที่นิยมทั่วโลก ได้แก่

โฆษณาแบบชำระเงินบน Facebook

    • การโปรโมทผ่าน Twitter
    • ข้อความผ่าน LinkedIn

Affiliate Marketing

เป็นการทำการตลาดบนอินเตอร์เน็ตรูปแบบใหม่ โดยอาศัยตัวแทนโฆษณา, เซลล์แมน, ตัวแทนจำหน่าย, คนเชียร์สินค้า, รวมถึงผู้รีวิวสินค้า โดยได้รับผลตอบแทนในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นจากเจ้าของสินค้าหรือบริการนั้นๆ ซึ่ง ณ ปัจจุบันใครๆก็สามารถเป็นผู้ช่วยขายสินค้าได้ เพราะการทำ Affiliate นั้นง่ายมาก เพียงแค่ช่วยโปรโมทสินค้าบนเว็บไซต์ หรือทาง Social Media ของตัวคุณเองเช่น

    • แชร์ผ่านFacebook, Instagram
    • แชร์โฆษณาวิดีโอผ่านทางYoutube

Email Marketing

ในยุคปัจจุบันบริษัทต่างๆได้ทำการตลาดผ่านทาง email เพื่อเป็นการแจ้งข่าวสาร โปรโมชั่น หรือส่วนลดพิเศษแก่สมาชิกหรือลูกค้าของบริษัท ตลอดจนเป็นการนำผู้ใช้ email ไปยังเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งประเภทของ email ที่ส่งไปอาจเป็นการนำเสนอในรูปแบบ

email ข้อมูลข่าวสาร
email ติดตามผู้เข้าชมและดาวน์โหลดข่าวสารบนเว็บไซต์
email ต้อนรับลูกค้าใหม่
โปรโมชั่นวันหยุดสำหรับสมาชิก

Online PR

ประชาสัมพันธ์ออนไลน์ คือการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง โดยนำเสนอข่าวสารได้ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ กราฟิก ผ่านทางบล็อกและเว็บไซต์ คล้ายกับการประชาสัมพันธ์แบบดั้งเดิม แต่ทำในพื้นที่ออนไลน์ เชื่อมโยงเครือข่ายทั่วโลกเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อย่างไร้พรมแดน ทุกสถานการณ์ ทุกเวลา ทุกสถานที่ ในช่วงเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่

    • รีวิวออนไลน์เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ
    • ความคิดเห็นบนเว็บไซต์ส่วนตัวหรือบล็อก

ใครสามารถทำการตลาดแบบดิจิทัลได้บ้าง?

การตลาดดิจิทัล สามารถใช้ได้กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะขายสินค้าหรือบริการใด แต่การตลาดแบบดิจิทัลยังคงคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อสามารถระบุความต้องการของผู้เข้าชมและสามารถสร้างเนื้อหาออนไลน์ที่มีคุณค่าให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจควรใช้กลยุทธ์การตลาดแบบดิจิทัลในลักษณะเดียวกันทั้งหมดการทำการตลาดแบบดิจิทัลสำหรับธุรกิจB2B (Business to Business) อาจไม่ได้รับความสนใจเท่ากับธุรกิจแบบ B2C (Business to Consumer) เนื่องจากตัวเลขสถิติต่างๆ และจำนวนผู้คนที่พูดถึงบนโลกออนไลน์นั้น ไม่ได้หวือหวาเท่ากับการทำการตลาดแบบB2C เพราะการทำการค้าแบบ B2B นั้น ด้วยจำนวนของลูกค้าไม่ได้มีจำนวนมากเท่าไหร่นัก แต่หากลองเคาะตัวเลขให้ดีๆ แล้วจะพบว่าธุรกิจแบบ B2B มีมูลค่าในการซื้อขายต่อ 1 คำสั่งซื้อที่สูงมากหากธุรกิจของคุณเป็นแบบB2C หรือธุรกิจที่ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งการทำการตลาดแบบดิจิทัลสำหรับธุรกิจประเภท B2C นี้ ปัจจุบันมีข้อได้เปรียบอย่างมากมาย เนื่องจากเราสามารถใช้สื่อออนไลน์สื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรงผ่าน Social Media ของแบรนด์ เพื่อประกาศ พูดคุย และรับฟังผู้บริโภค เพื่อที่แบรนด์จะได้หาวิธีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

ทำไมธุรกิจของคุณจึงต้องทำการตลาดแบบดิจิทัล?

การทำการตลาดแบบดิจิทัลไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถทำการโปรโมทสินค้าและบริการได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริการลูกค้าออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างดี การใช้การปฏิสัมพันธ์กับโซเชียลมีเดียช่วยให้แบรนด์ต่างๆได้รับการตอบรับเชิงบวกและเชิงลบจากลูกค้าได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้การตลาดแบบดิจิทัลจึงเป็นประโยชน์สำหรับแบรนด์และธุรกิจต่างๆ โดยที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถโพสต์ความคิดเห็นผ่านทางแหล่งโซเชียลเน็ตเวิร์ค บล็อกและเว็บไซต์เกี่ยวกับประสบการณ์การใช้สินค้าและบริการต่างๆ ถึงความพึงพอใจต่อแบรนด์นั้นๆได้ ซึ่งแตกต่างจากการทำการตลาดแบบดั้งเดิม หรือออฟไลน์แบบสิ้นเชิง หากคุณลงโฆษณาบนหนังสือพิมพ์คุณจะทราบได้อย่างไรว่ามีจำนวนผู้อ่านกี่คน คนที่อ่านเป็นใครบ้าง และเป็นคนจากภูมิภาคใด ในทางกลับกันการตลาดแบบดิจิทัลสามารถช่วยวัดและวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนั้นได้ หากคุณยังไม่แน่ใจในการทำการตลาดแบบดิจิตอลว่าจะช่วยโปรโมทสินค้าหรือบริการคุณได้อย่างไร สามารถติดต่อเราเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมและเราสามารถช่วยให้คุณสร้างกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณได้

ขายของออนไลน์ ยังไงให้ยอดปัง ฉบับอัปเดต 2021

ในสภาพเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญโควิดยาว ๆ แบบนี้ แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยาก ขายของออนไลน์ กันทั้งนั้น ทั้งทำเป็นอาชีพเสริม หรือ บางคนก็ขายได้ดี จนยึดเป็นอาชีพหลักได้เลย แต่การขายของออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จนั้น มันก็ต้องมีเทคนิคกันบ้าง ใครยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ลองมาดูกันเลย

วางแผนชีวิต

ก่อนอื่นเลย เราจะต้องวางแผนชีวิตแล้วนะ ว่าจะทุ่มเทให้กับการขายสินค้าออนไลน์ของเราขนาดไหน ไม่ขยันเราก็อยู่ได้ไม่นานนะจะบอกให้ ไหนจะลูกค้าสอบถามเข้ามา ต้องการสั่งซื้อสินค้า ความรวดเร็วในการคุยกับลูกค้าคือสิ่งสำคัญ ถ้าช้าลูกค้าก็มีสิทธิไปเลือกคนอื่นแล้ว

เตรียมงบประมาณ เงินทุน

จะเริ่มทำธุรกิจ ก็ต้องเตรียมเงินทุนกันหน่อย บางคนเลือกที่จะไม่สต๊อคสินค้า หรือบางคนมีทุนสำหรับสต๊อคสินค้า ก็แล้วแต่ตามสะดวกเลย แต่เงินทุนนี้ต้องคิดระยะยาวหน่อยนะ คิดแค่ 3-4 เดือน ถ้าไม่ปังก็เจ๊งเลย เงินทุนที่ขาดไม่ได้ คือต้นทุนสำหรับทำการตลาด เพราะถ้าอยากให้มีคนซื้อของเราเยอะ ก็ต้องมีคนเห็นและรู้จักเราเยอะ ๆ จริงมั้ย

ช่องทางการขาย

เมื่อมีของ มีทุนเรียบร้อย สเต็ปต่อไปก็คือ จะขายในช่องทางไหนดีล่ะ ?

ถ้าอยากจะเอาจริงเอาจังกับการ ขายของออนไลน์ แน่นอน ว่าต้องมีเว็บไซต์ ถ้าระบบดี ๆ นี่ช่วยให้เราประหยัดเวลาได้เยอะเลย เพราะเว็บไซต์จะสามารถใส่ช่องทางการติดต่อสอบถามอื่น ๆ เช่น Facebook Messenger , Line , Instagram เข้าไปได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อได้อย่างรวดเร็ว และยังทำให้ธุรกิจของเรามีความน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย

Facebook Fanpage ก็เป็นช่องนึงที่พ่อค้าแม่ค้านิยมไปลงขายสินค้าที่นั่น เพราะมันสามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้อีกทาง ถ้าเราทำเว็บไซต์เป็นหลัก เราสามารถแชร์บทความ หรือแชร์สินค้าของเราไปบน fanpage เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราได้อย่างดีเลย

สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในบ้านเราตอนนี้ มีให้เลือกหลายแบรนด์เลย ทั้ง LAZADA , Shopee, JD Central , Lineshop และแน่นอนว่าเป็นที่นิยมมากกกกก ซึ่งเมื่อคนไปเปิดขายสินค้าเยอะ ลูกค้าก็ย่อมมีตัวเลือกเยอะ อันนี้ก็ต้องสู้ราคากันหน่อย

โปรโมทและทำการตลาด

เอาล่ะ เรามีเว็บไซต์แล้ว

แต่สงสัยมั้ยคะ ว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราพูดถึงกันก่อนหน้านี้จะเห็นร้านค้าออนไลน์ของเราได้ยังไง ?

การขายของออนไลน์ จำเป็นต้องให้มีคนเห็นเราและรู้จักเราเยอะขึ้น หลัก ๆ เลยต้องทำให้เว็บไซต์ของเราติดบนหน้าแรก Google ให้ได้ค่ะ มันก็ต้องลงทุนกันหน่อย โดยทำได้ 2 วิธี คือ การทำ SEO และ ทำโฆษณา Google ads

หลายคนอาจขมวดคิ้วว่า SEO มันลงทุนอะไรกัน มันทำฟรีไม่ใช่หรอ?

ใช่ค่ะมันฟรี แต่งานนี้ ต้องลงทุนลงแรงเรื่องแรงงานและเวลากันหน่อย ติดช้าแต่ชัวร์ ติดแล้วเราจะอยู่ไปอีกนาน แล้ว ทำยังไงให้เว็บไซต์เราติด SEO ลองไปอ่านกันได้เลย
ส่วน Google ads แน่นอนค่ะขึ้นชื่อว่า Ads แล้วมันต้องเสียเงิน

เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ขายของที่รวดเร็วที่สุด และขึ้นหน้าแรก Google อย่างแน่นอน เมื่อทำโฆษณาแล้วเราจะได้ลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาทันที ไม่ต้องรอให้เว็บไซต์ติดอันดับเหมือน SEO แต่พอเรามี Traffic เข้ามาเยอะขึ้น SEO เราก็จะดีขึ้นตามลำดับ

แล้วถ้าเรายิง ads ไม่เป็นทำยังไงล่ะ ?

MakeWebEasy มี Specialist ด้านการทำโฆษณา Google Ads ให้คอยปรึกษาด้วย

ลองทำโฆษณาเอง อาจจะเสียค่าคลิ๊กฟรีก็มีเยอะแยะ ยิงไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายก็แย่อีก แม้ว่าจะต้องเพิ่มงบในการจ้าง Specialist มาช่วยดูแลโฆษณาสักหน่อย แต่ได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแล บริหารต้นทุนโฆษณาให้ ก็สบายใจไปอีกเปราะนะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น แค่เงินอย่างเดียวไม่พอ อย่าลืมองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะช่วยให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่น คำโฆษณาหรือรูปภาพที่ใช้ ลูกค้าสามารถเห็นแล้วตัดสินใจซื้อได้เลยมั้ย มีการทำโปรโมชั่นให้น่าสนใจในช่วงเวลาต่างๆ มีริวิวให้ลูกค้าดู เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บของเราหรือยัง

มีดีที่รีวิว

สิ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของของเราได้ดีที่สุด คือ การรีวิวเลย

การรีวิวจากการใช้งานจริงอาจจะใช้เป็นรูป วิดีโอ หรือ ข้อความ สังเกตว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเน้นการรีวิวเป็นสำคัญ เพราะการรีวิวสินค้าหรือบริการนั้น จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับธุรกิจของเราขึ้นไปอีก แน่นอนว่า ธรรมชาติของผู้บริโภค ย่อมซื้อสินค้ากับร้านที่มีความน่าเชื่อถือ และมีคนแนะนำมากว่าอยู่แล้ว

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับการเริ่มขายของออนไลน์ ไม่ยากอย่างที่คิดใช่มั้ย

แต่ถ้าจะขายของให้ปังๆๆ มันก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เริ่มต้นที่เตรียมตัวเตรียมใจ ทุ่มเท หาช่องทางสำหรับขายสินค้า ทำแคมเปญโปรโมทสินค้าให้น่าสนใจ ทำโฆษณาให้คนรู้จักเราเยอะขึ้น คำนวนงบประมาณความคุ้มค่ากับกำไรที่ได้รับ หมั่นพัฒนาสินค้าให้ดี รีวิวก็มีมาเรื่อยๆ สะสมประสบการณ์มากขึ้น แค่นี้ ก็เพิ่มยอดขาย หรือทำให้เราเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้าอันดับต้น ๆ ได้แล้ว

ถ้าพูดถึงการตลาดออนไลน์ สมัยก่อนคงไม่มีใครเข้าใจและให้ความสนใจมากเท่าปัจจุบัน เพราะการตลาดออนไลน์เป็นเหมือนโลกใบใหม่สำหรับธุรกิจ มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และเริ่มต้นทำได้ง่าย (หากรู้หลักและเข้าใจเครื่องมือ) จึงทำให้หลายธุรกิจเริ่มหันมาทำการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง และเป็นเหมือนธรรมเนียมที่ทุกสิ้นปีจะต้องมีการอัพเดทเทรนด์กัน วันนี้หนูโก จาก Go Online ขออนุญาตมาอัพเดท “เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021” พร้อมมอบสูตรสำเร็จสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น ติดตามอ่านกันได้เลย

เปิดหน้าร้านออนไลน์ (Online Store)

การมีหน้าร้านออนไลน์ เป็นมากกว่า เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021 ไปแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ธุรกิจที่ต้องการขายออนไลน์ “ต้องทำ” เพื่อเป็นหลักแหล่งในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของบริษัท ข้อมูลบริษัท ข้อมูลเพิ่มเติมที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วธุรกิจสามารถเลือกประเภทของหน้าร้านออนไลน์ได้หลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 3 ทางเลือก ได้แก่

Brand.com การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง
E-Marketplace การเปิดร้านขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ E-commerce
Social Commerce การเปิดร้านขายสินค้าผ่าน Social Media

ซึ่งแต่ละทางเลือกก็มีจุดเด่น-จุดด้อยที่แตกต่างกัน ดังนี้

Brand.com

คือเว็บไซต์ที่ธุรกิจมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทั้งหมด สามารถเลือกซื้อชื่อเว็บไซต์ (Domain Name) ซื้อขนาดความจุพื้นที่บนเว็บไซต์ (Hosting) เลือกแพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์ (WordPress / WIX / หรืออื่น ๆ) หรือจะใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปจากผู้ให้บริการทั้งในไทยและต่างประเทศได้เช่นกัน ซึ่งการเลือกแต่ละอย่างก็จะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไป

หากอยากทราบความแตกต่างระหว่างการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress กับ WIX แนะนำบทความจาก DIGITORY

E-Marketplace

คือการที่ธุรกิจไปสมัครใช้บริการเว็บไซต์ E-Commerce และทำการเปิดหน้าร้าน ใส่สินค้าและรายละเอียดเข้าไปเพื่อให้พร้อมขาย หรือจะให้นิยามง่าย ๆ ก็คือ “ตลาดนัดออนไลน์” นั่นเอง เพราะการจะเปิดร้านขายของแบบ E-Marketplace ก็ต้องมีการจ่ายค่าเช่าคล้ายกับตลาดนัด แต่จะเป็นค่าเช่าที่มาในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นให้กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ ที่เลือกใช้

Social Commerce

คือการผสมผสานระหว่าง Social Media + E-Commerce ทำให้เกิดเป็นเทรนด์การซื้อขายสินค้าผ่าน Social Media กรณีตัวอย่างเช่น นางสาว A เห็นสินค้าใน Instagram และเกิดความสนใจ จึงทักไปหาแม่ค้าเพื่อสั่งซื้อ แล้วไปแจ้งรายละเอียดการชำระเงินผ่านทาง LINE เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการเปิดหน้าร้านผ่าน Social Commerce ไม่จำเป็นต้องจบการซื้อขายในแพลตฟอร์มเดียวเสมอไป อาจจะมีการเห็นสินค้าจากที่หนึ่ง แล้วไปสั่งซื้ออีกที่หนึ่งได้

ตัวอย่าง Social Media ที่มีการพัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อมารองรับเทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021 ในส่วนของ Social Commerce ได้แก่ Facebook Shop, Instagram Shopping, LINE MyShop เป็นต้น

ใส่ใจเรื่องแบรนด์ (Branding)

ทุกวันนี้การมีตัวตนที่ชัดเจนของแบรนด์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะสำหรับลูกค้าแล้ว การเลือกใช้สินค้าจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งก็เป็นเหมือนการบ่งบอกถึงตัวตน รสนิยม สไตล์ รวมทั้งฐานะได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นแล้ว การกำหนด “เอกลักษณ์ของแบรนด์” หรือ “Corporate Identity” ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ เพราะจะเป็นการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง สร้างจุดเด่นให้มีความน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอีกมากมายที่กำลังทำการตลาดอยู่ในขณะเดียวกัน

การส่งเสริม Branding ที่ดีเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการกำหนดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

ออกแบบโลโก้ (Logo)
สร้างเทมเพลตสำหรับธุรกิจ (Template)
ใจความสำคัญในการสื่อสาร (Key Message)
อารมณ์และแนวทาง (Mood & Tone)
การใช้สื่อที่สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ กับ ธุรกิจออนไลน์ จะประสบความสำเร็จได้ถ้าเจ้าของแบรนด์มีความหูไวตาไว ช่างสังเกต หมั่นสำรวจคู่แข่ง และควบคุม Identity ให้ได้อย่างที่วางแผนไว้ ในอีกทางนึง หากแบรนด์ไม่ได้มีเวลาในการกำหนดสิ่งเหล่านี้ การเลือก Production House ดี ๆ ที่จะมาช่วยทำสื่อจึงเป็นทางออกที่หลายธุรกิจนิยมเลือก เพราะผู้เชี่ยวชาญจะช่วยดูแลเรื่องการกำกับและคุมโทนให้ทุกสื่อที่ออกจากทาง Brand มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลโก้ สโลแกน สี สัญลักษณ์ มาสคอต ฯลฯ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget