ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ใบหน้า

ใบหน้า ที่สวยงาม คืออะไร? ใบหน้า ที่คนส่วนใหญ่มองแล้วคิดว่าสวยงามก็คือใบหน้าที่ได้สัดส่วนสมมาตร มองแล้วสบายตา
ดังนั้นจึงได้มีความพยายามหาสัดส่วนต่างๆ มาเพื่อวัดว่าใบหน้าที่สมส่วนได้มาตรฐานนั้นควรเป็นอย่างไร เช่นอัตราส่วนทองคำ หรือ Golden Proportion Radio
The golden Ratio of Face คือ ทำการวัดค่าเฉลี่ยต่างๆ ของใบหน้า ที่คนส่วนใหญ่มองว่าสวยงามและนำค่าเฉลี่ยนั้นมาเป็นแนวทางในการแก้ไขอวัยวะ หรือส่วนประกอบต่างๆบนใบหน้าให้มาอยู่ในช่วงค่าเฉลี่ยเหล่านี้ ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการแก้ไขปัญหาในผู้ที่มีโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ เช่น ผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรยื่นยาว คางสั้น หรือยาวผิดปกติ ผู้ป่วยที่ยิ้มแล้วเห็นเหงือกเยอะ ผู้ป่วยที่คางบิดเบี้ยว เป็นต้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหน้าแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ การปรับเปลี่ยนโดยวิธีผ่าตัดศัลยกรรม และการปรับเปลี่ยนโดยไม่ใช้การผ่าตัดศัลยกรรม
การปรับเปลี่ยนโครงหน้าโดยไม่ใช้วิธีศัลยกรรมเป็นการปรับลดยกกระชับเพิ่มเติมบนใบหน้า เพื่อแก้ไขในส่วนที่บกพร่องเพียงเล็กน้อยมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น
การลดไขมันส่วนเกินและยกกระชับใบหน้า เช่น Meso Fat Therapy,Thermage, Ion Lifting, Regent และHifu
การปรับเปลี่ยนโครงหน้าด้วย Botox สามารถช่วยลดกราม ปรับให้หน้าเรียว ลดริ้วรอย ยกคิ้ว ยกมุมปาก และช่วยแก้ปัญหายิ้มเห็นเหงือกได้
การร้อยไหม เพื่อลดความเหยี่ยวย่น และยกระชับใบหน้า
การฉีดไขมันหรือ Filler เพื่อเติมร่องลึกบนใบหน้า หรือเสริมหน้าผากโหนกแก้ม ริมฝีปากให้เอิ่บอิ่มและสวยงามมากยิ่งขึ้น
การปรับเปลี่ยนโครงหน้าด้วยวิธีศัลยกรรม (Facial Contouring Bone and Cosmetic Surgery) เป็นการแก้ไขโครงสร้างใบหน้าที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด จากอุบัติเหตุ หรือเพื่อความสวยงามด้วยวิธีศัลยกรรมกระดูกใบหน้า เนื้อเยื่อมีอยู่มากมายกว่า 50 วิธีแต่ที่ได้รับความนิยมกันในปัจจุบัน ได้แก่
การแก้ไขคางเหลี่ยม ลดมุมกราม (Square Chin
การแก้ไขคางถอย (Weak Chin)
การแก้ไขลดโหนกแก้ม (Prominence Chin)
การแก้ไขปากยื่น ยิ้มเห็นเหงือก (Protruding Mouth and Gummy Smile)
การแก้ไขคางยื่น (Protruding Chin)
การแก้ไขคางเบี้ยว (Asymmetry Chin)
การทำหน้าวี (V-Line)
การทำศัลยกรรมจมูก (Nose Surgery)
การทำศัลยกรรมแก้ไขปากบางปากกระจับ อ่านเพิ่มเติม

การสวนหัวใจ และ ขยายหลอดเลือด

ศูนย์ปฏิบัติการสวนหัวใจและ ขยายหลอดเลือด เป็นห้องที่ใช้ในการทำหัตถการสวนหัวใจ ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยง่าย เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยและพบว่าผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวมาที่ศูนย์ปฏิบัติการสวนหัวใจทันทีให้ได้รับการเปิดเส้นเลือดให้เร็วที่สุด(ภายใน 60 นาที) เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างรวดเร็ว และได้มาตรฐาน ในกรณีผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่น เราก็มีความพร้อมด้วยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินช่วยดูแลในการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยด้วยความปลอดภัย การประสานงานโดยทีมปฏิบัติการสวนสวนหัวใจจะได้รับทราบข้อมูลของผู้ป่วยล่วงหน้า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเปิดเส้นเลือดได้เร็วยิ่งขึ้น
กระบวนการสวนหัวใจจะเริ่มจากการฉีดสี เพื่อพิจารณาการทำบอลลูนขยายเส้นเลือด หัวใจที่ตีบ หรือจะส่งไปผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass) โดยใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
หากผู้ป่วยจะต้องทำบอลลูนเพื่อ ขยายหลอดเลือด ก็จะใช้เวลาต่ออีกไม่เกิน 1 ชั่วโมง แพทย์จะใช้วิธีการฉีดยาชาเฉพาะจุดเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อดีเนื่องจากการวางยาสลบจะเพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ป่วยมากขึ้น หากผู้ป่วยรู้ตัวตลอดเวลาจะสามารถสื่อสารกับแพทย์ถึงความต้องการและอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ทำให้ทีมสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทันท่วงที กรณีเกิดภาวะฉุกเฉิน
หลังจากทำบอลลูนแล้วผู้ป่วยจะใช้เวลาพักฟื้น 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยการทำ PTCA และ Bypass
การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน และการดามขดลวด (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty หรือ PTCA & Stent) เป็นวิธีการที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งทำต่อจากการสวนหัวใจ วิธีนี้จะใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เพื่อให้เลือดเข้าไปเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ รวมถึงการใส่ขดลวดตาข่าย (Stent) ในเส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หลังการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน เพื่อป้องกันการตีบซ้ำของเส้นเลือด
ในการทำ PTCA เฉลี่ยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 0.5 -1.5 ชม. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบ และจำนวนของหลอดเลือดที่ตีบด้วย ข้อดีของการทำ PTCA คือทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บหน้าอกได้อย่างรวดเร็ว และระยะเวลาพักฟื้นภายในโรงพยาบาลก็จะสั้นมาก ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน และกลับไปทำกิจกรรม หรืองานต่างๆ ได้ตามปกติภายใน 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การทำ PTCA ด้วยการใช้บอลลูนธรรมดาก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ โดยมีการใส่ขดลวดร่วมด้วยมากกว่า 80 % และยังมีขดลวดแบบใหม่ที่สามารถลดการตีบใหม่ลงน้อยกว่า 5 % อีกด้วย ผลการรักษาด้วยวิธี PCI นี้ปัจจุบันผลสำเร็จตั้งแต่ 85-99 % แต่ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้การรักษาแบบนี้ทดแทนการผ่าตัดได้ในบางกรณี
Bypass Surgery/Coronary Artery Bypass Grafting (CABG) เพื่อเปลี่ยนทางลำเลียงเลือดไปยังหัวใจใหม่ ทำโดยการใช้เส้นเลือดดำจากขา หรือเส้นเลือดแดงจากบริเวณหน้าอกมาทำเส้นทางเดินเลือดใหม่โดยข้ามตำแหน่งที่อุดตัน ซึ่งมักจำเป็นต้องทำครั้งละ 2-5 เส้นในคราวเดียวกัน สำหรับการทำผ่าตัดบายพาสโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ใช้เครื่องปอด และหัวใจเทียม (Off-Pump CABG) หรือแบบ “ไม่ต้องหยุดหัวใจ” และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ แบบต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On-Pump CABG) เพื่อ “หยุด” การทำงานของหัวใจทั้งหมด
ทั้งนี้ การผ่าตัดบายพาสแบบไม่หยุดหัวใจ ยังทำให้ใช้ปริมาณเลือดน้อยลง และลดระยะเวลาในการผ่าตัดและการดมยาสลบให้สั้นลง ตลอดจนระยะเวลาในการพักฟื้นในโรงพยาบาลก็สั้นกว่าแบบผ่าตัดบายพาสหยุดหัวใจ
นอกเหนือจากการทำหัตถการแล้ว สิ่งที่ทีมไม่เคยละเลยและให้ความสำคัญมาก คือการพูดคุยให้ข้อมูลกับผู้ป่วยทุกรายในเรื่องของขั้นตอนการรักษา และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่ก่อน และหลังทำหัตถการ โดยเฉพาะเน้นย้ำเรื่องการทานยา การควบคุมอาหาร การควบคุมปัจจัยเสี่ยง และเมื่อผู้ป่วยกลับบ้าน ทีมสวนหัวใจยังคงดูแลอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดด้วยการโทรศัพท์ติดตามอาการผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ ในเรื่องความเสี่ยง
แน่นอนว่าการทำหัตถการกับหัวใจพร้อมจะเกิดภาวะฉุกเฉินได้ตลอดเวลา อาทิ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจหยุดเต้นระหว่างทำหัตถการ แต่ด้วยการเตรียมพร้อมของทีมที่จะประจำตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ก็สามารถช่วยแก้ไขภาวะฉุกเฉินให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว อ่านเพิ่มเติม

อาการเส้นเลือด หัวใจตีบ

โรคหลอดเลือดแดง หัวใจตีบ ตัน ส่วนใหญ่มากกว่า 95% มาจากการอักเสบ การเสื่อมของหลอดเลือดซึ่งใช้เวลานานนับสิบๆ ปี
ความเสื่อมจะมากหรือน้อยนั้นต่างกันตามสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น กรรมพันธุ์ ความดันโลหิต สูงเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ การสูบบุหรี่ ความอ้วน การไม่ออกกำลังกาย ถ้าหลอดเลือดในหัวใจเริ่มตีบแคบเกิน 50% จะเริ่มมีอาการเหนื่อยเมื่อออกแรงมากขึ้น พอพักก็หาย และถ้าตีบเกิน 75% อาจมีอาการแม้อยู่เฉยๆ นอกจากนี้ บางสถานการณ์อาจมีการปริแตกของตระกรัน (Plaque) ในหลอดเลือดแดง เกล็ดเลือด และปัจจัยแข็งตัวของเลือดจะเข้ามาอุดทำให้หลอดเลือดหัวใจเส้นนั้นเกิดตีบตันฉับพลัน มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเป็นมากขึ้นก็หอบเหนื่อย (เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) หรือหัวใจหยุดเต้น เรียกกลุ่มอาการอันตรายนี้ว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน (ACS: Acute Coronary Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนทางหัวใจที่ต้องรักษาฉับพลัน คนทั่วไปอาจเรียกว่า Heart Attack (อาการโรคหัวใจอันตรายฉับพลัน)
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือด หัวใจตีบ
ในอดีตโรคนี้มักเจอในผู้ชายวัยกลางคน และหญิงวัยทอง แต่ปัจจุบันพบภาวะนี้ในอายุน้อยลงๆ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทุกวันนี้มีความเครียดสูง การแข่งขันกันมาก การเร่งรีบ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลเร่งให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดแดงเร็วขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่พบเห็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันในอายุ 30 ปีกว่าๆ มากขึ้น บางคนมี Heart Attack เสียชีวิตระหว่างขับรถในขณะที่อายุ 48-49 ปีเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงของอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ
ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้: อายุ เพศชาย มีประวัติบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อน 55 ปี หรือมารดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี
ปัจจัยที่แก้ไขได้: ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง (ผู้ชายวัดเส้นรอบสะดือ>36 นิ้ว ผู้หญิงวัดได้>32 นิ้ว) การไม่ออกกำลังกายบุคลิกเคร่งเครียดตลอดเวลา
การควบคุมปัจจัยเสี่ยง
หยุดสูบบุหรี่เด็ดขาด (ยังช่วยรักษาโรคอื่นด้วย)
ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า หรือเท่ากับ 130/85 สำหรับคนที่ไม่เป็นเบาหวาน สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานควรมีความดันน้อยกว่า หรือเท่ากับ 130/80 และสำหรับผู้ที่เป็นไตเสื่อมควรมีความดันน้อยกว่า หรือเท่ากับ 125/75 (มีไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่าวันละ 1 กรัม)
ควบคุมเบาหวาน< 130 mg% เมื่ออดอาหาร 6 ชม. และให้เบาหวานเฉลี่ย 3 เดือน (HbA1c) < 7%
ควบคุมไขมัน คอเลสเตอรอล< 200 mg%, ไตรกลีเซอร์ไรด์< 150 mg%, แอลดีแอล (ไขมันร้าย)< 100 mg%, เฮชดีแอล (ไขมันดี)> 40 mg% (ชาย) และ> 45 mg% (หญิง)
ควบคุมน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) < 25 หรือให้เส้นรอบสะดือ< 36 นิ้ว (ชาย) < 32 นิ้ว (หญิง)
ออกกำลังกายแบบแอโรบิค> 30 นาที มากกว่า 5 ครั้ง/สัปดาห์
รู้จักพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เคร่งเครียดตลอดเวลา
อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ
เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลาง ร้าวไปไหล่ซ้ายและแขนซ้ายบางรายมีปวดร้าวขึ้นไปตามคออาการเป็นมากขึ้นเวลาออกแรง นั่งพักจะดีขึ้นในรายที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบมากจนตัน จะทำให้มีการขาดเลือดอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง กระสับกระส่าย เหงื่อออกตัวเย็น ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจเสียชีวิตได้ จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น หากเกิดความสงสัยว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นได้จาก 2 กรณี คือ เกิดจากการขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน หากเป็นการขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบ คือมีอาการขณะออกแรง หรือออกกำลังกาย ให้หยุดการออกแรง หรือออกกำลังกายที่มากจนทำให้เกิดอาการ และพบแพทย์โดยเร็ว แต่ไม่ถึงกับฉุกเฉิน แต่หากเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการอุดตันของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอย่างกะทันหัน คือมีอาการในขณะพัก หรืออยู่เฉยๆ โดยมีอาการค่อนข้างมาก ให้พบแพทย์โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วนทั้งนี้ กล้ามเนื้อหัวใจจะตายเกือบทั้งหมดภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเราแก้ไขได้ก่อน 4-6 ชั่วโมง จะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในปัจจุบันมียาฉีดที่สามารถละลายก้อนเลือดที่ไปอุดตันหลอดเลือดได้ผลดีมาก ฉะนั้น ถ้ามีอาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ไม่ควรปล่อยไว้นานเกิน 4-6 ชั่วโมงนอกจากนี้ ภาวะไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตีบเพิ่มขึ้น
การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
ปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหลายวิธี เช่น การทำบายพาส โดยการนำเส้นเลือดจากบริเวณอื่นมาต่อเชื่อมจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปยังหลอดเลือดหัวใจใต้จุดที่มีการอุดตัน การใช้บอลลูนเข้าไปขยายหลอดเลือด และการใช้ขดลวดตาข่ายค้ำยันหลอดเลือดที่มีการอุดตัน อย่างไรก็ตาม ในรายที่พบหลอดเลือดอุดตันแล้ว การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นเพียงการประคับประคองอาการเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการป้องกัน ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเลิกสูบบุหรี่ ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หมั่นออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารให้มีไขมัน แป้ง น้ำตาล ให้น้อยลง เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงมากขึ้น
การทำผ่าตัดบายพาสโรคเส้นเลือดหัวใจตีบปัจจุบัน มี2วิธี คือ
การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump CABG) หรือ แบบ “ไม่ต้องหยุดหัวใจ” มีข้อดี คือใช้ปริมาณเลือดในการผ่าตัดน้อยลง และลดระยะเวลาในการผ่าตัด รวมถึงการดมยาสลบ ตลอดจนระยะเวลาการพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นกว่าแบบผ่าตัดบายพาสหยุดหัวใจ
การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ แบบต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On Pump CABG) เพื่อ “หยุด” การทำงานของหัวใจทั้งหมด อ่านเพิ่มเติม

เปิดเทอมใหม่ แบบ New Normal ! โรคโควิด-19

แนวทางการรับมือกับเพื่อลดความเสี่ยงกับ โรคโควิด-19
อีกไม่กี่วัน เด็ก ๆ ก็จะเปิดเทอมกันแล้ว ในสถานการณ์ที่เราต้องรักษาระยะห่างจากคนรอบข้าง เพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นนี่ ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ต้องไปโรงเรียน ออกไปที่สาธารณะ เราสามารถป้องกันพวกเขาด้วยวิธีดังต่อไปนี้

สวมหน้ากากอนามัย : ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เข้าพื้นที่สาธารณะ
พกเจลแอลกอฮอล์ติดตัวเสมอ : เจลแอลกอฮอลล์สามารถช่วยทำความสะอาดมือและผิวหนังบริเวณที่ต้องสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา
ล้างมือบ่อย ๆ : ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำเปล่า หรือ สบู่ เป็นเวลา 20 วินาที จะช่วยให้ลดความเสี่ยงของเจอกับเชื้อโรคได้
หลีกเลี่ยงสถานที่คนเยอะ ๆ : เชื้อโรคที่มองไม่เห็น บางรายไม่มีอาการ การเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ในที่สาธารณะ
สัมผัสพื้นที่สาธารณะเท่าที่จำเป็น : ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ สามารถเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ ดังนั้นเราควรสัมผัสเท่าที่จำเป็น และล้างมือทุกครั้งหลังจากใช้งาน อ่านเพิ่มเติม

ตัวเหลือง ตาเหลือง

หนึ่งในอาการที่ทำให้หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นดีซ่าน แต่จริงๆ แล้วอาการตัวเหลือง ตาเหลือง สามารถเกิดขึ้นจากอีกหลายสาเหตุ แต่ที่แน่ๆ จุดเริ่มต้นมาจากระบบการทำงานของ ตับ ที่เริ่มมีปัญหานั่นเอง

ตัวเหลืองตาเหลืองจากท่อน้ำดีอุดตัน
ตับทำหน้าที่สร้างน้ำดีเตรียมไว้สำหรับระบบย่อยอาหาร และส่งมาตามท่อน้ำดีเพื่อมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี เวลาที่เรารับประทานอาหารจะผ่านการย่อยที่กระเพาะแล้วส่งต่อมาที่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กก็จะตรงเข้าไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวให้น้ำดีไหลมาตามท่อน้ำดีไปที่ลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดแต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ท่อน้ำดีมีอาการอุดตัน ซึ่งอาจเกิดจากนิ่วหรือเนื้องอกก็เป็นได้ ก็จะทำให้น้ำดีไม่สามารถส่งต่อมาที่ลำไส้เล็กได้ ไม่ใช่แค่เพียงย่อยอาหารไม่ดี แต่ที่แย่กว่า คือ น้ำดีจะย้อนกลับไปที่ตับเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้มีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองที่เรียกว่าดีซ่านนั่นเอง หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ร่างกายติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด การป้องกัน คือ พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ ปรุงสุก และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดท่อน้ำดีอุดตันนี้ได้
ตัวเหลืองตาเหลืองจากสารสีเหลืองบิลิรูบิน (Bilirubin)
เป็นสารที่เกิดจากการตายของเซลล์เม็ดเลือดแดง ปกติจะมีอายุประมาณ 120 วัน แต่ถ้ามีความผิดปกติก็อาจจะแตกตัวตายเร็วกว่าอายุของมัน ทำให้ในร่างกายจะมีการผลิตสารตัวนี้สูงขึ้น ยิ่งถ้าระบบการทำงานของตับแปรปรวนจนไม่สามารถกำจัดสารตัวนี้ออกจากร่างกายผ่านน้ำดีได้ พอสารสีเหลืองมีการสะสมมากขึ้นทุกวัน ก็จะกระจายไปตามเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ผิวหนังและเยื่อตา ทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองตามมานั่นเอง นอกจากนี้ มักจะมีอาการคันตามร่างกาย เบื่ออาหาร มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมได้

ตัวเหลือง ตาเหลืองจากไวรัสตับอักเสบบี
อีกหนึ่งโรคที่หลายคนเป็นกันมาก แต่กลับไม่เคยรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ด้วยซ้ำ เพราะแทบไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาอย่างรุนแรง นอกจากเป็นติดต่อมานานจนอาการเริ่มรุนแรงแล้วนั่นเอง แต่ก็สามารถทราบได้ด้วยการเจาะตรวจเลือด หรือบางคนเวลาไปบริจาคเลือดก็จะมีการตรวจเลือดทำให้ทราบว่าเป็นโรคนี้ บางครั้งอาจจะมีอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารร่วมด้วย หลังจากนั้น ก็จะเริ่มเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลืองตามมา ให้ลองสังเกตเวลาปัสสาวะว่ามีสีเหลืองเข้มด้วยหรือไม่ เพราะหากรุนแรงมากขึ้นจนตัวเหลือง ตาเหลืองมากขึ้น ก็จะมีโอกาสที่จะเกิดอาการตับวายและเสียชีวิตในที่สุด
ตัวเหลือง ตาเหลืองจากมะเร็ง
อีกหนึ่งภาวะที่อันตรายมากขึ้นก็คือ เกิดจากมะเร็งนั่นเอง เพราะมะเร็งสามารถทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลืองได้เช่นกัน มะเร็งที่ว่านี้ ได้แก่ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับ มะเร็งเนื้อเยื่อบริเวณรูเปิดของท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้เล็กดูโอนัม (Duodenum) ส่วนที่สอง และมะเร็งท่อน้ำดีร่วมส่วนปลาย ซึ่งอาการเริ่มต้นที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่าสิ่งอื่นคือ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เริ่มสังเกตได้ที่ตาขาวก่อนที่จะมีลักษณะค่อยๆ เหลืองขึ้นเรื่อยๆ หรือหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ และมีอาการตัวเหลืองร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อพบความผิดปกตินี้ อ่านเพิ่มเติม

เช็คหน่อย ต่อมไทรอยด์ ผิดปกติหรือไม่?

“ต่อมไทรอยด์” คือ ต่อมไร้ท่อที่อยู่ส่วนล่างของกลางลำคอ ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อใช้ในการเผาผลาญให้เกิดพลังงานที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยปกติเรามักไม่ค่อยได้สนใจเจ้าต่อมไร้ท่อนี้เท่าไรนัก หากไม่พบความผิดปกติที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน เช่น ขนาดที่ผิดปกติ หรือมีก้อนโต
ปัจจุบัน มีคนจำนวนมากป่วยเป็นโรคไทรอยด์โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะไม่รู้จักโรคนี้อย่างดีพอ ในบางครั้งจึงไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้น การสังเกตความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้คุณพลาดหรือละเลย เพราะถ้าไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรือน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้เช่นกัน
อาการแบบไหน บ่งบอกไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
ต่อมไทรอยด์ ทำงานผิดปกติ เราสามารถสังเกตอาการได้ หากภาวะผิดปกตินั้นแสดงชัดเจน คือ มีก้อนเกิดขึ้นที่กลางลำคอ สามารถเคลื่อนที่ขึ้นเวลาที่เรากลืนน้ำลายได้ ลักษณะเช่นนี้มักจะเป็นเนื้องอกไทรอยด์ที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่มะเร็งได้ ดังนั้น หากพบความผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คให้แน่ชัด พร้อมวางแผนการรักษาในลำดับต่อไป นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ผิดปกติได้ และหากพบว่ามีสัญญาณจากอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติที่แท้จริง
รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง เหนื่อยง่าย ที่เป็นเช่นนี้เพราะหัวใจถูกกระตุ้นให้ทำงานหนัก จากภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ใจสั่น เหงื่อออกง่าย ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
ภาวะนอนไม่หลับ เนื่องจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ จึงหลั่งฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลต่อการกระตุ้น ระบบประสาทส่วนกลาง และรบกวนการพักผ่อนของเราได้ จึงทำให้รู้สึกง่วงตลอดเวลา ไม่สดชื่น
ท้องเสียง่าย ระบบขับถ่ายไม่เป็นปกติ เพราะต่อมไทรอยด์มีส่วนกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารด้วย อาจทำให้อุจจาระบ่อยขึ้น ส่วนในภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีอาการท้องผูก
ตาโปนกว่าปกติ เนื่องจากเนื้อเยื่อหลังนัยน์ตาขยายขนาดขึ้นจากภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
อ้วนง่าย หรือ ผอมง่าย เมื่อต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติในลักษณะหลั่งฮอร์โมนออกมามาก กระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมให้ขยันเกินไป ในภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะพบว่าน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนในไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่าย เนื่องจากการเผาผลาญที่ต่ำลง
เส้นผมและขนผิวหนังร่วง ผิวแห้ง ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำจะส่งผลต่อระบบเผาผลาญทำงานได้ลดลง อาจทำให้เหงื่อลดน้อยลง และผิวแห้งมากขึ้นได้
รู้ได้อย่างไรว่า “ไทรอยด์ผิดปกติ”
ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือผิดปกติ มักจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 9-10 เท่า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-40 ปี ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองได้โดยมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การตรวจเลือดเพื่อเช็คการทำงานของต่อมไทรอยด์ และการเผาผลาญ
ตรวจวัดปริมาณฮอร์โมนไทรอยด์ ปริมาณของฮอร์โมนไทรอยด์ T3 และ T4 ในเลือด ว่าทำงานผิดปกติหรือไม่ หากไม่ปกติก็แปลว่ามีอาการของโรคไทรอยด์
ตรวจวัดการทำงานของต่อมใต้สมอง (Thyroid-Stimulating Hormone: TSH) เป็นการตรวจวัดปริมาณฮอร์โมนต่อมใต้สมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์
การตรวจวัดระดับปริมาณแอนติบอดีของต่อมไทรอยด์
ในกรณี ที่พบความเสี่ยง และต้องการตรวจวิฉัยให้แม่นยำขึ้นเพื่อวางแผนการรักษา จะมีการเอกซเรย์ อัลตราซาวด์เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นการทำงาน และความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์ได้ชัดขึ้น
เมื่อรู้ตัวแล้วว่าไทรอยด์ผิดปกติ ควรปฎิบัติอย่างไร
โรคไทรอยด์ สามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับผู้ป่วยต่ละราย เช่น อายุของผู้ป่วย ขนาดของต่อมไทรอยด์ ระยะเวลาของโรค โดยปกติการรักษาไทรอยด์มี 3 รูปแบบ อ่านเพิ่มเติม

หยุด 5 พฤติกรรมนี้…ถ้าไม่อยากให้ “หูเสื่อม ก่อนวัย”

เรามักเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่าเมื่อสูงวัยหูจะตึง ได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน พบว่ามีผู้ป่วยที่มีภาวะประสาท หูเสื่อม ก่อนวัยมากขึ้น แล้วพฤติกรรมอะไรกันล่ะ ที่ทำให้การได้ยินผิดเพี้ยนไปทั้งที่อายุก็ยังไม่มาก เรามาเช็คกันหน่อยดีกว่า ว่าใช่สิ่งที่คุณเป็นอยู่หรือเปล่า?
1.ชอบใช้หูฟัง…เปิดเพลงเสียงดังลั่น
เวลาไปไหนมาไหนคนเดียวก็ต้องใส่หูฟังเพื่อเปิดเพลงฟังแก้เหงา บางทีก็ชอบเพ้อชอบบิ้วท์อารมณ์ตามคอนเซ็ปต์คนอกหัก ด้วยการเปิดเพลงดังๆ เกิน 80 เดซิเบล จนกำแพงบ้านสั่นสะเทือน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้นี่ล่ะ! ที่จะทำให้ประสาทหูของคุณเสื่อมก่อนวัยอันควร
2.แคะหูบ่อย…เพราะคิดว่าดี
ตอนเช้าก็แคะ ก่อนนอนก็แคะ เพราะเข้าใจว่า “ขี้หู” ที่มีนั้นเป็นสิ่งที่สกปรกต้องแคะออก ทั้งที่จริงๆ แล้ว ขี้หูมีหน้าที่ในการป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าหู ไม่ว่าจะแมลง ผง หรือฝุ่นละอองต่างๆ รวมทั้งคอยทำลายเชื้อแบคทีเรีย หากเราแคะขี้หูออกไปจนหมด…ก็จะขาดเกราะในการป้องกันหูจากอันตราย
3.พอว่าง…ต้องไปดำน้ำ
กิจกรรมผ่อนคลายอย่างการดำน้ำ อาจไม่ใช่กิจกรรมที่ดีต่อประสาทหูเท่าไหร่ เพราะเมื่อเราต้องดำลงไปใต้น้ำ แรงกดดันใต้น้ำจะก่อให้เกิดการบีบอัดต่อศีรษะและอวัยวะในช่องหู และหากไม่สามารถปรับความดันระหว่างการดำน้ำได้ อาจส่งผลให้เกิดอาการ Barotruama หรืออาการปวดหูที่เกิดจากความดันที่ไม่สมดุลนั่นเอง
4.ชอบเที่ยว…ตามวิถีสายตื๊ด
เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าสถานที่เที่ยวกลางคืน คือสถานที่ที่มีระดับความดังของเสียงสูง หรือโดยประมาณ 100-120 เดซิเบล การอยู่ในสถานที่เสียงดังระดับนี้ แม้จะไม่กินระยะเวลานานถึง 8 ชั่วโมง แต่หากไปเที่ยวเป็นประจำติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลให้ประสาทหูเสื่อมก่อนวัยได้ อ่านเพิ่มเติม

ระวังจะเจอกับ “มะเร็ง”ปล่อยให้ “ฟันผุ เรื้อรัง”

เพราะช่องปากและฟัน มักเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย การไม่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาด จึงก่อให้เกิด “ ฟันผุ ” ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ฟันผุไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องกลิ่นปาก หรือดูไม่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิด “มะเร็งในช่องปาก” ได้ หากปล่อยให้ฟันผุเรื้อรังไปนานๆ โดยไม่รักษา!!

สุขภาพฟัน…หนึ่งในสาเหตุการเกิด “มะเร็งในช่องปาก”
เพราะสุขภาพฟันที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นฟันผุเรื้อรัง ฟันหัก ฟันบิ่น ฟันแตก ล้วนมีผลให้เกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อบุช่องปาก เมื่อการระคายเคืองเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือการอักเสบที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการรักษาจนเรื้อรัง ก็อาจส่งผลให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
อาการ “มะเร็งในช่องปาก” ที่สังเกตได้
แผลเรื้อรังรักษาไม่หาย หรือเป็นมานานกว่า 2-3 สัปดาห์
มีฝ้าขาวๆ หรือฝ้าแดง บริเวณเยื่อบุในช่องปาก หรือลิ้น
มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก โดยขนาดของก้อนนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมักไม่มีอาการเจ็บปวด
มีก้อนบริเวณลำคอ แต่กดแล้วไม่เจ็บ ซึ่งอาจเกิดจากการลุมลามของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง
บางรายอาจมีอาการฟันโยก หรือฟันหลุด เนื่องมาจากมีก้อนเนื้องอกเกิดขึ้นบริเวณเหงือก เพดานปาก และพื้นปาก

ดูแลตนเองอย่างไร…ไม่ให้เสี่ยง “มะเร็งช่องปาก”
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง เช่น งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่กินหมากกินพลู
รักษาสุขภาพช่องปากและฟัน โดยการแปรงฟันแบบถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง รวมทั้งบ้วนปากหลังทานอาหารทันทีและทำทุกมื้อ อ่านเพิ่มเติม

สำหรับคน นอนกรน วิวัฒนาการใหม่

คุณ นอนกรน เสียงดังจนต้องสะกิดปลุกกลางดึก
เวลาไปเที่ยวเพื่อนล้อว่าคุณ นอนกรน เสียงดัง จนบางครั้งต้องแอบไปนอนคนเดียวเพื่อไม่ให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี
สะดุ้งตื่น หรือพลิกตัวตอนนอน นอนกระสับกระส่าย เหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ
รู้สึกว่านอนไม่อิ่ม มีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลียหลังตื่นนอน ทั้งที่มีเวลานอนเพียงพอ หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อยกว่าปกติ ความคิดความสามารถในการจดจำลดลง และอาการจะหนักขึ้นถ้ามีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานยานอนหลับ
ง่วงนอนบ่อย หรือหลับง่ายในช่วงกลางวัน ขณะทำงานหรือเรียนหนังสือจนถึงขั้นมีอันตราย เช่น อุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ (หลับใน) หรือ อุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ
ปากแห้ง คอแห้งในตอนเช้า เพราะต้องหายใจทางปากทั้งคืน
เสียงกรน คือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อน ขณะนอนหลับในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่างๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อน จนเกิดการสั่นมากกว่าปกติ ผลก็คือมีเสียงกรนตามมา ยิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้น จนที่สุดการปิดกั้นนี้มากถึงอุดตันทางเดินหายใจจนหมด ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์

สาเหตุของการนอนกรน
อายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย
เพศชาย มีโอกาสนอนกรนมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่ากับผู้ชาย
โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอ เบียดช่องหายใจให้แคบลง
ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลในการลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ
การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทางเดินหายใจจึงตีบแคบลง เกิดการอุดตันนอนกรนได้ง่าย
อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก
กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคนอนกรนมากกว่าคนปกติ
ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน
โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) ทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน
ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (simple snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอ ไม่มีหายใจสะดุด หรือเสียงฮุบอากาศ เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย ความดังของเสียงกรนจึงไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ เนื่องจากการกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วย จึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้
ชนิดที่เป็นอันตราย (snoring with obstructive sleep apnea) คนที่นอนกรนภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลัก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานอน 7- 8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน หลงลืม ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลงซึ่งการนอนกรนชนิดนี้อาจนําไปสู่การหยุดหายใจขณะหลับได้
โรคนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ Obstructive Sleep Apnea (OSA)
โรคนอนกรนและหยุดหายใจเกิดขึ้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น เพราะสมองกําลังพักผ่อนทําให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทํางานน้อยลง ท่อทางเดินหายใจส่วนต้นก็จะฟีบเข้าหากันเหมือนการดูดหลอดกาแฟ ทําให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ เนื่องจากขาดอากาศหายใจจึงต้องพยายามหายใจแรงขึ้น เพื่อเปิดทางเดินหายใจนี้เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นบ่อยๆ ทําให้หลับไม่ลึกและรู้สึกง่วงนอนตอนกลางวัน เพลีย และไม่สดชื่นเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา เช่น ประสิทธิภาพการทํางานลดลง
ความจําไม่ดี หงุดหงิดง่าย ง่วง หลับใน และหากทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ได้รักษาอาจนําไปสู่
โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคซึมเศร้า

แนวทางรักษาโรคนอนกรน
การผ่าตัดร่วมกับการจัดฟัน รวมถึงการใส่เครื่องมือในช่องปาก เป็นหนึ่งในทางเลือกของการรักษาอาการนอนกรน การใส่เครื่องมือในช่องปากปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดใดๆ ค่ารักษาพยาบาลถูกกว่าวิธีอื่น ใส่ได้ง่าย สบายทำให้ใส่ได้ตลอดทั้งคืน

ขั้นตอนการใส่เครื่องมือ
ครั้งแรกคนไข้จะต้องเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อตรวจในช่องปาก
แพทย์จะส่งทำ Sleep Test (ตรวจการนอนหลับ) เพื่อแยกความผิดปกติ เพราะหากเกิดจากระบบประสาทก็จะไม่สามารถใช้เครื่องมือกันกรนได้เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าสามารถใช้เครื่องมือได้แล้ว ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ปากเพื่อส่งLab จัดทำเครื่องมือ จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์แล้วนัดหมายคนไข้ให้มาลองใส่เครื่องมือนอนกรน
คนไข้จะได้ทดลองใช้เครื่องมือกันกรน 2 สัปดาห์ และนัดหมาย ติดตามอาการ
หลังจากนั้นอีก 1 เดือน แพทย์จะทำการนัดหมาย Check เครื่องมือกันกรน ว่าจะต้องเพิ่มขนาด elastic เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละบุคคล หรือไม่
เครื่องมือชนิดนี้มีหลายแบบ หลายรูปร่าง แต่หลักการทำงานเหมือนกันคือ ยึดขากรรไกรล่างให้เคลื่อนมาข้างหน้า โคนลิ้นจะถูกดันออกมาด้วยทำให้ช่องคอเปิดออกและทำให้อากาศผ่านเข้าได้ง่ายขึ้น ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นและเสียงกรนเบาลง แต่ข้อเสีย คือจะต้องนอนคาบเครื่องมือกันกรนทั้งคืน แต่เมื่อชินแล้วก็จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้นทำให้ร่างกายได้นอนเต็มอิ่มแบบไม่ต้องหยุดหายใจชั่วขณะอีกต่อไป ทั้งนี้ อาจมีผลข้างเคียงจากการใส่เครื่องมือกันกรน เพราะถ้าหากยื่นขากรรไกรมากเกินไป ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อต่อขากรรไกร หรือกระทั่งมีอาการฟันไม่สบกันหลังจากถอดเครื่องมือกันนอนกรนได้ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เพราะฉะนั้นผู้ป่วยจึงควรได้รับการรักษากับทันตแพทย์เฉพาะทาง ที่เหมาะสม และต้องมาตรวจเครื่องมือกันกรนเป็นระยะอย่างเคร่งครัด การรักษาด้วยวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของอาการตั้งแต่น้อยถึงปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยการผ่าตัดจะมีความปลอดภัยกว่าทำง่ายกว่า และที่สำคัญราคาถูกกว่า จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ใครที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้สามารถไปพบแพทย์ได้ อ่านเพิ่มเติม

การตรวจ อัลตราซาวด์ 4 มิติ (ULTRASOUND 4D)

การตรวจ อัลตราซาวด์ ระหว่างตั้งครรภ์มีประโยชน์ในการตรวจความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกายทารกในครรภ์ (Fetal Structural Abnormality) โดยเฉพาะโครงสร้างหลัก (Major Structures) ได้แก่ กระโหลกศีรษะ เนื้อสมอง โครงกระดูก แขนขา ช่องอก เนื้อปอด หัวใจ ผนังหน้าท้อง อวัยวะหลักภายในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ความผิดปกติของลำไส้บางชนิด กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น
ประเภทของการตรวจอัลตราซาวด์
อัลตราซาวด์2 มิติ (2D)
อัลตราซาวด์3 มิติ (3D)
อัลตราซาวด์4 มิติ (4D)

อัลตราซาวด์2 มิติ (2D) เป็นการส่งคลื่นเสียงและรับภาพในแนวระนาบ หรือมี 2 มิติ คือ เหมือนภาพหน้าตัดตามขวางหรือยาวของวัตถุ ทำให้ภาพที่ปรากฏไม่มีความลึกที่เสมือนวัตถุจริง มีความละเอียดน้อยกว่าอัลตราซาวด์ 3 มิติ หรือ 4 มิติ รวมทั้งไม่สามารถเก็บภาพต่อเนื่องและวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวแบบอัลตราซาวด์ 4 มิติ
อัลตราซาวด์3 มิติ (3D) เป็นการสแกนภาพหรือวาดตามองบริเวณผิวนอกเหมือนเราดูวัตถุ หรือดูคนก็จะเห็นผิวนอกของคนนั้นเป็นภาพ 3 มิติ คือมีความกว้าง ความยาว และความลึก หัวตรวจ และอุปกรณ์ประมวลผลจะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยหัวตรวจจะส่งคลื่นเสียงในลักษณะหลายระนาบ จะเห็นลักษณะของพื้นผิว แสดงภาพเสมือนวัตถุจริง คือ แสดงลักษณะพื้นผิวเป็น 3 มิติ แต่เป็นภาพนิ่ง
การตรวจอัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D) เป็นคลื่นเสียงความถี่สูง ถูกส่งผ่านวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว มีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ตรวจ จึงสามารถเห็นทารกเคลื่อนไหวอยู่ในครรภ์มารดาเสมือนจริงแบบ Real-time สามารถเห็นกริยา อาการ และอิริยาบถที่กำลังกระทำอยู่ในขณะตรวจครรภ์ เช่น การหาว การขยับนิ้ว การหันหน้า การได้ยินเสียงหัวใจลูกน้อยเต้น เป็นต้น ที่ดูต่อเนื่องกันไปเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนดูภาพยนตร์ซึ่งต่างจากอัลตราซาวด์ 3 มิติ ช่วยให้สามารถศึกษาพฤติกรรมต่างๆ ของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ อัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D) จะเป็นภาพที่ดูง่ายสำหรับบุคคลทั่วไป และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะภายนอก เช่น ปากแหว่ง นิ้วมือ เท้าเกิน เป็นต้น การที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมองเห็นลูกน้อยได้ ยังเป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัวระหว่างพ่อแม่ลูกให้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์อีกด้วย แพทย์ยังสามารถทำการประเมินว่าทารกมีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการใน ครรภ์ที่เหมาะสม อาทิ
ตำแหน่งทารก สายสะดือ และปริมาณน้ำคร่ำที่อยู่รอบทารก
โครงสร้างกะโหลกศีรษะ และสมองทารก อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget