สงสัย… สมองเสื่อม !!

สิ่งที่ญาติควรทำ คือ การพาไปพบแพทย์ ในที่ที่ตรวจแยกโรคได้ การตรวจแยก โรคสมองเสื่อม มีความสำคัญอย่างไร โรคสมองเสื่อม ไม่ได้มีแต่ อัลไซเมอร์ เท่านั้น โรคสมองเสื่อมแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่ม

หากสังเกตเห็นความผิดปกติชัดเจน…พบผู้ป่วยมีอาการหลงลืม ความจำเสื่อม สิ่งที่ญาติควรทำ คือ การพาไปพบแพทย์ ในที่ที่ตรวจแยกโรคได้ การตรวจแยกโรคสมองเสื่อม มีความสำคัญอย่างไร โรคสมองเสื่อม ไม่ได้มีแต่ อัลไซเมอร์ เท่านั้น โรคสมองเสื่อมแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่ม

เป็นโรคที่เกิดขึ้นเองตามความเสื่อม
เช่น อัลไซเมอร์ สมองเสื่อมพาร์กินสันยากๆบางชนิด แม้จะแก้ไขย้อนให้ปกติไม่ได้ แต่สามารถ ใช้ระบบการดูแล (care giver guideline) และยาที่ช่วยให้อาการดีขึ้นระยะหนึ่ง

กลุ่มสมองเสื่อมที่แก้ไขได้
เช่น มีเนื้องอกสมอง น้ำคั่งในโพรงสมอง ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ การขาดวิตามิน หรือสารอาหารบางชนิดเรื้อรัง หากได้การรักษาที่ดี อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีสิทธิ์หายได้จริง หรือหยุดยั้งกระบวนการที่โรคทำร้ายสมองเราได้เลย

กลุ่มสมองเสื่อมที่มีเหตุ
ที่แก้ให้หายไม่ได้แต่ต้องรักษา ตัวอย่างชัดสุดคือ หลอดเลือดสมองครับ ทั้งชนิดเคยมีอาการคล้ายอัมพาตมาก่อน หรือเป็นความดันและไขมันสูงนานๆ จนหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ในสมองส่งออกซิเจนมาให้สมองได้ไม้ดีเท่าที่ควร แม้ทำให้เซลล์สมองฟื้นไม่ได้ แต่ต้องไปเร่งแก้ความดันโลหิต ไขมัน น้ำตาล เพื่อลดการทำร้ายสมองครับ

ถ้าสงสัยแนะนำพบแพทย์ อายุรกรรมสมอง หรืออายุรกรรมที่เชี่ยวชาญ นอกจากการตรวจซักถามของแพทย์และการตรวจเลือด การได้ตรวจทางสมอง CT-Scan หรือ Brain MRI อาจต้องทำในคนไข้หลายรายครับ

sexy gaming

รู้จักกับ… หัวใจเต้นผิดจังหวะ

คุณเป็นคนหนึ่งที่เคยมีอาการเหล่านี้  หัวใจเต้นผิดจังหวะ วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นบริเวณหน้าอก หายใจขัด เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก เป็นลมหมดสติ นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณควรพบแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของภาวะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
คือ การที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ โดยอาจเต้นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในหัวใจหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรใน ห้องหัวใจ ทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุด ตันเพิ่มมากขึ้น

ชนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิด โดยสามารถแบ่งเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 ชนิดดังนี้

สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
สาเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย โดยการที่หัวใจจะเต้นเร็วหรือช้าลงขึ้นกับพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ประวัติสุขภาพ และปัจจัยแวดล้อมของผู้ป่วยแต่ละราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่

ความผิดปกติแต่กำเนิดหรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังหัวใจหนาผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบ
ความผิดปกติของร่างกายที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ อิเล็กโทรไลต์ในร่างกายผิดปกติ
ยาและสารบางชนิด เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามีน คาเฟอีนที่อยู่ในชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม
ความเครียดและความวิตกกังวล

อาการของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมักไม่ทราบว่าตนเองมี ปัญหา โดยมักพบภาวะนี้จากการตรวจสุขภาพหรือเมื่อป่วยด้วยโรคอื่นแล้วมาพบแพทย์ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปรากฏให้สังเกตได้ เช่น

วิงเวียน
หน้ามืด
ตาลาย
ใจสั่นบริเวณหน้าอก
หายใจขัด
เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก
เป็นลม หมดสติ

การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
การซักประวัติอย่างละเอียด เช่น การดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม โรคประจำตัวต่างๆ (เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะไทรอยด์)
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ในขณะที่มีอาการ
การติดเครื่องบันทึกคลื่นหัวใจไว้ที่ตัวผู้ป่วยเป็นเวลา 24 หรือ 48 ชั่วโมง (Holter monitoring test) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการบ่อยแต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกาย (exercise stress test; EST)
การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiogram)
การตรวจระบบการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ (cardiac electrophysiology study)

sexy gaming

การรักษา Office Syndrome

การรักษา office syndrome จะได้ผลดีมาก ถ้าวินิจฉัยถูกต้องและได้รับการรักษาเหมาะสม คำว่าเหมาะสมในที่นี้หมายถึงสะดวกและสอดคล้องกับวิถีแต่ละคน นอกจากอาการต่างๆจะหายหรือทุเลาแล้ว แนวทางการรักษาที่ถูกต้องนี้ยังเป็นถนนสายเดียวกับการนำชีวิตสู่สภาพร่างกายและจิตใจที่มีคุณภาพของคนยุคใหม่ การรักษาที่เหมาะสมอยู่ในรูปแบบของ DIY (Do It Yourself) หรือทำด้วยตัวคุณเอง โดยมีแพทย์ เป็นผู้ให้คำแนะนำ และวางแนวทางการรักษาที่ถูกต้องให้กับตัวคุณ

การรักษา office syndrome จะได้ผลดีมาก ถ้าวินิจฉัยถูกต้องและได้รับการรักษาเหมาะสม คำว่าเหมาะสมในที่นี้หมายถึงสะดวกและสอดคล้องกับวิถีแต่ละคน นอกจากอาการต่างๆจะหายหรือทุเลาแล้ว แนวทางการรักษาที่ถูกต้องนี้ยังเป็นถนนสายเดียวกับการนำชีวิตสู่สภาพร่างกายและจิตใจที่มีคุณภาพของคนยุคใหม่ การรักษาที่เหมาะสมอยู่ในรูปแบบของ DIY (Do It Yourself) หรือทำด้วยตัวคุณเอง โดยมีแพทย์ เป็นผู้ให้คำแนะนำ และวางแนวทางการรักษาที่ถูกต้องให้กับตัวคุณ

แนวทางการรักษา ถ้าอาการเข้าได้กับ office syndrome สิ่งแรกก็ขอให้บอกตัวเองว่าไม่ต้องตกใจ เป็นสัญลักษณ์ของคนเมือง เป็นกันเกือบทุกคน ไม่ต้องเสียเงินมากมายจากการหาหมอ ค่ายา และค่าส่งตรวจหลายอย่าง มากไปกว่านั้นคือรักษาไม่ตรงประเด็น อาการก็ไม่หาย สุขภาพจิตถอดถอย ความมั่นใจในตัวเองลดลง เครียด ทำงานได้ไม่ถึงฝันที่ตั้งใจ หนุ่มๆสาวๆ รวมถึงทุกท่านที่เข้าข่าย office syndrome แนวทางรักษาที่จะนำเสนอในที่นี้นอกจากจะสลัดอาการ ต่างๆได้แล้ว ยังนำความแข็งแรง ความมั่นใจแล้ว และบุคลิกที่ดูดี ให้มาเกาะติดตัวท่านแทนที่ เพื่อให้ง่ายขอย้ำก่อนว่า การรักษาแบ่งเป็นการรักษาเฉพาะหน้า และการรักษาระยะยาว ซึ่งเราจะทำคู่ขนานกันไป ถ้าไม่บอกเดี๋ยวจะมาต่อว่าทีหลังว่าไม่หายขาด

การรักษาเฉพาะหน้า เป็นการรักษาอาการต่างๆ ได้ผลทันตาแต่เพียงชั่วคราว ไม่ช่วยลดการกลับมาของอาการอีก ถ้าไม่มีการปรับพฤติกรรมใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม การรักษากลุ่มนี้ได้แก่ การยืดกล้ามเนื้อเป็น

ระยะในขณะทำงาน การรักษาด้วยวิธีกายภาพฟื้นฟู นวดรักษา ฝังเข็ม และการใช้ยา ซึ่งนิยมใช้ในการรักษาเริ่มแรก หรือปวดระยะเฉียบพลัน

sexy gaming

ฝังเข็ม ลดปวด

การฝังเข็ม สามารถ รักษาโรคอะไรได้บ้าง องค์การอนามัยโลก ยอมรับการรักษาด้วยการฝังเข็มเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค จำนวน 57โรค และสามารถแบ่งกลุ่มโรคต่างๆได้ดังต่อไปนี้ได้แก่ กลุ่มอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดสะบัก ปวดเข่า ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดเรื้อรัง อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมีรายงานว่า การฝังเข็ม ร่วมกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยได้ดีขึ้นกว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเดียว โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Myofascial Pain) โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป เช่น ปวดประจำเดือน โรคเครียด นอนไม่หลับ อย่างไรก็ตามผลการรักษาในแต่ละคน จะได้ผลดีไม่เท่ากัน ซึ่งการตอบสนองต่อการฝังเข็มขึ้นกับ ระยะเวลาที่เป็นโรคนั้น พยาธิสภาพโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอ่านเอกสารอธิบายก่อนตัดสินใจรับการฝังเข็ม

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการรักษา ด้วยการ ฝังเข็ม
การฝังเข็มเป็นศาสตร์ที่ใช้รักษาโรคที่มีประวัติอันยาวนาน ประมาณ 4,000 ปี นับจากจีนยุคโบราณมีการพัฒนาและมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบันทำให้ทราบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์หลายอย่าง ที่นำมาอธิบายผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มได้ กระทั่งปี 1979 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศรับรองผลการรักษา 57 โรค ด้วยวิธีการฝังเข็ม ว่าได้ผลจริง และมีผลข้างเคียงน้อย

การฝังเข็ม เกิดผลในการรักษาอย่างไร
ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน เชื่อว่าการฝังเข็มทำให้ระบบลมปราณหมุนเวียนดีขึ้น และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ส่วนข้อมูลสนับสนุนในปัจจุบัน พบว่า การฝังเข็มสามารถรักษาโรคโดยอาศัยกลไกสำคัญดังต่อไปนี้

เกิดการหลั่งสารต่างๆในร่างกายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เอนโดฟินลดปวด หรือสารสื่อประสาทต่างๆ (NE, 5-HT) ทำให้เกิดฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด ลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการทำงานระบบประสาท และทำให้จิตอารมณ์แจ่มใส
เกิดการกระตุ้นให้มีการปรับตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั้งบริเวณเฉพาะที่ และทั่วร่างกาย
เกิดการคลายภาวะหดเกร็งกล้ามเนื้อเฉพาะจุด ที่เรียกว่าtrigger point ซึ่งเป็นสาเหตุการปวดของโรคกล้ามเนื้อเรื้อรัง (myofascial pain syndrome) จากการศึกษาพบว่าจุดฝังเข็มสัมพันธ์กับ trigger point ถึงร้อยละ 80

การฝังเข็ม สามารถ รักษาโรคอะไรได้บ้าง
องค์การอนามัยโลก ยอมรับการรักษาด้วยการฝังเข็มเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค จำนวน 57โรค และสามารถแบ่งกลุ่มโรคต่างๆได้ดังต่อไปนี้ได้แก่

กลุ่มอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดสะบัก ปวดเข่า ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดเรื้อรัง
อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมีรายงานว่า การฝังเข็ม ร่วมกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยได้ดีขึ้นกว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเดียว
โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Myofascial Pain)
โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด
โรคอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป เช่น ปวดประจำเดือน โรคเครียด นอนไม่หลับ
อย่างไรก็ตามผลการรักษาในแต่ละคน จะได้ผลดีไม่เท่ากัน ซึ่งการตอบสนองต่อการฝังเข็มขึ้นกับ ระยะเวลาที่เป็นโรคนั้น พยาธิสภาพโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอ่านเอกสารอธิบายก่อนตัดสินใจรับการฝังเข็ม

ข้อห้ามในการฝังเข็ม
1. โรคเลือดที่มีความผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด
2. โรคที่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยการผ่าตัด
3. ตั้งครรภ์

อันตรายที่อาจพบได้จากการฝังเข็ม
เลือดออก รอยฟกช้ำ มักเกิดจากเข็มไปถูกเส้นเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งส่วนใหญ่จะหยุดได้เองโดยใช้ก้อนสำลีกดไว้ชั่วขณะ
อาการเป็นลม มักพบในผู้ป่วยที่หวาดกลัวเข็มหรือตื่นเต้นกังวลมากๆ ซึ่งหากนอนพักอาการก็จะดีขึ้น
ติดเชื้อ พบได้น้อยมาก ขึ้นกับมาตรฐานปลอดเชื้อของแต่ละคลินิก และเข็มฝังเข็ม

เข็มที่ใช้ในการฝังเข็ม
ในแง่ความปลอดภัย เข็มทุกเข็มที่ใช้ในคลินิกฝังเข็ม โรงพยาบาลสินแพทย์ เป็นเข็มสแตนเลส ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดี บรรจุแผงจากโรงงาน ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่นำกลับมาใช้อีกเด็ดขาด จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและโรคเอดส์

ขนาดเข็มที่ใช้ในการฝังเข็มมีขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยา ที่ใช้กันทั่วไปประมาณ 10-20 เท่า เข็มที่เล็กที่สุดที่เราใช้ ขนาดใกล้เคียงกับเส้นผม นอกจากนี้เข็มที่ใช้เป็นเข็มตัน ไม่มีรูตรงกลาง จึงไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อตัดเส้นเลือดเหมือนเข็มฉีดยา และเจ็บน้อยกว่า โอกาสจะเกิดอันตรายต่อเส้นประสาน เส้นเลือด และอวัยวะภายในมีน้อย

การฝังเข็มทำอย่างไร
แพทย์จะทำการวิเคราะห์โรคและปักเข็มลงในจุดที่มีผลในการรักษา แล้วคาเข็มไว้ 20 – 30 นาที จากนั้นกระตุ้นเข็มด้วยไฟฟ้า (จากถ่านไฟฉาย จึงไม่มีโอกาสเกิดไฟซ๊อตจนอันตราย) หรือกระตุ้นด้วยมือ แล้วเอาเข็มออก วิธีนี้แท้จริงควรเรียกว่า การปักเข็ม เพราะไม่ได้ฝังลงไปจริงและเป็นวิธีที่ปลอดภัย มีภาวะแทรกซ้อนน้อย

sexy gaming

ไข้หวัดใหญ่… การรักษาและการป้องกัน

ไข้หวัดใหญ่ เป็น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ติดต่อได้ง่าย จากการไอ จาม และพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด กับคนที่เป็นโรคนี้ หากเกิดในเด็ก หรือผู้สูงอายุจะมีความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนมาก บางรายอาจเสียชีวิตได้

ไข้หวัดใหญ่ เป็น โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ติดต่อได้ง่าย จากการไอ จาม และพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด กับคนที่เป็นโรคนี้ หากเกิดในเด็ก หรือผู้สูงอายุจะมีความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนมาก บางรายอาจเสียชีวิตได้

อาการที่พบได้บ่อย ในโรคไข้หวัดใหญ่
ไข้สูง บางครั้งหนาวสั่น
ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนี้อมาก
เจ็บคอ ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกแน่นท้อง

ถ้าอยากรู้ว่าเป็น ไข้หวัดใหญ่ หรือไม่ ต้องทำอย่างไร
เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ มีอาการคล้ายโรคติดเชื้อประเภทอื่น การตรวจร่างกายเบื้องต้น และซักประวัติ อาจไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยโรคได้

ในปัจจุบัน มีวิธีการตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยตรง ที่ทราบผลเร็ว และแม่นยำ เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บใช้เพียงไม้พันสำลี เช็ด หรือป้ายภายในโพรงจมูก (เรียกว่า Nasal Swab) แล้วนำมาใส่ในน้ำยาทดสอบ จะทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง หากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะให้การรักษาได้เร็วมากขึ้น

การรักษาไข้หวัดใหญ่
ปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ คือ ยา Oseltamivir (หรือ ยา Tamiflu ®) ซึ่งผู้ป่วยจะได้ประโยชน์มากที่สุด หากได้ใช้ยานี้รักษาภายใน 2 วันแรกที่ตรวจพบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาของการเป็นโรค ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และลดการระบาดของโรคได้

วิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีน เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีผลกระทบมาก เช่น ทำให้ต้องขาดงาน ขาดเรียน อย่างน้อย 7-10 วัน และในบางรายอาจมีอาการรุนแรง จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดังนั้น การฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันจึงมีความคุ้มค่ามากกว่า เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายในการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือใกล้ชิดกับคนที่เป็นหวัด ไม่ควรใช้ของใช้ต่างๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะช้อน จาม ชาม และไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่แออัด เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จะกระจายอยู่ในอากาศ และน้ำมูก น้ำลายของคนที่เป็นโรคนี้

อย่างไรก็ตามวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดทุกปี เพราะเชื้อไวรัสจะเปลี่ยนสายพันธ์ที่ระบาดแต่ละปีไม่เหมือนกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ทำไมต้องฉีดทุกปี?
เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธ์ทุกปี การผลิตวัคซีนจึงมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี เพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุ
ภูมิคุ้มกันที่เกิดหลังฉีดวัคซีน จะมีความเฉพาะเจาะจง ต่อเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเท่านั้น
หลังฉีดวัคซีน 2 สัปดาห์ จะเกิดภูมิคุ้มกันโรค และมีอายุได้นาน 1 ปี
ถ้าไม่ได้รับวัคซีนหลังจากระยะเวลา 1 ปี ถึงแม้เป็นเชื้อตัวเดิมก็จะป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ได้

sexy gaming

โรคตาแดง จากเชื้อไวรัส (Hemorrhagic Conjunctivitis)

โรคตาแดง ในความหมายโดยทั่วไปคือ อาการที่เยื่อบุตาขาว เปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเส้นเลือดใต้เยื่อบุตา (conjunctiva) เนื่องจากการอักเสบ โรคตาแดงอาจจะเป็น แบบเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง
โรค ตาแดงนี้ สามารถพบได้ตลอดปี และจะระบาดได้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ด้วยเหตุที่ ฝนตกก่อให้เกิดความชื้นแฉะทั่วๆ ไป ทำให้เชื้อไวรัสบางตัว เจริญงอกงามก่อโรคแก่พวกเราขึ้น
ส่วนใหญ่โรคตาแดงเกิดจากการ อาการที่เยื่อบุตาขาว ติดเชื้อ ไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เยื่อบุตาอักเสบ เพราะ เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย เพศชายและเพศหญิงพบได้เท่าๆกัน เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสเช่นเดียวกับหวัด ใครจะเป็นก็ได้ แต่เนื่องจากในเด็กมีภูมิคุ้มกันน้อย ร่วมกับการดูแลตนเอง หรือการป้องกันการติดเชื้อไม่ดีพอ จึงทำให้เป็นโรคตาแดง ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
ตาแดงเป็นอาการแสดงออกของโรคตาและโรคอื่นๆหลายชนิด ส่วนจะเป็นโรคอะไรนั้น คงต้องอาศัยคุณหมอช่วยวินิจฉัยกันอีกที
สาเหตุของตาแดง
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อที่มีชื่อว่า อะดิโนไวรัส (Adenovirus) และส่วนน้อยเกิดจากเชื้อ พิโคร์นาไวรัส (Picornavirus) เป็นต้น
มี การตรวจพบเชื้อไวรัสหลายตัวด้วยกันประมาณกันว่า 2-4 ตัว ทั้งหมดให้อาการของโรคคล้ายคลึงกัน อาศัยอาการจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากเชื้อไวรัสตัวไหน ดังนั้นในคนหนึ่งคนจึงเป็นโรคตาแดงชนิดนี้แล้วเป็นได้อีก หรือทำไมจึงไม่มีภูมิคุ้มกันดังเช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ตัวอย่างเช่นเป็นโรคหัด หรืออีสุกอีใส ในตอนเด็ก คนนั้นจะไม่เป็นโรคอีกเลยตลอดชีวิต แต่โรคตาแดงระบาด คนเป็นทุกครั้งที่มีการระบาด อาจจะเนื่องจากภูมิต้านทานหลังเป็นโรคนี้ จะไม่อยู่นานหรือ เป็นจากเชื้อไวรัสคนละตัวกัน
เชื้อไวรัสบางชนิด อาจทำให้เกิดระบาดตามหมู่บ้าน โรงเรียน โรงงาน เป็นต้น เรียกว่า โรคตาแดงระบาด (epideminc keratoconjunctivitis) มักเกิดจากไวรัส เอนเทอโร ชนิด 70 (enterovirus type 70) , ไวรัสค็อกแซกกีเอ ชนิด 24 (coxsackie virus A type 24)
ส่วนใหญ่มักติดต่อโดยการสัมผัสโดย ตรงหรือสัมผัสถูกข้าวของเครื่องใช้ (แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว สบู่ ขันน้ำ โทรศัพท์ ฯลฯ) ที่เปื้อนเชื้อจากมือของผู้ป่วย (ที่ติดจากการขยี้ตา) หรือการใช้คอนเท็กซ์เลนส์ น้ำยาล้างตา เป็นต้น
บางชนิดอาจปนเปื้อนอยู่ในสระว่ายน้ำ เมื่อคนมาเล่นน้ำ ก็จะติดเชื้ออักเสบได้
ระยะฟักตัว 1-2 วัน ระยะเวลาในการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน

sexy gaming

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิด อันตรายต่อรางกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช อย่างมากผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก ถ้าเป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็งเกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น โดยหายใจมีเสียงเหมือนนกหวีด ดังวี๊ดขึ้น อาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ก็จะมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือมีผื่นแบบลมพิษ ถ้าแพ้อาหารก็จะมีอาการปากบวม หรือมีลมพิษขึ้น ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวการณ์ตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช้สารก่อภูมิแพ้ได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ หรือฝน ความชื้น ซึ่งภาวะนี้อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้ และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

ในปัจจุบันโรคภูมิแพ้ซึ่งจัดเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อกำลังมีอัตราการเกิดที่สูงขึ้น อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจุบันจากความเจริญทางวัตถุและความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้การเกิดโรคติดเชื้อต่ำลง แต่ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมกลับสูงขึ้น คนมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในอาคารนานขึ้น การถ่ายเทอากาศที่น้อย การใช้พรม การเลี้ยงสัตว์ในอาคาร ทำให้อุบัติการณ์เกิดโรคภูมิแพ้มากขึ้น โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ดูเหมือนจะไม่ใช่โรคร้ายแรง นอกจากบางโรค เช่น โรคหืดและปฎิกิริยาการแพ้บางชนิด เช่น แพ้อาหาร แพ้ยา แมลงต่อย ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

โรคภูมิแพ้ คืออะไร
โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิด อันตรายต่อรางกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช อย่างมากผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่น ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกเมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ คันจมูก ถ้าเป็นโรคหืดเมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็งเกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น โดยหายใจมีเสียงเหมือนนกหวีด ดังวี๊ดขึ้น อาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ก็จะมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือมีผื่นแบบลมพิษ ถ้าแพ้อาหารก็จะมีอาการปากบวม หรือมีลมพิษขึ้น ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวการณ์ตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช้สารก่อภูมิแพ้ได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ หรือฝน ความชื้น ซึ่งภาวะนี้อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้ และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

อาการแทรกซ้อนเมื่อเป็นภูมิแพ้
ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่แพ้ ถ้าเป็นภูมิแพ้ทางจมูกก็จะมีอาการปากแห้งเวลาตื่นนอน เนื่องจากเกิดอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ ง่วงเหงาหาวนอนเวลาเรียน สมาธิสั้น ทำให้ความคิดความจำสั้น ถ้าเป็นหืดก็จะทำให้สมรรถภาพการทำงานลดลง เพราะจะเหนื่อยง่าย ถ้าเป็นรุนแรงและมีอาการในที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล หรือไม่มียาขยายหลอดลมติดตัวก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือการรักษาที่ไม่เพียงพอทำให้ไม่สามารถควบคุมอาการได้

ชนิดของโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย
สามารถแบ่งตามระบบของร่างกาย ออกได้เป็น 4 กลุ่มคือ

โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ
โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง
โรคภูมิแพ้ทางตา
โรคภูมิแพ้หลายระบบ หรือ แบบช๊อค

สถิติการเกิดโรคภูมิแพ้ มีคนเป็นมากน้อยเพียงใด
จากข้อมูลของการวิจัยในประเทศไทยพบว่า เด็กไทยมีอาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูกประมาณ 40% ซึ่งสูงกว่า 10 ปีที่แล้ว 2 เท่า, ประมาณ 13% ของเด็กไทย และ 5-10 % ของผู้ใหญ่เคยมีอาการของโรคหืด

การตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้
การซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติโรค หรืออาการภูมิแพ้ทางครอบครัว
การสังเกตสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รวมทั้งสภาพแวดล้อมของการทำงาน สภาพแวดล้อมภายในบ้าน
การตรวจภายในโพรงจมูก
การตรวจสมรรถภาพปอดโดยการเป่าลม เพื่อดูปริมาตรของอากาศ การตรวจวินิจฉัยด้วย ยังช่วยประเมินความรุนแรงของโรคได้ด้วย
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
การตรวจเลือด

การป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้
การควบคุมสิ่งแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้
จากผลการวิจัย ได้มีการสำรวจผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในประเทศไทย มีการแบ่งชนิดของสารก่อภูมิแพ้ ออกเป็น 2 ประเภท ชนิดแรกเป็นสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน ได้แก่ ไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน และแมลงสาบ เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยเป็น 3 อันดับแรก ซึ่งเราจะได้รับสารก่อภูมิแพ้ประเภทนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ในตอนนอน จะทำให้เรามีอาการเกือบทุกวัน ส่วนชนิดที่สอง เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่นอกบ้าน เช่น ละอองเกสรพืช วัชพืชต่างๆ เชื้อรา สารก่อภูมิแพ้ประเภทนี้จะทำให้เกิดอาการชั่วคราวเฉพาะเวลาที่ออกนอกบ้าน นอกจากสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าวแล้ว ยังมีตัวกระตุ้นทางกายภาพอีกที่ทำให้เกิดการอักเสบของโพรงจมูกหรือหลอดลม เช่น ความเย็น ความร้อน ความชื้น ความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การที่มีอาการทุกครั้งก่อนหรือหลังฝนตก ส่วนประเภทสุดท้าย เป็นสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอม สีทาบ้าน ควันไฟ กลิ่นสารเคมี กลิ่นธูป

การป้องกันโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น คนที่แพ้ไรฝุ่น ควรจะซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มด้วยความร้อน ร่วมกับการซักด้วยผงซักฟอก ถ้ามีเครื่องซักผ้าชนิดตั้งความร้อนได้ ก็ให้ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 60 องศา 30 นาที บนเตียงนอนไม่ควรมีตุ๊กตาผ้า ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ควรเก็บขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของแมลงสาบ ไม่ควรสูบบุหรี่ภายในบ้าน

sexy gaming

เบาหวานขึ้นตา เบาหวานทำให้มีการเสื่อมของหลอดเลือดที่จอประสาทตา

เบาหวานขึ้นตา คืออะไร เบาหวานทำให้มีการเสื่อมของหลอดเลือดที่จอประสาทตา คือมีการรั่วของน้ำเหลืองละไขมันจากหลอดเลือดออกมาทำให้จอประสาทตาบวมมีการอุดตันของหลอดเลือดของจอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง และมีการงอกของเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติร่วมกับการเกิดพังผืดภายในตา ทำให้เกิดเลือดออกภายในลูกตาและจอประสาทตาลอกได้การเสื่อมของหลอดเลือดทั้งสองแบบทำให้ตามัวลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะทำให้สูญเสียสายตาอย่างถาวร

เบาหวานขึ้นตาคืออะไร
เบาหวานทำให้มีการเสื่อมของหลอดเลือดที่จอประสาทตา คือ

มีการรั่วของน้ำเหลืองละไขมันจากหลอดเลือดออกมาทำให้จอประสาทตาบวม
มีการอุดตันของหลอดเลือดของจอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง และมีการงอกของเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติร่วมกับการเกิดพังผืดภายในตา ทำให้เกิดเลือดออกภายในลูกตาและจอประสาทตาลอกได้
การเสื่อมของหลอดเลือดทั้งสองแบบทำให้ตามัวลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะทำให้สูญเสียสายตาอย่างถาวร

เบาหวานขึ้นตามีอาการอย่างไร
ผู้ที่มีเบาหวานขึ้นตาอาจมีอาการตามัวเห็นเงาดำ มีฝ้าดำๆ มาบดบังการมองเห็น และบางรายอาจเห็นภาพบิดเบี้ยว แต่บางรายอาจไม่มีอาการเลยแม้จะมีเบาหวานขึ้นตาอย่างรุนแรงก็ตาม
จะทราบได้อย่างไรว่ามีเบาหวานขั้นตาหรือไม่
ถ้าท่านเป็นเบาหวานและยังไม่ได้รับการตรวจตา ให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที
ถ้าตรวจพบว่าเบาหวานยังไม่ขึ้นตา ควรได้รับตรวจโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ถ้าตรวจพบว่าเบาหวานขึ้นตา รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที และตรวจตาอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน ตามคำแนะนำของแพทย์

เบาหวานขึ้นตารักษาอย่างไร
ในรายที่จอประสาทตาบวมบริเวณจุดศูนย์การมองเห็นหรือรายที่มีเส้นเลือดฝอยงอกมาผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้รักษาโดยการใช้แสงเลเซอร์ ส่วนรายที่รุนแรงจนกระทั่งมีเลือดออกในตาหรือจอประสาทตาลอกจากพังผืดดึงรั้งอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด นอกเหนือจากการรักษาที่ตาโดยตรงด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัดแล้ว ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกท่านต้องพยายามควบคุมระดับน้ำตาล ตลอดจนระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิต ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแพทย์ทันทีที่ทราบว่าเป็นเบาหวาน

ถ้าเป็นเบาหวานขึ้นตาแล้วไม่รักษา ส่วนมากจะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร การรักษาจะช่วยลดโอกาสที่จะสูญเสียสายตาลงได้

sexy gaming

Office Syndrome…ปวดแบบนี้ต้องเจอช๊อต!

พฤติกรรมในการทำงาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงสภาพร่างกายที่มีความพร้อมในการทำงาน อาจทำให้เราละเลยถึงสัญญาณเตือนจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้

ช๊อตรึเปล่า แบบนี้ต้องช๊อตรึเปล่าาา?!
พฤติกรรมในการทำงาน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงสภาพร่างกายที่มีความพร้อมในการทำงาน อาจทำให้เราละเลยถึงสัญญาณเตือนจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะบางครั้งที่เราทำงานเพลิน ๆ เราอาจลืมไปว่ากำลังนั่งหลังค่อม นั่งผิดท่า จ้องหน้าคอมนานเกินไป หรือรวมทั้งเกิดอาการตึงเครียดขณะทำงาน ที่ทำให้เกิดโรคที่ชื่อว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ซึ่งมีอาการปวดกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงานที่ใช้อิริยาบถซ้ำ ๆ นั่งทำงานหน้าคอมเป็นเวลานาน จนทำให้ร่างกายเริ่มมีอาการปวด และลุกลามเป็นปวดเรื้อรัง รวมถึงมีอาการชาที่มือ แขน และขาได้

การรักษาอาการปวดของโรคออฟฟิศซินโดรม มีด้วยกันหลายวิธีตามความเหมาะสมของผู้ป่วย เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การนวดแผนไทย การทานยา การฝังเข็มเป็นต้น แต่นอกจากนี้ หากมีอาการปวดเรื้อรัง ปวดมากผิดปกติ ก็สามารถรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยเครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Peripheral Magnetic Stimulation(PMS) ได้

ได้ใช้เครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(PMS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้รักษาอาการปวด โดยใช้พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่งไปยังเนื้อเยื่อเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท กระตุ้นการซ่อมแซมของกระดูก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ยังสามารถรักษาได้ถึงเนื้อเยื่อส่วนที่ลึกที่สุด และไม่เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะรอบ ๆ จึงทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย เพิ่มความแข็งแรง และชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้เวลารักษาประมาณ 15-30 นาที ต่อครั้ง เห็นผลเร็วตั้งแต่ครั้งแรกที่รักษา และสามารถรักษาต่อเนื่องได้

นอกจากนี้ เครื่องกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถรักษาอาการปวดทั้งในระยะเฉียบพลัน และอาการปวดเรื้อรังได้ อีกทั้งยังสามารถรักษาอาการปวดหรือชาจากเส้นประสาท เช่น กระดูกสันหลังคอ เอว เสื่อมกดทับเส้นประสาท, หมอนรองกระดูกเคลื่อน, อาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ, ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เป็นต้น
การดูแลสุขภาพอย่างเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญ และจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการปวดของออฟฟิศซินโดรมได้

sexy gaming

หลอดเลือดสมองโป่ง!! ตัวการของโรคร้าย…ที่มาด้วยอาการปวดศีรษะ

ภาวะหลอดเลือดสมองโป่ง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา หลอดเลือดที่โป่งอาจเกิดการแตก ทำให้เกิดเลือดคั่งในสมองก้อนเลือดนั้นจะไปกดเบียดเนื้อสมองหากเกิดในส่วนที่สำคัญ ก็จะทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

หลอดเลือดสมองโป่ง มักพบในคนที่มีอายุระหว่าง 50-60 ปี สาเหตุส่วนหนึ่งเชื่อว่า เกิดจากความเสื่อมของผนังหลอดเลือด ร่วมกับอายุที่มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเร่งที่ทำให้สภาพของหลอดเลือดมีความเสื่อมมากขึ้น และเร็วขึ้น ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือ สูบบุหรี่มาเป็นเวลานาน
ภาวะหลอดเลือดสมองโป่ง หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา หลอดเลือดที่โป่งอาจเกิดการแตก ทำให้เกิดเลือดคั่งในสมองก้อนเลือดนั้นจะไปกดเบียดเนื้อสมองหากเกิดในส่วนที่สำคัญ ก็จะทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ภาวะหลอดเลือดสมองโป่ง อาจจะพบได้ทั้งแบบที่มีอาการและไม่มีอาการ โดยอาการส่วนใหญ่ที่พบจะมีอาการ
ปวดหัวอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน
อาจจะมีปวดบริเวณต้นคอร่วมด้วย
บางรายอาจมีคลื่นไส้อาเจียน
บางรายอาจพบมีอาการหมดสติหลังจากปวดหัว
ในรายที่มีเลือดออกรุนแรง และปริมาณมาก ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ทันที ตั้งแต่ก่อนมาถึงโรงพยาบาล

ดังนั้น ความสำคัญของโรคก็คือ ต้องมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และหากการตรวจวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดด้วยเทคนิคจุลศัลยกรรมสมอง (ผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์)

โรคหลอดเลือดสมองโป่ง นี้ตรวจพบได้จากการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ได้แก่
เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองความเร็วสูง (CT Scan) หรือ
การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) หรือ
การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยการฉีดสารทึบรังสี (Cerebral Angiography)

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่ง
การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของหลอดเลือดที่โป่งพอง บางชนิดจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อหนีบกระเปาะหลอดเลือดที่โป่งพองนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการแตกหรืออุดตันจนทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อสมองได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาก่อนที่หลอดเลือดจะแตก มักจะมีผลการรักษาที่ดีมาก หายขาด และใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กรณี ผู้ที่เคยรับการรักษา ผ่าตัดหนีบหลอดเลือดที่โป่งในสมอง ที่ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา อายุ 44 ปี ได้เปิดเผยว่า “ ก่อนหน้าที่จะมาโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ มีอาการคล้ายปวด ชา แขน ขา ด้านขวา มีอ่อนแรงบ้างเป็นๆ หายๆ เป็นวันละ 2 ครั้ง เป็นอยู่ 3 วัน เวลาหายก็เป็นปกติดี 1 วัน ก่อนที่จะมาโรงพยาบาล มีอาการชามากขึ้น ปวดศีรษะตาพร่ามัว วันที่มาโรงพยาบาล เกิดมีอาการพูดไม่ออก พูดไม่ชัด แขนขาด้านขวาอ่อนแรงกว่าปกติ คล้ายจะปากเบี้ยวพูดไม่ชัด เป็นชั่วขณะแล้วก็ทุเลาลง จึงรีบมา ศูนย์สมอง โรงพยาบาลสินแพทย์ คุณหมอให้ตรวจเอ็มอาร์ไอ MRI พบว่ามี หลอดเลือดสมองโป่ง คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัด หลังผ่าตัดแค่ 7 วัน ก็กลับบ้านได้ ตอนนี้ดีขึ้นมาก ตอนผ่าตัดก็ไม่ต้องโกนผมด้วย แผลเล็กนิดเดียว เท่านั้น”

แพทย์ผู้ทำการรักษา กล่าวว่า ” สำหรับกรณีนี้ หากใช้การรักษาด้วยวิธีดั้งเดิม จะต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ถึง 10-14 วัน เป็นอย่างน้อย อีกทั้ง ต้องโกนผมหมดทั้งศีรษะ หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นต่ออีก 1 เดือน การเลือกการผ่าตัดแบบแผลเล็กนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก สามารถใช้ชีวิตประจำวันเทียบเท่าปกติในเวลาอันรวดเร็ว และหากไม่ได้มาพบแพทย์ได้ทันเวลา หลอดเลือดที่โป่งก็อาจจะแตก และทำให้เสียชีวิตได้ “

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget