โภชนาการดี…มีชัยไปกว่าครึ่ง

สำหรับนักกีฬาซึ่งจะต้องมีการฝึกซ้อมเป็นประจำ เพื่อให้เกิด ความชำนาญ เชี่ยวชาญ เพิ่มทักษะในการกีฬา จึงจำเป็นต้องมี โภชนาการ ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย และจิตใจ มีพละกำลังเพียงพอต่อการแข่งขันในระยะเวลาตามกำหนดของกีฬาแต่ละชนิด เพื่อที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้โดยที่ไม่หมดแรงไปเสียก่อนจบการแข่งขัน
ความสำคัญของอาหารต่อนักกีฬา
อาหาร มีความสำคัญต่อร่างกายในการเล่นกีฬามาก ถ้าเปรียบร่างกายเป็นรถยนต์ที่ต้องมี ความชำนาญ และ อาหารจะเปรียบเสมือนน้ำมันที่ต้องเติมเพื่อให้รถยนต์วิ่งได้ ชนิดของน้ำมันเปรียบเสมือนชนิดของสารอาหารที่มีหน้าที่แตกต่างกัน หากได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสมหรือเพียงพอ อาจทำให้เกิดปัญหาแก่ร่างกาย เหมือนรถยนต์ที่เติมน้ำมันผิดพลาด เครื่องยนต์ก็จะเกิดปัญหาหรือใช้การไม่ได้ การรับประทานอาหารก็เช่นกัน หากเรารับประทานบางประเภทมากไป ก็อาจทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกาย อาจทำให้อ้วนส่งผลกระทบต่อการเล่นกีฬาหรือการแข่งขัน แต่หากรับประทานน้อยไป ก็อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน นักกีฬาที่มีการฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำวันละหลายๆ ชั่วโมง นับว่าเป็นงานหนัก ซึ่งต้องการพลังงานสูงมากกว่าคนปกติ เหมือนชาวไร่ชาวนา
ดังนั้น อาหารที่รับประทานเข้าไปนอกจากเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีในแบบคนทั่วไปแล้ว ยังต้องระวังเรื่องของความอ้วน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันสูง หรืออาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด เพื่อป้องกันภาวะไขมันสูง ความดันโลหิตสูง นักกีฬาที่จะต้องทำการแข่งขัน ส่วนมากมักมีความรู้สึกตื่นเต้น จิตใจผิดปกติ ซึ่งมีผลไปถึงการบริโภคอาหาร การย่อย และการดูดซึมด้วย ในบางรายอาจมีอาการท้องอืด ท้องเดิน อาการต่างๆ เหล่านี้มีผลต่อการออกกำลังกาย หรือการแข่งขันทั้งสิ้น
การกินอาหารก่อน และหลังแข่งขันกีฬา หรือออกกำลังกาย
ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รสชาติอ่อน และสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหารที่ย่อยยาก เช่น อาหารจำพวกโปรตีน หรือไขมันสูง นอกจากนี้ ยังต้องหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และควรเลือกรับประทานอาหารก่อนลงแข่ง หรือลงเล่นกีฬาประมาณ 2-4 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ สำหรับกีฬาที่ใช้เวลาในการแข่งขันค่อนข้างนานและต่อเนื่อง ควรดื่มน้ำทุก 20 นาที หลังเสร็จการแข่งขัน หรือออกกำลังกายแล้วควรให้นักกีฬารับประทานอาหารภายใน 2 ชั่วโมง โดยเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว แป้ง ผลไม้ และชดเชยเกลือในอาหาร เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว อ่านเพิ่มเติม

“เจลลี่พระราชทาน” จากพ่อหลวง (รัชกาลที่ 9)

เจลลี่พระราชทาน ถูกคิดค้นโดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงมีพระเมตตาสนับสนุนงานวิจัยของมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่มีความชำนาญเฉพาะด้านอีก 6 แห่ง อีกทั้งพระองค์ยังทรงพัฒนาคิดค้นสูตรเจลลี่ทั้งคาว หวาน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก และกลุ่มคนทั่วไปที่มีปัญหาในการรับประทานอาหาร
“จำไว้นะ เวลาทำอาหารให้คนป่วย เรื่องรสชาติเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเขาป่วยด้านร่างกายแล้ว จิตใจต้องดี ถ้าเราทำอาหารที่ไม่อร่อยไปให้ จิตใจเขาจะแย่ มันเป็นการซ้ำเติมผู้ป่วย”
อาหารพระราชทาน “เจลลี่พระราชทาน” เป็นอาหารที่คนทั่วไปรับประทานได้เช่นกัน ถูกหลักโภชนาการ กลืนได้ง่าย มีรสชาติที่ผู้ป่วยชอบ และให้ความชุ่มชื้นในช่องปากจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย นอกจากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งแล้ว ยังมีประชากรกลุ่มอื่นๆ อีกที่สามารถจะรับประทานเจลลี่โภชนาได้ เช่นกัน อาทิ
– ผู้สูงอายุ ซึ่งไม่มีฟันบดเคี้ยว
– ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทำงานไม่ดี
– ผู้ป่วยผ่าตัดขากรรไกร ซึ่งจะไม่สามารถอ้าปากได้ปกติ
– ผู้ป่วยระหว่างรับการรักษาทันตกรรมจัดฟัน หรือรักษารากฟันที่เคี้ยวไม่ได้ เนื่องจากเจ็บฟัน
– ผู้ป่วยที่เป็นแผลในปาก ผู้ที่เป็นหวัดแล้วเจ็บคอ และผู้ป่วยที่สูญเสียฟัน
– ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการเป็นอัมพาตบริเวณใบหน้าและขากรรไกร
รู้หรือไม่ว่า !! จากสถิติโรคมะเร็งล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ กว่า 12,000 รายต่อปี เสียชีวิตกว่า 5,000 รายต่อปี หรืออาจกล่าวได้ว่าในประชากรไทย 100,000 คน โดยเฉลี่ยจะพบผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ 16 คน เสียชีวิตถึง 7 คน และกว่า 60% ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
ทำความรู้จัก มะเร็งช่องปาก…
“มะเร็งช่องปาก” เป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งช่องปากคือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหมาก เป็นประจำ พบได้มากในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป สามารถป้องกันได้ด้วยการ ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งในช่องปากเป็นประจำทุกปี จากสถิติในปีที่ผ่านมา มะเร็งช่องปากติด 1 ใน 10 มะเร็งที่พบในคนไทย โดยมะเร็งที่บริเวณลิ้นนั้นพบมากที่สุด!!ดังนั้น เราจึงควรหมั่นสังเกตสุขภาพภายในช่องปาก หากมีอาการ 6 ข้อ ดังต่อไปนี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยด่วน
– เป็นแผลเรื้อรังในช่องปากนานเกิน 2 สัปดาห์
– มีฝ้าสีขาว (Leukoplakia) หรือสีแดง (Erythroplakia) ในเยื่อเมือกบุช่องปาก และ/หรือลิ้น
– ขอบลิ้นหรือขอบริมฝีปากมีลักษณะแข็งเป็นไต
– เจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ กลืนลำบาก
– มีอาการแสบลิ้น
– พบก้อนที่ปากหรือคอ อ่านเพิ่มเติม

วัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น เรื่องจำเป็นสำหรับการเดินทาง

วัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น อาจเป็นชื่อวัคซีนที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เนื่องจากเป็นวัคซีนเฉพาะที่ไม่ได้อยู่ในวัคซีนพื้นฐานสำหรับคนไทย แต่เป็นวัคซีนที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังต่างประเทศ แต่ก็ยังสามารถพบโรคนี้ได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ที่อาศัยอยู่รวมกันในที่แออัด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
3 กลุ่มเสี่ยง ควรฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นก่อนออกเดินทาง
1. นักเรียน-นักศึกษา ที่จะไปเรียนต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป เช่น อังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่จะเข้าไปพักในหอพักของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่สหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดว่านักเรียน นักศึกษาที่จะไปเรียนจะต้องได้รับวัคซีนดังกล่าวก่อนไป และจะต้องยื่นเอกสารว่าได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้อีกด้วย
2. นักท่องเที่ยว นักเดินทาง ที่จะไปในประเทศในเขต Meningitis belt ในแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศแกมเบีย บูร์กินาฟาโซ เซเนกัล กีนี ไล่ไปทางตะวันออกจนถึงประเทศเอธิโอเปีย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องเข้าไปคลุกคลีกับคนพื้นที่มากๆ
3. ผู้แสวงบุญในพิธีฮัจจ์ และอุมเราะห์ จัดเป็นวัคซีนจำเป็นต้องฉีดและเป็นเงื่อนไขในการขอ visa เข้าประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยจะต้องฉีดล่วงหน้าก่อนเดินทางไปอย่างน้อย 10 วัน แต่ไม่เกิน 3 ปี
ทำไม วัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น ถึงจำเป็นสำหรับประเทศเหล่านี้
โรคไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria meningitides อีกชื่อหนึ่งคือ meningococcul สามารถพบได้ทั่วโลก และมีการระบาดประปราย แต่สำหรับประเทศที่กล่าวมาข้างต้น พบว่ามีการระบาดค่อนข้างสูง และเป็นโรคที่มีการลุกลามค่อนข้างเร็ว มีผลทำให้เสียชีวิตได้ และถึงแม้จะสามารถรักษาได้ก็เสี่ยงต่อความพิการได้เช่นกัน ไข้กาฬหลังแอ่นที่มักพบได้บ่อยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
ไข้กาฬหลังแอ่นชนิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningococcal Meningitis) เป็นไข้กาฬหลังแอ่นชนิดที่มีการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง
ไข้กาฬหลังแอ่นชนิดติดเชื้อในกระแสเลือด (Meningococcal Septicemia หรือ Meningococcemia) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดจนทำให้เชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้มีอาการเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะได้
ติดต่อกันได้อย่างไร?
โรคนี้ติดต่อทางสารคัดหลั่งจากน้ำมูก น้ำลาย และจากการสัมผัสใกล้ชิด แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางรายจะเป็นพาหะ มีน้อยรายที่เชื้อจะลุกลามไปที่เยื่อหุ้มสมอง หรือกระแสโลหิต ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ประปราย ไม่พบการระบาดใหญ่ จากสถิติย้อนหลังพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในประเทศไทยปีละไม่เกิน 10 คน เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสใกล้ชิด หรือคลุกคลีอยู่กับคนหมู่มาก หรืออยู่รวมๆ กัน เช่น นักเรียน นักศึกษาในหอพัก กลุ่มผู้แสวงบุญ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว นักเดินทางที่เข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด อ่านเพิ่มเติม

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดวัคซีนพิษสุนัขบ้า สร้างภูมิคุ้มกันในหน้าร้อน

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies) ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สุนัข แมว ลิง ชะนี กระรอก ค้างคาว และคน อาการของโรคจะส่งผลต่อระบบประสาทโดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลางและอาจทำให้เสียชีวิต ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาที่จะรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้

ป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า ได้อย่างไร?
วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การวัคซีนพิษสุนัขบ้าไว้ล่วงหน้าสำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยง ก่อนสัมผัสโรคหรือถูกสัตว์กัด เชื้อไวรัสจะออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ป่วยหรือมีเชื้อนี้ ผู้ป่วยมักได้รับเชื้อเนื่องจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้ากัด เชื้อในน้ำลายสัตว์จะเข้าสู่บาดแผล นอกจากสัตว์กัดแล้วยังอาจได้รับเชื้อจากสัตว์ที่มีเชื้อนี้มาข่วน ซึ่งบนเล็บของสัตว์เหล่านี้มักเปื้อนน้ำลายสัตว์ที่อาจเลียเล็บตัวเอง
ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกัน
เมื่อถูกสัตว์กัด การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1-2 เข็ม ร่างกายก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคอย่างได้ผลและไม่เสี่ยงต่อการแพ้วัคซีน หรือเจ็บปวดจากการฉีดวัคซีนรอบๆ แผล การฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า จึงเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า โดยฉีดเพียง 3 เข็มภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ไม่จำกัดอายุ โดยเฉพาะเด็กที่มักเล่นกับสัตว์และมีโอกาสถูกสัตว์กัด หรือถูกเลียมือที่มีแผลหรือที่ปาก โดยไม่บอกให้ผู้ปกครองทราบ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามักมีประวัติถูกสัตว์กัดในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการทางระบบประสาท มักมีอาการกลัวน้ำและกลัวลมร่วมด้วย โรคนี้ไม่มีทางรักษา ผู้ป่วยทุกรายจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เมื่อถูกกัดแล้วต้องฉีดวัคซีน อย่างไร?
ฉีดเข็มที่ 1ในวันแรก
ฉีดเข็ม 2 ในวันที่ 3 หลังฉีดเข็มที่1
ฉีดเข็ม 3 ในวันที่ 7 หลังฉีดเข็มที่ 1
ฉีดเข็ม 4 ในวันที่ 14 หลังฉีดเข็มที่ 1
เข็ม 5 ในวันที่ 30 หลังฉีดเข็มที่ 1 อ่านเพิ่มเติม

วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์

ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน ลักษณะอาการของโรค คือมีไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก และตามมาด้วยอาการท้องเสีย หากไม่ได้รับการรักษาจะมีไข้อยู่นานถึง 2 – 3 สัปดาห์
ไทฟอยด์ ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์มี 2 ชนิด คือวัคซีนชนิดฉีด (Vi Capsular Polysaccharide Typhoid Vaccine:ViCPS) ซึ่งใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว และสามารถฉีดกระตุ้นทุกๆ 3 ปี ถ้ามีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ และวัคซีนชนิดกิน (Oral Typhoid Vaccine: Ty21a) ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ แต่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย อาการข้างเคียงของวัคซีนชนิดมีน้อย ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ บวมแดงบริเวณที่ฉีด และอาจมีปฏิกิริยาอื่นๆ เช่น มึนศีรษะ คันตามตัว และปวดท้อง

ใครบ้างที่ควรได้รับ วัคซีนไทฟอยด์
ในประเทศไทยพบการติดเชื้อไทฟอยด์น้อยลงมาก เนื่องจากมีการพัฒนาด้านสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แนะนำให้คนไทยรับวัคซีน แต่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศซึ่งมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย เนปาล และในประเทศแถบแอฟริกา หรือตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่ระบบสาธารณสุขไม่ดี ใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ หรือน้ำประปาที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และมีการพบเชื้อ (Salmonella typhi) ที่ดื้อยาปฏิชีวนะ โดยต้องฉีดวัคซีนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไทฟอยด์
วิธีรักษาโรคไข้ไทฟอยด์
สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้ออย่างรุนแรงต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อ มีทั้งชนิดยากินและยาฉีด รักษาตามอาการ กรณีอาการไม่รุนแรง เช่น มีไข้ก็ให้ยาลดไข้ หากมีการถ่ายเหลวหรือท้องเสียจำเป็นต้องนำอุจจาระไปตรวจเพื่อดูประเภทยาที่สามารถฆ่าเชื้อได้ เพราะอาการท้องเสียจากไทฟอยด์ต่างกับอาการท้องเสียทั่วไป ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนจะต้องนอนรักษาอาการที่โรงพยาบาล อ่านเพิ่มเติม

“ล้างจมูก” มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

การ ล้างจมูก เป็นการทำความสะอาดโพรงจมูก หรือ ไซนัส โดยชะล้างเอาน้ำมูก หนอง สิ่งสกปรกในโพรงจมูก หรือโพรงหลังจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบออกด้วยน้ำเกลือ เพื่อทำให้บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คัน จาม กลิ่นเหม็นในโพรงจมูก ทั้งในกรณีที่ไหลออกมาข้างนอก และไหลลงคอ

8 ประโยชน์จากการ ล้างจมูก
การล้างจมูกมีประโยชน์หลักๆ คือ ช่วยล้างน้ำมูกเหนียวข้นที่ไม่สามารถระบายออกได้เอง ทำให้โพรงจมูก หรือไซนัสสะอาดขึ้น ช่วยให้อาการคัดจมูก คัน จาม น้ำมูกไหล แสบจมูก ปวดจมูก ดีขึ้น และลดน้ำมูกหรือเสมหะที่ไหลลงคอ อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ
1.ช่วยระบายหนองจากไซนัสดีขึ้น โดยลดน้ำมูกหรือหนองที่อุดอยู่บริเวณรูเปิดของโพรงไซนัส ในโพรงจมูก ทำให้อาการไซนัสอักเสบดีขึ้นเร็ว
2.ช่วยลดจำนวนเชื้อโรค มลพิษ สารก่อภูมิแพ้ สิ่งระคายเคือง และ สารที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูก หรือ ไซนัส
3.ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก
4.ช่วยบรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ถ้าใช้น้ำเกลืออุ่นล้างจมูก โดยทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม ทำให้หายใจโล่งขึ้น
5.ช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง และลดการอักเสบในจมูก
6.การล้างจมูกก่อนการพ่นยา หรือหยอดยาในจมูก (ในกรณีแพทย์สั่งยาพ่นจมูก หรือยาหยอดจมูกให้ใช้) จะทำให้ยาสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดี มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
7.ช่วยชะล้างคราบสะเก็ดแข็งของเยื่อบุจมูก และ/หรือไซนัส หลังการผ่าตัด หรือหลังการฉายแสงออก ทำให้แผลในโพรงจมูก และไซนัสหายเร็วขึ้น ป้องกันการเกิดพังผืดซึ่งทำให้รูจมูกหรือไซนัสตีบแคบ
8.ช่วยเพิ่มการทำงานของขนกวัดในจมูก ซึ่งทำหน้าที่พัดโบก กำจัดสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก

เมื่อไรควรต้องล้างจมูก?
ควรล้างจมูกเมื่อเมื่อมีน้ำมูกเหนียวข้นค้างอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสเมื่อมีอาการคัดแน่นจมูก เมื่อหายใจเอาฝุ่นควัน หรือสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในจมูก ก่อนใช้ยาพ่นจมูก หรือยาหยอดจมูกเมื่อมีเสมหะในลำคอ ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกหรือไซนัสหลังผ่าตัด หรือหลังการฉายแสงบริเวณจมูก หรือไซนัสมีกลิ่นเหม็นที่เกิดจากโรคจมูก และ/หรือไซนัส
ใครบ้างที่ควรล้างจมูก
สามารถทำได้ในคนธรรมดาที่ดี แต่อยากล้างทำความสะอาดในโพรงจมูก และผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ หรือหวัด ผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบ รวมถึงในผู้ป่วยที่มีโรค โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ แพ้อากาศ โรคริดสีดวงจมูก หรือผู้ที่เคยการผ่าตัดจมูก ได้รับการฉายแสงบริเวณจมูกหรือไซนัส
สามารถล้างจมูกได้บ่อยแค่ไหน อ่านเพิ่มเติม

ผ่าตัด ต่อมทอนซิล ออกเมื่อไรดี?

อาการเจ็บคอเรื้อรังจากภาวะ “ต่อมทอนซิล อักเสบ” และ “ต่อมทอนซิลโต” ส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรม กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายต้องขาดเรียน หรือหยุดงาน แต่เมื่อได้รับการผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก จะช่วยทำให้ไม่เกิดการติดเชื้อบ่อยๆ หรือไม่เป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคในผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้ที่เคยมีอาการต่อมทอนซิลโต ก็จะทำให้หายใจโล่ง และกลืนอาหารสะดวกยิ่งขึ้น

ต่อมทอนซิลคืออะไร จำเป็นต่อร่างกายเรามากน้อยแค่ไหน?
“ต่อมทอนซิล” เป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในช่องปาก มีจำนวน 2 ต่อมด้วยกัน ทำหน้าที่ในการดักจับและทำลายเชื้อโรคก่อนเข้าสู่ร่างกายจากระบบทางเดินอาหาร แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นที่เก็บกักเชื้อโรค ส่งให้มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการเจ็บคอหรือต่อมทอนซิลโต ซึ่งในกรณีเป็นซ้ำบ่อยๆ ได้รับยาปฏิชีวนะในการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น เชื้อโรคดื้อต่อยาปฏิชีวนะ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก
เกณฑ์พิจารณาในการผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก
การผ่าตัดต่อมทอนซิล (tonsillectomy) แพทย์จะทำก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ในเรื่องของการติดเชื้อเรื้อรัง (chronic tonsillitis) หรือเป็นๆ หายๆ (recurrent acute tonsillitis) โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลตามอาการเหล่านี้
• มีอาการเจ็บคอเรื้อรัง เนื้อเยื่อมีหนอง เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ จากภาวะต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังโดยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล
• มีอาการเจ็บคอ 5 ครั้งใน 2 ปี หรือ 7 ครั้งใน 1 ปี รู้สึกกลื่นอาหารลำบาก
• ในช่วงที่เจ็บคอ มีไข้สูง จนรู้สึกหนาวสั่น เนื่องจากต่อมทอนซิลมีหนองจำนวนมาก และรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล
• เมื่อต่อมทอนซินอักเสบ และโตมากๆ ส่งผลต่อการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจตอนนอน
• แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคอย่างเช่น “เบต้า ฮีโมไลติก สเตรปโตคอคไค กรุ๊ปเอ” หรือเชื้อโรคคอตีบ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ก็จำเป็นต้องตัดออก
• มีกลิ่นปากรุนแรง และมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างลำคอโต ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

ต่อมทอนซิลที่โตขึ้นจากการอักเสบบ่อยๆ นั้น เนื้อเยื่อของต่อมที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อพังผืด (fibrosis) ซึ่งเกิดตามหลังการอักเสบ ทำให้ต่อมทำหน้าที่ได้น้อยลงเรื่อย ในขณะเดียวกันร่างกายของเรายังมีต่อมน้ำเหลืออีกจำนวนมากในบริเวณศีรษะ และลำคอ ที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรค ดังนั้น การผ่าตัดต่อมทอนซิลไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือของช่องปากลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด
การผ่าตัดต่อมทอนซิลทำได้อย่างไร?
การผ่าตัดต่อมทอนซิลเป็นการผ่าตัดผ่านทางช่องปาก โดยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะใส่เครื่องมือเข้าไปทางช่องปาก ไปยังต่อมทอนซิล การผ่าตัดลักษณะนี้ผู้ป่วยจึงไม่มีบาดแผลใดๆ ที่มองเห็นได้จากภายนอก

ก่อนผ่าตัดต่อมทอลซินต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ผู้ป่วยจะต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล 1 วันก่อนผ่าตัด โดยแพทย์จะทำการตรวจจำนวนเม็ดเลือดขาวและการตรวจเลือดอื่นๆ เพื่อเช็คความพร้อม หาความผิดปกติจากการหยุดไหลของเลือด รวมถึงการตรวจปัสสาวะเพื่อเช็คความผิดปกติของไต จากนั้นทำการเอ็กซเรย์ปอด โดยผู้ป่วยจะต้องงดน้ำ และอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เพราะจะช่วยป้องกันอาการสำลักน้ำ และอาหารเข้าไปในปอดในระหว่างที่ทำการผ่าตัด
ทั้งนี้ การผ่าตัดต่อมทอนซิลต้องใช้การดมยาสลบ วิสัญญีแพทย์และพยาบาลจะมาให้ความรู้ และดูแลความสมบูรณ์ของร่างกายผู้ป่วยก่อนผ่าตัด การผ่าตัดต่อมทอนซิลแพทย์จะทำการผ่าตัดต่อเมื่อผู้ป่วยมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน มีการพักผ่อนอย่างเพียงพอ งดการรับประทานยา เช่นในผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยาบางชนิด เช่น aspirin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจต้องหยุดยาดังกล่าวก่อนผ่าตัด อ่านเพิ่มเติม

เจาะชิ้นเนื้อตรวจหามะเร็งเต้านม (NEEDLE BIOPSY)

ผู้หญิงเราในปัจจุบันใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะสุขภาพของ เต้านม มีการรับรู้ข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวสารทางด้านการแพทย์มากขึ้น ทราบถึงวิธีการตรวจคัดกรองทั้งแบบการคลำเต้านมด้วยตัวเอง หรือการตรวจคัดกรองมะเร็ง เต้านม ด้วยการทำ แมมโมแกรม และอัลตราซาวด์ ในอดีตการรักษาต้องอาศัยการติดตามเป็นระยะ หรือหากกังวลมาก ก็อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ บวกกับความสามารถของรังสีแพทย์ ทำให้สามารถนำเอาชิ้นเนื้อดังกล่าวส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ด้วยการทำ Needle biopsy หรือการเจาะตรวจชิ้นเนื้อด้วยเข็ม โดยไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในเต้านมของผู้หญิงส่วนใหญ่ได้ก่อนที่จะทำการผ่าตัด เพื่อลดอัตราการผ่าตัดซ้ำสอง และลดการสูญเสียโอกาสในการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม เนื่องจากมาพบภายหลังว่าเป็นมะเร็งเต้านม

การเจาะชิ้นเนื้อตรวจหามะเร็งเต้านม (Needle biopsy) หรือเรียกแบบเต็มๆ ว่า Image-Guided Percutaneous Breast Biopsy คือ การเจาะพิสูจน์ชิ้นเนื้อที่เต้านม โดยใช้เครื่องมือทางรังสีวิทยาช่วยในการชี้ตำแหน่งรอยโรคซึ่งเครื่องมือดังกล่าว ได้แก่ เครื่องอัลตราซาวด์ และเครื่องเอกซเรย์ stereotactic unit ข้อดีของการทำ Needle biopsy คือสามารถใช้กับรอยโรคที่ทั้งคลำได้และคลำไม่ได้ ให้ความแม่นยำสูงกว่าการเจาะโดยการคลำด้วยมือ และลดจำนวนการผ่าตัดเล็กเฉพาะรอยโรค (Open Surgical Excisional Biopsy) ซึ่งอาจจะใช้เวลานานกว่า แผลมีขนาดใหญ่กว่า และอาจก่อให้เกิดร่องรอยแผลเป็นภายในเต้านม ซึ่งจะมองเห็นได้ในการตรวจแมมโมแกรมครั้งต่อๆ ไป
การทำ Needle Biopsy สามารถเลือกทำได้2 วิธี ดังนี้
• Fine Needle Aspiration (FNA) จะใช้เข็มเล็กเจาะดูดเซลล์บางส่วนจากรอยโรคที่สงสัย ส่งห้องตรวจด้านเซลล์วิทยา
ข้อดี คือทำได้สะดวก รวดเร็ว อุปกรณ์ไม่ยุ่งยาก ราคาถูก บาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณรอยโรคน้อยกว่า แผลหลังจากการทำหัตถการนี้จะเล็กเหมือนรอยถูกเข็มเจาะเลือด และภาวะแทรกซ้อนหลังการทำหัตถการน้อย เช่น การเสียเลือด แผลติดเชื้อ เป็นต้น
ข้อเสีย คือต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ผู้ตรวจ ผู้อ่านผลในการวินิจฉัยค่อนข้างมาก และอุปกรณ์ที่ใช้ คือเข็มเล็กขนาดพอๆ กับเข็มฉีดยา จึงมีโอกาสดูดเซลล์ในปริมาณที่ไม่มากพอต่อการวินิจฉัย รอยโรคบางอย่างไม่เหมาะกับการพิสูจน์ชิ้นเนื้อด้วยวิธีนี้ เช่น หินปูนขนาดเล็ก หรือรอยโรคบางอย่างที่มีเซลล์เยื่อบุค่อนข้างน้อย เช่น มะเร็งเริ่มต้นในต่อมน้ำนม อ่านเพิ่มเติม

วัคซีน มะเร็งปากมดลูก (HPV)

ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่ มะเร็งเต้านม
สำหรับ มะเร็งเต้านม ระยะสี่ คือ มะเร็งเต้านม ที่พบว่ามีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่สี่นี้ การรักษาหลักจะเป็นการใช้ยา อาจเป็นยากินต้านฮอร์โมน ยาต้าน HER2 หรือใช้ยาเคมีในกรณีที่จำเป็น การผ่าตัดก้อนที่เต้านมออกจะพิจารณาในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น
เนื่องจากมะเร็งเต้านมของแต่ละคนนั้น อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนั้น การรักษามะเร็งเต้านมของผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จึงใช้ยาไม่เหมือนกัน ยาที่ใช้ได้ดีสำหรับผู้ป่วยท่านหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยอีกท่านหนึ่ง และอาจทำให้มะเร็งดื้อต่อยาได้หากใช้ไม่เหมาะสม ทำให้การรักษายากขึ้น
คุณรู้หรือไม่!!!
1. เป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก (หนึ่ง หรือสอง) การรักษาต้องผ่าตัดก่อน ตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง ยาต้าน HER2 หรือยาต้านฮอร์โมนหากจำเป็น
2. เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่สาม ผ่าตัดได้ทันที (Operable Disease) ให้ผ่าตัดก่อนแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ยาอื่นๆ หรือฉายแสงหากจำเป็น ส่วนมะเร็งเต้านมระยะสามที่มีการลุกลามเฉพาะที่ (Locally Advanced Disease ) ต้องใช้ยาเคมีก่อนผ่าตัด แล้วตามด้วยยาอื่นๆ ที่จำเป็น และต้องฉายแสงต่อ
3. เป็นมะเร็งเต้านมระยะสี่ การรักษาหลัก คือการใช้ยา การผ่าตัดจะทำในผู้ป่วยที่เหมาะสมบางรายเท่านั้น

มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ด้วยตัวคุณ เริ่มต้นเพียงปรับเปลี่ยนความคิดที่ว่าคุณอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง และให้ความสำคัญกับการป้องกัน ทำได้ง่ายๆ แต่ตรงจุด ด้วยการฉีดวัคซีนเอชพีวี และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งปากมดลูก มีสาเหตุสำคัญจากเชื้อเอชพีวี โรคนี้สามารถจัดการได้หากพบในระยะเริ่มแรก หลายท่านอาจคิดว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น และในเมื่อแต่งงานใช้ชีวิตกับผู้ชายคนเดียวก็ไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะแต่งงานหรือไม่ก็ตาม จึงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ตรวจคัดกรอง เช่น การตรวจภายในเพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกในระยะแรกก่อนลุกลามเป็นมะเร็ง หากพบตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกก็จะสามารถจัดการให้หายได้
ฉีดวัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันต้นเหตุของมะเร็งคือการติดเชื้อเอชพีวี
เชื้อเอชพีวี หรือ Human papilloma virus (HPV)
เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศหลายชนิด สามารถเกิดได้ทั้งในเพศหญิง และเพศชาย การติดต่อเกิดได้จากการสัมผัส เช่น เพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสรุนแรงบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก สำหรับเชื้อเอชพีวีมีประมาณ 40 กว่าสายพันธุ์ และการติดเชื้อส่วนใหญ่หายได้เอง มีส่วนน้อยที่ติดเชื้อคงที่อยู่นาน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง โดยแบ่งเชื้อเอชพีวีได้เป็น 2 กลุ่ม สายพันธุ์ความรุนแรงต่ำ 6 และ 11 ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งชายและหญิง สายพันธุ์ความรุนแรงสูง 16 และ 18 เป็นสาเหตุ 70% ของมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งทวารหนัก ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี วัคซีนประกอบด้วยโปรตีนที่เปลือกหุ้มของเชื้อเอชพีวี เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยไม่ก่อโรค
วัคซีนเอชพีวี มี 2 ชนิด
ชนิด 2 สายพันธุ์ ป้องกันได้เฉพาะเพศหญิง
เพศหญิง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด
ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันได้ทั้งหญิง และชาย
เพศหญิง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่
เพศชาย มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ อ่านเพิ่มเติม

ผ่าตัดหรือใช้ยารักษามะเร็งเต้านม แบบไหนดีกว่ากัน?

เมื่อทราบว่าตนเองเป็น มะเร็งเต้านม ย่อมมีความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย เชื่อว่าหลายๆ ท่านพยายามหาข้อมูลในทุกๆ ทางเท่าที่ทำได้ ซึ่งบางครั้งอาจมีทั้งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือ จากแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ กัน รวมไปถึงข้อมูลที่บอกต่อกันมาทั้งจากคนใกล้ชิด หรือญาติพี่น้อง

รู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ได้รับน่าเชื่อถือ หรือไม่?
ก่อนที่จะพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้มาน่าเชื่อถือ หรือไม่ ต้องดูว่าที่มาของผู้ที่ให้ข้อมูลเป็นใคร มีความรู้ด้านนั้นๆ จริงหรือไม่ มีหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ ถ้าเป็นจำพวกเขาบอกว่าทำแบบนั้นดี โดยที่หาตัวเขาคนนั้นไม่ได้ ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้เชื่อโดยทันที อย่างน้อยให้นำข้อมูลเหล่านั้นมาปรึกษาแพทย์ที่มาเข้ารับการตรวจก็ได้เช่นกัน
การรักษามะเร็ง ไม่มีวิธีใดที่ได้ผลดีที่สุด
ใน มะเร็งเต้านม มีวิธีการรักษาหลายอย่างที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งยังไม่มีการรักษามะเร็งที่ระบุว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่การรักษามะเร็งให้ได้ผลดีต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ซึ่งวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั้งสิ้น โดยการศึกษาทดลองเปรียบเทียบกัน 2 กลุ่ม โดยมีกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองว่าได้ประโยชน์จริง
ประกอบด้วย
• การผ่าตัด
• ยาเคมีบำบัด
• ยากินต้านฮอร์โมน
• ยาต้าน HER2/neu
• การฉายรังสีรักษา

ควรรักษาแบบไหนก่อนถึงจะดี?
ก่อนจะเริ่มทำการรักษา เราต้องประเมินระยะของโรคจากการตรวจร่างกาย และจากผลเอกซเรย์ว่าผู้ป่วย น่าจะเป็นมะเร็งเต้านมระยะใด (Clinical Staging) เสียก่อน สำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าเป็นระยะหนึ่ง หรือสองจากการประเมินในข้างต้น ทางการแพทย์จะเรียกว่า “มะเร็งระยะแรก” หรือ “Early Breast Cancer” การรักษาต้องได้รับการผ่าตัดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อดูผลชิ้นเนื้อทั้งหมดก่อนว่ามะเร็งมีขนาดที่แท้จริงเท่าไหร่ และกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเท่าไหร่จึงจะทราบระยะที่แท้จริง (Pathologic Staging) ก่อนนำมาพิจารณาการรักษาในขั้นต่อไป ว่าควรได้รับการรักษาอื่นๆ อีกหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดรักษามี 2 แบบ คือ
1.ตัดออกทั้งเต้านม
2.การผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้
(กรณีไม่มีข้อห้าม) ซึ่งทั้งสองวิธีถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน
การประเมินผู้ป่วยที่คาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งระยะที่สาม การรักษาแบ่งเป็น
• ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่สาม ที่ไม่มีการลุกลามไปที่ผิวหนังหรือผนังทรวงอก ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถรับการผ่าตัดได้ทันที
• ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่สาม ที่พบว่ามีการลุกลามไปที่ผิวหนังหรือผนังทรวงอก หรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หลายต่อมติดกัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด
นอกจากนี้ ควรได้รับการฉายแสง และยาอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อลดอัตราการเกิดซ้ำของมะเร็งเฉพาะที่ และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่
สำหรับมะเร็งเต้านมระยะสี่ คือมะเร็งเต้านมที่พบว่ามีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่สี่นี้ การรักษาหลักจะเป็นการใช้ยา อาจเป็นยากินต้านฮอร์โมน ยาต้าน HER2 หรือใช้ยาเคมีในกรณีที่จำเป็น การผ่าตัดก้อนที่เต้านมออกจะพิจารณาในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น
เนื่องจากมะเร็งเต้านมของแต่ละคนนั้น อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนั้น การรักษามะเร็งเต้านมของผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จึงใช้ยาไม่เหมือนกัน ยาที่ใช้ได้ดีสำหรับผู้ป่วยท่านหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยอีกท่านหนึ่ง และอาจทำให้มะเร็งดื้อต่อยาได้หากใช้ไม่เหมาะสม ทำให้การรักษายากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget