สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย (ภูมิแพ้…)

จากสภาพ อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และมลพิษที่มากมายในปัจจุบัน ทำให้หลายๆ คนมีอาการแพ้อากาศกำเริบได้ ดังนั้น เราน่าจะมาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

โรคภูมิแพ้…คืออะไร
โรคภูมแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นบางอย่างเช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช ที่มากกว่าปกติ จนทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่น เราหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าทางจมูกสารก่อภูมิแพ้จะทำปฎิกิริยากับเยื่อบุโพรงจมูก ทำให้มีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหล คัดจมูกได้ เป็นต้น

สาเหตุ ของโรคภูมิแพ้
เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พบว่าถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 30-50% แต่ถ้าพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ลูกจะมีโอกาสเป็น 50-70%

โรคภูมิแพ้ที่เราพบได้บ่อย เป็นโรคภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ คือ
1. โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ โรคแพ้อากาศ ผู้ป่วยจะมีอาการ คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นๆ หายๆ บางคนอาจมีอาการเป็นมากในตอนเช้า หรือ ตอนกลางคืน แตกต่างกันไป
2. โรคหืด ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจดังหวีด บางคนไอเรื้อรัง ไอกลางคืน อาการมักเป็นๆ หายๆ เช่นกัน

การตรวจวินิจฉัย
ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์
ตรวจหาสารก่อนภูมิแพ้ ซึ่งทำได้ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยวิธี
1. Skin prick test ทดสอบผิวหนัง
2. ตรวจสมรรถภาพในผู้ป่วยโรคหืด

sexy gaming

โรคสุกใสหรือ โรคอีสุกอีใส

โรคสุกใสหรือ โรคอีสุกอีใส
เป็นโรคที่เกิดจากติดเชื้อไวรัส Varicella – Zoster virus หรือ Human herpes virus type 3 ในประเทศไทยมักเกิดการระบาดในช่วงต้นปี คือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พบได้ทุกกลุ่มอายุ โดยมากมักเกิดในเด็ก อาการในเด็กมักไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับอาการในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ที่มักจะมีอาการรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่า ในปัจจุบันโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
โรคสุกใสสามารถติดต่อโดยการหายใจเอาฝอยละอองจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย หรือสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำบนผิวหนังของผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ ระยะที่ผู้ป่วยอาจแพร่เชื้อได้คือ 1-2 วันก่อนผื่นขึ้น จนกระทั่งผื่นตกสะเก็ดหมด
หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการในระยะเวลาประมาณ 10-21 วัน อาการที่พบคือ มีไข้ (มักมีไข้ประมาณ 37.8 – 38.9 C แต่อาจพบไข้สูงถึง 41.1 C ได้ ไข้จะลดลงหลังจากมีผื่น 2 – 4 วัน) ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดท้องเล็กน้อย อาการเหล่านี้มักเกิดก่อนมีผื่น 1 – 2 วัน
ผื่นที่พบใน โรคอีสุกอีใส มีลักษณะเป็นผื่นแดงราบมีอาการคัน ต่อมากลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสอยู่ภายในแล้วตกสะเก็ด สะเก็ดจะหลุดหายไปในเวลาประมาณ 5-20 วัน ผื่นมักขึ้นเต็มที่ใน 4 วัน โดยจะไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย กล่าวคือบางที่เป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มนูนใส หรือบางที่เริ่มตกสะเก็ด ตำแหน่งที่เริ่มพบคือที่หนังศีรษะ ใบหน้า ลำตัว แล้วกระจายไปที่แขน ขา อาจพบแผลในช่องปากและในลำคอได้ จำนวนผื่นที่พบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300 จุด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบร่วมได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ ตับอักเสบ ข้ออักเสบ สมองอักเสบและภาวะแทรกซ้อนทางสมองอื่นๆ เป็นต้น
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้แก่ หญิงมีครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากดภูมิต้านทานต่างๆ
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคสุกใสแล้วเชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดลง
โรคสุกใสสามารถหายได้เองโดยเฉพาะในเด็กที่สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสจึงไม่มีความจำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยทุกราย โดยมากพิจารณาให้ในรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การให้ยาต้านไวรัสอาจทำให้ระยะการเป็นโรคสั้นลงได้ ผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีผื่นขึ้น ประโยชน์จากการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะน้อยลงหากได้รับหลัง 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่นขึ้น

ถ้ามีไข้ ให้เช็ดตัวลดไข้ ร่วมกับให้ยาลดไข้กลุ่มพาราเซทามอล ไม่ควรใช้ยากลุ่มแอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทางสมองและตับทำงานผิดปกติอย่างรุนแรงได้
ถ้ามีอาการคัน ควรได้รับยารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ไม่ควรเกา เพราะอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และเป็นแผลเป็นได้ จึงควรตัดเล็บให้สั้น
ผู้ป่วยควรแยกตัวจากผู้อื่น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายโรค ไม่ควรใกล้ชิดกับผู้อื่นโดยเฉพาะ หญิงมีครรภ์ ทารก และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ

sexy gaming

โลหิตจางธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร..?
ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังทางกรรมพันธุ์ และสามารถถ่ายทอดจากบิดามารดาไปสู่ลูกหลานต่อไปได้ ผู้ที่มียีน ธาลัสซีเมีย มีทั้งผู้ที่เป็นโรคและผู้ที่เป็นพาหะ ผู้ที่เป็นโรคจะมีอาการโลหิตจางและความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ผิดปกติ ในประเทศไทยพบมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 600,000 คน ส่วนผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมีย จะเป็นผู้ที่ไม่มีอาการหรือมีสุขภาพใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งพบมีผู้เป็นพาหะมากกว่า 20 ล้านคน
จากสถิติในแต่ละปี มีเด็กเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย 12 คน ต่อเด็กเกิดใหม่ทุกๆ 1000 คน ธาลัสซีเมียจึงเป็นโรคโลหิตจางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อยและกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และปัจจุบันโรคนี้กำลังเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขโรคหนึ่ง

โรคธาลัสซีเมีย มี 2 แบบ คือ
1. ผู้ที่เป็นพาหะของโรค คือ มียีนธาลัสซีเมียเพียง 1 ยีน โดยได้รับยีนที่ผิดปกตินี้มาจากพ่อหรือแม่ และยังคงมียีนที่ปกติเหลืออยู่เพียงพอที่จะทำหน้าที่ทดแทนยีนที่ผิดปกติได้ ผู้ที่เป็นพาหะจึงไม่มีอาการและมีสุขภาพใกล้เคียงคนปกติทั่วไป แต่หากตรวจเลือดจะพบความผิดปกติ คือ เม็ดเลือดแดงจะมีขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้ไปสู่ลูกหลานได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25% ซึ่งสามารถตรวจวินิจฉัยการเป็นพาหะได้ จากการตรวจด้วยเลือดวิธีพิเศษทางห้องปฏิบัติการ
2. ผู้ที่เป็นโรค เกิดจากการได้รับยีนที่ผิดปกติมาจากพ่อและแม่ผู้ป่วยจะมีอาการของโรค คือ ซีด ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับม้ามโต ใบหน้าเหลี่ยม ดั้งจมูกยุบ กระโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มสูง คาง และและกระดูกขากรรไกรกว้าง ฟันแบนยื่น กระดูกบางเปราะง่าย ผิวหนังดำคล้ำ ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ และติดเชื้อง่าย

อาการของโรคธาลัสซีเมีย
• ชนิดที่รุนแรงที่สุด คือ ทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอดไม่นาน
• ชนิดปานกลาง และชนิดรุนแรงน้อย ตับม้ามโตไม่นาน ซีดไม่มากแต่เมื่อมีไข้จะซีดมากขึ้น
• ชนิดรุนแรง คือ แรกเกิดไม่มีอาการ จะสังเกตเห็นอาการชัดเมื่ออายุ 3-6 เดือน อาการที่สำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามโต ตับโต ตัวเล็ก เติบโตไม่สมอายุ มักซีดมากจนต้องได้รับเลือดเป็นประจำ

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะ โรคธาลัสซีเมีย
• คนปกติทั่วไปมีโอกาสเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียชนิดใด ชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40
• ผู้ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย
• ผู้ที่มีญาติเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะ
*** ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 4 โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 และโอกาสที่จะปกติเท่ากับ 1 ใน 4
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นพาหะ หรือ ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
• จากประวัติครอบครัว
• จากการตรวจเลือดดู : CBC (Complete Blood Count)
• ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง : Hemoglobin Typing เพื่อดูชนิดของฮีโมโกลบิน
ธาลัสซีเมีย… เป็นโรคทางพันธุ์กรรมที่ป้องกันได้
• พบแพทย์เพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตรว่าเป็นพาหะหรือไม่
• ให้ครอบครัวที่เป็นธาลัสซีเมียแฝง มีโอกาสเลือกให้มีบุตรที่แข็งแรง และไม่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย
• ฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ว่าปกติหรือไม่
• ควรแนะนำให้ญาติพี่น้องไปตรวจเลือด ด้วยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะหรือไม่ และปรึกษาแพทย์ก่อนสมรส เพื่อรับคำแนะนำในการวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมต่อไป

sexy gaming

ภาวะฉุกเฉินในเด็ก ตรวจได้แค่ปลายนิ้ว

ตรวจภาวะฉุกเฉินในเด็ก ได้จากการตรวจแค่ปลายนิ้ว เพิ่มมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการป้องกันหรือช่วยลดอุบัติการณ์ที่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกับผู้ป่วยได้ ถือเป็นการตรวจวัดสัญญาณชีพตัวที่5 ที่จากเดิมหรือมาตรฐานทั่วๆไป มีเพียง 4 ตัว โดยเป็นการตรวจวัดระดับเปอร์เซนต์ออกซิเจน (O2saturation) จากปลายนิ้วของเด็กด้วยเครื่อง Pulse Oximeter เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว เด็กไม่ต้องเจ็บตัวจากการตรวจ โดยใช้เพียงอุปกรณ์ที่มีรังสีอินฟาเรด หนีบที่ปลายนิ้วของเด็ก ในเวลาไม่เกิน 10 วินาที รังสีจะวัดเปอร์เซนต์ของฮีโมโกลบินที่จับกับออกซิเจนภายในเม็ดเลือดแดง และบอกได้ว่าขณะนี้เด็กมีความต้องการออกซิเจนเพื่อการรักษาหรือไม่ หรือจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เช่น เอกซ์เรย์ดูปอดและหัวใจ ตรวจเลือด ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนเป็นภาพหัวใจ(เอ็กโค่ : Echocardiography) หรือจำเป็นต้องรับไว้พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

โดยค่าที่วัดได้ จะกำหนดเป็นเกณฑ์ในการแยกประเภทผู้ป่วย เพื่อความเร่งด่วนในการตรวจรักษาดังนี้
ถ้าได้ค่า O2saturation ≥95% ถือว่าปกติ
ถ้าได้ค่า O2saturation = 90-94% จำเป็นต้องได้รับการดูแลและตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน
ถ้าได้ค่า O2saturation < 90% จำเป็นต้องได้รับการดูแลและตรวจรักษาทันที รวมทั้งเฝ้าระวังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมวัดซ้ำหากไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องพักรักษาตัวในร.พ.

จากข้อมูลในปี 2550ได้ทำการตรวจวัดระดับเปอร์เซนต์ออกซิเจนจากปลายนิ้วในเด็กที่เข้ารับการตรวจรักษา ในแผนกผู้ป่วยนอกเด็กประมาณ 54,000 คน และในแผนกฉุกเฉิน ประมาณ 300 คน พบว่า
ที่แผนกผู้ป่วยนอกเด็ก ได้ค่า O2saturation <95% ทั้งหมด 19 คน คิดเป็น 0.03%
ที่แผนกฉุกเฉิน ได้ค่า O2saturation <95% ทั้งหมด 4 คน คิดเป็น 1.2%

sexy gaming

โรคหัวใจในทารกแรกเกิด

หลายคนอาจสงสัย..โรคหัวใจในทารกแรกเกิด ?
โดยข้อเท็จจริงแล้ว เด็กทารกแรกเกิดทุกๆ 100 คน จะมี 1 คน ที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดซึ่งมีชนิดผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจด้านบนหรือด้านล่างรั่ว หรือ ชนิดที่มีอาการเขียว ปากม่วงคล้ำ หายใจหอบ โดยรวมแล้ว เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เกือบหนึ่งในสามหากไม่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเด็ก และได้รับการรักษาทันท่วงที ก็อาจเสียชีวิตได้
อาการที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ

• เด็กดูดนมได้ช้า, ดูดนมแล้วหอบเหนื่อย
• หายใจหอบ เหนื่อยง่ายเวลาเล่น หรือออกกำลังกาย
• เลี้ยงไม่โตหรือเติบโตช้า ในเด็กเล็กก็จะพบพัฒนาการช้าทางด้านที่ต้องใช้กำลังหรือกล้ามเนื้อ เช่น คว่ำ, นั่ง, ยืน, เดิน ช้า แต่มักไม่มีผลต่อสติปัญญาชัดเจน
• มีอาการเขียวเวลาดูดนม เหนื่อยง่าย ทำให้กินได้น้อยกว่าปกติ
• นิ้วปุ้ม มักจะพบในรายที่มีอาการเขียวนานเกิน 1-2 ปีขึ้นไป โดยในรายที่เขียวมากนิ้วก็จะปุ้มมาก

ถ้ามีอาการน่าสงสัย ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และวินิจฉัยเพิ่มเติม

หัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)
ในประเทศไทย นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันพบอุบัติการณ์การเกิดโรคนี้ 8:1000 หมายถึง ทารกที่คลอดมีชีวิต 1000 ราย จะพบว่าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 ราย
สาเหตุ แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
1. กรรมพันธุ์ พบเป็นสาเหตุได้ประมาณ ร้อยละ 5 เช่น เด็กที่เป็นโรคดาว์นซินโดรมอาจพบเป็นโรคหัวใจพิการได้ถึงร้อยละ 30
2. สิ่งแวดล้อม พบเป็นสาเหตุได้ร้อยละ 10 เช่น จากการที่มารดาได้รับยาระงับประสาท หรือมีการติดเชื้อหัดเยอรมันในขณะตั้งครรภ์
3. อื่นๆ พบได้ร้อยละ 85 โดยที่ความพิการแต่กำเนิดของหัวใจพบมีหลายชนิด อาการแสดงและความรุนแรงของแต่ละโรคจะไม่เหมือนกัน บางชนิดอาจหายได้เอง บางชนิดต้องรับการแก้ไขโดยการผ่าตัดตั้งแต่เด็ก บางชนิดก็รอผ่าตัดแก้ไขตอนเด็กโตขึ้น

sexy gaming

วิธีเคาะปอดเพื่อขับเสมหะ

การขับเสมหะออกจากปอดและหลอดลม วิธีเคาะปอดเพื่อขับเสมหะ
ต้องอาศัยองค์ประกอบดังต่อไปนี้ วิธีเคาะปอดเพื่อขับเสมหะ
การจัดท่าผู้ป่วย (Postural drainage)
การเคาะ (Percussion)
การสั่นสะเทือน (Vibration)
การไออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective cough)

หลักการทั่วไปในการเคาะปอด
การจัดท่าเพื่อระบายเสมหะ เป็นวิธีการที่อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก (gravity) เป็นหลัก โดยจัดให้ส่วนของปอดที่ต้องการระบาย อยู่เหนือกว่าหลอดลม และปาก ทำให้เสมหะไหลออกจากหลอดลมเล็กสู่หลอดลมใหญ่ และถูกขับออกโดยกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ และบ้วนเสมหะ
การเคาะ (Percussion) ใช้อุ้งมือไม่ควรใช้ฝ่ามือ โดยทำมือให้เป็นลักษณะคุ้ม นิ้งแต่ละนิ้วชิดกันที่เรียกว่า cupped hand เคาะบริเวณทรวงอกส่วนที่ได้รับการจัดท่า
ใช้ผ้ารองบนส่วนที่จะเคาะ
การเคาะแต่ละท่าควรใช้เวลาประมาณ 1 นาที
ขณะเคาะหากผู้ป่วยไอควรหยุดเคาะ ให้ใช้การสั่นสะเทือนแทน โดยการใช้มือวางราบพร้อมทั้งเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน และหัวไหล่ ในจังหวะการหายใจเข้าเต็มที่ และกำลังหายใจออก
ฝึกการไอให้มีประสิทธิภาพ โดยให้ผู้ป่วยหายใจเข้าเต็มที่ช้าๆ กลั้นไว้สักครู่ และไอออกมาโดยเร็วและแรง
ควรเคาะก่อนรับประทานอาหาร หรือขณะท้องว่าง หรือหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลักและอาเจียน
ท่าทางที่ใช้ในการระบายเสมหะออกจากปอดและหลอดลม

ปอดส่วนบน (Upper lobes)

รูปที่ 1 ปอดส่วนบนด้านยอด (Apical segment)
นั่งตัวตรงเอนไปด้านหลังประมาณ 30 องศา เคาะบริเวณหัวไหล่ ระหว่างกระดูกต้นคอ และกระดูกสะบัก

รูปที่ 2 ปอดส่วนบนด้านหลัง (Posterior segment)
นั่งตัวตรงเอนไปด้านหน้าประมาณ 30 องศา ใช้หมอนสอดไว้ใต้ท้อง เคาะ และสั่นสะเทือนบริเวณบ่าด้านหลัง

รูปที่ 3 ปอดส่วนบนด้านหน้า (Anterior segment)
ให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ ใช้หมอนสอดใต้เข่า เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าสบาย เคาะบริเวณหน้าอกด้านหน้าช่วงบน ทั้ง 2 ข้าง

รูปที่ 4 ปอดส่วนบนด้านซ้าย (Lingular segment)
จัดเตียงผู้ป่วยให้ยกส่วนปลายสูง 14 นิ้ว หรือ 15 องศา ให้ผู้ป่วยนอนตะแคง ทับด้านขวา ดดยแนไปด้านหลังประมาณ ¼ ใช้หมอนรองส่วนหลังบริเวณหัวไหล่จนถึงสะโพก งอเข่าเล็กน้อย เคาะบริเวณราวนมด้านซ้าย
ปอดส่วนกลาง (Middle lobes)

รูปที่ 5 ปอดส่วนกลางด้านขวา (Right middle lobes)
จัดเตียงผู้ป่วยให้ยกส่วนปลายสูงจากพื้น 14 นิ้ว หรือ 15 องศา ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงหันด้านหน้า และเอาหน้าอกด้านขวาขึ้นเอนไปด้านหลัง ¼ ใช้หมอนสอดบริเวณหัวไหล่ถึงสะโพก งอเข่าทั้ง 2 ข้างเล็กน้อย เคาะบริเวณราวนมด้านขวา
ปอดส่วนล่าง (Lower lobes)

รูปที่ 6 ปอดส่วนล่างด้านหน้า (Anterior basal segment)
จัดเตียงผู้ป่วยให้ส่วนปลายสูงจากพื้น 18 นิ้ว หรือ 30 องศา โดยให้ผู้ป่วยตะแคงศีรษะต่ำ มีหมอนหนุนบริเวณเข่า (ในรูปเป็นการระบายเสมหะจากปอดซ้าย ถ้าต้องการระบายจากปอดด้านขวาให้นอนทับซ้าย และเอาหน้าอกด้านขวาขึ้น) เคาะหน้าอกด้านซ้าย บริเวณซี่โครงด้านล่าง

รูปที่ 7 ปอดส่วนล่างด้านข้าง (Lateral basal segment)
จัดเตียงผู้ป่วยให้ส่วนปลายสูงจากพื้น 18 นิ้ว หรือ 30 องศา จัดให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ ศีรษะต่ำ จากนั้นเอนขึ้นมา ¼ ให้หมอนรองสอดบริเวณต้นขา โดยให้ขางอเล็กน้อย เคาะบริเวณชายโครงส่วนล่างค่อนมาทางด้านข้าง

รูปที่ 8 ปอดส่วนล่างด้านหลัง (Posterior basal segment)
จัดเตียงผู้ป่วยให้ส่วนปลายสูงจากพื้น 18 นิ้ว หรือ 30 องศา ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ ศีรษะต่ำ ให้หมอนรองสอดบริเวณสะโพก เคาะบริเวณซี่โครงสุดท้ายใกล้กับกระดูกสันหลัง ทั้ง 2 ข้าง

รูปที่ 9 ปอดส่วนล่างด้านบน (Superior segment)
ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำใช้หมอน 2 ใบ รองบริเวณสะโพก เคาะและสั่นสะเทือนบริเวณกลางหลังตรงส่วนต้นของกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้าง

sexy gaming

“ออทิสติก”? สังเกตไม่ยาก…แต่ไม่ง่าย อย่าเพิ่งด่วนสรุป

ลองอ่านกรณีตัวอย่างเด็กที่ดูเหมือนจะใช่ ออทิสติก แต่สรุปแล้วก็ไม่ใช่ กันดู
เด็กผู้ชายอายุประมาณ 2 ปี หน้าตาน่ารัก คุณพ่อคุณแม่พามาพบหมอด้วยสาเหตุ น้องพูดช้า พูดได้แต่คำเดี่ยวๆ 2-3 คำ เช่น พ่อ แม่ นอกนั้นเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก หรือที่เราเรียกว่า ภาษามนุษย์ต่างดาว นอกจากนี้ก็มีอาการซน เดินไปมา ปีนป่ายตลอด ชอบมองพัดลมหมุนๆ เจอพัดลมที่ไหนต้องวิ่งไปนั่งดู มองหน้าสบตาได้น้อย ไม่ค่อยเล่นกับเด็กอื่นๆ เวลาคุณพ่อคุณแม่พาไปเล่นของเล่นตามห้างก็จะยืนมองเด็กคนอื่นไม่เข้าไปเล่นด้วย

เมื่อได้พูดคุยอย่างละเอียด ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปกติน้องจะมีคุณยายเป็นคนเลี้ยงดู คุณยายอายุประมาณ 60 ปี เดินเหินลำบาก ตามจับหลานไม่ค่อยทัน เลยเปิดโทรทัศน์ให้หลานดูเกือบทั้งวัน เด็กจึงมีโทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงหลัก พูดช้า ไม่ค่อยมองหน้าสบตาคน ชอบมองของหมุนๆ จากอาการลักษณะแบบนี้เกือบ 80 % ก็เข้าข่ายลักษณะอาการ ออทิสติก แต่เมื่อคลุกคลีกับเด็กได้สักพัก เด็กน้อยจะสบตาแล้วเริ่มเล่นด้วย พอเราจะหยุดเล่นเค้ากลับดึงมือเราให้ไปเล่นด้วยต่อ พร้อมกับส่งเสียงภาษาต่างดาว ซึ่งน่าจะหมายความว่า “เล่นอีก เล่นอีก” ลักษณะแบบนี้จึงไม่น่าจะใช่ออทิสติกจริงๆ

ข้อสรุปสำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ และผู้ปกครอง สำหรับกรณีคล้ายๆ กันนี้
1.ระวังเหตุลวง เด็กเล็กที่นั่งดูแต่โทรทัศน์ทั้งวัน ไม่มีคนพูดคุยเล่นด้วย ทำให้ไม่ค่อยได้พูด เป็นเหตุให้เขาพูดได้ช้า และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ จึงอาจเป็นตัวลวงให้ดูเหมือนออทิสติกได้ในบางมุม แต่ที่จริงแล้วลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เด็กกำลังติดขัดในพัฒนาการทางสังคม

2.เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือสื่อใดๆ เพราะช่วง 2 ขวบปีแรก สมองด้านการเรียนรู้ภาษาจะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างมาก หากเด็กอยู่กับโทรทัศน์มากจะทำให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า การที่เด็กส่งเสียงมา แล้วมีพ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูโต้ตอบ จะกระตุ้นให้เด็กอยากสื่อสาร ทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขา เด็กก็จะมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีขึ้น

3.สบตาไม่สบตา ต้องใช้เวลาสังเกต เด็กที่มีลักษณะซนมากๆ หรือมีความจดจ่อสิ่งต่างๆ ได้สั้นมาก อาจทำให้เขาไม่ได้สนใจกับการมองหน้าสบตาคนมากนัก เพราะเขาอยากเล่น อยากสำรวจสิ่งต่างๆ มากกว่า ถ้าอยากจะทดสอบให้แน่ใจ เราควรเข้าไปอยู่กับเด็กในระหว่างที่เขากำลังสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ และอยู่กับเขาอย่างสนุกสนานจริงๆ เราจะรู้ได้ว่าเด็กสนใจและสบตามองหน้าคนอื่นหรือไม่อย่างไร

4.ข้อเท็จจริงของการที่เด็กสนใจของหมุนๆ ที่ใครต่อใครหลายคนบอกว่าเป็นลักษณะของเด็กพิเศษนั้น จากข้อเท็จจริงมักพบว่า เด็กทั่วไปที่ปกติจำนวนไม่น้อยก็ชอบมองของหมุนๆ และมีเด็กออทิสติก จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ชอบมองของหมุนๆ เสมอไปเช่นกัน

“เพราะสิ่งที่พบบ่อยๆ คือ เด็กบางคนอาการชัดมาก แต่คุณพ่อ-คุณแม่ อยากได้คำตอบว่าลูกไม่ได้เป็น ในขณะที่บางรายอาการไม่ชัดเจน คนที่เป็นแพทย์เองยังต้องตรวจวิเคราะห์อยู่นาน แต่คุณพ่อคุณแม่กลับเชื่อว่าลูกเป็นแน่ๆ เพราะใช้อาการบางอย่างไปเปรียบเทียบจากข้อมูลในอินเตอร์เน็ต”
การจะตัดสินหรือฟันธงว่า เด็กเป็นหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายและมีส่วนสำคัญต่อชีวิตของเด็กเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะรีบตัดสินใจ

sexy gaming

มีฟันล่างสบคร่อม ฟันบน จัดฟันแล้วเริ่มดีขึ้น ภายใน 2 เดือน

ด.ช.ปริชญ์ ตุ้ยมา หรือน้องปันปัน อายุ 9 ปี มาตรวจติดตามดูแล สุขภาพฟัน หลังเข้ารับการจัดฟันได้ 2 เดือน คุณแม่จิรพรรณี ได้เล่าให้ฟังว่า..” ปกติพาน้องมาดูแล สุขภาพฟัน เป็นประจำที่ รพ.สินแพทย์ กับคุณหมอนภนิต ที่เป็นทันตแพทย์เด็ก ตั้งแต่เล็กๆ และดูแลกันมาตลอด สักประมาณ 6 เดือนก่อนหน้าที่จะเริ่มรักษาจัดฟัน คุณหมอนภนิตบอกว่า ดูแนวโน้มแล้วฟันของน้องปันปัน น่าจะมีปัญหาเรื่องความสวยงาม เพราะเริ่มจะมีฟันล่างคร่อมฟันบน คุณแม่เองก็เพิ่งเริ่มมาสังเกตต่อ ตอนแรกคนอื่นๆ รวมถึงตัวคุณแม่เองก็คิดว่า คงต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นหมด หรือรอให้โตก่อนค่อยวางแผนจัดฟัน แต่คุณหมอบอกว่า ให้ลองปรึกษาคุณหมอธนพรดู เป็นทันตแพทย์เด็กด้วย เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันเด็กด้วย ปัจจุบันการจัดฟันสามารถเริ่มได้เลย ถ้าคุณหมอดูแล้วว่าเด็กมีความพร้อม ตอนนี้น้องผ่านการจัดฟันมาได้ 2 เดือน ตรวจฟันวันนี้ คุณหมอบอกว่าฟันเริ่มเข้าที่แล้ว ที่ผ่านมาก่อนทำก็กังวลว่าน้องจะใส่อุปกรณ์ได้ไหม จะลำบากเรื่องการพูดและการเรียนภาษาอังกฤษไหม แต่น้องก็ทำได้ค่ะ พูดได้ปกติ ดูแลอุปกรณ์จัดฟันได้ ใส่เองได้ ถอดล้างเองได้เลยค่ะ ตอนนี้ก็ยิ้มได้มั่นใจมากขึ้นแล้ว”

ทพญ.ธนพร พิศาลชัยยงค์ ทันตแพทย์เด็ก เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันในเด็ก ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า” ปัญหาของการเรียงตัวของฟันที่ไม่สวยงาม ฟันเก ฟันซ้อน ฟันยื่น ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ในเด็กนั้น เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม การดูแลสุขภาพฟันน้ำนมไม่ดีพอ จนต้องถอนออกก่อนกำหนด ก็จะทำให้เกิดฟันล้มฟันเกตามมา พฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ดูดนิ้ว กัดเล็บ ติดจุกนมปลอม กัดริมฝีปาก รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ภูมิแพ้ หรือโรคทางเดินหายใจ สาเหตุต่างๆเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดเรียงตัวของฟันแท้ได้ทั้งสิ้น

สำหรับน้องปันปัน หมอได้พบน้องมาพร้อมกับปัญหา “ฟันล่างสบคร่อมฟันบน” และความไม่มั่นใจตัวเองของน้องและคุณแม่ มีความกังวลใจเรื่องฟันที่สบผิดปกติ และกังวลเรื่องการรักษาจัดฟันแก้ไข จึงได้ทำการแก้ไขให้น้องปันปันด้วย “เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้” เพราะอายุยังน้อย (9 ปี) เครื่องมือออกแบบให้แก้ไขฟันล่างคร่อมฟันบน สามารถถอดใส่ด้วยตัวเด็กเอง และได้สอนน้องดูแลเครื่องมือและดูแลช่องปากตัวเอง ยังคงจับได้ถึงความไม่มั่นใจของคุณแม่ แต่น้องปันปันมีความพยายามจะถอดใส่เครื่องมือ ดูแลเครื่องมือหมอดีมากๆ ปรับตัวได้ไว อดทนใส่เครื่องมือตามที่หมอแนะนำได้เป็นอย่างดี ปัญหาฟันล่างคร่อมฟันบนของน้องปันปันแก้ไขได้ภายใน 2-3 เดือนเท่านั้น มาตรวจเช็คเครื่องมือทุกเดือน มีสภาพดี ไม่หัก สะอาดสะอ้าน หมอเองยังชมน้องผ่านคุณแม่เลยว่า น้องเก่งกว่าที่คิดนะคะ นอกจากจะได้ฟันสบปกติ ใบหน้าหล่อขึ้น ยังได้ลูกชายที่โตและรับผิดชอบมากขึ้นด้วย”

sexy gaming

ทารกแรกเกิด ได้รับการตรวจคัดกรอง

ตรวจคัดกรอง โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (Cyanotic Cori genital Heart Disease Screening)
ตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ (ภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน) (Hypothyroidism, Phenylketonuria)
ตรวจคัดกรองการได้ยิน (Hearing Screening)
การตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง (Neonatal Hyperbilirubinemia Screening)

โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิดชนิดเขียว
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที โดยสถิติของการเกิดโรคนี้ ประมาณ 5-10 คน ต่อทารก 1000 คน

วิธีการ
วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด โดยการใช้เครื่อง Pulse Oximeter
วันในขณะที่เด็กนอนหลับ โดยติดสายวัดที่มือ และเท้าของทารกข้างเดียวกัน เปรียบเทียบค่าที่ได้ ค่าปกติต้องมากกว่า หรือเท่ากับ 95% หากน้อยกว่า 95% อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจ Echo ดูลักษณะของหัวใจ

ข้อแนะนำ
ผู้เลี้ยงดูควรสังเกตอาการที่ผิดปกติ ถ้าดูดนมได้ช้า ดูดนมแล้วหอบเหนื่อย เหนื่อยหอบง่าย เลี้ยงไม่โต หรือเติลโตช้า เขียวเวลาดูดนม ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ

โรคเอ๋อ
โรคเอ๋อ หรือ ภาวะปัญญาอ่อนจากการพร่องธัยรอยด์ฮอโมนแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์ หรือการขาดสารไอโอดีนของมารดาในขระตั้งครรภ์ สำหรับประเทศไทยพบทารกที่เป็นโรคเอ๋อ 1 คนต่อทารก 4,000 คน ภาวะนี้ หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วจะทำให้พัฒนาการของร่างกายและสติปัญญาล่าช้า เด็กที่ได้รับการรักษาภายใน 1 เดือน จะสามารถพัฒนาการได้ปกติตามวัย

วิธีการ
ในทารกที่มีอายุครบ 2 วัน หรือ วันก่อนกลับบ้าน จะมีการเจาะเลือดที่หลังมือใส่กระดาซับเลือด เพื่อส่งตรวจดูค่า TSH และ PKU กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ข้อแนะนำ
คุณพ่อคุณแม่ ควรให้เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดกับพยาบาล ก่อนกลับบ้าน เนื่องจากผลตรวจจะทราบหลังวันตรวจประมาณ 2-3 วัน
กรณีผลเลือดผิดปกติ ทางโรงพยาบาลจะรีบโทรติดต่อผู้ปกครองให้พาเด็กหลับมาตรวจซ้ำ และรีบให้การรักษาโดยเร็วที่สุด

การได้ยินในทารกแรกเกิด
เพราะเด็กมีการเรียนรู้จากการฟัง เพื่อให้เกิดพัฒนาการทางภาษาและการพูด หากเด็กไม่ได้ยินเสียงจะส่งผลให้พัฒนากการทางภาษาไม่เกิด หรือมีพัฒนาการช้า โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก โดยพบอัตราการสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิด 1-3 คน ต่อทารก 1,000 คน และ 2-4 คน ต่อทารก 100 คน ที่มีปัจจัยเสี่ยง

วิธีการ
ตรวจวัดการได้ยินในขณะที่เด็กหลับ โดยใส่ Headphone ในรูหูเด็กทีละข้าง แล้วปล่อยเสียง Click ในระดับความดังที่ไม่เป็นอันตรายต่อหู และไม่รบกวนการนอนของเด็ก เครื่องจะแปลผลการได้ยินและทราบผลการตรวจทันที เป็นการตรวจวัดที่แม่นยำ และเชื่อถือได้

ข้อแนะนำ
หากพบมีความผิดปกติในการได้ยิน ตั้งแต่แรกเกิด เด็กควรได้รับการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินก่อนอายุ 6 เดือน เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการใกล้เคียงกับเด็กปกติ และที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตพัฒนาการเด็กตามวัยอยู่เสมอ

ภาวะตัวเหลือง
ภาวะตัวเหลือง หรือที่เรียกว่าดีซ่าน เกิดจากทารกแรกเกิดไม่สามารถกำจัดสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลลิลูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพทารกทุกคนจะพบมีอาการตัวเหลือง ไม่มากก็น้อยในช่วงอาทิตย์แรก แต่จะเหลืองมากที่สุดในช่วงวันที่สี่ ซึ่งสารนี้หากมีระดับที่สูงมากจะซึมเข้าไปในสมองของทารกทำลายเซลล์ประสาท ทำให้เกิดความพิการ ปัญญาอ่อนได้

วิธีการ
ด้วยเทคโนโลยีของเครื่อง Bilirubinometer จึงสามารถทำการตรวจวัดระดับบิลลิลูบินได้โดยไม่ต้องเจาะเลือด มีความแม่นยำสูง และทารกไม่ต้องเจ็บตัว โดยใช้เครื่องมือนี้แนบกับผิวหนังของทารกบริเวณกลางหน้าอก หรือกลางหน้าผาก แล้วปล่อยแสงคล้ายแฟลชของกล้องถ่ายรูป 1-3 ครั้ง ทราบผลการตรวจได้ทันที ในกรณีที่พบความผิดปกติ อาจต้องมีการตรวจเลือดเพื่อยืนยัน

ข้อแนะนำ
คุณพ่อ-คุณแม่ หรือผู้เลี้ยงดูทารกต้องฝึกสังเกตุอาการตัวเหลืองเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยสังเกตในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะ หรือให้ทารกอยู่บนผ้าสีขาว ลูกตื่น ลืมตา อาจใช้วิธีรีดไล่เลือดที่ฝ่าเท้า ตามที่ได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์หากพบทารกมีอาการตัวเหลืองควรรีบพาไปพบแพทย์

sexy gaming

ฮีน็อค ชอนไลน์ เพอพูรา คืออะไร??

henoch-Schonlein purpura
คือ อาการแสดงของการอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็กในอวัยวะร่างกายหลายๆระบบ เช่น ผิวหนัง ทางเดินอาหาร ไต ข้อและระบบประสาท สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด เป็นโรคในกลุ่ม vasculitis ที่พบบ่อยในเด็ก เริ่มมีรายงานในปี ค.ศ. 1837 โดย schonilein ได้พบว่ามีอาการของโรคที่เป็นผื่น ร่วมกับข้ออักเสบ และในปี ค.ศ. 1874 henoch รายงานถึงโรคที่มีกลุ่มอาการร่วม อันได้แก่ ปวดท้อง เลือดออกทางเดินอาหาร ผื่นแดงนูน purpura ข้อักเสบหรือปวดข้อ และปัสสาวะมีเลือด

มักพบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี โดยส่วนใหญอยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กที่อายุ 15 ปี พบในเพศชายกว่าเพศหญิง 1:8:1 อุบัติการณ์ของโรคประมาณ 10-20.4 ต่อเด็ก 100,000 คน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มากกว่าร้อยละ 75 มักพบตามหลังการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเชื่อ group A B hemolytic streptococcus เป็นเชื้อที่พยบ่อย นอกจากนี้ก็ยังมีรายงานว่าพบ ร่วมกับ การติดเชื้ออื่นๆด้วย เช่น ไวรัสตับอักเสบ A, B, CMV, varicella, parvovirus B19

สาเหตุ
สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากปฏิกิริยาการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่ายกายต่อการติดเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย, ไวรัส, ยาบางชนิด เช่น penicillin, ciprofloxacin, levodopa โดยพบว่า จากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เกิด IgA1-containing immune complex เกาะติดที่ผนังหลอดเลือดขนาดเล็ก เกิดภาวะการอักเสบ การอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็ก เมื่อมีการติดชิ้นเนื้อผิวหนังไปตรวจทางพยาธิจะพบ leucocytoclastic vasculitis with perinuclear infiltration of polymorphs and mononuclear cells ส่วนในลำไส้เมื่อตัดชิ้นเนื้อตรวจก็จะพบว่ามี IgA เกาะติดที่ชั้น mucosa ภาวะการอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็ก(vasculitis) เมื่อเกิดที่อวัยวะใดก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่อวัยวะนั้น เช่น อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด, ตับอ่อนอักเสบ, ไตอักเสบ, ปัสสาวะเป็นเลือด, มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ อาจเกิดภาวะชักได้

อาการและอาการแสดง
ผิวหนัง พบมากถึงร้อยละ 97 ในเด็กที่เป็นโรคนี้ โดยส่วนใหญ่จะเป็น ลมพิษ macular eruption หรือผื่นแดง (palpable purpura) ที่หน้าแข้ง ขา ก้น แขน มักไม่ค่อยพบที่บริเวณใบหน้าหรือแขน โดยมักพบเท่าๆกันทั้ง 2 ข้าง แต่ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี อาจพบที่ศรีษะและหน้าได้
ระบบทางเดินอาหาร พบร้อยละ 50-58 มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด หรือ ตรวจอุจจาระพบ occult blood เป็นผลบวก มักเกิดร่วมกับผื่นผิวหนัง แต่ก็สามารถเกิดอาการเฉพาะระบบทางเดินอาหารอย่างเดียวได้ อาการในระบบนี้อาจเกิดก่อนหรือหลังผื่นประมาณ 1 สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนที่พบมีทั้งภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussuscrption) พบได้ร้อยละ 2-10 อาจมีตับอ่อนอักเสบ ลำไส้ขาดเลือดหรือเป้นมากอาจมีลำไส้ทะลุได้นอกจากนี้อาจตรวจพบว่าเกิดตับโตหรือตับอักเสบร่วมด้วยได้
ระบบข้อ เกิดปวดข้อ และมีข้ออักเสบได้ ร้อยละ 74-78 ในเด็กโรคนี้ภาวะข้ออักเสบ(artritis) มักเป็นชั่วคราว เปลี่ยนข้อที่ปวดได้ ไม่ค่อยเกิดการเสียรูปของข้อ ตำแหน่งข้อที่พบบ่อยมักเป็นที่ ข้อเข่า ข้อเท้าเป็นอาการแรกที่พบในโรคนี้ประมาณร้อยละ 15 อาจเกิดก่อนผื่นได้ 1-2 วัน
ไต อาการทางด้านนี้มักไม่รุนแรง พบประมาณร้อยละ 20-54 พบว่ามีปัสสาวะเป็นเลือด มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ อาการรุนแรงก็คือ ความดันโลหิตสูงและไตวาย
ส่วนอาการอื่นที่พบได้แต่ค่อนข้างน้อยก็คือ อาการทางระบบประสาท เช่น ปวดศรีษะ ชัก เดินเซ

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยส่วนใหญ่ใช้อาการและอาการและอาการแสดงเป็นหลัก ส่วนการตรวจอื่นๆ ก็เพื่อหาสาเหตุที่อาจเป็นไปได้จากโรคอื่นและเพื่อดูความรุนแรงของโรค

ตรวจเลือด
Complete blood count พบว่ามี เม็ดเลือดขาวขึ้นสูง
Erythrocyte sedimentation (ESR) เพิ่มขึ้น โดยพบมากกว่าร้อยละ 75 ในโรคนี้
ANA, dsDNA, ANCA, Immunoglobulins, C3 และ C4 ส่งทำในกรณีที่สงสัย ภาวะ autoimmuse disease ซึ่งอาจต้องวินิจฉัยแยกโรค
ASO Titer, antiDNAse B ถ้าสงสัยเกิดร่วมกับ streptococcal infection
ตรวจปัสสาวะ พบว่ามีปัสสาวะปนเลือด, มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ
ตรวจชิ้นเนื้อที่ผิวหนัง ลำไส้หรือไต
Ultrasound หรือ CT scan ในกรณีที่ปวดท้องมากสงสัยลำไส้กลืนกัน
ส่องกล้องทางเดินอาหาร ทำในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจน
ASO Titer และ antiDNAse B titer ถ้าสงสัยเกิดร่วมกับ streptococcal infection

การรักษา
รักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ปวดข้อ ยาลดกรด ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เป็นการรักษาหลักในโรคนี้ การรักษาอื่นๆ ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นที่ระบบใดของร่างกาย
ในเด็กที่มีอาการระบบทางเดินอาหาร ปวดท้องมากนี้ ควรนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น อาจพิจารณาให้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยา Steroid
ควรเฝ้าดู ความดันโลหิตและไตวาย พิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต ถ้ามีความดันโลหิตสูงและอาจให้ steroid ในผู้ป่วยที่มีอาการไตอักเสบ
กรณีที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือ steroid จำเป็นต้องได้รับยาไปสักระยะแล้วค่อยๆ ลดขนาดยาลง ดังนั้น ควรมาพบแพทย์ตามนัด ไม่ควรหยุดยาเอง

พยากรณ์โรค
การเกิดอาการซ้ำพบประมาณร้อยละ 35 ซึ่งอาการมักเป็นไม่มากและเป็นเวลาไม่นาน จำนวนครั้งที่เป็นซ้ำประมาณ 1-5 ครั้งในเวลา 1 ปี นับจากการเริ่มมีอาการครั้งแรก

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget