DIGITAL MAMMOGRAM เทคโนโลยี ตรวจหามะเร็งเต้านม

ทำไม!! ต้องตรวจด้วย “ ดิจิตอลแมมโมแกรม ”
มะเร็งเต้านม ถือเป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวผู้หญิงอย่างเราๆ ที่เรียกว่าภัยเงียบเพราะมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ แต่จะชัดเจนก็ต่อเมื่อก้อนในเต้านมเกิดอักเสบ และลุกลามไปทั่วแล้ว ดังนั้นการตรวจคัดกรองเพื่อทราบถึงความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะช่วยให้การจัดการโรคง่ายขึ้น และโอกาสที่ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีสูงขึ้น
ปัจจุบันโรงพยาบาลเปาโลพหลโยธิน ได้นำเครื่อง “ดิจิตอลแมมโมแกรม” เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวก สบาย และความแม่นยำที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม จะบันทึกภาพเต้านมแบบดิจิตอล ทำให้สามารถมองเห็นภาพบนจอคอมพิวเตอร์แพทย์ผู้ตรวจสามารถ เรียกดูรูปจากหน้าจอในห้องตรวจได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
4 ข้อดีของดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram)
คุณภาพของภาพเอ็กซเรย์ ภาพคมชัด สามารถแยกความแตกต่างของไขมัน และเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ของเต้านมได้ชัดเจน
ความแม่นยำ ผลถูกต้อง และแม่นยำได้สูงถึง 90%
ความปลอดภัย ถูกออกแบบ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับปริมาณรังสีต่ำ (จากการศึกษาเปรียบเทียบ กับ Mammogram ระบบเก่า พบว่าการรับรังสีของผู้รับบริการด้วย เครื่องดิจิตอล แมมโมแกรม สามารถลดปริมาณรังสีลงจากเดิมประมาณ 30-60%)
ระยะเวลาในการตรวจ รวดเร็วสามารถถ่ายภาพ ลดระยะเวลาในการตรวจ เหลือเพียง 2 – 3 วินาที เนื่องจากไม่ต้องคอยเปลี่ยนฟิล์ม มีการบันทึกภาพเต้านมแบบดิจิตอล ทำให้สามารถมองเห็นภาพบนจอคอมพิวเตอร์ได้
ด้วยประสิทธิภาพของระดับภาพที่คมชัดจึงช่วยให้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อบริเวณเต้านมที่มีความหนาแน่นแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนสามารถเห็นจุดหินปูนหรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติขนาดเล็ก ทำให้สามารถระบุตำแหน่งและค้นหาความผิดปกติของเต้านมได้อย่างถูกต้อง แม่นยำภายในเวลาที่รวดเร็ว อีกทั้งปัญหาเรื่องความเจ็บปวดเต้านมระหว่างการทำดิจิตอลแมมโมแกรมจะน้อยมาก เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการกดเต้านม จะค่อยๆ กดลงมาที่บริเวณเต้านมอย่างนุ่มนวลดังนั้น ดิจิตอลแมมโมแกรมจึงนับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมได้
รู้หรือไม่ว่า ..มะเร็งเต้านมจัดเป็นโรคยากจะระบุถึงสาเหตุและวิธีการป้องกัน อีกทั้งจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ จึงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิต ในผู้หญิงทั่วโลก
ใครบ้างที่ควรตรวจ
ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี
มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งมาก่อนต้องเข้ารับการตรวจเต้านมก่อนวัย 35 ปีเนื่องจากพบปัจจัยเสี่ยงมากกว่าผู้อื่น
ไม่มีลูก หรือ มีลูกคนแรกหลังอายุ 30 ปี
ใช้ฮอร์โมนเพศหญิงนาน
อ้วน และ ดื่มแอลกอฮอล์มาก อ่านเพิ่มเติม

โรคติ่งถุงเนื้อ (อักเสบ) ในลำไส้ใหญ่

ติ่งเนื้ออักเสบใน ลำไส้ใหญ่ คืออะไร
หลายคนมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ซึ่งยื่นออกมาจากเนื้อเยื่อบริเวณที่บอบบาง ติ่งเนื้อนี้หากเป็นหลายแห่งในลำไส้ใหญ่ เรียกว่า Diverticulosis ภาวะนี้พบได้บ่อยขึ้นในคนสูงอายุและหากเกิดการติดเชื้ออักเสบที่ติ่งเนื้อขึ้นมา เรียกว่า โรคติ่งเนื้ออักเสบในลำไส้ใหญ่
อาการของโรค
ติ่งเนื้อที่ปลายลำไส้ใหญ่นี้จะไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อร่างกายและไม่มีอาการผิดปกติ การที่เรามีอาการ เช่น ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะอาหาร เป็นตะคริวในช่องท้อง หรือเป็นโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน (IBS: lrritable Bowel Syndrome) ไม่ได้เกิดจากติ่งเนื้อปลายลำไส้ใหญ่ หากเกิดการอักเสบจะมีอาการดังนี้ ปวดท้อง ตำแหน่งที่พบบ่อยคือปวดท้องบริเวณท้องน้อยด้านซ้าย เป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หนาวสั่น ปวดท้องบีบเกร็งไม่ถ่าย ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา
สาเหตุของโรค
ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดติ่งเนื้อ แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากการได้รับเส้นใยอาหารต่ำ โดยเฉพาะประชากรในประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย แต่พบผู้ที่มีอาการนี้ได้น้อยมากในแถบเอเซียและแอฟริกา ซึ่งประชากรบริโภคผักผลไม้ทีมีเส้นใยสูง อาการท้องผูก ทำให้เกิดการเกร็งบริเวณลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนื้อเยื่อที่บอบบางโป่งพองออกมากลายเป็นติ่งเนื้อ ส่วนสาเหตุของการติดเชื้อและการอักเสบอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอยู่ในลำไส้ใหญ่ อ่านเพิ่มเติม

เช็คสุขภาพลำไส้ด้วยการ “ส่องกล้องคัดกรอง”

แม้ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่มีบางปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ นั่นคือพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การหันมารับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้น เช่น เบเกอรี่ สเต็ก อาหารประเภทให้ความหวานมากๆ และรับประทานผัก ผลไม้น้อย
อีกทั้งสภาวะแวดล้อมที่หลายๆ คนต้องเผชิญ เช่น ความรีบเร่งจากการทำงาน ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ อีกปัจจัยอีกหนึ่ง คือ พันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดโดยยีน
มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ และการตรวจคัดกรองเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ช่วยป้องกัน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และสามารถแยกเนื้องอกที่กำลังจะกลายเป็นมะเร็งได้ แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองทั้งผู้ชายและผู้หญิงเมื่ออายุ 50 ปี

– การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood test: FOBT) สามารถตรวจได้ว่ามีเนื้องอกหรือเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยวิธีนี้เป็นประจำทุกปีจะช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
– การตรวจส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการตรวจคัดกรองแบบมาตรฐานสากล โดยเกณฑ์ของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ เพศชายและหญิงอายุ 50 ปี ทุกคนต้องตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง แต่หากมีพ่อ แม่ ญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ให้ใช้หลักโดยการนำอายุขณะที่ญาติเป็น ลบด้วย 10 เช่น แม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 50-10 = 40 ปี ดังนั้นลูกต้องเข้ารับการส่องกล้องตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและแนะนำตรวจ ทุก 5 ถึง 10 ปี
– การใช้สารทึบแสงแบเรียมร่วมกับการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซเรย์ CT scan (double contrast barium enema: DCBE) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทนการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องได้

เหตุผลที่ควรส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
วิธีการตรวจส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) จะช่วยให้เห็นภาพภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมดและสามารถเก็บชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจ โดยให้ข้อมูลที่มีความแม่นยำ วิธีการคือแพทย์จะใช้กล้องพิเศษที่มีลักษณะเป็นท่อยาวเล็กๆ สอดผ่านทวารหนักเพื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ทำให้แพทย์สามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนปลายได้ อีกทั้งแพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อนั้นออกมาตรวจได้โดยตรง
สิ่งที่ตรวจพบได้จากการส่องกล้อง
– ริดสีดวงทวาร
– ลำไส้อักเสบ
– ติ่งเนื้อ
– ถุงโป่งจากลำไส้ใหญ่ (Diverticulum)
– เนื้องอก
มะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากติ่งเนื้อ (polyps) เป็นเซลล์เนื้อที่ผิดปกติงอกจากผนังลำไส้ ซึ่งจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ ติ่งเนื้องอก (polyps) จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติร้ายแรงมากขึ้น ถ้าทิ้งไว้นานขึ้น แต่หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และกำจัดออกได้ก่อนก็จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเนื้อร้ายได้
6 ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ( Colonoscopy) อ่านเพิ่มเติม

ไข้หวัด VS Covid-19

ไข้หวัด VS Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง

Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง การแพร่ระบาดแบบเวิลด์ทัวร์( World tour) ของ Covid-19 ทำให้องค์กรอนามัยโลก (WHO) ต้องออกมาประกาศว่าการระบาดของ Covid-19 นั้นอยู่ในระดับ Pandemic หรือการแพร่ระบาดในวงกว้างที่ส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งเราผ่านวิกฤตแบบนี้มาแล้วในการระบาดของโรคเอดส์ และ ไข้หวัดนก (H1N1) ในอดีตนั่นเอง

แต่ด้วยความที่เป็นไวรัสสายพันธ์ใหม่ เราจึงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เราได้เลือกคำถามที่พบบ่อยของ Covid-19 มารวมไว้ที่นี่แล้ว
Q : ไข้หวัด กับ Covid-19 มาจากไวรัสตัวเดียวกันใช่ไหม ?

A : คำตอบคือถูกต้อง Coronaviruses (CoV) เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ ที่เป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ โดยเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ อันได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SARS) ในปี 2002 และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ในปี 2012 เป็นต้น แต่เจ้าโควิด-19 นี้ กลายพันธุ์ออกมาเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดทั่วไป ไม่สามารถได้ผลกับ Covid-19 ตัวนี้

Q : เชื้อไวรัสโควิด-19 มีชีวิตอยู่ในอากาศ สิ่งของต่าง ๆ ได้นานกี่วัน ?

A : ยังไม่มีวิจัยที่แน่ชัดว่ากี่วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัตถุ และ อุณหภูมิ แต่โดยทั่วไปเชื้อไวรัสโควิดลอยอยู่ในอากาศได้ประมาณ 5 นาทีก็จะตกสู่พื้น แต่เชื้อไวรัสจะยังอยู่ได้บนพื้นต่ออีกหลายชั่วโมง และในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสนั้น สามารถอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเลยทีเดียว
Q : อาการแตกต่างจากไข้หวัดตรงไหน ?

A : อาการโดยรวมคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ บางราย คลื่นไส้ อาเจียน แต่อาการที่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ก็คือ มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอแห้ง หรือ บางรายที่อาการรุนแรงจะมีภาวะปอดบวมร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติม

SOCIAL DISTANCING รัก กัน ให้ ห่าง กัน

SOCIAL DISTANCING รัก กัน ให้ ห่าง กัน

สถานการณ์ปัจจุบันสร้างความวิตกกังวลทั้งเรื่องโรคระบาดโควิด-19 ว่าที่เห็นปกติ ๆ นี่ติดหรือยังนะ หรือจะเรื่องการเดินทาง เช่นการใช้ขนส่งสาธารณช่วงเช้า คนก็จะเยอะ ๆ เบียด ๆ มีใครป่วย ติดเชื้อ ในนี้ไหมนะ

เหมือนชีวิตอยู่บนความเสี่ยงทุกครั้งที่ออกจากบ้านเลย
ในเมื่อเราไม่รู้ว่าเราติดเชื้อโควิด-19 หรือยัง และใครที่เป็นบ้าง การรักษาระยะห่างและการชีวิตให้ถูกสุขลักษณะดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
How to social distancing
เลี่ยงเข้าพื้นที่เสี่ยง เช่น โรงพยาบาล งานคอนเสิร์ต หรือ ตลาดนัดต่าง ๆ หากมีความจำเป็นต้องไปควรสวมหน้ากากอนามัย สัมผัสพื้นที่สาธารณะ เช่น ราวระเบียง ลูกบิด เท่าที่จำเป็น
งดการเข้าสังคม งานบวช งานแต่ง มีทติ้งต่าง ๆ ช่วงนี้อาจจะต้องงด หรือพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด อาจต้องเปลี่ยนเป็นการส่งการ์ดอวยพร หรือซองช่วยงาน ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างนี้ไปก่อน
อาหารจานพิเศษที่มีเพียงคุณเท่านั้น จานพิเศษในที่นี้หมายถึง การทานอาหารแบบจานต่อจาน ตักข้าวและกับข้าวมาให้ครบในจานเดียว การทานอาหารร่วมโต๊ะ ร่วมช้อนอาจทำให้เราเสี่ยงต่อโรคระบาดได้
ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ หลาย ๆ บริษัทสามารถให้พนักงาน Work from Home ได้แล้ว หรือบางคนที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน 14 วัน ก็ต้องใช้เทคโนโลยีในมือให้เป็นประโยชน์ การประชุมด้วยแอพพลิเคชั่นบนมือถือก็ทำได้แล้วในปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติม

คุณแม่กับ คาเฟอีน กินดีหรือไม่

คุณแม่กับ คาเฟอีน

ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตครองใจทุกเพศ ทุกวัย บางคนทานกาแฟตอนเช้าเพื่อให้รู้สึกสดชื่น หลุดพ้นจากความง่วง ข้ามมาช่วงบ่ายทำงานนั่งโต๊ะจนร่างกายเอื่อยเฉื่อย ได้ดื่มชาเย็น ๆ อีกสักแก้ว เพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกายก็แก้ง่วงได้ดี แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นคุณแม่แล้ว การทานคาเฟอีนแบบที่ทำอยู่ทุกวันอาจไม่ดีต่อลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์

หากบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ๆ
จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างไร ?
คาเฟอีนมีสารขับปัสสาวะ ทำให้เราปัสสาวะบ่อย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำ มากกว่าปกติ กรณีนี้ คุณแม่ควรดื่มน้ำทดแทนด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ
ทารกในครรภ์ไม่สามารถขับสารคาเฟอีนที่รับมาได้เอง หากได้รับในปริมาณที่มาก อาจทำให้การเจริญเติบโตช้า หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ บางรายมีโอกาสพิการแต่กำเนิดได้

สำหรับคุณแม่ที่ทานเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นประจำ คงเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความอดทน และห้ามใจเป็นอย่างมาก เพื่อลูกน้อย แต่สารคาเฟอีนในเครื่องดื่ม ไม่ได้อันตรายเสียทีเดียวหากเรารู้จักที่จะบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ
การบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างไรให้พอดี ?
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานในคนท้อง ที่มีสาเหตุมาจากน้ำตาลในกาแฟอีกด้วย
ดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างที่กล่าวไป การดื่มเครื่องที่มีคาเฟอีนนั้นจะทำให้ร่างกายขับปัสสาวะบ่อยกว่าที่ควร เกิดภาวะขาดน้ำได้ การดื่มน้ำก็ช่วยทดแทนได้เช่นเดียวกัน
เปลี่ยนจาก ชา กาแฟ มาเป็น น้ำผลไม้ ก็สามารถช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้เช่นกัน และยังช่วยลดอาการกระหายน้ำ จากเดิมที่เราจะชงกาแฟดื่มยามบ่าย ก็เปลี่ยนมาเป็น น้ำส้มคั่น น้ำฝรั่ง หรือ นม ก็เพิ่มความสดชื่น และ ชื่นใจได้ แถมยังดีต่อสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

LIST ของให้คุณแม่ในวันคลอดมีอะไรบ้าง ?

จัดกระเป๋าเตรียม วันคลอด ต้องมีอะไรบ้าง ?
วันสำคัญของชีวิตอีกวันหนึ่งสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ คงไม่พ้นวันที่เรารอคอยจะได้พบหน้าลูกน้อยของเรา หลาย ๆ คนตื่นเต้น จนนึกไม่ออกว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง อะไรจำเป็น ? อะไรไม่จำเป็น ? วันนี้ทีมพยาบาลห้องเด็กแรกเกิดแนะนำของที่ควรเตรียมใส่กระเป๋ากัน
1.เอกสารสำคัญที่ห้ามลืมคือ สมุดฝากครรภ์
2.เอกสารเพื่อให้ทางโรงพยาบาลดำเนินการแจ้งเกิดให้บุตร
– สำเนาบัตรประชาชนของคุณแม่,ของคุณพ่อ
-สำเนาทะเบียนบ้านของคุณแม่, ของคุณพ่อ,และสำเนาทะเบียนบ้านที่จะให้บุตรย้ายเข้า
– สำเนาทะเบียนสมรส(ถ้าจดทะเบียนสมรส)
– อื่นๆ เช่น สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล

อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ที่คุณแม่ต้องเตรียมมาเอง
– เครื่องปั๊มนมที่ซื้อเตรียมไว้
– เสื้อชั้นในสำหรับให้นมบุตร
– เครื่องใช้ในห้องน้ำ ลิปมัน ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมต่าง ๆ และยางรัดผม
– ชุดสำหรับใส่ในวันกลับ
– โทรศัพท์มือถือและสายชาร์จ
– กล้องถ่ายภาพ หรือโทรศัพท์ หากต้องการบันทึกภาพกับลูกน้อย
– เงินสด
สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับทารกแรกเกิดนั้น ไม่จำเป็นต้องนำมา โดยให้จัดเตรียมไว้ที่บ้าน เพราะทางโรงพยาบาลมีไว้สำหรับลูกน้อยตั้งแต่แรกคลอด จนกระทั่งวันกลับบ้าน อ่านเพิ่มเติม

“ฝากครรภ์” การเริ่มต้นที่ดีสำหรับลูกน้อย

เมื่อรู้ว่ากำลังจะก้าวสู่การเป็นแม่ ก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อยที่อยู่ในท้องเกิดมาแข็งแรง แต่สิ่งหนึ่งที่ว่าที่คุณแม่ควรทำเป็นอันดับแรกๆ เพื่อ ประเมินอายุครรภ์ และภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์ ก็คือ “การฝากครรภ์” เพื่อดูแลลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ให้ลืมตาดูโลกอย่างสมบูรณ์แข็งแรง
ลดความเสี่ยงด้วยการฝากครรภ์
เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีที่เป็นไปได้ เพราะการฝากครรภ์เป็นการประเมินอายุครรภ์ที่แน่นอนของคุณแม่ และภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์ นอกจากนี้แล้วคุณแม่ยังจำเป็นต้องตรวจเลือ เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมียด้วย
เริ่มต้นที่ดีด้วยการฝากครรภ์…
ถึงแม้ว่าคุณแม่จะสามารถตั้งครรภ์และผ่านการคลอดไปได้อย่างปลอดภัย การฝากครรภ์ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะคุณแม่บางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องรับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ดังนั้นการฝากครรภ์จะช่วยทำให้คุณหมอสามารถตรวจพบถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การดูแลรักษา ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
ฝากเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
ยิ่งฝากครรภ์เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีกับเด็กในท้องมากเท่านั้น เพราะทำให้คุณหมอสามารถให้คำแนะนำในการดูและตัวเองได้อย่างตรงจุดและสามารถนำไปสู่การคลอดที่ประสบความสำเร็จ หรือหากพบความผิดปกติเกิดขึ้นในภายหลังแพทย์ก็จะแนะนำการดูแลตัวเองเพื่อเตรียมตัวสำหรับผ่าคลอดให้กับคุณแม่ได้อย่างใกล้ชิด
ขั้นตอนการฝากครรภ์
เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ เช่น คุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ รอบเดือนมาสม่ำเสมอหรือไม่ เพื่อเป็นการคำนวณหาระยะเวลาการตั้งครรภ์ที่แน่นอน นอกจากนี้แพทย์อาจถามถึงโรคประจำตัว หรืออาการผิดปกติอะไรที่เกิดขึ้น เมื่อได้ประวัติครบถ้วน จึงทำการตรวจร่างกายต่อไป อ่านเพิ่มเติม

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคฮิตถุงน้ำรังไข่

โดยปกติแล้ว การเกิด ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ในระยะแรกจะไม่ค่อยมีอาการแสดง ทำให้ไม่ค่อยรู้ตัว แต่หากได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะการตรวจภายใน และการทำอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด จะทำให้เห็นรังไข่และมดลูกอย่างละเอียด และหากพบว่ามี ถุงน้ำรังไข่ ก็จะรักษาได้อย่างรวดเร็วไม่ลุกลามจนเจ็บปวดหรือรักษายากยิ่งขึ้น
ซีสต์คืออะไร?
“ซีสต์” หรือ “cyst” หมายถึง “ถุงน้ำ” ดังนั้น อะไรก็ตามที่มีเปลือกและมีน้ำหรือของเหลวภายในก็จะเรียกว่า “ซีสต์” ซึ่งซีสต์เองสามารถเกิดได้ในหลายอวัยวะในร่างกาย
ซีสต์รังไข่ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์ เป็นถุงน้ำตามธรรมชาติที่เกิดจากการมีรอบเดือนในวัยเจริญพันธุ์ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะลอกออก รังไข่ก็จะเริ่มสร้างฮอร์โมนและโตเป็นถุงน้ำ พอถุงน้ำแตกออกเพื่อให้ไข่ตก ถุงน้ำที่คาอยู่จะค่อยๆ ยุบไปได้เอง ในกรณีถุงน้ำไม่แตกออกให้ไข่ตก ถุงน้ำก็จะค้างคาอยู่นานกว่าปกติ คือ 2-3 เดือน จึงค่อยยุบไป ในบางราย เมื่อไข่ตกแล้วอาจมีเลือดออกในถุงน้ำเล็กน้อยซึ่งมักหายได้เองตามธรรมชาติ แต่หากมีเลือดออกมากในช่องท้องก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา
ประเภทของถุงน้ำรังไข่
ถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์รังไข่มี 3 ประเภท
ฟังค์ชั่นนัล ซีสต์ (Functional Cyst)
คือ ถุงน้ำรังไข่ที่เกิดจากการทำงานตามปกติของรังไข่เพื่อสร้างไข่ที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์ในเพศหญิง
เนื้องอกถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Tumor หรือ Ovarian Cyst)
คือ เนื้องอกรังไข่ชนิดที่มีของเหลวภายใน ซึ่งอาจเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือร้ายแรง (มะเร็ง) ก็ได้ โดยมากเนื้องอกแต่ละชนิดมักจะมีลักษณะเฉพาะที่พอจะบอกได้ว่าเป็นชนิดใดด้วยการตรวจเอกซเรย์หรือตรวจอัลตราซาวด์ เนื้องอกถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมะเร็งบางชนิดจะสามารถตรวจพบสารเคมีบางอย่างในกระแสเลือดได้ เช่น หากพบ CA 125 ก็จะพอประเมินได้ว่าเป็นเนื้อร้าย ซึ่งจะทำการตรวจให้ละเอียดต่อไป
ถุงน้ำที่คล้ายเนื้องอก (Tumor like condition) หรือช็อกโกแลตซีสต์
คือ ถุงน้ำที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่โดยเกิดขึ้นที่รังไข่ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดซึมออกมาสะสมในถุงน้ำนี้จนเป็นเลือดเก่าข้น มีสีคล้ายช็อกโกแลต จึงเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst)
อาการเตือนซีสต์รังไข่ที่ควรสังเกต
ส่วนใหญ่ผู้ที่มีถุงน้ำรังไข่ผิดปกติในระยะแรกหรือมีขนาดเล็กมักไม่ค่อยมีสัญญาณเตือนหรือมีอาการใดๆ แต่มักตรวจพบเมื่อได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี หรือผู้ป่วยเข้ามารับการตรวจภายในจากการเป็นโรคอื่นๆ ส่วนผู้ที่เริ่มมีอาการ ก็จะมีอาการแตกต่างกันไปในแต่ละราย ดังนี้
บางรายปวดบริเวณท้องน้อย หากการปวดสัมพันธ์กับรอบเดือนก็สงสัยได้ว่าอาจมีช็อกโกแลตซีสต์
บางรายปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากซีสต์มีขนาดใหญ่จนไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ
บางรายแค่มีอาการหน่วงๆ ท้องน้อย
บางรายมีประจำเดือนผิดปกติ คือ มามาก มากระปริบกระปรอย ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน
บางรายมีอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน เนื่องจากขั้วถุงน้ำรังไข่บิด หรือถุงน้ำรังไข่แตก กรณีนี้ต้องรีบพบแพทย์
แม้ฟังดูว่าเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงและรักษาได้ แต่ในกรณีที่ถุงน้ำรังไข่แตกออกและมีเส้นเลือดฉีกขาดอาจทำให้ตกเลือดในช่องท้องและมีโอกาสเสียชีวิตได้ ผู้หญิงทุกคนจึงควรให้ความสนใจ เมื่อสังเกตได้ว่ามีอาการผิดปกติในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ควรรีบพบสูติ-นรีแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป อ่านเพิ่มเติม

ป้องกัน COVID-19 อัพเดตวัคซีนในชีวิตประจำวัน

Corona virus vaccine update
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Severe Acute Respiratory Syndrome corona virus 2 (SARS-CoV-2) ปัจจุบันได้รับการประกาศจาก
องค์การอนามัยโลกให้เป็นโรคระบาดทั่วโลก โดยอาการและอาการแสดงมีหลากหลายตั้งแต่ไม่มีอาการไปจนถึงก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบอวัยวะหลายระบบ โดยอาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ สามารถพบได้บ่อยที่สุด การติดต่อของโรคส่วนหนึ่งเกิดจากการสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตามในการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่โดยทั่วไปอย่างเร็วจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี จึงวางจำหน่ายได้ เนื่องจากต้องผ่านการทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อน
โดยทั่วไป การพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการศึกษาในระยะดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่หนึ่ง การศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์: ขั้นตอนการทดสอบบุกเบิก
1) การทดลองก่อนการทดลองในคน (Pre-Clinical Stage)
– เป็นการทดลองกับเนื้อเยื่อ เซลล์ หรือสัตว์ เป็นต้น
2) คำขอทำการวิจัยยาใหม่ (IND Application)
ขั้นตอนที่สอง การทดลองในมนุษย์
1) ระยะที่ 1 ของการทดสอบวัคซีน (Phase I)
– โดยจะทดลองกับคนกลุ่มย่อยและต่อมาจะทดลองในคนกลุ่มใหญ่ขึ้น
2) ระยะที่ 2 ของการทดสอบวัคซีน (Phase II)
– ทดลองกับกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อาจมีจำนวนหลายร้อยคน
3) ระยะที่ 3 ของการทดสอบวัคซีน (Phase III)
– การทดสอบซึ่งจะเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมากกว่า 10,000 คน อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget