เช็กอาการโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า

เช็กอาการ โรคซึมเศร้า หากมีมากกว่า 5 อาการดังต่อไปนี้และเป็นต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ต้องรีบมาพบแพทย์

อารมณ์ซึมเศร้าท้อแท้ สิ้นหวัง ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิด
ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากขึ้น
นอนมากหรือนอนน้อยกว่าปกติ
กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หรือเชื่องช้าลง
เหนื่อยและอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่เกือบตลอด
รู้สึกตนเองไร้ค่า รู้สึกผิดและโทษตนเองอยู่ตลอด
สมาธิและความสามารถในการคิดและการตัดสินใจลดลง
คิดเรื่องตายหรือคิดอยากตาย

“ถ้าพบผู้ใดมีความคิดอยากตายหรืออาการของโรคซึมเศร้า 5 อาการหรือมากกว่า 5 อาการข้างต้นที่กล่าวมา และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน แนะนำให้มารับการตรวจและช่วยเหลือโดยเร็ว”

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

ชัตดาวน์ความกลัว ดูแลใจให้แข็งแรงช่วงโควิด

การรับมือกับความเครียด

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันออกไปในารรับมือกับความเครียด บ้างก็นิ่งเฉยไม่รับรู้บ้างก็วิตกกังวลอยู่กับข่าวสารที่มีอยู่อย่างมากเกิน บ้างก็รู้สึกซึมเศร้าหดหู่จนไร้ซึ่งความอยากที่จะทำอะไร บ้างก็ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับสิ่งล่อตาล่อใจจนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์แบบเดียวกันนั้นก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่รับมือได้ดี มีสติและกำลังใจที่ดี สามารถยืนระยะแก้ไขปัญหา รับมือกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม อะไรเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนเราแตกต่างกันเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด

รู้ทันความกลัวความกังวล
คุณสมบัติข้อสำคัญข้อแรกในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ คือ ความอดทน ส่วนความกลัว (Fear) ความกังวล (Anxiety) ทั้งสองอย่างคล้ายกันมาก เพราะเป็นอารมณ์ความรู้สึกประเภทเดียวกัน เพียงแต่ความกังวลจะมาในรูปแบบที่อ่อนกว่า มีลักษณะที่ซํ้าซากจำเจและอยู่กับเราได้นานกว่าความกลัวที่มักจะมาแบบทีเดียวจบ สิ่งที่ต้องทราบคือ ทั้งความวิตกกังวลและความกลัวล้วนเป็นสภาวะที่เป็นปกติอย่างที่สุดของการตอบสนองทางอารมณ์ของคนเราเมื่อเผชิญเหตุร้าย โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนและไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร ดังนั้นเราจึงไม่ควรปฏิเสธหรือเก็บความกลัวความกังวลเอาไว้ เพราะถ้าเก็บไว้มันจะยิ่งใหญ่ขึ้นและร้อนขึ้นเปรียบเทียบได้เหมือนภูเขาไฟที่รอการระเบิดโดยอัตโนมัติ

เมื่อกลัวหรือกังวล ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมเผชิญเหตุอันตราย นั่นคือ
“อะดรีนาลีน” และ “คอร์ติซอล” ฮอร์โมนหลักทั้งสองตัวจะนำพาร่างกายและจิตใจให้เข้าสู่สภาวะตึงเครียด ตื่นเต้น โดยหัวใจจะสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ถี่ขึ้น จนรู้สึกเหมือนราวกับว่าใจสั่นอยู่ในอก จังหวะการหายใจจะเร็วขึ้น แต่ไม่มีประสิทธิภาพ คือหายใจแบบตื้น ๆ ถี่ ๆ ดังนั้นเมื่อหายใจแบบนี้ต่อไปสักพักจะยิ่งรู้สึกอึดอัด ไม่สบาย ไม่ผ่อนคลาย

อาการอื่น ๆ ที่พบได้ เช่น แน่นหน้าอก อยากจะอาเจียน เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาพร่า เสียวหรือชาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น โดยอาการดังกล่าวมักเป็นขึ้นโดยฉับพลันทันใดและมักเป็นพร้อม ๆ กันหลายอาการ อาการที่ผิดปกติต่าง ๆ แบบนี้ ถ้าเป็นบ่อย ๆ ก็มักจะทำให้ผู้ที่กังวลอยู่แล้วยิ่งกังวลมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่เคยกังวลเรื่องนอกตัว กลับมาเป็นคิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของตัวเอง โดยอาจจะเผลอคิดไปว่าตัวเองกำลังเจ็บป่วยร้ายแรง มีโรคร้ายแรงซ่อนเร้นอยู่ หรืออยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเมื่อไรก็ได้ เช่น คิดว่าตัวเองกำลังจะหัวใจวาย คิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ คิดว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองร้ายแรง คิดว่าตัวเองเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

ลักษณะดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง และเป็นตามหลังเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นจริง ๆ โดยทั่วไปถือว่าไม่เป็นอะไร เป็นปกติดี แต่ถ้าหากเหตุการณ์นั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เป็น ๆ หาย ๆ ไม่สามารถคาดเดาหรือควบคุมได้ ทำให้กลายเป็นคนไม่มั่นใจ คิดมาก คิดซํ้า คิดกังวลละเอียดลอออย่างมากเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เรื่องอาหารที่จะกิน เรื่องความปลอดภัย ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้น เพราะต้องคอยห่วงคอยพะวง คอยเลี่ยงที่จะไม่ทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้ตามปกติ หรือบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะคิดลบ ๆ ไปก่อนล่วงหน้า ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์นั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้มาสักระยะหนึ่งก็จะเรียกสภาวะนี้ว่า “แพนิก”

ถ้าไม่อยากเป็นแพนิกก็ต้องเรียนรู้ที่จะลดระดับความวิตกกังวลกันก่อน สำหรับเทคนิคการลดความวิตกกังวลนั้น แต่ละคนมักจะมีวิธีที่ถนัดไม่เหมือนกัน ไม่สามารถหาประโยคที่สามารถพูดกับทุกคนแล้วทำให้ทุกคนหายกังวลได้ในทันทีในที่นี้จะขออนุญาติข้ามคำแนะนำประเภท “อย่าเครียด” “อย่าคิดมาก” “ให้ปล่อยวางจะถือไว้ทำไม” เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้คลายกังวลแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในเวลาวิกฤติและอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดและกดดันมากกว่าเดิมได้ ถ้าผู้พูดและผู้ฟังไม่ได้สนิทสนมกันจริง ๆ

จิตบำบัด CBT
หลักการใน การรับมือกับความเครียด ตามแนวทางการทำจิตบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioural Therapy) เป็นหนึ่งในแนวทางการบำบัดมาตรฐานที่จิตแพทย์ใช้พูดคุยให้คำปรึกษากับผู้ที่มารับบริการในมุมมองของ CBT โดยมองว่ามีตัวแปรอยู่ 3 ประการที่ทำให้คนเราตอบสนองต่อความเครียดได้แตกต่างกันออกไป หลักการคือ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ จะเครียดน้อยหรือเครียดมากต้องมีการปรับที่ตัวแปรอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ แต่มีข้อสังเกตคือ ใน 3 ข้อนี้บางอย่างก็ปรับได้ บางอย่างก็ไม่ควรปรับ ประกอบด้วย

1) ความรู้สึก (Feeling)
การปรับความรู้สึก เคยไหมในเวลาที่เศร้ามาก ๆ หรือโกรธมาก ๆ รู้สึกไม่ไหวแล้วจนคล้าย ๆ อยากจะตะโกนออกมา คนส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ (Suppression) อาจจะเป็นเพราะอายหรือเพราะบริบททางสังคม เทคนิคนี้ “ทำได้ แต่อย่าทำบ่อย” เพราะการเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ข้างใน จะทำให้เกิดก้อนความเครียดก่อตัวขึ้นมาอยู่ภายในใจ พอสะสมไปเรื่อย ๆ สุดท้ายอาจจะทำให้เกิดการระเบิดอารมณ์แบบรุนแรงขึ้น เกิดเป็นแพนิกหรือเกิดซึมเศร้าขึ้นมาได้

สำหรับการจัดการกับอารมณ์นั้น ส่วนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเก็บอารมณ์ให้ลึกขึ้น แต่เป็นการฝึกที่จะรับรู้อารมณ์ของตนเองตามสภาพจริง เช่น โกรธก็คือโกรธ ไม่ต้องไปบิดอารมณ์ให้เป็นอารมณ์อื่น เสียใจก็คือเสียใจ ต้องยอมให้ตัวเองอยู่กับอารมณ์พวกนี้ได้บ้าง เพราะอย่างน้อยก็เป็นอารมณ์ของเรา จะไปให้คนอื่นจัดการแทนเราไม่ได้ และส่วนใหญ่อารมณ์ที่ถูกการรับรู้แล้วจะก้อนเล็กลง พอก้อนเล็กลงก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไรมาก การบริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ จะเกิดขึ้นตามมา สติก็จะมา เหตุผลก็จะตามมา สุดท้ายแผนการแก้ปัญหาที่เหมาะสมจะตามมา

การรับรู้อารมณ์ของตนเองเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน อาจฟังดูง่าย แต่เป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเวลาที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้จมอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ มาก ๆ หรือนาน ๆ มักจะไม่รู้ตัวเอง ไม่เห็นตัวเอง เช่น คนขับรถปาดหน้ากันกลับลงมาทะเลาะกันถึงขั้นยิงกันเสียชีวิต ทั้ง ๆ ที่ถ้าคิดตามหลักเหตุและผลแล้วเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย แต่เพราะในนาทีนั้นอารมณ์ได้เข้ามามีบทบาทอยู่เหนือเหตุผลจึงไม่สามารถระงับสถานการณ์ได้ นอกจากนี้ยังมีหลายคนที่มีลักษณะบางอย่างทางบุคลิกภาพที่อดไม่ได้ที่จะตำหนิตัวเองหรือกระตุ้นตัวเองให้ยิ่งจมดิ่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ไม่ยอมขึ้นมา
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเศร้า รู้ว่าไม่ดี แต่ก็จะขออยู่กับอารมณ์แบบนี้ต่อไป เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมขึ้นมา ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในการปรับอารมณ์ของกลุ่มนี้จะต้องใช้เวลาและเทคนิคที่หลากหลายขึ้น โดยแต่ละคนจะได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน เพื่อให้เหมาะกับวิธีคิดและบุคลิกภาพของแต่ละคน สามารถรับคำปรึกษาได้โดยตรงที่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา

2) ความคิด / กระบวนการคิด (Cognition)
การปรับความคิดหรือกระบวนการคิด คนทั่วไปมักคิดว่า ควรคิดเชิงบวก (Positive Thinking) มักจะแนะนำว่าให้ฝึกคิดบวกเข้าไว้และจะดีเอง หรือต้องคิดบวกจะได้เป็นการเหนี่ยวนำพลังบวกเข้ามาในชีวิต ซึ่งเอาจริงแล้วในภาวะที่ฉุกเฉินหรืออันตรายนั้น คิดบวกได้ยากมาก ๆ ความคิดเชิงบวกมักจะมาตอนที่อยู่ในภาวะที่มั่นคงและปลอดภัยมากกว่า

ในภาวะที่ตึงเครียดไม่จำเป็นต้องคิดบวกขนาดนั้น “ขอแค่คิดกลาง ๆ แต่มีสติพยายามกรองความคิดด้านลบให้ลดน้อยลง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” บางครั้งในระหว่างการบำบัดผู้ป่วยที่มาด้วยความกลัว จิตแพทย์มักจะถามถึงความเป็นไปได้ของเรื่องที่ผู้ป่วยกลัว ถามว่าในความคิดกลัวของผู้ป่วยนั้นมีโอกาสที่จะเป็นขึ้นมาจริง ๆ ได้มากน้อยเพียงไร และถ้าเกิดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ผู้ป่วยคิดว่าจะเกิดขึ้นแบบไหนได้บ้าง แบบไหนน่ากลัวน้อยสุด แบบไหนกลาง ๆ และแบบไหนน่ากลัวมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะได้โอกาสระบายความกลัวออกมา ส่วนจิตแพทย์จะได้เห็นรูปแบบความคิด การให้นํ้าหนักของผู้ป่วยแต่ละคน บางเคสจะพอมองออกได้ว่าเป็นเพราะบุคลิกภาพหรือประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่ผ่านมา ทำให้เขาเรียนรู้และเชื่อฝังใจว่าเหตุการณ์จะต้องเป็นไปในทางที่เขาคิด คือ ทางที่น่ากลัวเสมอ ซึ่งในจุดนี้จิตแพทย์จะค่อย ๆ ช่วยกรองความคิดด้านลบให้น้อยลงได้ ผู้ป่วยก็จะรู้สึกสบายใจขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปยัดเยียดความรู้สึกที่เป็นบวกให้แทน

3) พฤติกรรม (Behavior)
การปรับพฤติกรรมเป็นจุดที่คนทั่วไปมักมองข้าม เป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ ขี้เกียจทำ คนเราเวลามีเรื่องเครียดมักจะยอมเสียเวลาเป็นวัน ๆ เพื่อที่จะไปนั่งปรับความคิดหรือปรับอารมณ์ให้เป็นบวก หรือบางคนใช้เวลาเป็นสัปดาห์เป็นเดือนหรือเป็นปีจนกว่าจะทำใจ ยอมรับความทุกข์ก้อนใดก้อนหนึ่งได้ มันดูเหมือนว่าเรายินดีจะเสียเวลามากเท่าไรก็ได้ไม่จำกัดเพียงเพื่อที่จะได้ตัดความคิดตรงนี้ให้ “หลุด” “ปลดล็อก” หรือ “คลายปม” แต่กลับลืมคิดไปว่า เราได้เสียโอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติสุขลงไปทุกวันเช่นกัน

ความทุกข์มีราคาที่สูงเสียเหลือเกินในแนวคิดของการปรับพฤติกรรม เราเชื่อว่ากิจกรรมที่เราทำและสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่จะส่งผลอย่างมากต่ออารมณ์และความคิดของเรา ดังนั้นถ้ากำลังมีความทุกข์ใจหรือเครียดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่และอยากให้ผ่านไปเร็ว ๆ ต้องปรับกิจกรรม ปรับวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างจริงจัง เช่น ถ้ารู้ตัวว่ารับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 มากเกินไปจนทำให้เครียด ก็ต้องพยายามอย่าทำซํ้าแบบเดิม ลดความถี่ของการเสพข่าวลง แต่คอยเติม คอยหากิจกรรมอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนมาลองทำแทนพฤติกรรมเดิมแล้วความกังวลจะค่อย ๆ ลดลงไป

โดยธรรมชาติของคนที่ทุกข์ใจจะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังงานน้อย เฉื่อย ไม่อยากจะทำอะไร อยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร ท้อแท้ ตรงนี้แก้ได้โดยการที่ต้องลดทอนหรือยอมหั่นเป้าหมายในใจให้เล็กลงจนอยู่ในระดับที่ทำได้ง่ายมาก ๆ เช่น จากเดิมที่เคยคิดว่าจะวิ่งออกกำลังกายสัก 45 นาทีต่อครั้ง ก็ปรับเป้าหมายใหม่เป็นทำแค่สัก 10 นาทีก่อน ตั้งเป้าเล็ก ๆ ไว้ก่อน เอาแค่จูงใจให้เริ่มลงมือทำ พอทำขั้นแรกได้สำเร็จแล้วลึก ๆ จะเริ่มรู้สึกดีที่อย่างน้อยก็ทำอะไรสำเร็จได้อยู่บ้าง ไม่แย่ไปเสียทั้งหมด ตรงนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ค่อย ๆ วางเป้าให้ใหญ่ขึ้นไปทีละนิดละนิด โดยต้องระวังอย่าพึ่งไปเปรียบเทียบกับเป้าในสมัยก่อนหรือเป้าของคนอื่น ในเรื่องของการปรับพฤติกรรมหากได้รับแรงสนับสนุนจากเพื่อนฝูงและครอบครัวด้วยจะยิ่งทำให้การปรับพฤติกรรมทำได้สำเร็จมากขึ้น สนุกขึ้น คลายจากความทุกข์ได้เร็วขึ้นด้วย

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

อยู่ใกล้กันมากขึ้น อย่ารักกันน้อยลงช่วง COVID-19

ในช่วงสถานการณ์ โรคระบาด COVID-19 คู่รักและครอบครัวจำนวนมากมีโอกาสได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น บางคู่จำเป็นต้องลดเวลาการทำงานลงหรือทำงานจากที่บ้าน บางคู่จำเป็นต้องเดินทางกลับไปอยู่ด้วยกันที่ภูมิลำเนาเดิม หลายคนมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เป็น Quality Time แห่งความสุขที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน แต่ก็มีคู่รักหลายคู่กลับประสบปัญหาขัดแย้งจนเครียดและเริ่มมีความคิดที่จะยุติความสัมพันธ์ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ใดที่หนึ่งแต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ความขัดแย้งช่วง โรคระบาด COVID-19
ร้อยละ 12 ของชาวอเมริกันยอมรับว่าพวกเขามีปากเสียงกับคู่รักมากขึ้นในช่วง COVID-19 จากการสำรวจของสมาคมจิตแพทย์อเมริกา (American Psychiatry Association) พบว่าคู่รักในสหรัฐอเมริกามีความสุขมากขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการ Lockdown แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิน 1 เดือน พวกเขากลับรู้สึกเครียด กดดัน และเริ่มคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไปไม่รอด

ในสหราชอาณาจักรและประเทศตุรกีพบสถิติการใช้ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) และการขอความช่วยเหลือจากความรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นในช่วง COVID-19 ระบาด สำหรับในประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศแรกของการ Lockdown อย่างเข้มงวดพบสถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนมีนาคมพบจำนวนคู่สมรสที่ยื่นเรื่องขอหย่าร้างในเมืองซีอาน (Xi’an) และต้าโจว (Dazhou) เพิ่มสูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเมืองเซี่ยงไฮ้ก็มีจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้างเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25

ในขณะที่กฎและแนวทางการปฏิบัติตัวของประชาชนจากรัฐบาลเพื่อให้ทุกคนรอดชีวิตในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ค่อนข้างชัดเจน แต่แนวทางการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปโดยที่ไม่เลิกกันไปเสียก่อนนั้นกลับคลุมเครือ ดังนั้นการหาคำอธิบายว่า ทำไมคู่รักถึงทะเลาะกันมากขึ้นเมื่ออยู่ใกล้ชิดกันในช่วง COVID-19และเรียนรู้วิธีจัดการไม่ให้ชีวิตคู่พังทลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย

หมดอารมณ์ความรัก
ช่วง COVID-19 ไม่ใช่ช่วงฮันนีมูนของคู่รัก แต่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของมนุษยชาติ ทุกคนบนโลกล้วนได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทุกคนกำลังเครียด กดดัน และไม่รู้ว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเมื่อไร การที่อยู่ในสภาวะเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังส่งผลต่อร่างกายและอารมณ์ สุขภาพอาจจะแย่ลงเรื่อย ๆ การนอนเริ่มผิดปกติ อารมณ์หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย ยิ่งไปกว่านั้นไม่สามารถใช้วิธีผ่อนคลายจิตใจอย่างที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะเพื่อนฝูงหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทุกคนรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่บ้านกับคู่รักในช่วงนี้ แม้แต่ความสุขทางเพศที่หลาย ๆ คนคิดจะใช้เวลาว่างช่วงนี้กับคู่รักอย่างเต็มที่ แต่ในความเป็นจริง COVID-19 กลับทำให้หมดอารมณ์ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ

เทคนิคจัดการชีวิตคู่ให้มีความสุขช่วง COVID-19
การปฏิบัติตัวของคู่รักที่อยู่ด้วยกันในช่วง COVID-19 ให้มีความสุขสามารถจัดการได้ ดังนี้

1) Manage Anxiety เรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริงในปัจจุบัน

ขั้นตอนแรกของการจัดการปัญหา คือการยอมรับว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกกังวลและประสบความยากลำบากในการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความกังวลเป็นเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้เพื่อที่จะเอาตัวรอดจากวิกฤติครั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกังวลกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่จำเป็น การเสพข่าวเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาตลอดทั้งวันย่อมไม่เกิดผลดี

2) Communication is King การสื่อสารสำคัญที่สุด

เพราะตัวเรายังมีความเครียดและความกดดันอย่างมากในช่วง COVID-19 คู่รักของเราก็เป็นมนุษย์อีกคนที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เพียงแต่วิธีจัดการปัญหาของเขาหรือเธออาจจะแตกต่างกับคุณ คุณจำเป็นต้องคอยสังเกตว่าคู่รักของคุณต้องการพื้นที่ส่วนตัวหรือต้องการการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางไหน การสื่อสารเพื่อบอกความต้องการ ความรู้สึกหรือความคิดของคุณให้คู่รักฟังเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาปกติเสียอีก

หลักการสื่อสารที่ดีของคู่รัก ประกอบไปด้วย

i-Message ใช้ประโยคที่ผู้พูดสื่อสารความรู้สึกและความต้องการของตนเอง หลีกเลี่ยงการใช้ you-message ซึ่งเป็นการพูดถึงการกระทำของคู่รักโดยตรง การสื่อสารลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะแฝงน้ำเสียงตำหนิและอารมณ์ทางลบเข้าไปด้วย เช่น “เธอทำตัวติดกับฉันตลอดเวลาเลย ตั้งใจจะไม่ให้ฉันมีเวลาว่างเลยหรือไง” คำกล่าวนี้อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูกตำหนิและนำไปสู่ความบาดหมางได้ ในทางกลับกันการกล่าวว่า “ฉันรักเธอนะ แต่ช่วงนี้ฉันต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อที่จะพักผ่อนทั้งร่างกายและเติมพลังจิตใจของฉันในแต่ละวัน” การใช้ i-Message เป็นการหลีกเลี่ยงการต่อว่าและปะทะอารมณ์กับคู่รัก รวมถึงส่งเสริมอารมณ์ทางบวก ความรัก และความห่วงใยระหว่างกัน
เลี่ยงการดูถูกซึ่งกันและกัน ฟังดูเหมือนไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่แท้จริงแล้วรูปแบบการสื่อสารแบบดูถูกคู่รักเป็นตัวแปรที่มีผลต่อการหย่าร้างของคู่สามีภรรยาสูงที่สุด เราอาจจะแสดงความดูถูกคู่รักได้ผ่านคำพูดที่ไม่ให้เกียรติ พูดจาประชดประชัน เยาะเย้ย หรือแม้แต่การแสดงสีหน้าท่าทาง หลาย ๆ คนไม่รู้ตัวว่าการดูถูกรุนแรงกว่าการต่อว่าเสียอีก ผู้ที่โดนคู่รักดูถูกจะรู้สึกไร้ค่าและรู้สึกต่ำต้อย บางคนอาจจะพูดและแสดงท่าทีดูถูกโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น การพูดทำนองว่า “อ้อ…อย่างนั้นเหรอ คุณคงเหนื่อยจากการทำงานมากสินะ แต่ชั้นเนี่ยต้องอยู่กับลูกทั้งวัน สอนการบ้านลูกช่วงที่โรงเรียนปิด ทำอาหารให้ทั้งลูกและสามีที่กลับบ้านมาก็นั่งเล่นแต่มือถือตลอด นี่เหมือนมีลูกสองคนเลยนะ”
ชมให้มากกว่าต่อว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ชีวิตคู่จะมีแต่ความสุขตลอดเวลา แต่ผลวิจัยพบว่าคู่สมรสที่แต่งงานกันได้ยืนยาวมักจะมีช่วงเวลาแห่งความสุขเทียบกับช่วงเวลาที่ทะเลาะกันในอัตราส่วนอย่างน้อย 5 ต่อ 1 สำหรับในช่วง COVID-19 ระบาด ทั้งตัวคุณและคู่รักต่างต้องเผชิญการความกดดันเรื่องต่าง ๆ มากพอแล้ว การตัดสินเรื่องใหญ่ ๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งควรถูกเลื่อนไปก่อนหากเป็นไปได้ คุณควรหันมาให้ความสนใจกับช่วงเวลาดี ๆ ในแต่ละวัน หากมีเรื่องใดที่คู่รักของคุณทำให้คุณประทับใจก็อย่าลืมชมและให้กำลังใจกัน

3) Adjust to the ‘new’ normal จัดระเบียบชีวิตใหม่

ช่วงนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ หากยังใช้วิถีชีวิตอย่างไม่เตรียมพร้อมมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดปัญหาชีวิตคู่ คู่รักจำเป็นที่จะต้องรับบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม ลองหาเวลาที่คุณทั้งคู่สบายใจ แล้วนั่งไล่เรียงภาระหน้าที่ที่จำเป็นต้องทำรวมถึงความคาดหวังจากทั้งสองฝ่าย หากมีลูกหรือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลในบ้านก็จำเป็นจะต้องแบ่งเวลากันดูแลลูกและผู้สูงอายุด้วย อย่ากดดันตนเองมากเกินไป คุณไม่ใช่ครู Home School หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุระดับโลก บางอย่างไม่จำเป็นต้องทำให้ดีเลิศก็ได้ อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะมองข้ามได้ก็ให้ปล่อยผ่านไปก่อนเพื่อให้คุณทั้งคู่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในช่วง COVID-19 ได้อย่างยั่งยืน

หลังจากจัดการตารางเวลาเพื่อทำงานบ้านและแบ่งหน้าที่กันแล้ว อย่าลืมจัดสรรเวลาส่วนตัวด้วย เราทุกคนจำเป็นต้องมีเวลาส่วนตัวที่ไม่ใช่เวลาทำงาน อาจจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาพักจากงานที่คุณทำอะไรคนเดียวอยู่มุมหนึ่งของห้อง การใช้เวลาส่วนตัวนอกจากจะเป็นการเติมพลังชีวิตแล้วยังทำให้แต่ละคนได้เสพข้อมูลตามที่แต่ละคนสนใจ ซึ่งสามารถนำมาพูดคุยกันภายหลังได้ แน่นอนว่าต้องจัดให้มีเวลาใกล้ชิดกันของคู่รักด้วย นอกจากเรื่องเซ็กส์แล้วยังมีอีกหลายกิจกรรมที่คุณสามารถทำร่วมกันได้ ควรมีช่วงเวลาตอนเช้าหรือตอนก่อนนอนที่คุณจะห้ามพูดถึงอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 เพื่อจะได้มีเวลาใส่ใจเรื่องอื่น ๆ รอบตัวและใส่ใจคนสำคัญข้าง ๆ คุณให้มากขึ้น

แม้จะอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ การจัดแบ่งพื้นที่ในบ้านหรือคอนโดมิเนียมให้เป็นสัดเป็นส่วนย่อมส่งผลดีต่อจิตใจ หากเป็นไปได้ควรจัดสรรห้องหนึ่งให้เป็นห้องทำงาน หากไม่สามารถแบ่งห้องได้ การลากเส้นจำลองเพื่อแบ่งพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อนในห้องเดียวกันก็ได้ผลเช่นเดียวกัน การใช้หูฟังอาจจะช่วยให้เขตแดนจำลองนั้นชัดเจนมากขึ้น การหลบไปอยู่ในห้องน้ำหรือไปนั่งในรถเพื่อที่จะคิดงานหรือคุยโทรศัพท์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากคุณมีพื้นที่สวนนอกบ้าน การออกมานั่งทำงานนอกบ้านในวันที่อากาศไม่ร้อนเกินไปก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศได้ดีทีเดียว

4) It’s okay to ask for help ตัวช่วยมีอยู่เสมอ

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ลำบากของคู่รักทุกคู่ แต่การจัดการกับความกังวลที่เกิดขึ้น เรียนรู้วิธีการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ และการปรับวิถีชีวิตใหม่จะทำให้คู่รักก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ง่ายขึ้น แต่หากคุณรู้สึกว่าปัญหาช่างหนักหนาและยังมองไม่เห็นทางแก้ไขปัญหา หรือรู้สึกว่าความทุกข์ทรมานมากเกินปกติ การปรึกษาผู้ชำนาญการ อาทิ จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหาความสัมพันธ์ได้เช่นกัน

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

รู้จักชนิดวิตามินซีและการทานที่ถูกต้อง

เมื่อเอ่ยถึง วิตามินซี เชื่อแน่ว่าทุกคนรู้จักและทราบถึงประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะ การเพิ่มภูมิต้านทาน และป้องกันโรคหวัด ที่สำคัญคือช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้ใบหน้าและผิวพรรณ แต่ใช่ว่าทุกปัญหาสุขภาพจะทานวิตามินซีในปริมาณเดียวกันหรือรูปแบบเดียวกัน การทาน วิตามินซี มีวิธีการทานที่ถูกต้องและเหมาะกับร่างกายแต่ละคน

ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับ และ การเพิ่มภูมิต้านทาน
ในทางศาสตร์ชะลอวัยคนเราควรทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันที่จะช่วยในเรื่องภูมิต้านทานร่างกายและการบำรุงผิวพรรณ แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ควรทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งหากอยากรู้แน่ชัดว่าร่างกายเราต้องการวิตามินเท่าไรต้องปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ

ข้อควรระวัง
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่สูง
รู้จักชนิดและรูปแบบวิตามินซี

1) แบบอัดเม็ด
วิตามินซีประเภทนี้โดยทั่วมีขนาดตั้งแต่ 25 – 1,000 มิลลิกรัม แต่ขนาดยอดนิยมทั่วไปคือ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งหากเป็นไปได้ควรเลือกทานที่ระบุว่าเป็นแบบ Buffered, Sustained Release หรือ Slow Release เพราะตัววิตามินซีจะค่อย ๆ ปล่อยจากเม็ดยาช้า ๆ ทำให้วิตามินซีออกฤทธิ์ได้นานขึ้น อีกทั้งช่วยให้ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ระดับวิตามินซีในกระแสเลือดที่ได้รับนั้นไม่แตกต่างจากรูปแบบเม็ดทั่วไปที่ปล่อยวิตามินซีแบบทันที

2) แบบเม็ดอม
มีตั้งแต่ 25 – 500 มิลลิกรัม เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบกลืนเป็นเม็ด แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า การอมวิตามินซีแบบเม็ดบ่อย ๆ กรดที่ออกมาจะทำให้เคลือบฟันบางจนฟันกร่อนได้

3) แบบเม็ดเคี้ยว
โดยปกติมีขนาด 30 มิลลิกรัม เหมาะกับเด็ก เพราะมีรสหวานชวนทาน แต่ต้องระวังไว้ว่า ด้วยน้ำตาลที่มีปริมาณสูงอาจส่งผลให้เกิดฟันผุได้เมื่อรับประทานเป็นประจำ

4) แบบเม็ดฟู่
มักมาในขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัม วิธีการทานที่ถูกต้องควรนำไปละลายในน้ำจนฟองหมด เพราะฟองแก๊สที่เกิดขึ้นเมื่อรับประทานเข้าไปอาจเกิดการแน่นท้องในภายหลังได้ วิตามินซีชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดขนาดใหญ่ได้ ข้อดีคือเหมาะกับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม

5) แบบแคปซูล
มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม แต่ละแคปซูลมีขนาด 500 มิลลิกรัม ข้อดีคือกลืนง่ายสบายคอกว่าวิตามินซีรูปแบบอัดเม็ด

6) แบบสารละลายเพื่อฉีด
ขนาดจะอยู่ที่ 500 มิลลิกรัม เป็นวิตามินซีแบบที่เหมาะกับการป้องกันหวัดที่ดีที่สุด แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีด ข้อดีก็คือ ออกฤทธิ์เร็วและร่างกายสามารถเอาวิตามินซีไปบำรุงซ่อมแซมได้ทันที เพราะไม่ต้องผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหาร

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทานวิตามินซี
วิตามินซีมีจุดอิ่มตัวในการดูดซึม การดูดซึมของวิตามินซีมีจุดอิ่มตัวและขึ้นอยู่กับปริมาณในการรับประทานเข้าไป หากทานเกินจุดอิ่มตัวของการดูดซึม ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมไปใช้เพิ่มได้ จึงควรทานวิตามินซีในปริมาณที่ต่ำกว่า 1 กรัม แต่ทานหลายครั้งจะดูดซึมได้ดีกว่าทานปริมาณมากในครั้งเดียว ยกตัวอย่างเช่น การรับประทานวิตามินซีครั้งละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัม มีข้อมูลระบุว่า ร่างกายดูดซึมวิตามินซีได้เพียง 50% เป็นต้น
รู้จักชนิดวิตามินซีและการทานที่ถูกต้องทานวิตามินซีให้ได้คุณค่าสูงสุด
ทานพร้อมอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น เพราะวิตามินซีจะถูกขับออกภายใน 2 – 3 ชั่วโมง ดังนั้นการรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้สูงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ
บรรเทาหวัด ทานวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 เวลา ช่วยให้ระดับฮิสตามีน สารที่ทำให้น้ำตาน้ำมูกไหลลดลงได้ถึงร้อยละ 40
ผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรรับประทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยลดสารต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบของหลอดเลือด อีกทั้งช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไตวาย เป็นต้น
เพิ่มประสิทธิภาพวิตามินซี ด้วยการทานร่วมกับแคลเซียม แมกนีเซียม และไบโอฟลาโวนอยด์
สัญญาณเมื่อได้รับวิตามินซีเกิน เช่น อาการท้องเสีย เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดได้กับคนที่ทานวิตามินซีในปริมาณที่สูงมาก ๆ เช่น 8,000 มิลลิกรัมขึ้นไป ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเป็น เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็สามารถย่อยวิตามินซีได้วันละหลายกรัมเลยทีเดียว

ทานวิตามินซีเพื่อผิวสวย VS ทานวิตามินซีเพิ่มภูมิต้านทาน
สำหรับการทานวิตามินซีให้ผิวสวย เสริมสร้างคอลลาเจนให้แข็งแรง ผิวขาวใสเปล่งปลั่ง โดยทั่วไปต้องทานวิตามินซีในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการป้องกันโรคหวัด และควรต้องเป็นวิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ ซึ่งหากเป็นการรับวิตามินซีปริมาณสูง จะให้ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านผิวพรรณหรือชะลอวัยเพื่อรับคำแนะนำในการรับปริมาณวิตามินซีที่เหมาะกับร่างกายจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

สิวที่เกิดจากการใช้ชีวิตในเมือง เรื่องที่คนเมืองต้องรู้ สิวผดสิวอุดตันเกิดจากอะไร วิธีแก้สิวผดสิวอุดตัน แก้ยังไง ?

การใช้ชีวิตในเมือง ทำงานหนัก นอนไม่พอ มีงานที่ต้องทำตลอดเวลา มลภาวะทางอากาศ ทำให้ผู้คนเกิดความเคยชิน กับรูปร่างหน้าตาของตนเองที่ดูเหนื่อยล้าและหมองคล้ำ อีกทั้งมลภาวะ ฝุ่นละอองหรือหน้าแพ้ง่ายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่กระตุ้นทำให้เกิดสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวผดสิวอุดตัน หรือเป็นผื่นที่หน้านี่คือเหตุผลว่าทำไมแสงแดด ควันพิษ ฝุ่นละอองและความเครียด เป็นศัตรูตัวร้ายของผิวสวย สภาพแวดล้อมอะไรบ้างที่อันตราย แล้วสิวผดสิวอุดตันเกิดจากอะไร จะมีวิธีรักษาสิวผด วิธีแก้สิวผดสิวอุดตันยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลย

ฝุ่นละอองและมลภาวะ สามารถแทรกซึมผ่านผิวหนังได้
การที่ผื่นขึ้นหน้าหรือเกิดผื่นแดงที่หน้า ต่างก็มีสาเหตุจากมลภาวะทางอากาศ เพราะมลภาวะคือหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิวผดสิวอุดตัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เรียกว่า PM 2.5 สามารถแทรกซึม ผ่านชั้นผิวหนังและทำร้ายผิวได้ ฝุ่นละอองเหล่านี้สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ เริ่มจากการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น กับน้ำมันเคลือบผิว ซึ่งทำให้มีการสร้างไขมันมากขึ้น จนไปทำลายขั้นตอนของการผลัดเซลล์ผิวทำให้มีเซลล์ผิวที่ตายแล้วตกค้างบนผิวหน้า ก่อทำให้เกิดอาการแพ้ฝุ่นในที่สุด สิวผดสิวอุดตันจึงเกิดจากเหตุผลนี้ได้เช่นเดียวกัน

โดยสรุปแล้ว มลภาวะทางอากาศ ทำให้เกิดสิว ทั้งสิวอักเสบ สิวผด สิวอุดตัน จะเกิดขึ้นอย่างมากสำหรับผู้ที่หน้าแพ้ฝุ่นเมื่อเรารู้แล้วว่ามลภาวะส่งผลร้ายต่อผิวหนัง ดังนั้นเราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันและปกป้องผิวที่เป็นสิวง่ายจากมลภาวะนั่นเอง

อย่าลืมว่า สิวอุดตันเกิดจากความมันบนใบหน้า สิ่งสกปรก ฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันรูขุมขนทำให้เป็นผื่นที่หน้าและสิวได้เช่นกัน
รังสีอัลตร้าไวโอเล็ตหรือรังสียูวีคือศัตรูของผิวหนัง ถ้าเราโดนแดดผิวหนังของเราจะมีสีเข้มขึ้น เป็นจุดด่างดำ และผิวที่ไม่สม่ำเสมอ อันเป็นสาเหตุของสิวผดสิวอุดตันได้

แสงแดดมีผลต่อกระบวนการทำงานของผิว ทำให้เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำ วิธีการป้องกัน และ วิธีแก้สิวผดสิวอุดตัน จึงต้องดูแลและปกป้องผิวจากรังสียูวี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี อีกทั้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ทำให้ก่อเกิดสิว

วิธีรักษาสิวผด ผิวเหี่ยวและริ้วรอย แก้ได้ที่ความเครียด
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังได้พิสูจน์แล้วว่าความเครียดสามารถไปกระตุ้นกระบวนการเกิดสิว ซึ่งนำไปสู่ปัญหาผิวไม่ว่าจะเป็นผื่นที่หน้า สิวผดสิวอุดตัน จุดด่างดำ และใบหน้าหมองคล้ำ ถึงแม้อาจจะยังไม่มีผลพิสูจน์ออกมาว่าระดับความเครียดมากหรือน้อยเพียงใด ที่ไปกระตุ้นการเกิดสิว แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปคือสารความเครียดสามารถไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนักขึ้น จนกลายเป็นแหล่งกำเนิดของสิว และริ้วรอย จุดด่างดำนั่นเอง

โดยสรุปแล้วคือ สิวผด สิวอุดตันมักจะขึ้นมากกว่าปกติ เมื่ออยู่ในภาวะกดดันหรือเครียด โดยเฉพาะคนที่มีไลฟ์สไตล์ในเมือง การหาทางออกระบายความเครียด ด้วยการไปเที่ยว ไปออกกำลังกาย หรือพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สักระยะ คุณอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวคุณในทางที่ดีขึ้นก็เป็นได้

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

การรักษาสิว ต้องใช้เวลาเท่าไรกว่าสิวจะหาย ? ไขคำตอบ!

ปัญหาสิว ส่งผลกระทบโดยตรงกับความมั่นใจของคนส่วนใหญ่ คำถามที่ผู้ชี่ยวชาญ ถูกถามบ่อยที่สุดคือ เมื่อเป็นสิวแล้ว อีกนานแค่ไหนสิวถึงจะหาย แล้วการรักษาสิวนั้นใช่เวลานานแค่ไหน ? มาฟังคำตอบจาก ดร. ฟิลลิป โบเย่

“คนไข้มักต้องการรู้ว่า เมื่อไรปัญหาสิวของตัวเองจะหายสักที”
“ปัญหาสิวพบมากในวัยรุ่นเกือบ 80% เลยทีเดียว และ มากกว่า 40% เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่
ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ก็จะทำให้การรักษาสิว ยากขึ้นและใช้เวลานาน และผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นสิวมากกว่าผู้ชาย
1 ใน 3 ของวัยรุ่นผู้หญิงจะมีปัญหาสิว โดยเฉพาะสิวที่มาพร้อมกับประจำเดือน
วิธีการรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แนะนำให้ปรึกษาโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หรือ เภสัชกรที่มีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รักษาสิว เพื่อได้รับการดูแลที่ถูกต้องอย่างเช่นการเลือกครีมให้เหมาะกับผิวหน้าแต่ละคน ครีมบำรุงสำหรับผิวแพ้ง่าย ครีมสำหรับหน้ามันเป็นต้น”

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

เรื่องน่ารู้ สิวเกิดจากอะไร ? วิธีลดสิว มีอะไรบ้าง ?

สิวมี 6 ระดับ
สิวเป็นปัญหาผิวหนังที่พบมากที่สุดในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ สิวเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งทำให้เกิดตุ่มแดงๆ ขึ้นตามใบหน้า แผ่นหลัง และบริเวณหน้าอก ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิด สิวคืออะไร และ วิธีลดสิว ที่ถูกต้องคืออะไร?

ความรู้ด้านชีววิทยาเกี่ยวกับสิว
ระดับที่ 1:
สิวเป็นโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกๆของวัยรุ่น ฮอร์โมนที่มีชื่อว่า Androgens หรือฮอร์โมนเพศหญิง ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปที่ต่อมไขมันทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก และหลั่งไขมันออกมาอุดตันรูขุมขน

จริงแล้วปัญหาสิวเกิดจากการทำงานบกพร่องของต่อมไขมันและรูขุมขน โดยปกติแล้วต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตไขมัน ออกมาเพื่อสร้างชั้นเกราะป้องกันความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง แต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้มีการหลั่ง ไขมันออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้ผิวมีความมันมากกว่าปกติ

ระดับที่ 2:
ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ชั้นผิวหนังบนและรูขุมขน

ระดับที่ 3:
ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันจากเซลล์ผิวหนังและไขมัน เกิดเป็นสิวหัวดำ หากสัมผัสกับอากาศ แสงแดด ฝุ่นควันทำให้เกิดสิวหัวหนองที่ฝังตัวอยู่ใต้ผิวหนัง

ระดับที่ 4:
เมื่อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า P.Acnes เข้ามาอยู่ในรูขุมขนที่อุดตัน ทำให้เกิดการอักเสบทำให้สิวเกิดอาการ บวมแดง เป็นหนอง หรือร้ายกว่านั้นอาจเกิดลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังทำให้เกิดก้อนแข็งๆใต้ชั้นผิวหนัง

ระดับที่ 5:
การผลัดเซลล์ผิว ขั้นตอนนี้เซลล์ที่ชื่อว่า Macrophages มีหน้าที่กำจัดเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกไปและพร้อม ผลัดเซลล์ผิวเพื่อผิวหนังจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ระดับที่ 6:
ขั้นตอนหรือวิธีลดสิวที่สำคัญที่สุดคือการได้รับการรักษาสิวที่ถูกต้องเพื่อ ลดสิว เผยผิวสวยใสบนใบหน้าคุณ คุณควรขอคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ผิวหนัง

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

รอยแผลแดงหรือดำที่เกิดจากสิว 5 วิธีลดรอยสิว รักษารอยสิว

รอยสิว

สิวเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนกังวลใจ นอกจากอาการปวดอักเสบ เมื่อสิวหายอาจยังทิ้ง รอยสิว และแผลเป็นเอาไว้ให้ดูต่างหน้า แต่วิธีรักษารอยสิวต่างก็มีหลากหลายแบบ วันนี้เราได้รวบรวมวิธีรักษา รอยสิว ลดรอยสิว และแผลเป็นที่เกิดจากสิว เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกคนกลับคืนมา ให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนไร้รอยสิวเหมือนกับการลบรอยสิวง่ายๆ ด้วยคอนซีลเลอร์เลยทีเดียว แล้วจะมีวิธีรักษาสิวและลดรอยสิววิธีไหนบ้าง และสาเหตุการเกิดรอยสิวเหล่านี้เกิดจากอะไร ไปดูกันเลยค่ะ

รอยสิวและรอยแผล เป็นจากสิวเกิดขึ้นได้อย่างไร
รอยสิวรอยแผลเป็นจากสิวเกิดจาก การรักษาสิวอุดตันที่มีหัวสิวอักเสบเป็นเม็ดตุ่มนูนๆ บวมแดง อาจเป็นเม็ดเล็กหรือใหญ่ บางครั้งเห็น เป็นหนองบริเวณหัวสิว เรียกว่า “สิวหนอง” หากสิวอักเสบมีการติดเชื้อและอักเสบมากทำให้มีขนาดใหญ่ ก็จะเรียกว่า “สิวหัวช้าง” และเมื่อเป็นเรื้อรังลึกถึงผิวชั้นใน เมื่อสิวหายจึงเกิดเป็นหลุมสิว และรอยแผลเป็นจากสิว

สำหรับคนผิวคล้ำ ผิวหนังบริเวณที่อักเสบจะไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวให้เพิ่มมากขึ้นที่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดรอยดำหรือรอยคล้ำหลงเหลืออยู่ หลังจากที่สิวหาย แพทย์เรียกอาการแบบนี้ว่า จุดด่างดำ หรือ post-inflammatory hyperpigmentation (PIH)

ถ้าไม่ได้รับการรักษารอยสิว รอยแดงหรือจุดด่างดำพวกนี้อาจอยู่บนใบหน้าของคุณไปเป็นเดือน ทางที่ดีควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เวชสำอางหรือครีมรักษารอยสิวที่มีคุณสมบัติช่วยในการรักษารอยสิวหรือลดรอยสิวที่มีส่วนผสมของ retinoids เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว

รอยสิวหลุมลึกเกิดขึ้นได้อย่างไร
รอยสิวแผลเป็นที่เป็นหลุมลึก เกิดจากการที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นสิวเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง จนเอนไซม์ได้ทำลายชั้นผิวหนังบริเวณชั้นผิวที่อักเสบ อย่างเช่น ชั้นผิวคอลลาเจนและชั้นผิวอีลาสทิน ร่างกายของเราจะทำการสร้างเนื้อเยื้อเพื่อรักษาส่วนที่สึกหรอไป แต่ต้องใช้ระยะเวลานานจึงควรใช้ครีมรักษารอยสิวและผลิตภัณฑ์ยาลดรอยสิวร่วมด้วย

รอยสิวที่เป็นรอยแดงและรอยดำเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อพูดถึงปัญหารอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว การป้องกันรอยสิวเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการรักษารอยสิวที่เป็นรอยแดงและรอยดำ เพราะเมื่อเป็นแล้ว ยากที่จะหายและอาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง เพราะต้องพึ่งการรักษาหลากหลายวิธี เช่น เลเซอร์ ผลัดเซลล์ผิว หรือ กรอผิว เพราะฉะนั้นการป้องกันไว้ก่อนน่าจะดีกว่าการมาแก้ปัญหาในภายหลัง

5 วิธี รักษารอยสิว ลดรอยสิว ที่ทุกคนควรรู้
1
อย่าไปแคะ แกะ หรือบีบสิว
การแคะ แกะ บีบสิว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมากในการรักษารอยสิวเพราะการบีบสิว แกะสิวเอง การทำแบบนี้คือการไปกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้น และหากมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ไม่สะอาดอาจทำให้เกิดการอักเสบของสิวจนเป็นสาเหตุของการเกิดหลุมสิวและรอยสิวได้ ยิ่งให้วิธีรักษารอยสิวรักษายากและใช้เวลาในนานขึ้นไปอีก
2
อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์แรง
อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ออกฤทธิ์รุนแรงเกินไป หรือขัดถูบริเวณที่อักเสบ มากจนเกินไปเพราะจะยิ่งไปกระตุ้นอาการอักเสบและอาจทำให้เวลาที่สิวอักเสบหายแล้วอาจเกิดเป็นรอยสิวหรือหลุมสิวได้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์รักษารอยสิวหรือลดรอยสิวโดยเฉพาะ
3
อย่าปล่อยให้ผิวแห้ง
ข้อนี้เป็นอีกข้อที่สำคัญอย่างมากเพราะการที่ปล่อยให้ผิวหนังแห้งนอกจากนะทำให้เกิดริ้วรอยแล้ว คนที่มีผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำจะยิ่งทำให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามากทำให้เกิดสิวอุดตันได้ ซึ่งหากจะบำรุงผิวหน้าและรักษารอยสิวให้เห็นผลได้ดียิ่งขึ้น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและหมั่นบำรุงผิวอยู่เสมออย่าปล่อยให้ผิวขาดน้ำเป็นอันขาด
4
ใช้ครีมกันแดดทุกครั้ง
เรื่องแสงแดดเป็นเรื่องที่หลายๆคนมองข้ามกันอย่างแน่นอน เพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดรอยแดง รอยดำเพิ่มมากขึ้น และในบริเวณที่เป็นรอยสิวที่เพิ่งเกิดขึ้นแสงแดด อาจทำให้บริเวณรอยสิวเกิดเป็นรอยดำได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นวิธีรักษารอยสิวหรือรอยดำอาจต้องใช้เวลาในการรักษารอยสิวหรือต้องใช้ครีมรักษารอยสิวที่นานขึ้นไปอีก
5
อย่ากลัวที่จะปรึกษาแพทย์ด้านผิวหนัง
หากเริ่มรักษารอยสิวหรือเริ่มใช้ยาลดรอยสิว ครีมรักษารอยสิวช่วยในการรักษารอยสิว ควรพบแพทย์หรือปรึกษาก่อน เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรักษารอยสิว ลดรอยสิว และการดูแลผิวที่ถูกต้อง และเพื่อให้การใช้ยาลดรอยสิวหรือครีมรักษารอยสิวเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งที่จะตัดสินใจใช้ยาหรือครีมในการรักษารอยสิว
ทีนี้คงรู้สาเหตุการเกิดรอยสิว รอยแดง รอยดำและหลุมสิวกันแล้วทำให้เราสามารถป้องกันการเกิดรอยสิวเหล่านี้ได้ก่อน แต่หากมีรอยสิวแล้ว 5 วิธีรักษารอยสิวที่เรารวบรวมมาให้นี้ ให้ปฏิบัติตามและเอาใจใส่ในการดูแลผิวหน้าควบคู่กับการรักษารอยสิว จะยิ่งช่วยให้การรักษารอยสิวนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น แค่นี้ก็จะทำให้เรามีผิวหน้าที่เนียนใสเหมือนกับลบรอยสิวจุดนั้นให้หายออกไปจากชีวิตได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

4 ประโยชน์ของสาลี่ ผลไม้ชั้นดี กรอบอร่อยที่ไม่ควรพลาด

สาลี่ ผลไม้ฉ่ำน้ำรสชาติหวานอ่อนๆ ยิ่งแช่เย็นยิ่งสดชื่น แต่ทราบหรือไม่ว่านอกจากรสชาติที่อร่อยถูกใจแล้ว สาลี่ก็มีประโยชน์อีกมากมายที่คุณอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เรามาดูประโยชน์ดีๆ จากสาลี่กันเลยดีกว่า

1.แก้กระหายคลายร้อน
สาลี่เป็นผลไม้ที่มีความฉ่ำน้ำมาก ดังนั้นจึงสามารถแก้กระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี ยิ่งหน้าร้อนด้วยแล้วการหยิบสาลี่เย็นๆ มากินก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ดีเชียวล่ะ

2.ช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย
กากใยในสาลี่มีค่อนข้างมากเมื่อทานเข้าไปแล้วรับรองได้เลยว่าอาการท้องผูกที่เป็นอยู่นั้นจะหายไป เพราะไฟเบอร์ที่มีอยู่นั้นจะทำหน้าที่ในการช่วยให้คุณขับถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

3.กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน
วิตามินซีในสาลี่จะเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และสารฟลาโวนอยที่เป็นตัวช่วยให้การลดการอักเสบของเซลล์ จึงทำให้ร่างกายแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยบ่อย ดังนั้นมากินสาลี่เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันกันเถอะ

4.ช่วยให้ผิวพรรณดี
ในสาลี่มีทั้งน้ำ วิตามินซี ไฟเบอร์ที่จะช่วยในเรื่องของการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวที่อ่อนล้าได้รับการฟื้นฟูอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ จึงทำให้ผิวที่มีความแห้งหยาบกร้านได้รับน้ำอย่างเพียงพอ และส่งผลให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นและไม่แห้งกร้านอีกด้วย

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

7 ประโยชน์ของ “มังคุด” ราชินีผลไม้ ต้านมะเร็งลำไส้-ต่อมลูกหมาก

“มังคุด” เป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นเคยและอาจเป็นของโปรดของหลายคนอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้ทราบว่ามังคุดอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินมากขนาดไหน คำว่า “ราชินีผลไม้แห่งเอเชีย” และ “อาหารของเหล่าทวยเทพ” ในเขตแคริบเบียนของฝรั่งเศส คงไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่เกินเลย เพราะในมังคุดลูกเล็กๆ นี้มีสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

7 ประโยชน์ของ “มังคุด”
มังคุดมีวิตามินซีที่ช่วยย่นระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดให้หายเร็วขึ้น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย และลดความเสี่ยงโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน)
มังคุดมีวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (บี 1 ไนอะซิน) ที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
มังคุดมีโฟเลตที่ดีต่อหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดในทารก ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย
มังคุดมีใยอาหารจำนวนมาก ที่ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย และลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ต่างๆ
งานวิจัยพบว่า สารสกัดจากมังคุดมีฤทธิ์ต้านการลุกลามของมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก
เปลือกมังคุดก็ยังอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีแซนโทน (Xanthone) จึงมักมีผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากเปลือกมังคุดผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ
มังคุดมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยต้านการอักเสบ

ข้อควรระวังในการรับประทานมังคุด
มีบางคนเคยได้ยินว่าให้รับประทานมังคุดนึ่งเพื่อเป็นยารักษาโรคต่างๆ โดยเป็นการนำเอาสารอาหารจากเปลือกมังคุดให้แทรกซึมเข้าไปในเนื้อมังคุดมากขึ้น และอันที่จริงแล้วหากรับประทานสารสกัดเปลือกมังคุดในขนาดสูง อาจมีกระทบต่อการทำงานของตับและไตได้ นอกจากนี้อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากเปลือกมังคุดยังอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไตได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคตับ ไต รวมถึงเบาหวาน และโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมจากมังคุด

ส่วนมังคุดสด ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป ควรสลับรับประทานกับผลไม้ และอาหารอื่นๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget