วัคซีน มะเร็งปากมดลูก (HPV)

ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่ มะเร็งเต้านม
สำหรับ มะเร็งเต้านม ระยะสี่ คือ มะเร็งเต้านม ที่พบว่ามีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่สี่นี้ การรักษาหลักจะเป็นการใช้ยา อาจเป็นยากินต้านฮอร์โมน ยาต้าน HER2 หรือใช้ยาเคมีในกรณีที่จำเป็น การผ่าตัดก้อนที่เต้านมออกจะพิจารณาในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น
เนื่องจากมะเร็งเต้านมของแต่ละคนนั้น อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนั้น การรักษามะเร็งเต้านมของผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จึงใช้ยาไม่เหมือนกัน ยาที่ใช้ได้ดีสำหรับผู้ป่วยท่านหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยอีกท่านหนึ่ง และอาจทำให้มะเร็งดื้อต่อยาได้หากใช้ไม่เหมาะสม ทำให้การรักษายากขึ้น
คุณรู้หรือไม่!!!
1. เป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก (หนึ่ง หรือสอง) การรักษาต้องผ่าตัดก่อน ตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง ยาต้าน HER2 หรือยาต้านฮอร์โมนหากจำเป็น
2. เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่สาม ผ่าตัดได้ทันที (Operable Disease) ให้ผ่าตัดก่อนแล้วตามด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ยาอื่นๆ หรือฉายแสงหากจำเป็น ส่วนมะเร็งเต้านมระยะสามที่มีการลุกลามเฉพาะที่ (Locally Advanced Disease ) ต้องใช้ยาเคมีก่อนผ่าตัด แล้วตามด้วยยาอื่นๆ ที่จำเป็น และต้องฉายแสงต่อ
3. เป็นมะเร็งเต้านมระยะสี่ การรักษาหลัก คือการใช้ยา การผ่าตัดจะทำในผู้ป่วยที่เหมาะสมบางรายเท่านั้น

มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ด้วยตัวคุณ เริ่มต้นเพียงปรับเปลี่ยนความคิดที่ว่าคุณอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง และให้ความสำคัญกับการป้องกัน ทำได้ง่ายๆ แต่ตรงจุด ด้วยการฉีดวัคซีนเอชพีวี และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งปากมดลูก มีสาเหตุสำคัญจากเชื้อเอชพีวี โรคนี้สามารถจัดการได้หากพบในระยะเริ่มแรก หลายท่านอาจคิดว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น และในเมื่อแต่งงานใช้ชีวิตกับผู้ชายคนเดียวก็ไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะแต่งงานหรือไม่ก็ตาม จึงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ตรวจคัดกรอง เช่น การตรวจภายในเพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกในระยะแรกก่อนลุกลามเป็นมะเร็ง หากพบตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกก็จะสามารถจัดการให้หายได้
ฉีดวัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันต้นเหตุของมะเร็งคือการติดเชื้อเอชพีวี
เชื้อเอชพีวี หรือ Human papilloma virus (HPV)
เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศหลายชนิด สามารถเกิดได้ทั้งในเพศหญิง และเพศชาย การติดต่อเกิดได้จากการสัมผัส เช่น เพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสรุนแรงบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก สำหรับเชื้อเอชพีวีมีประมาณ 40 กว่าสายพันธุ์ และการติดเชื้อส่วนใหญ่หายได้เอง มีส่วนน้อยที่ติดเชื้อคงที่อยู่นาน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง โดยแบ่งเชื้อเอชพีวีได้เป็น 2 กลุ่ม สายพันธุ์ความรุนแรงต่ำ 6 และ 11 ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งชายและหญิง สายพันธุ์ความรุนแรงสูง 16 และ 18 เป็นสาเหตุ 70% ของมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งทวารหนัก ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี วัคซีนประกอบด้วยโปรตีนที่เปลือกหุ้มของเชื้อเอชพีวี เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยไม่ก่อโรค
วัคซีนเอชพีวี มี 2 ชนิด
ชนิด 2 สายพันธุ์ ป้องกันได้เฉพาะเพศหญิง
เพศหญิง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด
ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันได้ทั้งหญิง และชาย
เพศหญิง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่
เพศชาย มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ อ่านเพิ่มเติม

ผ่าตัดหรือใช้ยารักษามะเร็งเต้านม แบบไหนดีกว่ากัน?

เมื่อทราบว่าตนเองเป็น มะเร็งเต้านม ย่อมมีความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย เชื่อว่าหลายๆ ท่านพยายามหาข้อมูลในทุกๆ ทางเท่าที่ทำได้ ซึ่งบางครั้งอาจมีทั้งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือ จากแหล่งที่มาของข้อมูลต่างๆ กัน รวมไปถึงข้อมูลที่บอกต่อกันมาทั้งจากคนใกล้ชิด หรือญาติพี่น้อง

รู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ได้รับน่าเชื่อถือ หรือไม่?
ก่อนที่จะพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้มาน่าเชื่อถือ หรือไม่ ต้องดูว่าที่มาของผู้ที่ให้ข้อมูลเป็นใคร มีความรู้ด้านนั้นๆ จริงหรือไม่ มีหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ ถ้าเป็นจำพวกเขาบอกว่าทำแบบนั้นดี โดยที่หาตัวเขาคนนั้นไม่ได้ ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้เชื่อโดยทันที อย่างน้อยให้นำข้อมูลเหล่านั้นมาปรึกษาแพทย์ที่มาเข้ารับการตรวจก็ได้เช่นกัน
การรักษามะเร็ง ไม่มีวิธีใดที่ได้ผลดีที่สุด
ใน มะเร็งเต้านม มีวิธีการรักษาหลายอย่างที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งยังไม่มีการรักษามะเร็งที่ระบุว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่การรักษามะเร็งให้ได้ผลดีต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ซึ่งวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ล้วนผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั้งสิ้น โดยการศึกษาทดลองเปรียบเทียบกัน 2 กลุ่ม โดยมีกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองว่าได้ประโยชน์จริง
ประกอบด้วย
• การผ่าตัด
• ยาเคมีบำบัด
• ยากินต้านฮอร์โมน
• ยาต้าน HER2/neu
• การฉายรังสีรักษา

ควรรักษาแบบไหนก่อนถึงจะดี?
ก่อนจะเริ่มทำการรักษา เราต้องประเมินระยะของโรคจากการตรวจร่างกาย และจากผลเอกซเรย์ว่าผู้ป่วย น่าจะเป็นมะเร็งเต้านมระยะใด (Clinical Staging) เสียก่อน สำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าเป็นระยะหนึ่ง หรือสองจากการประเมินในข้างต้น ทางการแพทย์จะเรียกว่า “มะเร็งระยะแรก” หรือ “Early Breast Cancer” การรักษาต้องได้รับการผ่าตัดก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อดูผลชิ้นเนื้อทั้งหมดก่อนว่ามะเร็งมีขนาดที่แท้จริงเท่าไหร่ และกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองเท่าไหร่จึงจะทราบระยะที่แท้จริง (Pathologic Staging) ก่อนนำมาพิจารณาการรักษาในขั้นต่อไป ว่าควรได้รับการรักษาอื่นๆ อีกหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดรักษามี 2 แบบ คือ
1.ตัดออกทั้งเต้านม
2.การผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้
(กรณีไม่มีข้อห้าม) ซึ่งทั้งสองวิธีถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน
การประเมินผู้ป่วยที่คาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งระยะที่สาม การรักษาแบ่งเป็น
• ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่สาม ที่ไม่มีการลุกลามไปที่ผิวหนังหรือผนังทรวงอก ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถรับการผ่าตัดได้ทันที
• ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่สาม ที่พบว่ามีการลุกลามไปที่ผิวหนังหรือผนังทรวงอก หรือต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หลายต่อมติดกัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด
นอกจากนี้ ควรได้รับการฉายแสง และยาอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อลดอัตราการเกิดซ้ำของมะเร็งเฉพาะที่ และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่
สำหรับมะเร็งเต้านมระยะสี่ คือมะเร็งเต้านมที่พบว่ามีการกระจายไปที่อวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด หรือกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่สี่นี้ การรักษาหลักจะเป็นการใช้ยา อาจเป็นยากินต้านฮอร์โมน ยาต้าน HER2 หรือใช้ยาเคมีในกรณีที่จำเป็น การผ่าตัดก้อนที่เต้านมออกจะพิจารณาในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น
เนื่องจากมะเร็งเต้านมของแต่ละคนนั้น อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนั้น การรักษามะเร็งเต้านมของผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จึงใช้ยาไม่เหมือนกัน ยาที่ใช้ได้ดีสำหรับผู้ป่วยท่านหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยอีกท่านหนึ่ง และอาจทำให้มะเร็งดื้อต่อยาได้หากใช้ไม่เหมาะสม ทำให้การรักษายากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

แบบไหน คือ สมรรถภาพทางเพศ เสื่อม?

อันที่จริงแล้วผู้ชายส่วนใหญ่ต่างมีประสบการณ์การหย่อน สมรรถภาพทางเพศ ด้วยกันทั้งนั้น ผู้ชายกว่า 52% ในช่วงอายุระหว่าง 40-70 ปี จะประสบปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างน้อยอาจจะครั้งหนึ่งหรือมากกว่านั้น โรคเสื่อม สมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า เช็กส์เสื่อม มีวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น คือน้องชายไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวได้ยาก นกเขาไม่ขัน ล่มปากอ่าว หลั่งเร็ว เสร็จไว ไม่มี หรือมีความต้องการทางเพศน้อย ไม่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศได้ ไม่ถึงจุดสุดยอด และเจ็บปวดเมื่อมีเซ็กส์ หากคุณมีอาการดังกล่าวนานเกิน 2 เดือนหรืออาการเกิดซ้ำควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งความรุนแรงของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศแบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ

อาการปานกลาง คือมีเพศสัมพันธุ์ได้สำเร็จประมาณครึ่งหนึ่ง

อาการน้อย คือสามารถมีเพศสัมพันธุ์ได้สำเร็จเกือบทุกครั้ง
อาการปานกลาง คือมีเพศสัมพันธุ์ได้สำเร็จประมาณครึ่งหนึ่ง
อาการรุนแรง คือมีเพศสัมพันธุ์ไม่สำเร็จ
แล้วแบบไหน เรียกว่าสมรรถภาพทางเพศดี?
1. ตื่นเช้ามาอวัยวะเพศสามารถแข็งตัวได้เอง
2. สามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ อวัยวะเพศสามารถแข็งตัวได้นาน 20 นาทีขึ้นไปในระยะเวลาที่มีเพศสัมพันธ์
3. หลังมีเพศสัมพันธ์แล้วไม่มีอาการเข่าอ่อน
4. ความสามารถในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อไป หลังจากสำเร็จไปแล้วครั้งที่ 1 จะอยู่ในระยะเวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
ทำอย่างไร ให้สมรรถภาพทางเพศไม่เสื่อมเร็ว
หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง ลดความเครียด หาวิธีกำจัดความเครียดที่ได้ผลกับตนเอง เช่น ร้องเพลง เต้นรำ อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว เข้าสปา นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย ฯลฯ
ออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบหมู่ เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช พักผ่อนให้เพียงพอ มีเวลาดูแลตนเอง ได้ทำงานอดิเรกที่ชอบ ทำชีวิตให้มีคุณค่า
เปลี่ยนบรรยากาศในการมีเพศสัมพันธุ์บ้าง เช่น เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนท่าที่จำเจ อ่านเพิ่มเติม

อาการปัสสาวะเล็ด โรคระบบทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง

อาการปัสสาวะเล็ด หรือ Stress Urinary Lncontinence ภาวะอาการที่ปัสสาวะเล็ดราด กลั้นไม่อยู่ ควบคุมไม่ได้พบได้บ่อยในกลุ่มโรคระบบทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง สร้างความรำคาญใจ ความเครียด กังวล บางรายต้องใช้แผ่นรองซับปัสสาวะหรือสวมใส่ถุงเก็บปัสสาวะ สภาพดังกล่าวส่งผลให้เสียสุขภาพคุณภาพชีวิตแย่ลง ต้องเฝ้าระวัง ดูแลตนเอง รวมทั้งเสียสุขภาพจิตที่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามความต้องการ

ปัสสาวะเล็ด เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ปัสสาวะเล็ด เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่คอยพยุงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน ภาวะยืดหย่อนหรือฉีกขาดของอวัยวะที่ช่วยยืดและพยุงท่อปัสสาวะส่วนต้น ส่งผลให้ท่อปัสสาวะส่วนนั้นหย่อนต่ำลงมาจนไม่สามารถต้านทานความดันในกระเพาะปัสสาวะเมื่อมีการที่ไปเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่นขณะไอ จาม และออกกำลังกาย อาการดังกล่าวพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 20 ของผู้หญิง ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยหมดประจำเดือน ปัสสาวะเล็ดราดอาจจะเป็นเพียงหยดซึมเป็นช่วงๆ หรือตลอดเวลา หรือราดจนเปื้อนภายในเสื้อผ้า

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด
การตั้งครรภ์ และการคลอดบุตร โดยเฉพาะจำนวนครั้งของการคลอดบุตร กรณีคลอดบุตรหลายครั้งจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะคลอดโดยวิธีธรรมชาติ หรือการผ่าคลอดล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพราะการตั้งครรภ์จะส่งผลให้อวัยวะในอุ้งเชิงกรานต้องรับน้ำหนักของเด็กตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
อายุ พบในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทองที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จะเกิดทั้งในกรณีไอ จาม
ความอ้วน เนื่องจากเพิ่มน้ำหนักแรงดันในช่องท้อง และแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ
ผู้หญิงที่ตัดมดลูกและหมดประจำเดือน เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มีผลทำให้เนื้อเยื่อที่พยุงระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะในอุ้งเชิงกรานฝ่อลง
รายที่มีเพศสัมพันธ์แบบพิสดาร
ลักษณะและวิธีรักษา อาการปัสสาวะเล็ด
การรักษาปัสสาวะเล็ดนั้นมีอยู่หลายวิธี ซึ่งผู้ป่วยสามารถพิจารณาเลือกรักษาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ดี หากมีอาการไม่มาก การหัดฝึกขมิบอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอก็จะช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
ปวดปัสสาวะแบบรุนแรง แต่กลับไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ส่งผลให้เมื่อถึงเวลาก็จะราดออกมาเลย สามารถรักษาด้วยการรับประทานยา พบมากในผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน อ่านเพิ่มเติม

ปัสสาวะเล็ด รักษาได้หายห่วง

อาการ ปัสสาวะเล็ด ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะสามารถรักษาหายหรือช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ แต่หากละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้ ปัสสาวะซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ อาจจะกัดเนื้อเยื่อจนเป็นแผล มีกลิ่นเหม็น คัน และอาจเป็นที่เจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
อย่างไรก็ตาม อันตรายของโรคนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดปัสสาวะเล็ด ในบางรายเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน แต่บางรายอาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากมีนิ่ว หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะซึ่งไม่ได้รับการตรวจรักษาก็เป็นได้ จึงจำเป็นต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง
ปัสสาวะเล็ด รักษาอย่างไร
การขมิบช่องคลอด เพื่อให้กล้ามเนื้อช่องคลอดและท่อปัสสาวะแข็งแรงขึ้น แต่เห็นผลค่อนข้างช้าและต้องทำเป็นประจำ โดยวิธีการคือ สามารถขมิบช่องคลอดได้ในทุกอิริยาบถ ซึ่งการขมิบที่ถูกต้องคือขมิบเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานเท่านั้น คล้ายกับเวลากลั้นอุจจาระ หรือปัสสาวะ โดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือต้นขาร่วมด้วย ขมิบแต่ละครั้งทำค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วคลายออกในเวลาเท่ากันแล้วจึงเริ่มขมิบใหม่ สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยระยะแรกอาจทำเพียงน้อยครั้งแล้วจึงเพิ่มขึ้นทั้งระยะเวลาและความถี่เมื่อชำนาญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่แน่ใจว่าจะขมิบได้ถูกต้องหรือไม่ สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ได้
การรับประทานยา เช่น ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหูรูดที่ช่วยสนับสนุนกระเพาะปัสสาวะอยู่ โดยช่วยลดอาการปวดปัสสาวะและความถี่ในการถ่ายปัสสาวะ อย่างไรก็ดี ยาชนิดนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง มองเห็นภาพเบลอ และมีอาการท้องผูก
ฉีดโบท็อกซ์ การใช้โบท็อกซ์จำนวนเล็กน้อยที่กระเพาะปัสสาวะ โดยโบท็อกซ์ช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่หดหรือบีบตัวมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องรีบถ่ายปัสสาวะทันที แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการฉีด โบท็อกซ์ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้จะพบปัญหาปัสสาวะลำบาก จนต้องใช้สายสวนปัสสาวะ นอกจากนี้คือต้องเข้ารับการฉีดอยู่เสมอเนื่องจาก โบท๊อกซ์อยู่ได้เพียงประมาณแค่ 6 เดือนเท่านั้น จึงต้องฉีดใหม่ทุกๆ 6-12 เดือน
การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือทำได้แต่ไม่ดีพอ การใช้กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรงพบว่าสามารถทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวมีความแข็งแรงขึ้นได้เช่นเดียวกับการให้ผู้ป่วยบริหารอุ้งเชิงกรานด้วยตัวเอง นอกจากนี้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้ายังมีผลโดยตรงให้กระเพาะปัสสาวะมีการคลายตัวได้ด้วย
การผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้อง (Incontinence Sling) ในอดีตการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดมักเป็นการผ่าตัดใหญ่ผ่านแผลเปิดหน้าท้อง แต่ปัจจุบันรักษาด้วยการผ่าตัดที่เรียกว่า Sling procedure
ทำความรู้จักการผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้อง
การผ่าตัดปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้องแบบ Stress incontinence ในผู้หญิงคือ การใช้เชือก (Sling) ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่อยู่ในรูปของโบว์เส้นเล็ก หรือจากเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ท่อปัสสาวะของผู้ป่วยเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมาใช้ทดแทนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เสื่อมไป และช่วยพยุงท่อปัสสาวะโดยสายเชือกนี้จะทำหน้าที่พยุงท่อปัสสาวะไว้ขณะที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือออกกำลังกาย เป็นการผ่าตัดทางช่องคลอดโดยการกรีดแผลเล็กๆ ที่ผิวช่องคลอดแล้วสอดสายเทปเข้าไปคล้องใต้ท่อปัสสาวะในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งมีหลายวิธี ดังนี้ อ่านเพิ่มเติม

ไม่กินข้าวเช้าบ่อยๆ เสี่ยง โรคนิ่ว

ต้นเหตุสำคัญของอาการป่วย โรคนิ่ว
การไม่รับประทานอาหารเช้า เป็นสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เราอาจมองข้ามไป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำจนก่อเกิดเป็นลักษณะนิสัย เพราะสมองของคนเราต้องการเลือด และออกซิเจนเป็นอาหารบำรุง ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมองนั่งเอง
นอกจากนี้ การไม่รับประทานอาหารเช้าอยู่เป็นประจำ ยังทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นนิ่วได้อีกด้วย เพราะเมื่อร่างกายของเราต้องตกอยู่ในสภาวะท้องว่าง เนื่องจากการที่ไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกายนานกว่า 14 ชั่วโมง จะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกันนานเกินไป หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะกลายเป็นก้อนนิ่วได้ แต่ถ้าเรารับประทานอาหารเช้า ก็จะไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายไม่ให้เจ้าคอเลสเตอรอลตัวร้ายมาจับตัวกัน จึงเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนิ่วได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ว่าตอนเช้าคุณจะรีบมากแค่ไหน ก็ไม่ควรละเลยการรับประทานอาหารเช้าอย่างเด็ดขาด เพราะมื้อเช้านั้นเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ใครยังละเลยอยู่ต้องรีบปรับพฤติกรรมกันเสียใหม่ เริ่มจากจัดตารางตื่นนอนให้เช้าขึ้นอีกสักนิด จะได้มีเวลารับประทานอาหารเช้าแบบไม่เร่งรีบ และอาจจะไม่จำเป็นต้องกินมื้อใหญ่ก็ได้ เพียงแค่รับประทานอาหารง่ายๆ อย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวไข่เจียว ขนมปัง หรือแซนด์วิชชนิดต่างๆ หรืออาจจะเป็นเพียงแค่กล้วยสักลูก นมสักแก้วก็ยังดี เพื่อช่วยเติมพลังให้กับร่างกาย แถมยังลดสารพัดโรคร้ายได้อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

กระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ การรักษาโรค

การรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ
มุ่งเน้นการใช้คุณสมบัติของเกล็ดเลือด และ Growth factors ในพลาสม่าของผู้ป่วยเอง เพื่อใช้ในการซ่อมแซม เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ มีข้อดี คือ
มุ่งเน้นการฟื้นฟู บูรณะ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่ใช่เพียงการรักษาตามอาการ
เกิดผลข้างเคียงน้อย ไม่เสี่ยงต่อการแพ้ เพราะเป็นสารที่สกัดจากเลือดของผู้ป่วย
ใช้หลักการรักษาทางธรรมชาติ โดยไม่ใช้ยา จึงไม่เป็นพิษต่อตับ ไต หรืออวัยวะเป้าหมาย
ประสิทธิภาพจากการรักษา ช่วยลดปวด ชะลอ หรือเลี่ยงกรณีที่ต้องผ่าตัดได้

เทคนิคใหม่ของการรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ
Platelet Rich Plasma เป็นเทคนิคใหม่ทางการแพทย์ เพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บของระบบโครงสร้างมนุษย์ เช่น เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน โดยฉีด Platelet Rich Plasmaเข้าสู่จุดที่มีการบาดเจ็บ สามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อให้หายจากอาการบาดเจ็บ และยังช่วยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วที่สำคัญคือ ไม่เป็นอันตรายเนื่องจากเป็นส่วนประกอบจากเลือดของผู้ป่วยเอง
Platelet Rich Plasma คือ การรักษาด้วยเกล็ดเลือดของผู้ป่วยโดยใช้เลือดของผู้ป่วยนำมาคัดแยก ซึ่งในเลือดประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ภายในเกล็ดเลือดประกอบไปด้วยสารที่สำคัญต่อการแข็งตัวของเลือดและGrowth Factorโดยการนำเลือดมาปั่น แล้วฉีดกลับเข้าไปในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ เกล็ดเลือดจะถูกกระตุ้นให้รวมตัวกันและปล่อยสารที่มีประโยชน์นี้ไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการซ่อมแซม จึงสามารถบรรเทาอาการปวดและส่งเสริมการเร่งฟื้นฟูได้
ขั้นตอนการรักษาที่มีคุณภาพ ช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
เลือดของเราประกอบไปด้วย พลาสม่า Plasma 55% เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือด White Blood Cells and Platelets น้อยกว่า 1% และเม็ดเลือดแดง Red Blood Cells 45% ซึ่งขั้นตอนการทำ Platelet Rich Plasma จะเพิ่มคุณสมบัติของเกล็ดเลือดต่อการซ่อมแซมร่างกายเหนือเกล็ดเลือดธรรมดา การเตรียม Platelet Rich Plasma ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะได้เกล็ดเลือดที่มีคุณภาพ และมีความเข้มข้นสูงขึ้นอย่างน้อย 4 เท่า จึงจะมีประสิทธิภาพสูง
การรักษามีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงเจาะเลือดของผู้ป่วย 10-20 มล. นำเข้าเครื่องปั่นกระตุ้น จนเกิดการแยกชั้นของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ออกจากพลาสม่าและเกล็ดเลือด จากนั้น ฉีดพลาสม่าและเกล็ดเลือดในตำแหน่งที่จะทำการรักษา กระบวนการทั้งหมด ใช้เวลา 10-15นาที โดยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ
ประสบการณ์ และความชำนาญของทีมแพทย์ ช่วยให้มั่นใจผลการรักษาในระยะยาว
ในการตรวจครั้งแรก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องซักประวัติการบาดเจ็บ รวมถึงโรคประจำตัว ตลอดจนการตรวจร่างกายด้วยการหาตำแหน่งที่บาดเจ็บเมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องฉีด Platelet Rich Plasma แพทย์ที่ทำการรักษาต้องมีความเชี่ยวชาญในการฉีดเพื่อที่จะนำ PRP ไปยังตำแหน่งที่ต้องการให้มากที่สุด ในบางครั้งจะต้องใช้การUltrasound เพื่อช่วยหาตำแหน่งในการฉีด และเมื่อฉีด Platelet Rich Plasma เข้าไปแล้วโดยทั่วไปจะเริ่มออกฤทธิ์ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการฉีดด้วยในแต่ละตำแหน่งการออกฤทธิ์มีความแตกต่างกัน แพทย์ผู้ทำการรักษาจะติดตามดูอาการ ร่วมกับแนะนำแนวทางการรักษาอื่นร่วมด้วยเพื่อผลการรักษาที่ดีในระยะยาว เช่น การปรับกิจกรรม การบริหารกล้ามเนื้อ การยืดเส้น การเพิ่มความแข็งแรง หรือการยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เพื่อประสิทธิภาพการรักษาอย่างเต็มที่ลดการใช้ยาต้านการอักเสบในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น หรือใช้ยามากเกินความจำเป็น อ่านเพิ่มเติม

กล้วยน้ำว้า รักษา โรคกระเพาะได้

กล้วยน้ำว้า
สามารถรักษาโรคกระเพาะได้ แต่ต้องเป็นกล้วยน้ำว้าดิบ เนื่องจากมีสารที่ชื่อว่า “แทนนิน” มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ปกป้องผนังกระเพาะลำไส้จากเชื้อโรคและของรสเผ็ดจัด

คนโบราณมักนำกล้วยดิบมาฝาน ตากแห้ง หรืออบ แล้วนำมาบดเป็นผงชงกับน้ำดื่ม เพื่อเคลือบกระเพาะ นอกจากนี้ ในกล้วยน้ำว้าห่ามยังสามารถแก้อาการท้องเสียแต่หากเป็นกล้วยสุกจะช่วยเป็นยาระบายแก้ท้องผูก เนื่องจากมีสารเพกทินอยู่มาก ช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้ หากกินกล้วยโดยเคี้ยวหยาบๆ จะทำให้ท้องอืด จุกแน่น แต่ถ้ากินกล้วยงอมจะทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น เพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายและสร้างสารต้านมะเร็ง อ่านเพิ่มเติม

ระบบทางเดินอาหาร ของวัยทำงาน

การที่ร่างกายไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมา ระบบทางเดินอาหาร  ไม่ได้หมายความว่าคุณมีสุขภาพที่ดีเสมอไป แต่อาจหมายความว่า คุณกำลังละเลยและมองข้ามตัวเองอยู่ก็เป็นได้ เพราะคนวัยทำงานก็มีปัจจัยเสี่ยงกับสารพัดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคระบบทางเดินอาหาร
Q: โรคที่พบมากในคนวัยทำงาน คือโรคอะไรบ้าง
A: โรคกระเพาะอาหารเป็นอันดับ 1 และโรคอื่นๆ เช่น โรคตับอักเสบ ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่แสดงอาการ ส่วนมากมักตรวจเจอจากการตรวจสุขภาพ บางครั้งเป็นมากแล้ว สาเหตุอาจเกิดจากไวรัสตับอักเสบ ซึ่งก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับและโรคตับแข็งได้ อีกโรคหนึ่งที่นับวันจะยิ่งพบมากขึ้น คือโรคไขมันเกาะตับซึ่งทำให้เกิดโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งได้ สาเหตุของโรคเกิด จากการกินดีอยู่ดี บริโภคอาหารJunk Food ต่างๆ ซึ่งมีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง ตับต้องทำงานหนัก เพราะเป็นตัวเผาผลาญไขมันและน้ำตาล ยิ่งมีไขมันไปเกาะอยู่ที่ตับ ทำให้กลายเป็นสารพิษ ส่งผลให้ตับอักเสบในที่สุด
Q: เพราะเหตุใด คนวัยนี้จึงเป็นโรคระบบทางเดินอาหารกันมาก
A: คนในวัยทำงานใช้ชีวิตค่อนข้างเร่งรีบ อาจละเลยเรื่องการดูแลตัวเอง เรื่องอาหาร การกิน ถ้ารับประทานมื้อเช้าไม่เต็มที่กลางวันจะเริ่มหงุดหงิด กรดในกระเพาะจะหลั่งออกมากัดกระเพาะ และถ้ารับประทานอาหารมื้อเย็นค่อนข้างช้า ปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป รวมถึงถ้าหากดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย ก็เป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั้งสิ้น อีกสาเหตุหนึ่ง คือคนทำงานชอบดื่มกาแฟ ซึ่งจะไปกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อาจเกิดจากเชื้อโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งการรับประทานยาลดกรด หรือยาขับลมจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเชื้อโรคได้ หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยรักษาไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น อย่าทิ้งไว้นานแม้อายุไม่มากยังแข็งแรงอยู่ แต่มักก่อปัญหาในอนาคตได้
Q: มีวิธีการดูแลตัวเองสำหรับคนหนุ่มสาวในวัยนี้ อย่างไรบ้าง
A: ควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบทุกมื้อ คือเช้า กลางวัน และเย็น อาหารเช้าจำเป็นมากเพราะเป็นการเริ่มต้นของวัน และเป็นมื้อที่ช่วยให้พลังงาน แต่โดยมากแล้วจะละเลยอาหารเช้า และคนทำงานมักมีปัญหาเรื่องอาหารเย็น อาจจะรับประทานของว่างรองท้องก่อนถึงมือเย็นจริงๆ อ่านเพิ่มเติม

 

โรคความดันโลหิตสูง ถ้าไม่รู้ถึงขั้นอันตราย

โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่แรงดันในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงเกินปกติ 140/90 มิลลิเมตรปรอท มีคนจำนวนมากอยู่กับโรคความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจน แต่เมื่อปล่อยนานไปแรงดันเลือดจะไปทำลายผนังหลอดเลือด และอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต
สาเหตุ ของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
การรับประทานอาหารที่ไม่ได้สัดส่วน หวาน มัน โดยเฉพาะอาหารที่มีเกลือ (โซเดียม) สูง กินผัก และผลไม้ (รสหวานน้อย) ไม่เพียงพอ มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 50 การขาดการออกกำลังกาย จะเกิดโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 20 ขณะที่ภาวะอ้วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 30 ยังมีรายงานว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน การสูบบุหรี่ และการบริโภคไขมันก็มีส่วนเป็นเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรงดบุหรี่
ภาวะแทรกซ้อนโรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัว และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออก และเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตัน หรือแตก ทำให้เป็นอัมพาต หรือเสียชีวิตได้ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม ทำให้ไตวายเรื้อรัง และภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆ อาจมีเลือดที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้
การปฏิบัติตัว เพื่อหลีกเลี่ยงโรคความดันโลหิตสูง
เป็นที่แน่ชัดว่าการกินอาหารที่มีเกลือ (โซเดียม) สูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคความดันโลหิตสูง จึงควรลดการกินเกลือ (โซเดียม) ลง
เพิ่มการรับประทานผัก และผลไม้ (รสหวานน้อย)
มีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ กระฉับกระเฉง เริ่มต้นได้ตั้งแต่กิจกรรมเบาๆ ไปจนถึงกิจกรรมปานกลาง เช่น การทำสวน การเดิน และทำงานบ้าน
จำกัดการบริโภคสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลง ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม หรืองดดื่ม
งดสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่

อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget