7 เคล็ดลับ เพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจำอะไรไม่ได้ ความจำไม่ดี คิดอะไรไม่ค่อยออก หากลองเป็นแบบนี้บ่อยครั้ง แน่นอนว่าต้องกระทบกับชีวิตประจำวันและการทำงานอย่างแน่นอน ยิ่งปล่อยไประยะยาวก็อาจจะถึงขึ้นเป็นโรคสมองเสื่อมได้เลย

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นโรคสมองเสื่อม ก็คือการที่เรามีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอค่ะ ซึ่งหากเรามีเลือดไปที่สมองได้เพียงพอ ก็จะส่งผลให้สมองมีสุขภาพดี รวมถึงยังส่งผลให้เรามีสุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมมาฝากกัน ทั้ง 7 เคล็ดลับนั้นทำได้ง่ายๆ และสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้เลย

1. ดื่มน้ำให้พอ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราดื่มน้ำไม่พอ เลือดในร่างกายของเราจะข้นค่ะ เมื่อเลือดข้นก็จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ลำบาก แต่หากเราดื่มน้ำได้เพียงพอกับที่ร่างหายต้องการ เลือดของเราก็จะไหลเวียนได้ดี และทำให้สมองได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอ ส่งผลให้สมองของเราแข็งแรง

2. กินอาหารเช้า
อาหารที่เราควรกินคืออาหารที่ดีต่อสุขภาพค่ะ เพราะสมองนั้นต้องการสารอาหาร ยิ่งเป็นวันทำงานด้วยแล้ว ข้าวเช้าถือเป็นมื้อสำคัญที่ทำให้สมองได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ และยังส่งผลให้ร่างกายไม่เครียด ไม่อ่อนเพลียในช่วงกลางวันอีกด้วย

3. ลดอาหารหวาน
อาหารหวานๆ นั้นส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือดมาก เมื่อมีน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ จะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบได้ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นไปได้อย่างยากลำบากและทำให้เรามีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอค่ะ

4. ลดอาหารเค็ม
ความดันโลหิตนั้นเกี่ยวพันกับอาหารเค็มค่ะ เมื่อเรามีความดันโลหิตสูงนานๆ หลอดเลือดจะขาดความยืดหยุ่นและส่งผลให้ร่างกายลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองลำบาก รวมถึงหากคุมความดันไม่ดี ปล่อยความดันสูงไปนานๆ ก็อาจเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตกได้ด้วยค่ะ

5. ลดอาหารไขมันสูง
ไขมันคือตัวการสำคัญที่มักไปเกาะตามเส้นเลือด และเป็นตัวขัดขวางให้เลือดไหลเวียนในร่างกายลำบาก ซึ่งนอกจากจะไปเลี้ยงสมองลำบากแล้ว ไม่ว่าไขมันจะไปเกาะที่อวัยวะไหนก็ส่งผลกระทบกับอวัยวะนั้นทุกที่ค่ะ

6. ออกกำลังกาย
เมื่อใดก็ตามที่เราออกกำลังเลือดก็จะสูบฉีดได้ดี หลอดเลือดก็จะยืดหยุ่นได้ดี ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่างปกติค่ะ ซึ่งการออกกำลังที่เหมาะคือสัปดาห์ละ 150 นาที เฉลี่ยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วันค่ะ

7. นอนให้พอ
การนอนให้พอเป็นเรื่องที่ควรทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอค่ะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรานอนน้อยก็จะส่งผลต่อร่างกาย โดยร่างกายจะเกิดความอ่อนเพลีย เครียด น้ำหนักขึ้น ความดันสูง น้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงยังส่งผลให้เลือดข้นและระบบไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่าวลำบากอีกด้วย

5 ไอเดีย เมนูสลัดผักเคล ทำง่ายๆ แถมได้ประโยชน์

สลัดผัก เมนูอาหารง่ายๆแต่มีสารพัดประโยชน์ เพราะว่าผักนั้นเต็มไปด้วยวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย แต่เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนยิ่งขึ้นและเพิ่มรสชาติ ควรเพิ่ม อกไก่ กุ้ง ไข่ต้ม ไข่นกกระทา ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ จะช่วยให้เรามีเมนูสลัดที่หลากหลายขึ้น และนี้คือไอเดีย 5 เมนู สลัดผัก เคล ง่าย ๆ ที่คุณสามารถเอาไปทำทานเองได้ครับ

1. อัลมอนด์ + สตรอว์เบอร์รี

เมล็ดอัลมอนด์ อุดมไปด้วยแมกนีเซียม โปแทสเซียม วิตามินอี ไฟเบอร์ และแคลเซียม ถั่วอัลมอนด์มีทั้งโปรตีน และไฟเบอร์ในปริมาณสูง สตรอว์เบอร์รี มีหน้าตาที่น่ารับประทานแล้วยังมีรสชาติที่อร่อยด้วย อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และแร่ธาตุต่าง ๆ สูงมาก

2. ไข่ไก่ + ข้าวโพด

ไข่ไก่ อุดมไปด้วยวิตามิน ดี อี เค บี 2 บี 12 โฟเลต และแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะ ฟอสฟอรัส และเหล็กที่ช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้มากขึ้นด้วย ข้าวโพด อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี แร่ธาตุ เส้นใยอาหาร และเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูล ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้

3. อกไก่ + ควินัว + บรอกโคลี

อกไก่ เป็นเนื้อสัตว์ที่ให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยโปรตีนจำนวนมาก แต่มีไขมันน้อย ควินัว อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญหลากชนิด ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและโปรตีนสูงแต่มีไขมันต่ำ บรอกโคลี อุดมไปด้วยบีตา-แคโรทีน เส้นใยอาหาร วิตามิน C แคลเซียม โฟลิก ฟอสฟอรัส sulforaphane และ indoles ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง

4. เบคอน + เห็ดแชมปิญอง

เบคอน มีวิตามินบี 1 บี 3 และบี 12 รวมถึงสังกะสี ช่วยบำรุงผิว เส้นผม และดวงตา แต่ไม่ควรกินเยอะเพราะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็ง แถมยังมีโซเดียมอีกเพียบ เห็ดแชมปิญอง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยขับหรือล้างสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายออกมา

5. อะโวคาโด + แซลมอน + ถั่วพิสตาชิโอ

ไขมันในอะโวคาโด ก็เป็นไขมันชนิดที่ดี อีกทั้งยังมีน้ำตาลน้อยและมีไฟเบอร์สูง ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ช่วยในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ปลาแซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า 3 โปรตีน วิตามินบี วิตามินดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประเภทแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ถั่วพิสตาชิโอ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจ ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย

6 ไอเดียทำผักเคลเป็นสลัดแสนอร่อย

น้อยคงนักที่จะรู้ว่า ผักเคล ที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์อันหลากหลายนั้น สามารถนำมารังสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูสลัดที่ผักเคลสามารถนำมากินร่วมกันกับผักใบ ผักหัว ธัญพืช ฯลฯ ซึ่งในวันนี้ ได้สรรหาเมนูสลัดที่มีผัดเคลเป็นส่วนประกอบมาฝากกัน

สลัดผักเคล แตงโม พีช มันม่วงและควินัว : นอกจากสีจะสวยแล้ว สิ่งที่ได้จากการนำทุกอย่างที่ว่านี้มารวมกันคือความชุ่มฉ่ำในรสชาติที่ได้จากแตงโมและ พีชสดๆ นอกจากนี้ยังมีความหวานจากมันม่วงที่มาพร้อมคุณค่าสารอาหารทั้งเรื่องของการบำรุงสายตา ลดคอเรสเตอรอลและความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้การใส่ควินัวลงไป ยังช่วยเพิ่มกากใยอาหารและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

สารพัดธัญพืชและผักเคล เพิ่มวิตามินซีที่น้ำสลัด : อร่อยอย่างสมบูรณ์แบบกับการนำผักเคลมาหั่นเป็นเส้นๆ แบบหยาบๆ และเติมคุณค่าความอร่อยด้วยธัญพืชที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นถั่วขาวต้มสุก อัลมอนด์สไลด์ ถั่วลูกไก่ ถั่วแดงต้มและสารพัดถั่วที่คุณต้องการ พร้อมราดน้ำสลัดที่รสชาติเข้มข้นไปด้วยวิตามินซีจากเลม่อนหรือส้มที่ให้รสเปรี้ยวหวาน คลุกเคล้าให้เช้ากัน รับประกันได้ความอร่อยพร้อมรสชาติที่ลงตัวทั้งชาม

ทำง่ายๆ แค่ 10 นาทีกับสลัดแอปเปิ้ลและผักเคล : แอปเปิ้ลที่ขึ้นชื่อว่าดีกับคนที่กำลังควบคุมอาหาร หรือแม้แต่กินเป็นของว่างยามหิวแต่ไม่กระเทือนน้ำหนัก เพียงหั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นพอคำ (ขอแนะนำให้หั่นทรงลูกเต๋าจะยิ่งเพิ่มความน่ากินยิ่งขึ้น) จากนั้นคลุกเคล้ากับผักเคล ใครอยากเติมไข่ต้มยางมะตูมเพิ่มโปรตีนก็ทำได้ ส่วนเรื่องน้ำสลัดขอบอกว่าอาจปรับเป็นโยเกิร์ตก็ย่อมได้ ทั้งหมดนี้สามารถเตรียมได้ใน 10 นาที ทำเสร็จพร้อมกินก็ได้รับความอิ่มท้องพร้อมรสชาติอร่อยที่กินได้เรื่อยๆ แต่อิ่มไปอีกมื้อ

ซีซ่าร์ผักเคลและอกไก่ไร้มัน : จากซีซ่าร์สลัดแบบที่คุ้นเคยโดยมีผักคอสเป็นตัวเอกและเติมเบคอนทอดเพื่อเพิ่มรสชาติ ปรับมาเป็นการใช้ผักเคลและอกไก่เนื้อแน่นๆ แทน ซึ่งอกไก่ที่ว่าจะใช้การต้มก็ได้ ย่างก็ดี โดยอาจเพิ่มรสชาตินิดๆ ด้วยพริกไทยบดและเกลือเล็กน้อย เมื่อสุกแล้วนำไปกินกับผักเคลและน้ำสลัดสไตล์ซีซ่าร์ การันตีว่าไม่อ้วน แถมมีโปรตีนสูงแต่พลังงานต่ำ ซึ่งอกไก่เนื้อล้วนๆ ในปริมาณ 100 กรัม ให้โปรตีนสูงถึง 22.5 กรัม และยังให้พลังงาน 120 แคลอรี่ ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมอวัยวะส่วนที่สึกเหรอในร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยในการเจริญเติบโตได้ดี

ผักหัวและผักเคลกินคู่กันได้กับถั่วพีแคน : อีกไอเดียหนึ่งในการกินผักเคลให้ได้ทั้งความอร่อยและหลากหลายในรสชาติ คือการนำผักเคลมาจับกลุ่มรวมกับมันหวานต้มสุกและบีทรูท และเพิ่มเนื้อสัมผัสจากถั่วพีแคนที่มีประโยชน์และดีต่อหัวใจ คุณประโยชน์ของสลัดจานนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน ไฟเบอร์แล้ว รสชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จะทำให้คุณกินง่ายจนต้องทำกินซ้ำเรื่อยๆ

สลักผักเคลสไตล์ญี่ปุ่น : แม้ผักเคลจะดูว่าเป็นผักสลัดแนวตะวันตก แต่ถ้านำมากินสดๆ คู่กับเต้าหู้ญี่ปุ่น ไก่หั่นเต๋าและน้ำสลัดแบบงา ก็จะกลายเป็นสลัดแนวฟิวชั่นที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าสารอาหารที่มาพร้อมความอร่อยเฉพาะตัวลองดูนะคะว่าเมนูไหนที่คุณชอบ ลองทำดูมื้อละวันก็ยังได้ รับรองกินได้ซ้ำๆ ไม่มีเบื่อ แถมได้ประโยชน์ทุกครั้งที่กินแน่นอน

กินอย่างปลอดภัย แค่เข้าใจในตัวย่อบนฉลากอาหาร

ทุกวันนี้เวลาที่จะซื้ออาหารอะไรก็ตาม เชื่อว่าแทบจะทุกคนต้องพลิกดู วันที่ผลิต และวันหมดอายุก่อนตัดสินใจซื้อแทบทั้งนั้น เพราะวันที่ดังกล่าวเกี่ยวเนื่องไปถึงการตัดสินใจซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่าหรือความปลอดภัยในการกิน

นอกจากนี้ สำหรับบางคน การดูวันเวลาดังกล่าวยังเกี่ยวเนื่องไปถึงการวางแผนใช้ชีวิตในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือนได้ด้วย เช่นในหนึ่งสัปดาห์ช้อปปิ้งของเข้าบ้านเข้าคอนโดเท่าไหร่ ควรซื้ออะไรมาเก็บไว้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะแบบนี้ จึงขอพาทุกคนมาทำความรู้จักและเข้าใจในตัวย่อและความหมายของคำต่างๆ บนฉลากกันค่ะ

ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 194 พ.ศ.2543 เรื่องฉลากอาหาร ได้กำหนดให้อาหารทุกชนิดที่ผู้ผลิตไม่ได้เป็นผู้ขายอาหารนั้นให้กับผู้บริโภคโดยตรงต้องแสดงฉลากบนภาชนะบรรจุโดยแสดงข้อมูลเกี่ยวกับอาหารนั้น ซึ่งหนึ่งในข้อมูลที่ต้องมีคือ ข้อมูลความปลอดภัยในการบริโภคที่เกี่ยวกับ วันที่ผลิต/หมดอายุ

โดยวันที่ผลิตใช้ตัวย่อว่า MFG / MFD ย่อมาจาก Manufacturing date / Manufactured Date หมายถึงวันที่ผลิต

ส่วนในเรื่องวันหมดอายุนั้น กฎหมายอนุญาตให้บริษัทผู้ผลิตสามารถใช้คำว่า EXP / EXD ย่อมาจาก Expiry Date / Expiration Date หมายถึงวันหมดอายุ หรือ BB / BBE ย่อมาจาก Best Before / Best Before End หมายถึงควรบริโภคก่อนวันที่ โดยความหมายของคำสองคำนี้ต่างกันนะคะ

เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้คำว่า “หมดอายุ” หมายถึง วันที่ซึ่งแสดงการสิ้นสุดของคุณภาพของอาหารภายใต้เงื่อนไข การเก็บรักษาที่ระบุไว้ และหลังจากวันที่ระบุไว้นั้น อาหารนั้นวางจําหน่ายไม่ได้ (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ)

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ วันที่ระบุไว้เป็นวันที่อาหารนั้นหมดอายุ ควรนำไปทิ้งเพราะหลังจากวันนั้น อาหารจะเน่าเสีย ห้ามรับประทาน

ทั้งนี้ แม้ว่าในฉลากจะระบุวันหมดอายุมาให้แล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ควรบริโภคอาหารนั้นๆ ภายใน 2-3 วันหลังจากที่ซื้อ (แม้ว่าวันที่ที่แจ้งไว้จะบอกว่าอยู่ได้อีก 7 วันก็ตาม) เหตุผลคือเรื่องของอุณหภูมิในการเก็บรักษาอาหารนั้นๆ ระหว่างที่ขนส่งที่อาจไม่ได้เท่ากับอุณหภูมิที่ออกมาจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งอาจไม่ใช่อุณหภูมิที่ควรจะเป็นหรืออุณหภูมิเดียวกัน ส่งผลให้อายุการเก็บสั้นลง ซึ่งนั่นส่งผลไปถึงอายุของการบริโภคนั่นเอง

แต่ถ้าใช้คำว่า “ควรบริโภคก่อน” หมายถึง วันที่ซึ่งแสดงการสิ้นสุดของช่วงเวลาที่อาหารนั้นยังคงคุณภาพดี ภายใต้เงื่อนไขการเก็บรักษาที่ระบุไว้ และหลังจากวันที่ระบุไว้นั้น อาหารนั้นวางจําหน่ายไม่ได้ (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ)

นั่นแปลว่า อาหารจะมีรสชาติดีและยังคงคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามที่ระบุไว้บนฉลากอาหารจนถึงวันนั้น แต่ถ้าผ่านพ้นหลังจากวันนั้นไปแล้ว รสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารที่จะได้รับจะลดลง และไม่มีปัญหาในเชิงความปลอดภัย ผู้บริโภคยังสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย เพียงแต่อาจไม่ได้ประโยชน์จากอาหารนั้นตามที่ระบุไว้บนฉลากอาหาร

คำถามที่มักพบบ่อยๆ คือ หากว่าเลยวันที่ระบุไว้ว่า “ควรบริโภคก่อน” ไปแล้ว สามารถกินได้ถึงวันไหนนับจากวันที่ดังกล่าว

คำตอบคือ ไม่สามารถระบุได้แบบเป๊ะๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร และการเก็บรักษาของแต่ละคน หลังจากที่ซื้อมาแล้ว ดังนั้นก่อนรับประทานควรตรวจสอบกลิ่น รสชาติว่ายังดีอยู่หรือไม่เสมอ

หลังจากที่เข้าใจความหมายของคำต่างๆ ก็ขอปิดท้ายด้วยวิธีการเก็บรักษาคุณภาพอาหารให้อยู่ได้นานตลอดช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้บนบรรจุภัณฑ์ โดยนิยามตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเป็นกฎหมาย ฉบับที่ 367 พ.ศ.2557 เรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ นั่นคือ

ผู้บริโภคควรเก็บอาหารไว้ในที่แห้งและเย็น เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ช้ากว่าเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ
หากเป็นอาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน สามารถอยู่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1-2 วัน
หากซื้อผักและผลไม้สดมาสามารถเก็บในตู้เย็นที่ช่องเก็บผักผลไม้ ขอให้กินให้หมดภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งหากไม่ได้เก็บในช่องเก็บผักผลไม้โดยเฉพาะ อายุอาจจะสั้นลงไปอีก
ขนมปังสามารถกินต่อไปได้ 3 – 5 วัน หลังจากวันที่ระบุว่าควรบริโภคก่อนบนสลาก
ไข่ที่เก็บไว้ในตู้เย็น มีอายุอยู่ได้ 2 – 3 สัปดาห์
อาหารกระป๋อง/ ซีเรียล เก็บในที่แห้งและเย็น ไม่ถูกแสง เก็บได้อีกเป็นปีหลังจากวันที่ระบุบนผลิตภัณฑ์

คะน้า มีประโยชน์มากถ้าเราเลือกกินส่วนที่ดี

จริงอยู่ที่การปลูก คะน้า นิยมใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง แต่ถ้าซื้อมาแล้วรู้วิธีทำความสะอาดขจัดสารตกค้างอย่างถูกวิธีคะน้าก็เป็นผักอีกชนิดที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเปี่ยมไปด้วยคุณค่าสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคมากมาย

คะน้า เป็นพืชวงศ์ผักกาด นิยมปลูกในประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และไทย คนส่วนใหญ่นิยมใช้ลำต้นและใบมาประกอบอาหาร ซึ่งลักษณะทั่วไปคือมีลำต้นตั้งตรง อวบใหญ่สีเขียวนวล สูง 20-30 เซนติเมตร ใบจะแตกออกจากลำต้นเรียงสลับกัน ผิวใบมีลักษณะเป็นคลื่น ผิวมัน สีเขียวอ่อนถึงเขียวแก่ ยอดมีลักษณะเป็นใบอ่อนขนาดเล็ก 2-3 ใบ

ทั้งนี้ คะน้าไม่ได้มีเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น แต่มีหลายลักษณะแตกต่างไปตามสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ใบกลม พันธุ์ใบแหลมและพันธุ์ยอดหรือก้าน สามารถกินได้ตั้งแต่ต้นที่มีขนาดเล็กจนกระทั่งออกดอก แต่ที่นิยมกินกันมากคือบริเวณยอดคะน้าเนื่องจากมีวิตามินซีและเกลือแร่อยู่เยอะ

กินคะน้าทั้งต้นได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

คะน้าป้องกันโรคต้อกระจก เพราะสารลูทีน (Lutein) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา การกินคะน้าจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20% (เมื่อเทียบกับคนไม่ได้กิน)

คะน้าชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ เพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และยืดอายุของเซลล์ให้เสื่อมช้าลง

คะน้าช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องจากในคะน้ามีวิตามินเอที่มีคุณสมบัติต้านการเกิดเซลล์มะเร็งและช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และช่วยลดความเสี่ยงอาการเจ็บป่วยโดยรวมได้ การกินคะน้าเป็นประจำจึงลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมได้

คะน้าดูแลเรื่องกระดูก เพราะในคะน้ามีแคลเซียมสูง จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ และยังมีสารอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยเสริมการทำงานขฮงแคลเซียมให้ทำงานเป็นปกติขึ้น ทั้งนี้มีการวิจัยพบว่า หากกินคะน้า 1 ถ้วย จะเปรียบเสมือนดื่มนม 1 แก้วเลยทีเดียว

คะน้าป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง เนื่องจากมีธาตุเหล็กและฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดแดงจึงมีส่วนสำคัญในการบำรุงเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงเนื้อเยื่อต่างๆ

คะน้าลดอาการปวดหัวไมเกรน เพราะเปี่ยมไปด้วยแมกนีเซียมในปริมาณสูง จึงช่วยลดความถี่ของการเกิดอาการไมเกรนได้ทางหนึ่ง

แม้คะน้าจะมีประโยชน์มากแค่ไหน การกินคะน้าก็มีข้อควรระวังอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งประเด็นแรกคือเรื่องสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่เราเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากการปลูกคะน้าส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมใช้สารเคมีมาเป็นตัวช่วย ซึ่งเป็นพิษต่อตับและไต ดังนั้นหากจะกินคะน้าให้ปลอดภัยควรล้างทำความสะอาดอย่างดี แช่ด่างทับทิม, น้ำยาล้างผัก, น้ำส้มสายชู หรือเกลือละลายน้ำ จากนั้นขัดล้างบริเวณใบประมาณ 2 นาที แล้วเปิดน้ำสะอาดช่วยชะล้าง หรืออีกทางเลือกที่ง่ายกว่าคือ หันมากินผักคะน้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ จะดีที่สุด

สำหรับประเด็นต่อมาคือ เมื่อจะบริโภค พยายามเลี่ยงการกินแบบดิบๆ เพราะในคะน้ามีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งอยู่ในกลุ่มสารที่ขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนไปใช้สร้างฮอร์โมนธัยรอกซินได้น้อยกว่าปกติ นอกจากนี้ควรกินในปริมาณพอดีๆ เพราะถ้ากินมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ร่างกายขาดแร่ธาตุไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคคอพอก และสารดังกล่าวอาจไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการ : คะน้าดิบปริมาณ 100 กรัม

พลังงาน 31 กิโลแคลอรี
น้ำ 92.1 กรัม
โปรตีน 2.7 กรัม
ไขมัน 0.5 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.8 กรัม
เส้นใย 1.6 กรัม
แคลเซียม 245 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
เบต้า-แคโรทีน 2512 ไมโครกรัม
วิตามินเอ 419 iu.
วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.08 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 1.0 มิลลิกรัม
วิตามินซี 147 มิลลิกรัม

ส้มโอ มีประโยชน์มากถ้ารู้จักเลือกกิน

ขึ้นชื่อว่า “ส้ม” ใครๆ ก็ต้องคิดว่าต้องมาคู่กับวิตามินซีแน่นอน และก็ถูกต้องค่ะ เพราะส้มโอที่เรากำลังจะพูดถึงก็มีวิตามินซีเช่นกัน แต่ไม่ได้มีแค่วิตามินที่ว่าเท่านั้นที่ซ่อนอยู่ภายในส้มโอ และไม่ได้มีประโยชน์ในเรื่องของการดูแลป้องกันหวัดเท่านั้น แต่ “ส้มโอ” ยังมีสรรพคุณต้านโรคอีกหลายประการค่ะ

ทำความรู้จักกับส้มโอกันก่อน

ส้มโอ มีชื่อสามัญว่า “Pomelo” ซึ่งคำนี้มากจากคำว่าPampelmoose” ในภาษาดัตซ์ แปลว่า “ส้มที่มีขนาดเท่าฟักทอง” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของส้มโอคือ “Citrus Maxima” หรือ “Citrus Grandis” และเพราะส้มโอเป็นพืชตระกูลเดียวกับส้มจึงมีความเข้าใจกันว่า ส้มโอเป็นส้มเหมือนกับส้มผลเล็ก (Grapefruits) แต่จริงๆ แล้วส้มโอต่างจาก Grapefruit ทั้งชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์รวมถึงลักษณะ

ถ้าเป็นส้มผลเล็กจะมีรสขมอมเปรี้ยวมีเนื้อเป็นกุ้งเล็กๆ และเรียวยาว แต่ส้มโอจะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เนื้อเป็นกุ้งใหญ่ และอวบนูน เวลารับประทานนิยมแกะเปลือกออกก่อนจนเหลือแค่กลีบเนื้อผล (หมายเหตุ : คำว่า “กุ้ง” หมายถึง ถุงน้ำหวานนับพันๆ ถุงที่เกาะเกี่ยวกันจนเป็นกลีบของส้มโอ (อ้างอิงจาก http://www.foodnetworksolution.com/wiki))

ในเรื่องความเชื่อนั้น ชาวจีนเชื่อว่า ส้มโอเป็นเครื่องสังเวยที่สำคัญอย่างมาก หากนำไปไหว้เจ้าเสร็จแล้วนำมาผ่าออกเจอว่ากลางลูกแห้ง ไม่มีน้ำ จะสื่อความหมายถึงความโชคดี

“ผลส้มโอ” ประโยชน์เพียบ

ว่ากันว่า หากกินส้มโอ 100 กรัม จะได้รับวิตามินซีสูงถึง 61 กรัม ส่วนเปอร์เซนต์ที่เหลือคือ สารประกอบกลุ่มฟีนอล สารฟลาโวนอยด์ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมากมาย แต่จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

ส้มโอมีใยอาหารสูง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดีมากๆ ซึ่งหากคุณคือว่าที่คุณแม่ละก็ กินส้มโอมากหน่อยช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้นแน่นอน
ส้มโอมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
ส้มโอมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ อย่างไลโคปีน ซึ่งพบในส้มโอเนื้อสีชมพู หรือเนื้อสีแดง ใครไม่อยากแก่เร็วต้องกิน
ส้มโอช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะสุดๆ สำหรับผู้ที่เบื่ออาหาร
ส้มโอมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
นักดื่มควรรู้ไว้ว่า ถ้าไม่อยากแฮงค์ข้ามวัน จัดส้มโอซะหน่อย เพราะส้มโอคือผลไม้ที่กินแล้วสดชื่น แถมยังช่วยแก้อาการเมาเหล้าได้ด้วย
ส้มโอช่วยแก้อาการไอมีเสมหะ แค่นำเนื้อส้มโอแกะเป็นชิ้นเล็กๆ แช่กับน้ำเหล้าไว้หนึ่งคืน จากนั้นนำไปต้มให้เละแล้วผสมกับน้ำผึ้ง นำมากวนจนเข้ากันแล้วจิบกินบ่อยๆ
ส้มโอช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า ส้มโออาจมีฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ ต้านเชื้อจุลชีพ รักษาโรคเบาหวาน และลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ประโยชน์ของส้มโอยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ เพียงแต่ต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะ จึงมีคำแนะนำจากนักโภชนาการว่า ควรกินคู่หรือสลับกับผลไม้ชนิดอื่นบ้าง เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป และสิ่งที่เราอยากบอกคือ ไม่เฉพาะแค่เนื้อส้มโอเท่านั้นที่มีประโยชน์ แต่เปลือก ใบ และรากยังมีประโยชน์เพียบ ส่วนจะมีประโยชน์ด้านไหนบ้าง ครั้งหน้าเราจะนำมาบอกกันค่ะ

คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอต่อ 100 กรัม

พลังงาน 38 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 9.62 กรัม
เส้นใย 1 กรัม
ไขมัน 0.04 กรัม
โปรตีน 0.76 กรัม
วิตามินบี 1 0.034 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 2 0.027 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 3 0.22 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 6 0.036 มิลลิกรัม 3%
วิตามินซี 61 มิลลิกรัม 73%
ธาตุแคลเซียม 4 มิลลิกรัม 0%
ธาตุเหล็ก 0.11 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม 2
ธาตุแมงกานีส 0.017 มิลลิกรัม 1%
ธาตุฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโพแทสเซียม 216 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

10 วันของเทศกาลกินเจ

10 วันของเทศกาลกินเจ

ประเพณีกินเจจะจัด 9 วัน 9 คืน โดยแต่ละวันมีพิธีต่าง ๆ กันดังนี้ 10 วันของเทศกาลกินเจ

วันแรก แต่ละศาลเจ้าก็จะดูฤกษ์ยามว่า จะเชิญเจ้ามาเวลาไหน แต่ไม่เกินเที่ยงวัน โดยใช้ “ปวย” 2 อันเสี่ยงทายโดยการโยน 2 ครั้ง หาก 1 อันหงาย 1 อันคว่ำ แสดงว่า เจ้าทั้งเก้าได้เสด็จลงมาแล้ว การกินเจจะเริ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มักกินกันล่วงหน้าเพื่อล้างท้อง

ที่ภูเก็ตในตอนกลางคืนจะมีพิธียกเสา “โกเต้ง” ขึ้นที่หน้าศาลเจ้า หรืออ๊าม เพื่อใช้เป็นที่แขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวง และอัญเชิญดวงวิญญาณของยกอ๋องฮ่องเต้ หรือพระอิศวร และกิ้วอ๋องไต่เต่ หรือราชาผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้ามาประทับ

เช้าวันที่สอง จะมีการจุดธูปขนาดใหญ่ ตั้งเครื่องเซ่นและเผาไม้หอม เพื่อบูชาเจ้าประจำอ๊าม

หลังพิธีการกินเจ หรือชาวภูเก็ตเรียก “การกินผัก” ผ่านไป 3 วัน จะถือว่าตัวเองมีความสะอาดแล้ว หรือเรียกว่า “เช้ง” ในตอนค่ำมีพิธีการเชิญเจ้าเข้าทรงอีก 2 องค์ คือ “ลำเต้า” เจ้าผู้สำรวจคนเกิด และ “ปักเต้า” เจ้าผู้สำรวจคนตาย และทำพิธี “ปั้งกุ้น” หรือพิธีปล่อยพระ หรือการจัดทหารของเจ้าไปรักษาศาลเจ้าทั้ง 5 ทิศ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และภูตผีมาทำลายพิธี ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตรงนี้ เมื่อการเชิญทหารเต็มไปด้วยร่างทรงของตัวละคร อาทิ เห้งเจีย บู๊สง เป็นต้น

วันที่สี่ เป็นวันที่คนส่วนใหญ่จะมาไหว้เจ้า วันนี้ศาลเจ้าต่าง ๆ จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

วันที่เจ็ด จะเริ่มพิธีบูชาดาว เพื่อขอความเป็นสิริมงคล รักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นอีกวันหนึ่งที่มีการไหว้เจ้า แต่วันนี้สำคัญกว่าวันที่สี่ เรียกว่า “ไหว้เจ้าใหญ่” ในวันนี้จะมีการซื้อเต่า, ปลาไหล, นก ฯลฯ มาไหว้ด้วย

วันที่แปด วันนี้จะมีการลอยกระทง คล้ายการลอยกระทงของคนไทย เพื่อขอบคุณเจ้าแม่คงคาที่ให้น้ำใช้ น้ำดื่ม และให้สิ่งไม่ดีลอยไปตามน้ำ นอกจากนี้ที่ภูเก็ตยังมีการจัดขบวนแห่อย่างมโหฬาร เพื่อนำเกี้ยวไปรับพระจำหลักที่สะพานหิน เป็นการระลึกถึงวันที่ควันธูปจากมณฑลกังไสมาถึงภูเก็ต ในขบวนแห่จะมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง หรือคนทรงเจ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จะเห็นภาพของการใช้ของมีคมต่าง ๆ ทิ่มแทงตามร่างกาย มีทั้งง้าว ลูกตุ้มเหล็กฟาดหน้าฟาดหลัง เอาขวานจามหลัง หรือเอาเหล็กแหลมทิ่มแทงร่างกาย หรือแทงลิ้น จนกระทั่งเฉือนลิ้นตัวเองออกมา โดยทรงเหล่านั้นอ้างว่าไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ ขณะเป็นร่างทรง ม้าทรงจะเดินเต้นไปทั่วเมือง ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อให้เจ้าไปโปรดและมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทั้งเกาะปกคลุมด้วยควันธูปและประทัด

วันที่เก้า ช่วงเช้าจะมีพิธีทำทาน หรือเรียกว่า “ซิโกว” เป็นการให้ทานแก่ผีไม่มีญาติ ตอนกลางคืนจะมีแห่มังกร, สิงโต, ขบวนของเด็กที่จัดเพื่อเป็นสีสัน

ขณะที่จังหวัดภูเก็ตจะมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือ พิธี “โก้ยโห้ย” หรือพิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์ ม้าทรง หรือเจ้าจะเดินผ่านกองไฟ ที่มีถ่านร้อนแดงเป็นระยะทางกว่า 2 ฟุต และตามด้วยผู้ที่ถือศีลกินเจที่มีความมั่นใจว่าตัวเองสะอาดแล้ว ก็สามารถร่วมลุยไฟได้ด้วยเช่นกัน ในตอนกลางคืนจะมีพิธีปีนบันไดมีด สูงประมาณ 12 เมตร และจบลงที่ยามดึกของคืนวันที่ 9 จะมีการแห่พระไปส่งทะเลบริเวณสะพานหิน และนำเสาโกเต้งลง ดับโคมไฟทั้งเก้า เป็นอันเสร็จพิธีกินเจที่ภูเก็ต

วันที่สิบ เป็นวันส่งเจ้ากลับ

เทศกาลกินเจ 2563 ไม่กินสัตว์ใหญ่ เพื่อได้บุญหลวง

เทศกาลกินเจ 2563 ตรงกับวันที่ 17-25 ตุลาค  ช่วงเวลา 10 วันของ เทศกาลกินเจ เรากินเจเพื่ออะไร พร้อมแนะนำอาหารเจ วิธีล้างท้องก่อนกินเจ และ 20 คำถามกินเจ กินได้ไหม ทำแบบนี้ได้ไหม มาร่วมหาคำตอบกัน

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) ของทุกปี เราจะเห็นธงสีเหลือง ๆ มีตัวอักษรจีนประดับอยู่ตามร้านอาหาร และที่ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้ว โดยในปี 2563 ปฏิทินจีนพบว่า เทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่ 17-25 ตุลาคม 2563
แต่บางคนอาจกินเจล่วงหน้า 1 วัน หรือที่เรียกว่า “ล้างท้อง” นั่นเอง และวันนี้เราก็มีความรู้เกี่ยวกับเทศกาลกินเจมาฝาก

ความหมายของเจ
คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีความหมายว่า “อุโบสถ” เดิมหมายความว่า “การกินอาหารก่อนเที่ยงวัน” ตามแบบอย่างของชาวพุทธที่รักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ที่จะไม่กินอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย เราจึงนิยมเรียกการไม่กินเนื้อสัตว์รวมไปกับการกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่กินอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า “กินเจ” ดังนั้น ความหมายของคนกินเจ ไม่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ

“การกินเจ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า “เจี๊ยะฉ่าย” หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว

ช่วงเวลากินเจ
ประเพณีกินเจที่ชาวจีนเรียกกันว่า “เก้าอ๊วงเจ” หรือ “กิ้วอ๊วงเจ” แปลว่า “เจเดือน 9” เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน รวม 9 วัน 9 คืน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคม ของไทย (ตามปฏิทินสากล) โดยคำว่า “เก้าอ๊วง” หรือ “กิ้วอ๊วง” แปลว่า “พระราชา 9 องค์” หรือนพราชา หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทั้ง 9 ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีกินผักกินเจ

เทศกาลกินเจ 2563 เริ่มวันไหน
สำหรับเทศกาลกินเจ 2563 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม ไปสิ้นสุดในวันที่ 25 ตุลาคม 2563

ความหมายของ “ธงเจ”
ในช่วงเทศกาลกินเจ เราจะสังเกตเห็นธงประจำเทศกาล โดยมีพื้นธงเป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นสีที่อนุญาตให้ใช้กับคน 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มกษัตริย์ ราชวงศ์ และกลุ่มอาจารย์ปราบผี ดังจะเห็นจากยันต์สีเหลืองตามภาพยนตร์จีน ดังนั้น สีเหลืองจึงเป็นสีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล บนธงจะเขียนตัวอักษรสีแดง อ่านว่า “ไจ” หรือ “เจ” มีความหมายว่า “ของไม่มีคาว” เหตุที่ใช้สีแดง เพราะชาวจีนเชื่อว่าเป็นสีมงคล สร้างความเจริญให้แก่ชีวิต

ธงเจนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจแล้ว ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตนถือศีลกินเจได้ตระหนักถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ และการตั้งอยู่ในศีลตลอดช่วงกินเจ

ทำไมต้องกินเจ เรากินเจเพื่ออะไร
จุดประสงค์หลักของการกินเจ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพ
2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากทุก ๆ วัน อาหารที่เรากินประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงามจึงไม่สามารถกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้
3. กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม เพราะการซื้อผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย ผู้ที่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจึงหยุดกิน หันมากินเจแทน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ให้อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

“หมอช้าง” แนะ 9 วันกินเจ รับพลังดวงดาวทั้ง 9

“หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา” นักพยากรณ์ชื่อดังได้เผยเคล็ดวิธีในช่วงเทศกาลกินเจว่า “9 วันในการกินเจ รับพลังดวงดาวทั้ง 9” เพื่อบูชาดวงดาวทั้ง 9 ดวงในทางโหราศาสตร์ ส่งผลดีต่อชีวิตในด้านต่างๆ สำหรับเทศกาลกินเจนี้ ร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้ที่ตั้งใจกินเจตลอด 9 วันนี้ ใครที่ไม่สะดวกอาจลองเป็นบางวันดูก่อนก็ได้ และเมื่อกายสะอาดแล้วอย่าลืมชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยนะ

9 วันในการกินเจ นอกจากจะได้ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว ยังเป็นการบูชาดวงดาวทั้ง 9 ดวงในทางโหราศาสตร์ ซึ่งดาวแต่ละดวงจะส่งผลดีต่อชีวิตในด้านต่างๆ

วันที่ 1 (ดาวทันหลัน) โชคในการเริ่มต้นสิ่งใหม่
วันที่ 2 (ดาวจี่เหมิน) โชคเรื่องสุขภาพ
วันที่ 3 (ดาวลี่ฉุน) เป็นที่รักและได้รับความเมตตา
วันที่ 4 (ดาวเหวินฉวี่) สติปัญญาและความก้าวหน้าด้านการศึกษา
วันที่ 5 ( ดาวเหลียนเจิน) ความมั่นคงในชีวิต
วันที่ 6 (ดาวอู๋ฉวี่) การงานก้าวหน้า , เลื่อนยศตำแหน่ง
วันที่ 7 (ดาวพั่วจวิน) มีชัยเหนือศัตรูคู่แข่ง
วันที่ 8 (ดาวจั่วฝู่) โชคลาภเงินอง
วันที่ 9 (ดาวอิ้วปี่) ชื่อเสียง , สำเร็จสมปรารถนา

“กินเจ” ได้บุญจริงหรือไม่? แล้วทำไมถึงได้บุญ!

คำว่า “เจ” หมายถึง การละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ การไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ คำว่า “เนื้อสัตว์” ในที่นี้รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์ด้วย เทศกาล กินเจ ในทุกๆปี จะตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามจันทรคติของปฏิทินจีน ดังนั้น จึงจะต้องมีการกินเจกันในช่วงเวลาเดือน 9 เป็นประจำทุกปี สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปี 2563 นี้ มีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม – 25 ตุลาคม 2563

การ กินเจ จะมีกฎและข้อยกเว้นที่นอกจากละเว้นเนื้อสัตว์แล้วยัง ยังห้ามรับประทานผักที่มีกลิ่นฉุนด้วย เช่น ผักชี กระเทียม หัวหอม กุยช่าย ใบยาสูบ การที่เราพูดกันว่าจะ “ถือศีลกินเจ” นั้น “การถือศีล” ในที่นี้ คือ การละเว้น ตัดทางโลก ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแล้ว และห้ามเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ในศีลในธรรมตลอดระยะเวลาที่ทำการถือศีลกินเจ

สำหรับคนที่เคร่งครัดมากๆ ก็จะต้องแยกภาชนะชุดใหม่ทั้งหมดไม่ใช่รวมกัน รวมไปถึงคนที่ปรุงอาหารเจก็ต้องรับประทานเจด้วยเช่นกัน เมื่อเทศกาลกินเจมาถึงร้านอาหารที่ขายอาหารเจ จะปักธงสีเหลืองที่เขียนอักษรสีแดงเอาไว้ เพื่อแสดงถึงว่าร้านนี้ขาย “อาหารเจ” ส่วนที่ต้องใช้สีเหลืองกับสีแดงเพราะว่า ทั้งสองสีนี้เป็นสีมงคลตามความเชื่อของชาวจีนนั่นเอง

การกินเจ สิ่งที่คุณจะได้รับมีหลักๆ ด้วยกัน 3 ข้อใหญ่ คือ
ได้สุขภาพที่ดี เพราะการกินเจ จะละเว้นจากเนื้อสัตว์บริโภคแต่ของที่มีประโยชน์ ดังนั้นเรื่องสุขภาพคือเรื่องแรกที่คนที่รับประทานอาหารเจจะได้ (แต่ต้องไม่ทานแป้งมากเกินไปด้วย)
ได้ฝึกการเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเพื่อนมนุษย์ แต่รวมไปถึงสัตว์ที่อยู่ร่วมโลกกับเราด้วย
ละเว้นการสร้างกรรมที่ไม่ดี เพราะเราไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ก็เท่ากับเราไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ทำกรรม ไม่ทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์
การถือศีลกินเจ เราทุกคนสามารถทำได้ แต่ควรจะตั้งใจทำด้วยใจจริง ในเมื่อเราล้างพิษให้ล้างกายแล้ว ก็ควรล้างใจให้บริสุทธิ์ด้วย ถึงจะได้บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่ควรจะสร้างความลำบากให้แก่ผู้อื่นและตัวเอง เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราลำบาก สอนให้เราเดินทางสายกลาง หวังว่าในเทศกาลกินเจนี้ ทุกท่านมีความสุข อิ่มบุญอิ่มใจกับการกินเจกันทุกคนนะ

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget