สำหรับคน นอนกรน วิวัฒนาการใหม่

คุณ นอนกรน เสียงดังจนต้องสะกิดปลุกกลางดึก
เวลาไปเที่ยวเพื่อนล้อว่าคุณ นอนกรน เสียงดัง จนบางครั้งต้องแอบไปนอนคนเดียวเพื่อไม่ให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี
สะดุ้งตื่น หรือพลิกตัวตอนนอน นอนกระสับกระส่าย เหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ
รู้สึกว่านอนไม่อิ่ม มีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลียหลังตื่นนอน ทั้งที่มีเวลานอนเพียงพอ หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อยกว่าปกติ ความคิดความสามารถในการจดจำลดลง และอาการจะหนักขึ้นถ้ามีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานยานอนหลับ
ง่วงนอนบ่อย หรือหลับง่ายในช่วงกลางวัน ขณะทำงานหรือเรียนหนังสือจนถึงขั้นมีอันตราย เช่น อุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ (หลับใน) หรือ อุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ
ปากแห้ง คอแห้งในตอนเช้า เพราะต้องหายใจทางปากทั้งคืน
เสียงกรน คือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อน ขณะนอนหลับในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่างๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อน จนเกิดการสั่นมากกว่าปกติ ผลก็คือมีเสียงกรนตามมา ยิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้น จนที่สุดการปิดกั้นนี้มากถึงอุดตันทางเดินหายใจจนหมด ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์

สาเหตุของการนอนกรน
อายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย
เพศชาย มีโอกาสนอนกรนมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่ากับผู้ชาย
โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอ เบียดช่องหายใจให้แคบลง
ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลในการลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ
การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทางเดินหายใจจึงตีบแคบลง เกิดการอุดตันนอนกรนได้ง่าย
อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก
กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคนอนกรนมากกว่าคนปกติ
ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน
โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) ทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน
ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (simple snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอ ไม่มีหายใจสะดุด หรือเสียงฮุบอากาศ เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย ความดังของเสียงกรนจึงไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ เนื่องจากการกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วย จึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้
ชนิดที่เป็นอันตราย (snoring with obstructive sleep apnea) คนที่นอนกรนภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลัก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานอน 7- 8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน หลงลืม ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลงซึ่งการนอนกรนชนิดนี้อาจนําไปสู่การหยุดหายใจขณะหลับได้
โรคนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ Obstructive Sleep Apnea (OSA)
โรคนอนกรนและหยุดหายใจเกิดขึ้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น เพราะสมองกําลังพักผ่อนทําให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทํางานน้อยลง ท่อทางเดินหายใจส่วนต้นก็จะฟีบเข้าหากันเหมือนการดูดหลอดกาแฟ ทําให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ เนื่องจากขาดอากาศหายใจจึงต้องพยายามหายใจแรงขึ้น เพื่อเปิดทางเดินหายใจนี้เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นบ่อยๆ ทําให้หลับไม่ลึกและรู้สึกง่วงนอนตอนกลางวัน เพลีย และไม่สดชื่นเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา เช่น ประสิทธิภาพการทํางานลดลง
ความจําไม่ดี หงุดหงิดง่าย ง่วง หลับใน และหากทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ได้รักษาอาจนําไปสู่
โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคซึมเศร้า

แนวทางรักษาโรคนอนกรน
การผ่าตัดร่วมกับการจัดฟัน รวมถึงการใส่เครื่องมือในช่องปาก เป็นหนึ่งในทางเลือกของการรักษาอาการนอนกรน การใส่เครื่องมือในช่องปากปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดใดๆ ค่ารักษาพยาบาลถูกกว่าวิธีอื่น ใส่ได้ง่าย สบายทำให้ใส่ได้ตลอดทั้งคืน

ขั้นตอนการใส่เครื่องมือ
ครั้งแรกคนไข้จะต้องเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อตรวจในช่องปาก
แพทย์จะส่งทำ Sleep Test (ตรวจการนอนหลับ) เพื่อแยกความผิดปกติ เพราะหากเกิดจากระบบประสาทก็จะไม่สามารถใช้เครื่องมือกันกรนได้เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าสามารถใช้เครื่องมือได้แล้ว ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ปากเพื่อส่งLab จัดทำเครื่องมือ จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์แล้วนัดหมายคนไข้ให้มาลองใส่เครื่องมือนอนกรน
คนไข้จะได้ทดลองใช้เครื่องมือกันกรน 2 สัปดาห์ และนัดหมาย ติดตามอาการ
หลังจากนั้นอีก 1 เดือน แพทย์จะทำการนัดหมาย Check เครื่องมือกันกรน ว่าจะต้องเพิ่มขนาด elastic เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละบุคคล หรือไม่
เครื่องมือชนิดนี้มีหลายแบบ หลายรูปร่าง แต่หลักการทำงานเหมือนกันคือ ยึดขากรรไกรล่างให้เคลื่อนมาข้างหน้า โคนลิ้นจะถูกดันออกมาด้วยทำให้ช่องคอเปิดออกและทำให้อากาศผ่านเข้าได้ง่ายขึ้น ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นและเสียงกรนเบาลง แต่ข้อเสีย คือจะต้องนอนคาบเครื่องมือกันกรนทั้งคืน แต่เมื่อชินแล้วก็จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้นทำให้ร่างกายได้นอนเต็มอิ่มแบบไม่ต้องหยุดหายใจชั่วขณะอีกต่อไป ทั้งนี้ อาจมีผลข้างเคียงจากการใส่เครื่องมือกันกรน เพราะถ้าหากยื่นขากรรไกรมากเกินไป ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อต่อขากรรไกร หรือกระทั่งมีอาการฟันไม่สบกันหลังจากถอดเครื่องมือกันนอนกรนได้ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เพราะฉะนั้นผู้ป่วยจึงควรได้รับการรักษากับทันตแพทย์เฉพาะทาง ที่เหมาะสม และต้องมาตรวจเครื่องมือกันกรนเป็นระยะอย่างเคร่งครัด การรักษาด้วยวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของอาการตั้งแต่น้อยถึงปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยการผ่าตัดจะมีความปลอดภัยกว่าทำง่ายกว่า และที่สำคัญราคาถูกกว่า จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ใครที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการเหล่านี้สามารถไปพบแพทย์ได้ อ่านเพิ่มเติม

การตรวจ อัลตราซาวด์ 4 มิติ (ULTRASOUND 4D)

การตรวจ อัลตราซาวด์ ระหว่างตั้งครรภ์มีประโยชน์ในการตรวจความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกายทารกในครรภ์ (Fetal Structural Abnormality) โดยเฉพาะโครงสร้างหลัก (Major Structures) ได้แก่ กระโหลกศีรษะ เนื้อสมอง โครงกระดูก แขนขา ช่องอก เนื้อปอด หัวใจ ผนังหน้าท้อง อวัยวะหลักภายในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ความผิดปกติของลำไส้บางชนิด กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น
ประเภทของการตรวจอัลตราซาวด์
อัลตราซาวด์2 มิติ (2D)
อัลตราซาวด์3 มิติ (3D)
อัลตราซาวด์4 มิติ (4D)

อัลตราซาวด์2 มิติ (2D) เป็นการส่งคลื่นเสียงและรับภาพในแนวระนาบ หรือมี 2 มิติ คือ เหมือนภาพหน้าตัดตามขวางหรือยาวของวัตถุ ทำให้ภาพที่ปรากฏไม่มีความลึกที่เสมือนวัตถุจริง มีความละเอียดน้อยกว่าอัลตราซาวด์ 3 มิติ หรือ 4 มิติ รวมทั้งไม่สามารถเก็บภาพต่อเนื่องและวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวแบบอัลตราซาวด์ 4 มิติ
อัลตราซาวด์3 มิติ (3D) เป็นการสแกนภาพหรือวาดตามองบริเวณผิวนอกเหมือนเราดูวัตถุ หรือดูคนก็จะเห็นผิวนอกของคนนั้นเป็นภาพ 3 มิติ คือมีความกว้าง ความยาว และความลึก หัวตรวจ และอุปกรณ์ประมวลผลจะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยหัวตรวจจะส่งคลื่นเสียงในลักษณะหลายระนาบ จะเห็นลักษณะของพื้นผิว แสดงภาพเสมือนวัตถุจริง คือ แสดงลักษณะพื้นผิวเป็น 3 มิติ แต่เป็นภาพนิ่ง
การตรวจอัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D) เป็นคลื่นเสียงความถี่สูง ถูกส่งผ่านวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว มีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ตรวจ จึงสามารถเห็นทารกเคลื่อนไหวอยู่ในครรภ์มารดาเสมือนจริงแบบ Real-time สามารถเห็นกริยา อาการ และอิริยาบถที่กำลังกระทำอยู่ในขณะตรวจครรภ์ เช่น การหาว การขยับนิ้ว การหันหน้า การได้ยินเสียงหัวใจลูกน้อยเต้น เป็นต้น ที่ดูต่อเนื่องกันไปเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนดูภาพยนตร์ซึ่งต่างจากอัลตราซาวด์ 3 มิติ ช่วยให้สามารถศึกษาพฤติกรรมต่างๆ ของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ อัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D) จะเป็นภาพที่ดูง่ายสำหรับบุคคลทั่วไป และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะภายนอก เช่น ปากแหว่ง นิ้วมือ เท้าเกิน เป็นต้น การที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมองเห็นลูกน้อยได้ ยังเป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัวระหว่างพ่อแม่ลูกให้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์อีกด้วย แพทย์ยังสามารถทำการประเมินว่าทารกมีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการใน ครรภ์ที่เหมาะสม อาทิ
ตำแหน่งทารก สายสะดือ และปริมาณน้ำคร่ำที่อยู่รอบทารก
โครงสร้างกะโหลกศีรษะ และสมองทารก อ่านเพิ่มเติม

ยิ่งกินยิ่งดีต่อผิวพรรณหรือไม่ วิตามินซี มีดีอย่างไร

ว่ากันว่าสาวๆ คนไหนไม่อยากมีผิวเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ต้องกิน วิตามินซี จริงหรือ?
วิตามินซี เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำ โดยที่ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จำเป็นต้องได้รับวิตามินชนิดนี้จากการรับประทาน โดยมากวิตามินซีจะอยู่ในกลุ่มของอาหารประเภทผักและผลไม้ชนิดต่างๆ พบมากในส้ม สับปะรด มะขาม สตอร์เบอร์รี่ ฝรั่ง มะนาว มะเขือเทศ แต่สำหรับคนที่ไม่นิยมการรับประทานผักและผลไม้ อาจจะต้องทานวิตามินซีเสริม
ประโยชน์ของวิตามินซี
ในด้านสุขภาพวิตามินซีมีประโยชน์มากมาย อาทิ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราไม่ป่วยหรือเป็นหวัดได้ง่ายๆ เพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคลอเลสเตอรอลในร่างกาย ส่วนในด้านของความสวยความงามวิตามินซีก็มีประโยชน์ ช่วยให้สาวๆ สวย สดใสได้เช่นกัน โดยวิตามินซีจะเป็นตัวกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิวพรรณ เสริมสร้างคลอลาเจน และต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าวิตามินซีจะสามารถทำให้ผิวพรรณของเหล่าสาวๆ สวยขึ้น สุขภาพดีดูเรียบเนียน จุดด่างดำจางลงอย่างเห็นได้ชัด
วิตามินซี มีดีต่อผิวอย่างไร
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
เป็นตัวสร้างคอลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง
ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ อ่านเพิ่มเติม

อากาศร้อน ผ่านมาอาหารที่ต้องระวังใครทานเข้าไปเยอะ

อากาศร้อน ๆ แบบนี้ยิ่งทำให้เราหงุดหงิด แถมอาจส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้ อากาศร้อน ยังทำให้ของสด ของคาว ที่ไม่ได้รับการดูแลแช่แข็งอย่างดี เน่าเสียได้ง่ายๆ หากเราทานอาหารที่ไม่สดสะอาด อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอุจจาระร่วงได้ ดังนั้นก่อนที่จะรับประทานอะไรในช่วงหน้าร้อนก็ควรเลือกดูให้ดี ตัวอย่างอาหารยอดนิยมสำหรับหน้าร้อนที่ต้องระมัดระวังไว้ให้มาก คือ
น้ำแข็งไส
ในช่วงที่อากาศร้อนๆ แบบนี้ หลายคนคงนึกถึงอะไรเย็นๆ ที่กินแล้วสดชื่น คลายร้อน ซึ่งน้ำแข็งไส หวานเย็น รวมถึงไอศกรีม อยู่ในตัวเลือกที่หลายคนนึกถึง ควรระวังเรื่องความสะอาดของน้ำแข็ง ซึ่งก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ หรือบิดได้
อาหารประเภท ยำ ลาบ ส้มตำ
เมนูเหล่านี้ใครๆ ก็รู้ว่าฮิตกันแค่ไหน แต่หากไม่สะอาดรับรองว่าอาจทำให้อุจจาระร่วง หรืออาหารเป็นพิษกันได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าเป็นร้านส้มตำข้างทางที่ไม่สะอาด หรือปรุงไม่ถูกสุขอนามัย เช่น ปูดองไม่สะอาด ปลาร้าไม่ต้มสุก หรือมีเชื้อโรคปนเปื้อนก็ยิ่งน่าเป็นห่วง
ซูชิ
ต้องบอกว่าเราเริ่มคุ้นกับซูชิตลาดนัด ที่มีให้เลือกหลายหน้า แถมราคาย่อมเยา แน่นอนหลายๆ เจ้าละเลยเรื่องของความสะอาด ขาดความรู้เกี่ยวกับการดูแลวัตถุดิบจากแหล่งผลิต ซึ่งอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียในอากาศ ผู้ที่ซื้อไปทานก็อาจมีอาการท้องร่วง ท้องเสียตามมา

อาหาร หรือ ขนมที่ราดด้วยกะทิ
มีความเสี่ยงต่อการท้องร่วง ท้องเสีย มากจากการบูดง่ายของกะทิเพราะอากาศร้อน คือตัวการทำให้อาหารบูดเน่าได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ ไม่ว่าจะเป็นเส้นขนมจีน น้ำยากะทิ รวมไปถึงผักสดที่ไม่ล้าง หรือล้างไม่สะอาด
อาหารทะเล
ช่วงหน้าร้อนหลายๆ บ้านเลือกออกไปเที่ยวทะเล และเมื่อถึงทะเลเราจะพลาดอาหารทะเลไปได้อย่างไร สิ่งที่ต้องระวัง คือเมื่อจะรับประทานก็ต้องปรุงให้สุกดีๆ เสียก่อน โดยเฉพาะหอยที่นิยมรับประทานแบบสุกๆ ดิบๆ ควรเลี่ยง เพราะใครที่เคยมีประสบการณ์อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) จากอาหารทะเลมาแล้ว จะรู้ว่าเวลาเป็นมันทรมานสุดทนขนาดไหน
อาหารหมักดอง
ไม่ว่าจะผลไม้ กะปิ แหนม ปลาร้า หากไม่สะอาด เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน นอกจากนี้ถ้ามีเชื้อไวรัสก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะในแหนม นอกจากจะมีโอกาสได้รับพยาธิตัวตืดแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

“ไฟโบรสแกน” (FIBROSCAN)ตรวจสุขภาพตับ ง่ายๆ ด้วย

เมื่อเราไม่มั่นใจว่า ณ ปัจจุบันตับเรายังมีความสุข สุขสบายดีอยู่หรือไม่นั้น เราสามารถ ตรวจเช็คการทำงานของตับด้วย ด้วย “ ไฟโบรสแกน ”

“ตับ” เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญ อาทิ ย่อยอาหารประเภทไขมัน ขจัดสารพิษ ทำลายเชื้อโรค ถ้าเราไม่ใช้งานตับมากเกินไป ตับก็จะสามารถทำหน้าที่ของเขาได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อวันใดก็ตามที่เราละเลย ขาดการเอาใจใส่ตับ ทั้งเรื่องอาหารการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็อาจเป็นการทำลายตับได้แบบที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ไฟโบรสแกน (FibroScan) คืออะไร
ไฟโบรสแกน คือ เทคโนโลยีในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ และตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับ โดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือเจ็บปวดใดๆ กับร่างกาย และลดอัตราความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เมื่อเทียบกับการเจาะตัว (Liver Biopsy)
ตรวจ ไฟโบรสแกน (FibroScan) เพื่ออะไร
ผลตรวจไฟโบรสแกน สามารถช่วยในการติดตามผลดำเนินโรค และประเมินระดับความรุนแรงของภาวะตับแข็ง เพื่อเช็คการตอบสนองและวางแผนการแก้ไขต่อไป โดยอาจใช้แทนการเจาะเนื้อตับในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามหรือปฏิเสธการเจาะตับ
ข้อดี ของการตรวจไฟโบรสแกน (FibroScan)
1.ไม่เกิดความเจ็บปวด และไม่เป็นอันตรายใดๆ กับร่างกาย
2.ตรวจง่าย รวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 5-10 นาที
3.ทราบผลทันที
ในการตรวจจะรู้สึกสั่นสะเทือนบริเวณผิวหนังที่ปลายหัวตรวจเล็กน้อยในกรณีที่ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจซ้ำได้หลายครั้งและปลอดภัย และควรตรวจจากแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับหรือบุคลากรที่ได้รับการอบรมจะเป็นผู้ตรวจไฟโบรสแกน
อาการแบบไหนที่ควรตรวจโบรสแกน (FibroScan)
1.มักรู้สึกอ่อนเพลีย อาหารไม่ย่อย
2.มีประวัติการดื่มสุราเรื้อรัง
3.มีประวัติว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งตับ
4. มีอาการตาเหลืองและตัวซีดเหลืองผิดปกติ
ข้อห้ามในการตรวจไฟโบรสแกน(FibroScan)
ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากคลื่นความถี่จากเครื่องไฟโบรสแกนอาจมีผลต่อการพัฒนาการและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ แพทย์จึงไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์เด็ดขาดและไม่ควรให้หญิงตั้งครรภ์อยู่ใกล้กับตัวเครื่องในขณะเปิดใช้งานด้วย
วิธีการตรวจไฟโบรสแกน (FibroScan)
นอนหงายโดยยกแขนทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ทาเจลที่หัวตรวจหรือผิวหนังคนไข้เล็กน้อย
ทำการตรวจวัดที่บริเวณตำแหน่งตรงกลางเนื้อตับทั้งหมด 10 ครั้งในจุดเดียวกัน อ่านเพิ่มเติม

ความหัศจรรย์ของ ตับ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย

การศึกษาค้นคว้าของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยมีการพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่ของ ตับ ว่า นอกจากตับจะเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายแล้ว ยังเป็นอวัยวะเพียงชิ้นเดียวที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลาย หรือเสียหายไปได้ แต่การงอกใหม่นี้ไม่ได้เกิดได้กับทุกกรณี มีการอธิบายไว้ว่า แม้ว่าเซลล์ของตับส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่หยุดแบ่งตัวแล้ว แต่จะมีแค่ประมาณ 1 ใน 20,000 เซลล์เท่านั้นที่อยู่ในระยะแบ่งตัว โดยปกติแล้วเซลล์ตับจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 5 เดือน นั่นหมายความว่าเมื่อตับได้รับอันตรายทำให้เซลล์ตาย หรือเนื้อตับถูกตัดออกไป เซลล์ตับก็จะสามารถแบ่งตัวกลับมาทำให้ตับมีขนาดเท่าเดิมได้ แต่ทั้งนี้ การจะแบ่งตัวได้ก็จะต้องได้รับสารกระตุ้น (Hepatocycle Growth Factor) ที่มาจากเลือด หรือเซลล์ใกล้เคียงตับจะสามารถซ่อมแซมบริเวณที่เสียหายภายในระยะเวลา 30 วัน ดังนั้นสิ่งที่คืนมา คือขนาดของตับที่งอกขึ้นมาเท่าเดิม อ่านเพิ่มเติม

พฤติกรรม “ติดเค็ม” เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากสารเคมี อาหารไขมันสูง อาหารหมักดอง ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว รู้มั้ยว่าแค่อาการ “ ติดเค็ม ”ก็ทำให้เรามีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารโดยไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน
แค่ “ ติดเค็ม ” ก็เป็นเรื่องใหญ่
ลองสังเกตตัวเองสิว่า เราเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม
เติมน้ำปลา หรือซีอิ๊วทุกครั้งก่อนชิมอาหาร
กินข้าวไป เหยาะพริกน้ำปลาไปแทบทุกคำ
ชอบกินขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็ม
ชอบกินอาหารสำเร็จรูป (ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรสเค็ม)
ชอบกินอาหารหมักดองเป็นพิเศษถ้าใช่แม้เพียงข้อเดียว ก็อาจทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเพราะ “ติดเค็ม” ได้แล้ว

ทำไม “ติดเค็ม” ถึงอันตราย
นอกจากพฤติกรรมการชอบปรุงอาหารให้มีรสเค็ม ร่วมกับการชอบรับประทานอาหารที่มีรสเค็มอย่างอาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง ขนมกรุบกรอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีโซเดียมสูง ยิ่งรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับว่าร่างกายมีการสะสมของโซเดียมเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ผลที่ได้นั้นเกินกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก คือจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมไปถึงหลอดอาหารได้ง่ายๆ เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราได้รับปริมาณโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลให้ปริมาณเกลือโพแทสเซียมลดลง และนั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ยิ่งถ้าคนที่มีอาการติดเค็มแบบนี้นานๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่านั่นเอง นี่ยังไม่รวมกับอาหารอื่นๆ ที่มีปริมาณโซเดียมปนอยู่แล้วด้วยนะ อ่านเพิ่มเติม

เตรียมสุขภาพก่อนออกเดินทาง ระวัง ตะคริว และภาวะขาดน้ำ

“ ตะคริว ” และ “ ภาวะขาดน้ำ ” สามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเวลา เกิดจากการที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ และการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเป็นเวลานานก็อาจเป็น ตะคริว โดยเฉพาะในสภาพอาการที่ร้อน และมีประชาชนหน้าแน่น
สาเหตุของการเกิดตะคริว >> มีทั้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด หรือโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เพราะมีภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายแข็งตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดบริเวณน่องไม่ดี รวมทั้งการเสียเหงื่อมาก จากสภาพอากาศร้อน ร่างกายขาดสารน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือดต่ำ ได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม โปแตสเซียม
การป้องกันการเกิดตะคริว >> แนะนำให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางมาแสดงความอาลัย ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ คือวันละไม่ต่ำกว่า 6-8 แก้วหรือให้ได้วันละ 2 ลิตร โดยให้จิบต่อเนื่อง
แนะนำ : จิบน้ำบ่อยๆ วันละ 2 ลิตร ป้องกันการเกิดตะคริว *อย่าอดน้ำ เลี่ยงดื่มชา กาแฟ กินนมสด โยเกิร์ต กล้วยหอม เสริมเกลือแร่ให้ร่างกาย

DID YOU KNOW !!
อย่ากลัวการดื่มน้ำระหว่างเดินทาง เพราะเกรงว่าจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย ไม่สะดวกเข้าห้องน้ำ จึงทำให้ร่างกายขาดน้ำ
ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มระหว่างเดินทางได้แก่ ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น และร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย
อาหารที่ควรรับประทานเพิ่ม >> นมสด กล้วยหอม โยเกิร์ต ผักโขม ปลาเล็กปลาน้อย เป็นต้น เนื่องจากมีประโยชน์และมีเกลือแร่ประเภทแคลเซียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม
อย่างไรก็ตาม วิธีการตรวจสอบตัวเองว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากสีของน้ำปัสสาวะทุกครั้ง หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าร่างกายขาดน้ำ ให้ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นจนกว่าจะหยุดกระหายน้ำและสีของปัสสาวะใส
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การเกิดอาการตะคริวที่น่องอย่างไร ค่อยๆ ใช้กำลังดันปลายเท้าข้างที่เป็นเข้าหาเข่า โดยค่อยๆ เพิ่มกำลังดัน เพื่อยืดกล้ามเนื้อที่เกร็ง ให้ยืดออกให้อยู่ในความยาวที่ปกติ จนกระทั่งหายปวดประมาณ 1-2 นาที แล้วปล่อยมือ หากยังมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อน่อง ให้ทำซ้ำ จนกระทั่งปล่อยมือแล้วไม่มีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
ระวัง !! ฮีทสโตรก หรือ ภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้
จากผลของสภาพอากาศที่ร้อน โดยจะมีอาการพบได้ตั้งแต่ ปวดศีรษะ หน้ามืด เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็น “ฮีทสโตรก” ได้สูงกว่าคนทั่วไป
1.ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด
2.เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุ
3.ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4.คนอ้วน
5.ผู้ที่อดนอน
6.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อ่านเพิ่มเติม

รู้ไหม? 6 สิ่งนี้ช่วยเคลียร์อาการปวดหัว ไมเกรน ได้

ทุกคนเคยทำงานเเล้วปวดหัวไหม กับอาการปวดหัวขนาดใหญ่ กับ ไมเกรน ที่เราไม่สามารถจะปฏิเสธได้เลย อาการเเบบนี้เราสามารถลดอาการเสี่ยงได้หรือไม่ อาจจะหาตัวช่วยอะไรให้อาการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับเราได้

หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น นมวัว เนย ชีส ช็อคโกแลต ไวน์แดง เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถั่วบางชนิด กล้วยสุก ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำตาลเทียม ผงชูรส หรือพวกไส้กรอก เซซามิ แฮม เพราะมีส่วนกระตุ้นอาการปวดไมเกรนได้ หากหลีกเลี่ยงก็จะช่วยลดความถี่ของอาการปวดได้
ประคบน้ำแข็ง แช่เท้าในน้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่เกิดอาการปวดหัวไมเกรน และให้เเช่เท้าด้วยน้ำอุ่นไปพร้อมกัน ประมาณ 20 นาทีก็จะช่วยลดอาการปวดหัวให้ลดน้อยลง
น้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นธรรมชาติของลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ ลองนำน้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์หยดลงไปในน้ำร้อนสัก 2-3 หยด จากนั้นสูดดมไอระเหย ก็จะช่วยบรรเทาอาการได้มาก
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่อย่าให้มากจนเกินไป อยู่ที่ประมาณ 6-8 ชม.ต่อวัน และพยายามเข้านอน ตื่นนอน ให้ตรงเวลาทุกวัน
ออกกำลังกายให้ได้เป็นประจำ ให้ได้วันละ 30 นาทีเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน จะทำให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และลดความถี่ของอาการปวดไมเกรนได้
ดื่มน้ำขิงร้อน ขิงมีฤทธิ์ในการลดกระบวนการอักเสบ ลดอาการปวดในร่างกาย ลดการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ที่ทำให้ปวด และอักเสบได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีอาการให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ อ่านเพิ่มเติม

แบบไม่ต้องเจ็บตัว MRI เช็คความ ผิดปกติของสมอง

อย่าเพิ่งคิดว่าการตรวจเช็คความ ผิดปกติของสมอง นั้นเป็นเรื่องน่ากลัว หรือจะต้องเจ็บตัว เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจเช็คความ ผิดปกติของสมอง ได้ โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว
ทำความรู้จัก MRI เครื่องมือช่วยวินิจฉัยโรค
การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI Brain) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นวิทยุร่วมกับคลื่นสนามแม่เหล็กแรงสูง สร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้รังสีเอกซเรย์ในการทำให้เกิดสัญญาณการสร้างภาพทั้ง 3 ระนาบ (3 Dimensions) ที่มีความใกล้เคียงกับอวัยวะจริงมากที่สุด ดังนั้นภาพที่ออกมาจึงทำให้แพทย์สามารถพบเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน และมีความแม่นยำสูง มักใช้ยืนยันผลวินิจฉัยหลังจากการทดสอบอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจหลายวิธี
เน้นความแม่นยำ…แยกแยะความแตกต่างได้ชัดเจน
ทั้งนี้การตรวจ MRI สามารถใช้ตรวจได้เกือบทุกระบบของร่างกาย เช่น ระบบสมอง ไขสันหลัง ระบบช่องท้องทั้งหมด ระบบกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อหัวใจหลอดเลือด ตับ มดลูก ต่อมลูกหมาก หรืออวัยวะภายในอื่นๆ โดยภาพที่ถ่ายจะมีความคมชัดสูง ซึ่งนอกจากจะเป็นการตรวจที่ให้ความแม่นยำสูง ยังมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเพื่อนำมาใช้ประกอบการรักษาและติดตามผลของแพทย์ โดยสามารถตรวจ จำแนกคุณสมบัติที่แตกต่างในการตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อและกระดูกได้ชัดเจน รวมถึงดูความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง และลำตัวได้โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี การตรวจด้วยเครื่อง MRI ผู้ป่วยต้องเข้าไปนอนในเครื่องที่มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ดังนั้นจึงสามารถดูได้ทุกระนาบโดยไม่ต้องทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยไม่ได้รับรังสีเอกซเรย์ และไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ

มั่นใจในความปลอดภัย…ตลอดขั้นตอนการตรวจ
ในการตรวจ MRI นั้นผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการ เพื่อให้ได้รับความปลอดภัยและแปลผลการตรวจโดยทีมรังสีแพทย์ (Sub-specialty radiologist) อ่านผลด้วยความแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว อีกทั้ง ผู้ป่วยยังไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากก็สามารถตรวจได้ทันที โดยแสดงภาพระบบอวัยวะครั้งละระบบ เช่นการตรวจสมอง จะแสดงภาพของเนื้อเยื่อสมอง และอวัยวะอื่นๆ บริเวณสมอง ไม่สามารถเห็นอวัยวะบริเวณช่องอก หรือช่องท้องได้ โดยแพทย์จะเขียนใบส่งตรวจระบุชัดเจนว่าต้องการตรวจอวัยวะส่วนใด ดังนั้นจะต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ที่ทำการรักษาก่อนเข้ารับการตรวจ MRI พร้อมมีการซักประวัติอย่างละเอียด ระบบการระบุตัว ระบุส่วนที่ตรวจ โดยผู้ป่วยต้องนอนในอุโมงค์เอกซเรย์อ ย่างน้อย 30-40 นาที ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ต้องการตรวจ
4 ข้อเด่น เมื่อตรวจเช็คความผิดปกติของสมองด้วย MRI อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget