ขณะชาร์จ แบตเตอร์รี่ มือถืออันตรายจากการใช้หูฟังเพลง

จากกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการเสียบหูฟังเพลงไปพร้อมกับขณะที่ชาร์จ แบตเตอรี่ โทรศัพท์มือถือ จะส่งผลกระทบต่อสมอง หรือระบบประสาทหรือไม่ และหากเกิดไฟฟ้าช็อต จะเป็นอันตรายอย่างไร
ในปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคลื่นจากโทรศัพท์มือถือมีอันตรายหรือไม่ และจากงานวิจัยที่ออกมาให้เห็นนั้นมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากมือถือส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกในสมองได้ ดังนั้น สิ่งที่อยากแนะนำให้ยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน คือ

หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะที่ตัวเปียก
ขณะหลับควรนำโทรศัพท์มือถือออกห่างตัว
ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะชาร์จ เพราะหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายเข้าสู่สมองได้โดยตรง

โดยปกติแล้วหากเกิดปัญหาเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่เราทราบข่าวกันมา ถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร อาจส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นเกิดการระเบิด หรือไฟฟ้ารั่ว ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือและมีการเสียบสายหูฟังร่วมด้วยก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่า สายหูฟังนั้นจะเป็นตัวนำส่งและรับสัญญาณไฟฟ้าที่รั่วเข้าสู่หู ซึ่งหูของคนเราเชื่อมต่อกับสมองโดยตรง ทำให้เพิ่มความรุนแรงในการบาดเจ็บขึ้นได้
ทั้งนี้ แม้ไฟฟ้าที่รั่วไหลมีขนาดไม่มากนัก ก็สามารถทำลายระบบประสาทได้ เช่น ทำให้มีอาการมึน งง แต่ถ้าปริมาณมากขึ้นอาจจะเกิดไฟดูด ซึ่งเป็นการที่ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายเราไป บางรายอาจจะหมดสติได้ ปกติจะหมดสติไป 2-3 ชั่วโมง แต่ที่พบบ่อย คือ 5-10 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟฟ้า อ่านเพิ่มเติม

แบบไหนที่ใช่ สำหรับคุณ ปวดศีรษะ

อาการ ปวดศีรษะ ทั้ง ปวดศีรษะ จี๊ดๆ ปวดตุบๆ และอีกสารพัดปวด ซึ่งรูปแบบและอาการที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุหลากหลายออกไป ทั้งจากความเครียด กิจวัตรประจำวัน อาหาร ระยะเวลาการพักผ่อน รวมถึงโรคภัยต่างๆ มาดูกันว่าอาการปวดศีรษะที่คุณเผชิญอยู่มาจากปัจจัยใดบ้าง? และอันตรายมากน้อยแค่ไหน?

อันตรายถึงชีวิต หากมีอาการปวดศีรษะแบบนี้
ตื่นเช้ามาแล้วปวดศีรษะเลย
ปวดในช่วงเวลาที่เบ่ง หรือถ่ายอุจจาระ
ปวดศีรษะที่มาพร้อมอาการมองไกลๆ อาจเห็นเป็นภาพเบลอ ซ้อนจาก1คน เห็นเป็น 2 คน
มีไข้ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน พร้อมกับอาการปวดศีรษะ
ลักษณะนี้เข้าข่าย อาการปวดศีรษะกลุ่มร้ายแรง (Organic Headache) ที่ต้องรีบพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ แนะนำให้คุณสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง ปวดเวลาไหน ปวดแบบใดถ้าการปวดนั้นต่างจากอาการปวดที่เคยเป็นแล้วหาย กลายเป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีช่วงเวลาหายปวด หรือมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงโรคที่อาจจะเกิดได้ เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ต้อหิน หรือ ภาวะน้ำในโพรงสมองอุดตัน เป็นต้น

อาการปวดศีรษะแบบธรรมดา ไม่ร้ายแรง (Functional headache) สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ระดับความปวดมากน้อยลดหลั่นกันไป เช่น
ปวดศีรษะจากภาวะกล้ามเนื้อบีบเกร็ง อาจมีอาการปวดศีรษะอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันก็ได้ บางรายอาจรู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม ตาพร่านิดๆ อาการปวดศีรษะนี้ถือว่าเป็นการปวดศีรษะทั่วไป มักสัมพันธ์กับช่วงอากาศร้อน นอนไม่หลับ เครียด ทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ ใช้ตามากๆ มีความวิตกกังวล ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือดื่มชา กาแฟมากเกินไป
ปวดไมเกรน เป็นอาการปวดหัวที่พบบ่อย ลักษณะการปวดจะมาในรูปแบบของการปวดศีรษะข้างเดียว ปวดตุบๆ ข้างเดียวคล้ายจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือปวดหนักๆ ข้างเดียวบริเวณเบ้าตา ขมับ ในแต่ละรอบจะมีการปวดย้ายข้าง ขวาบ้าง ซ้ายบ้าง เวลาปวดไมเกรนมักจะปวดค่อนข้างแรง บางครั้งปวดจนทำอะไรไม่ได้เลย อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ส่วนใหญ่รับประทานยาพาราเซตามอลแล้วเอาไม่อยู่ ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและใช้ยาให้ตรงกับอาการ

เมื่อต้องเผชิญกับอาการปวดศีรษะต้องทำอย่างไร?
สำหรับใครที่มีอาการปวดศีรษะแบบเป็นๆ หายๆ บ่อยเกินปกติ ควรหาเวลามาตรวจสุขภาพพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยกันบ้างดีกว่านะคะ เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจทางระบบประสาท หรือตรวจตาและตรวจกระดูกสันหลังที่คอ นอกจากนี้ การนวดบำบัด ทำสปาหรือกดจุดบ้างก็เป็นผลดี เพราะศาสตร์นี้เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาอาการปวดศีรษะได้อย่างดี อ่านเพิ่มเติม

ซิฟิลิส syphilis โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ซิฟิลิส syphilis โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
รักษาหายได้ แต่ต้องอาศัยยาหลายชนิด และอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ติดต่อได้อย่างไร?
– ทางเพศสัมพันธ์
– จากแม่ไปสู่ลูก
– สัมผัสโดยตรงกับแผลของผู้ป่วย
อันตรายแค่ไหน?
– ติดซิฟิลิส ของทารกในครรภ์ทำให้ เกิดการแท้งพิการแต่กำเนิด
– ระบบประสาท หัวใจ ตับ อวัยวะสำคัญ ถูกทำลาย
– รุนแรงถึงขั้น เสียชีวิต
วิธีป้องกัน
– งดการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง
– ตรวจคัดกรองก่อนแต่งงาน อ่านเพิ่มเติม

จาก กรรมพันธุ์ เบาหวาน เรื่องฮิตที่ไม่ฮิตอีกต่อไป

โรคเบาหวาน หลายคนทราบแล้ว และหลายคนเข้าใจว่าเบาหวานเกิดจาก กรรมพันธุ์ แต่จริงๆแล้วเบาหวานเกิดจาก 2 กรรม คือ พันธุกรรมและพฤติกรรม
พันธุกรรม  คือ มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
พฤติกรรม คือ พฤติกรรมการปฏิบัติตัว ได้แก่ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น อายุ น้ำหนักตัว การดื่มแอลกอฮอล์และเสพยาสูบเป็นต้น

แสดงว่าทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้ ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ คือ ป้องกันไม่ให้เกิดเบาหวานนั่นเอง
การป้องกันไม่ให้เกิดเบาหวานทำได้ไม่ยาก โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการเลือกรับประทานที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์ ทุกอย่างแค่ เบาๆ ดังนี้

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มี ความหวานเบาๆ อาหารจำพวกแป้งเบาๆ อาหารมันเบาๆ อาหารเค็มเบาๆ
ออกกำลังกายเบาๆสม่ำเสมอ ไม่ต้องใช้เวลามากมายเลยแค่วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน ก็เพียงพอ โดยเลือกออกกำลังกายเบาๆไม่หักโหมจนเกินไป
บุหรี่เบาๆ โดยการเตรียมวัน เตรียมเวลา เตรียมอุปกรณ์ และตั้งใจลงมือทำ อาจจะค่อยๆลดทีละน้อยได้ ส่วนคนที่ไม่สูบบุหรี่ ก็ถือว่าได้เปรียบคนอื่นในข้อนี้ อ่านเพิ่มเติม

โรคเบาหวาน ทำให้สมองเสื่อม จริงหรือ?

โรคเบาหวาน เกิดจากที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ หรือใช้อินซูลินที่สร้างขึ้นไม่ได้ตามปกติ ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ควบคุมระดับกลูโคส หรือปริมาณน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ

เบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวพันกับโรคเบาหวาน จะเกี่ยวพันกับภาวะสมองเสื่อมด้วยเช่นกัน ได้แก่ โรคอ้วน โคเลสเตอรอล โรคหัวใจ
วิธีลดความเสี่ยง ภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน
“สิ่งที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองของคนเราด้วย” คือ อาหาร ออกกำลังกาย และใจ สม่ำเสมอ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และท้าทายตัวเองอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน เพื่อช่วยพัฒนาการฝึกความคิด ทักษะการทำงานของสมองอยู่เสมอ

นักกายภาพบำบัด มีบทบาทดูแลเรื่องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและควบคุมน้ำตาล ถือเป็นการดูแลก่อนมีภาวะแทรกซ้อนเข้ามา โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือการออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 30-40 นาที โดยทำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือให้ได้ 150 นาที ต่อ สัปดาห์ ควบคู่กับการควบคุมอาหาร
เบาหวานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ซึ่งเกิดได้หลายช่วงอายุ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสื่อม แต่ถ้าเป็นความเสื่อมตามอายุ ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของความจำระยะสั้น ความคิด บทบาทที่นักกายภาพต้องเข้าไปดูแลร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด ต้องฝึกการคิดเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อเป็นการฝึกสมอง เช่น การออกแบบการวางสิ่งของให้มีลักษณะเป็นที่ประจำ การฝึกการเคลื่อนไหวร่วมกับการฝึกความคิด เช่น การเดิน ร่วมกับการนับเลขเป็นต้น เพื่อรักษาทักษะการรู้คิดให้สามารถใช้งานได้ต่อไป อ่านเพิ่มเติม

เช็คกันหน่อยอาการปวดหลัง ปวดเอวที่เป็นอยู่ ใช่ “ หมอนรองกระดูกทับเส้น ” หรือไม่?

หมอนรองกระดูกทับเส้น ประสาท คือ โรคที่เกิดจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก การเคลื่อนในที่นี้ยังหมายรวมถึงการแตกของหมอนรองกระดูก, การปลิ้นออกมาของหมอนรองกระดูก หากหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมาแต่ไม่ได้กดทับรากประสาท จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพียงอย่างเดียว มีลักษณะอาการปวดแบบเฉพาะที่ เช่น ปวดคอ ปวดเอว ปวดหลัง ปวดสะโพก แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการปลิ้นของหมอนรองกระดูกแล้ว เคลื่อนกดทับรากประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างมากคือ มีอาการปวดขาร่วมกับมีอาการชา และอ่อนแรงได้ โดยเฉพาะบริเวณเท้า และข้อเท้าจะมีอาการอ่อนแรงได้และมักเป็นที่ขาข้างเดียว

ปวดหลังลักษณะนี้ สงสัยได้เลยเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้น”
• มักมีอาการปวดของกล้ามเนื้อหลัง ตรงบริเวณกลางหลังหรือปวดเอวด้านล่าง สาเหตุมักเกิดจากการยกของ ออกกำลัง หรือนั่งนานๆ
• หากกดตามแนวกล้ามเนื้อจะรู้สึกเจ็บลึกๆ
• ปวดเอว ปวดหลังส่วนล่าง และปวดสะโพก หรือกระเบนเหน็บ และมักจะปวดร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง
• อาจมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย
• เวลา ไอ จาม หรือเบ่ง จะยิ่งปวด ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดลึก เนื่องจากเกิดแรงดันในไขสันหลัง

แนวทางตรวจวินิจฉัยโรค “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”
เมื่อพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคให้แน่ชัด โดยส่วนใหญ่แพท์จะเริ่มวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วยสอบถามถึงอาการปวด ระยะเวลาในการปวด และช่วงเวลาที่ปวด เช็คประวัติตรวจร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดแบบเฉียบพลันทันที เช่น ปวดหลังรุนแรงจาก อุบัติเหตุกระแทก หกล้ม ยกของหนัก ยืด หรือเอี้ยวตัวแล้วรู้สึกปวดหลังทันที และปวดมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปวดร้าวลงขา เมื่อแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว มีอาการต้องสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดหลังที่อันตราย มักจะสั่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมในส่วนของห้องปฎิบัติการเช่น การตรวจแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ซึ่งวิธีการตรวจนี้จะทำให้มองเห็นพยาธิสภาพได้ชัดเจนว่ามีหมอนรองกระดูกเคลื่อนเบียดรากประสาทมากน้อยแค่ไหนซึ่งจะช่วยแพทย์ได้ดีมากในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
แนวทางการรักษาอาการปวดหลัง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”
การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการผู้ป่วย ในรายที่เป็นระยะเริ่มแรงและเข้ารับการรักษาทันที่โดยทั่วไปจะสามารถหายได้เอง เพียงแค่รับประทานยา เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ซึ่งจช่วยลดอาการบวมของรากประสาทที่ถูกกดทับ และปฎิบัติตัวอย่างเหมาะสมเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เช่น การนอนพัก และลดการเคลื่อนไหวเพื่อให้รากประสาทที่บวมค่อยๆ ยุบ นอกจากอาจจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดและการประคบร้อนร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและลดอาการปวดได้อีกทางหนึ่ง และอาการปวดจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ในรายที่ปลอยไว้นาน และมีอาการปวดเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษา
เทคโนโลยีผ่าตัดแผลเล็กรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปัจจุบันนี้การผ่าตัดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทพัฒนาไปมากขึ้น แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscope โดยที่แพทย์สามารถใส่เครื่องมือ ผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปหยิบหมอนรองกระดูกที่แตกออกได้โดยตรง ส่งผลให้แผลผ่าตัดเล็กลง ผู้ป่วยเจ็บตัวน้อยลง อีกทั้งผลการรักษายังมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็ว ลดระยะการพักฟื้น การนอนโรงพยาบาลน้อยลง และกลับไปทำงานได้เร็วขึ้นกว่าการผ่าตัดสมัยก่อนๆ อ่านเพิ่มเติม

ปวดหลัง ทำอย่างไรดี มีวิธีรักษาและสาเหตุ

“หลัง” เป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวส่วนบน กระดูกสันหลังประกอบไปด้วยกระดูก 24 ชิ้น แต่ที่เป็นส่วนสำคัญของอาการ ปวดหลัง ที่พบบ่อย คือ กระดูกสันหลังส่วนล่าง 5 ชิ้น ซึ่งต่อกับกระดูกกระเบนเหน็บ กระดูกสันหลังส่วนล่างนี้เชื่อมกันด้วยข้อต่อ และมีช่องระหว่างข้อให้ปลายประสาทผ่านออกมาเลี้ยงกล้ามเนื้อของเรา

5 สัญญาณอันตรายจากการปวดหลัง
มีอาการปวดหลังติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์
มีอาการขา หรืออ่อนแรงของขา
มีอาการปวดร้าวจากหลังลงไปที่ขา หรือเท้า
มีอาการปวดหลัง จากการได้รับอุบัติเหตุ
มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร
อาการปวดหลังเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังจากการก้มหลังเพื่อยกของหนักจากพื้น หรือภายหลังจากการก้มๆ เงยๆ ขณะทำกิจวัตรประจำวัน หรือขณะทำงาน ถ้าคลำแผ่นหลังจะรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อแผ่นหลังแข็ง บางรายอาจเดินตัวเอียง ถ้าได้นอนพักอาการจะทุเลาลงได้ ลักษณะเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับการอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็นยึด หมอนรองกระดูกสันหลัง อาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง มักจะปวดร้าวลงด้านหลังของต้นขา หรือด้านหน้าของต้นขา ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังมานาน แล้วเริ่มมีอาการกำเริบรุนแรงขึ้นจนอาจทำให้ท่านั่ง ท่าเดินผิดปกติ เวลาไอ จามจะมีอาการกำเริบขึ้น บางรายต้องเดินตัวเอน จะลุก นั่ง นอนจะติดขัดไม่คล่องตัว ลักษณะเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับเส้นประสาท หรือรากประสาท ประสาทถูกกดทับ หรือจากการเคลื่อนของหมอนกระดูกเสื่อม หรือการหนาตัวของกระดูกทำให้ช่องทางผ่านของรากประสาทแคบลงกว่าปกติ สามารถตรวจดูง่ายๆ ว่ามีการระคาย หรือกดทับรากประสาท โดยให้ผู้ป่วยนอนราบจากนั้นค่อยๆ ยกขาขึ้นสูง โดยให้เข่าเหยียดตรง ถ้ามีการกดทับจะยกขาขึ้นได้เพียง 30-70 องศา (ทำมุมกับพื้นราบ) หรือจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวรุนแรง บางรายแค่ยกขาข้างหนึ่งสูงขึ้น 30 องศา เพื่อทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาอีกข้างหนึ่ง นั่นแสดงว่ารากประสาทถูกกดทับ อาการปวดจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับการเคลื่อนที่ของหมอนกระดูก หรือความแคบของช่องทางผ่านของรากประสาท

อาการ ปวดหลัง ร่วมกับอาการอ่อนแรง หรืออาการปวดร้าวลงขาเป็นระยะ
ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาหลังจากเดินไประยะหนึ่ง ต้องนั่งพักจึงจะเดินต่อได้ หรือต้องนั่งยองๆ จึงจะหายปวดลักษณะเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับโพรงกระดูกสันหลังแคบกว่าปกติ ทำให้เกิดการกดทับของเนื้อเยื่อประสาทในโพรงสันหลัง อาการหลังมักจะค่อยเป็นค่อยไปไม่รุนแรง เวลานอนราบ สามารถยกขาในท่าเข่าเหยียดได้สูง กลุ่มอาการนี้มักพบในผู้สูงอายุ พบน้อยในคนหนุ่มสาว ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาบางรายอาจมีอาการมากขึ้น รุนแรงขึ้นจากกการกดทับที่เพิ่มมากขึ้น จนอาจทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะ อุจาระได้ ผู้ป่วยมักจะเดินก้าวสั้นๆ ต้องมีการช่วยพยุงจนในที่สุดลงเอยด้วยการต้องนั่งรถเข็น

สาเหตุอื่นๆ ของอาการปวดหลัง
เกิดจากการบาดเจ็บที่รุนแรง (กระดูกข้อเคลื่อน)
เกิดจากความพิการแต่กำเนิด (ทำให้โครงสร้างของกระดูกสันหลังผิดแปลกไป)
อิริยาบถหรือท่าทางที่ไม่ถูกต้องหรือหลังเคล็ดเป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้บ่อย เช่น นั่งทำงานในท่าก้มหลังเป็นเวลานาน การก้มตัวยกของหนัก หลังถูกกระแทก เป็นต้น
การเสื่อมจากการใช้งานหนักและจากอายุที่มากขึ้น ทำให้โครงสร้างของงกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพไปกระดูกข้อต่อ และเอ็นยึดจะหนาตัว ความยืดหยุ่นลดลง
หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน มักเกิดอาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน
เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งของกระดูกสันหลัง
โรคทางระบบเมตาบอลิซึม (โรคต่อมธัยรอยด์ โรคเบาหวาน ทำให้กระดูกกร่อนบางเร็วกว่าปกติ)
การอักเสบของกระดูกสันหลังทำให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดแข็งเป็นชิ้นเดียว เป็นภาวะการอักเสบของกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยในผู้ชายวัยกลางคน
ภาวะเครียด อาจส่งผลให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังตลอดเวลาทำให้ปวดหลังได้
สาเหตุอื่น เช่น โรคของอวัยวะบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าวมาบริเวณหลัง ได้แก่ โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก หรือการกระจายของมะเร็งมาที่กระดูกสันหลัง อ่านเพิ่มเติม

ปัญหาสายตาผิดปกติ…เทคโนโลยีผ่าตัดด้วยเลเซอร์เปลี่ยนโลกของคุณให้คมชัดขึ้นได้(Relex SMILE)

ก้าวหน้าไปอีกขั้นกับ Relex (Refractive Lenticule Extraction) SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์รุ่นล่าสุดแบบแผลเล็กที่พัฒนามาจาก LASIK ให้มีข้อดีเพิ่มมากขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อนบางประการของ LASIK ลง

ก้าวหน้าไปอีกขั้นกับReLEx(Refractive Lenticule Extraction) SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์รุ่นล่าสุดแบบแผลเล็กที่พัฒนามาจาก LASIK ให้มีข้อดีเพิ่มมากขึ้นและลดภาวะแทรกซ้อนบางประการของ LASIK ลง

RELEX SMILE ทำงานอย่างไร
ทำงานโดยใช้ Femtosecond Laser ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ล่าสุด โดยแพทย์ผู้ชำนาญจะแยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายในกระจกตา และนำเลนส์ที่ตัดไว้นั้นออกมาผ่านแผลเปิดเล็กๆ ที่กระจกตา ขนาดประมาณ 2-4 มิลลิเมตรเท่านั้น เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข ซึ่งทำให้แผลหายเร็ว มีอาการเคืองน้อยมากเมื่อเทียบกับ LASIK แบบเดิม และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ หลังจากผ่าตัดเพียง 1-2 วัน
และเนื่องจากการใช้วิธีReLExSMILE จะมีแผลเปิดที่กระจกตาเล็กมาก (2-4 มิลลิเมตร) ทำให้รบกวนเส้นประสาทบริเวณกระจกตาน้อยกว่า LASIK เป็นผลให้ตาแห้งน้อยกว่า โดยที่ค่าสายตาหลังผ่าตัดคำนวณได้อย่างแม่นยำ ทำให้มองเห็นดีขึ้นได้ทันทีและคงที่ในเวลาไม่นาน สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างคล่องตัว

ReLEx SMILE จึงนับว่าเป็นเทคโนโลยีและเทคนิคแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติแบบแผลเล็กที่มีความแม่นยำสูงและผลข้างเคียงน้อยที่สุดในปัจจุบัน

ใครเหมาะสมรักษาสายตาผิดปกติแบบReLExSMILE
ผู้ที่มีค่าสายตาสั้นหรือสายตาสั้นร่วมกับสายตาเอียง
อายุ 20 ปีขึ้นไป และมีค่าสายตาคงที่แล้ว อย่างน้อย 1 ปี (เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 50 ใน 1 ปี)
อายุไม่ควรเกิน 55 ปี ส่วนผู้ที่มีสายตาสั้นและอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปที่มีภาวะสายตายาวตามอายุแล้ว หากต้องการทำReLExมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ ทำทั้งสองข้างเพื่อแก้ค่าสายตาสั้นและใช้แว่นอ่านหนังสือเพื่อช่วยในการมองใกล้ หรือทำReLExข้างหนึ่งให้ค่าสายตาใกล้เคียงปกติเพื่อให้มองชัดในที่ไกล และอีกข้างทำให้เหลือค่าสายตาสั้นไว้ช่วยมองใกล้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าสายตาและอายุด้วย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินถึงความเหมาะสมว่าสามารถใช้วิธีนี้ได้หรือไม่
ไม่มีโรคของกระจกตา เช่น โรคกระจกตาย้วย โรคตาแห้งอย่างรุนแรง และโรคตาอย่างอื่นที่มีผลต่อการมองเห็น เช่น จอประสาทตาเสื่อม
ไม่มีโรคทางร่างกายที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น โรคภูมิต้านตัวเอง เช่น โรค SLE โรครูมาตอยด์, โรคสะเก็ดเงินรวมทั้งโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
ผู้ที่หยุดรับประทานยารักษาสิวในกลุ่ม Isotretinoin เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret ก่อนวันตรวจวิเคราะห์สภาพตาและก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 6 สัปดาห์
ผู้ที่ผ่านการตรวจวิเคราะห์สภาพตาโดยจักษุแพทย์ว่าสุขภาพตาสมบูรณ์แข็งแรง เข้ารับการรักษาด้วย ReLExSMILE ได้ อ่านเพิ่มเติม

6 วัคซีน ที่จำเป็น ฉีด เสริมภูมิคุ้มกัน

ทำความรู้จัก 6วัคซีนที่จำเป็น สำหรับฉีด เสริมภูมิคุ้มกัน ของแต่กลุ่มบุคคล รวมถึงวิธีการให้วัคซีน และ ข้อห้ามต่างๆ ของวัคซีนแต่ละชนิด

1. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
ทุกปีมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก โดยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2562 มีรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มากกว่า 36,976 ราย ซึ่งก่อให้เกิดการเจ็บป่วย การนอนโรงพยาบาล หรืออาจถึงเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ผู้ป่วยสูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนั้น ทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เสริมภูมิคุ้มกัน ปีละครั้ง

กลุ่มที่แนะนำ วิธีการให้ ข้อห้าม
  • ทุกคนที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
  • vaccine at home ให้ในผู้ป่วยที่อายุ 3 ปีขึ้นไป
1 เข็ม ปีละครั้ง
  • ผู้ที่แพ้ไข่แบบรุนแรง
  • ประวัติแพ้ยา Neomycin , formaldehyde หรือ octoxinol 9
  • ประวัติแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่

2. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เชื้อ HPV เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังและก่อให้เกิดมะเร็งหลากหลายชนิด โดยมะเร็งที่สำคัญคือ มะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับสองในผู้หญิง โดยการติดเชื้อ HPV  เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึง 99.7 เปอร์เซ็นต์ จึงควรรับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV

กลุ่มที่แนะนำ วิธีการให้ ข้อห้าม
  • ผู้หญิง อายุ 9-26 ปี
  • ผู้ชาย อายุ 9-21 ปี (ผู้ชายที่อายุมากว่า 21 ปี สามารถรับวัคซีนได้หลังปรึกษาแพทย์)
  • อายุ 9-14 ปีฉีด 1 เข็ม
    2 ครั้ง (เดือนที่ 0, 6-12)
  • อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
    ฉีด 1 เข็ม 3 ครั้ง (เดือนที่ 0, 2, 6)
  • ประวัติแพ้วัคซีนมะเร็งปากมดลูก
  • สตรีมีครรภ์

3. วัคซีนป้องกันงูสวัด

โรคงูสวัดส่วนมากจะหายได้เองหลังมีอาการ แต่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะอาการปวดเรื้อรังตามบริเวณเส้นประสาทที่เป็นแสดงอาการของโรค โดยอาการปวดสามารถเป็นได้นาน 90 วันหรือมากกว่านั้นภายหลังจากที่ผื่นหายไปแล้ว ภาวะแทรกซ้อนนี้พบได้มากขึ้นในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังบางโรคที่ทำให้ประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันลดลง แนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปทุกคนรับวัคซีนป้องกันงูสวัด

กลุ่มที่แนะนำ วิธีการให้ ข้อห้าม
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงคนที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง
1 เข็ม ฉีดครั้งเดียว
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ Gelatin, แพ้ยาปฏิชีวนะ Neomycin แบบรุนแรง
  • หลังฉีดวัคซีนควรคุมกำเนิด
    3 เดือน
  • แนะนำให้ฉีดห่างจาก Pneumo 23® เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เนื่องจากอาจจมีผลลดประสิทธิภาพการกระตุ้นภูมิของ Zostavax ลงเล็กน้อย

4. วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

การติดเชื้อปอดอักเสบ นิวโมคอคคัส พบได้บ่อยในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ในคนปกติ อาการของการเชื้อมักไม่รุนแรง แต่ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงและเสียชีวิตได้ แนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ 

กลุ่มที่แนะนำ วิธีการให้ ข้อห้าม
  • อายุ 65 ปีขึ้นไป (หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีโรคประจำตัว กรุณาปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด)
  • 2 เข็ม ห่างกัน 1 ปี
  • ถ้าเริ่มด้วย Prevnar ควรห่าง Pnuemo อย่างน้อย 8 สัปดาห์
  • ถ้าเริ่มด้วย Pneumo ควรห่างจาก Prevnar อย่างน้อย 1 ปี
แนะนำให้ฉีดห่างจาก Influenza vaccine เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เนื่องจากอาจมีผลลดประสิทธิภาพการกระตุ้นภูมิของ Prevnar ลงเล็กน้อย

อ่านเพิ่มเติม

ทำตา 2 ชั้น เสริมความมั่นใจ กับหมอเปลือกตาเฉพาะทาง

การผ่าตัด ทำตา 2 ชั้น ธรรมชาติและความสวยงามต้องไปพร้อมกัน นั่นหมายถึง บางคนที่ตาชั้นเดียว อาจมีเนื้อส่วนเกินหย่อนยื่นออกมา ทำให้บดบังการมองเห็นและบังลานสายตา การทำตา 2 ชั้น จึงช่วยให้ตาโตขึ้น ทำให้ลืมตาง่ายขึ้น และยังได้ความสวยงามตามมาอีกด้วย

การผ่าตัด ทำตา 2 ชั้น ธรรมชาติและความสวยงามต้องไปพร้อมกัน นั่นหมายถึง บางคนที่ตาชั้นเดียว อาจมีเนื้อส่วนเกินหย่อนยื่นออกมา ทำให้บดบังการมองเห็นและบังลานสายตา การทำตา 2 ชั้น จึงช่วยให้ตาโตขึ้น ทำให้ลืมตาง่ายขึ้น และยังได้ความสวยงามตามมาอีกด้วย หรือบางคนที่เปลือกตาตกมากๆ เพื่อชดเชยภาวะที่ผิวหนังของเปลือกตาหย่อนตกมาบัง สมองจึงสั่งให้กล้ามเนื้อของหน้าผากและคิ้วยกขึ้น อาจส่งผลทำให้ปวดเมื่อยตา เมื่อยบริเวณหน้าผากและปวดศีรษะได้ การผ่าตัดตา 2 ชั้น จึงช่วยให้ไม่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากและคิ้วในการลืมตาที่มากเกินไปและทำให้สบายตาขึ้น และนอกจากนั้น บางกรณีการที่มีตาชั้นเดียว อาจรู้สึกว่าดูแล้วไม่มั่นใจ ตาดูไม่มิติ การทำตา 2 ชั้น ก็ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเราได้

สนใจทำตา 2 ชั้น ต้องเริ่มจากตรงไหน
การทำตา 2 ชั้น ต้องเข้ามาตรวจเปลือกตาและสุขภาพตาโดยทั่วไปก่อน และประเมินโครงสร้างของเปลือกตาและใบหน้าเพื่อดูรูปแบบของเปลือกตาว่าเดิมนั้น ชั้นของเปลือกตามีขนาดเล็กหรือใหญ่ และอยากทำให้ชั้นสูงแค่ไหน หลังจากนั้นจักษุแพทย์เฉพาะทางเปลือกตา (Oculoplastic Specialist or Oculofacial Plastic Surgeon) จะอธิบายทางเลือกในการทำตา 2 ชั้น โดยจะเป็นการทำแบบ Customized Blepharoplasty คือการทำผ่าตัดเพื่อทำให้ผลลัพธ์เหมาะสมกับแต่ละคนมากที่สุด และเน้นผลการรักษาที่เป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นจึงนัดวันผ่าตัด

ขั้นตอนในการทำตา 2 ชั้น เป็นอย่างไร
ในวันผ่าตัด แพทย์จะเริ่มจากหยอดยาชา และป้ายยาชาที่เปลือกตา หลังจากนั้น 15-30 นาที เช็ดยาชาออก และวาดรูปชั้นตาที่เข้ารูปสวยงาม ขั้นตอนการประเมินและการวาดรูปชั้นตานั้นถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะทำออกมาแล้วจะสวยหรือไม่สวย ก็อยู่ที่ตอนวาดรูปชั้นตาและการประเมินภาวะผิวหนังและไขมันส่วนเกินว่ามีมากหรือไม่ ซึ่งจักษุแพทย์ที่ศูนย์เปลือกตา รพ.บำรุงราษฎร์ มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการผ่าตัดเปลือกตา 2 ชั้น และผ่าตัดเปลือกตาทุกชนิด มาเป็นระยะเวลานานกว่า 16 ปี และเข้าใจกายวิภาคและการทำงานของเปลือกตาเป็นอย่างดี ความเข้าใจความสูงของชั้นว่าควรสูงในระดับแค่ไหน ทำให้รู้ว่าควรวาดแบบไหนถึงจะเหมาะกับรูปตาของคนๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก หลังจากนั้นแพทย์จะฉีดยาชาอีกครั้งและใช้เครื่องมือผ่าตัดเย็บให้เป็น 2 ชั้น แล้วเย็บแผลปิด แต่ถ้ามีเนื้อผิวหนังหรือไขมันส่วนเกิน จักษุแพทย์จะเอาเนื้อส่วนเกินออกก่อน แล้วค่อยเย็บแผลปิด อีกสิ่งที่สำคัญคือ เราใช้ไหมคุณภาพที่ดีมากๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งการทำตา 2 ชั้น เพื่อความสวยงาม ไม่ได้ทำในห้องผ่าตัดใหญ่ ดังนั้น หลังทำสามารถกลับบ้านได้เลย และไม่ควรขับรถกลับเอง อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget