วิธีเลือกกินอาหารหลัง ผ่าตัด ปลูกถ่ายไต

เมื่อ ปลูกถ่ายไต แล้วผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดํารงชีวิต การกินอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้การทํางานของไตที่ปลูกถ่ายมีประสิทธิภาพการทํางานเป็นปกติได้นานเท่าที่จะนานได้ ผู้ป่วยไตวายเมื่อได้รับการปลูกถ่ายไตมักเข้าใจผิดว่าสามารถกินอาหารได้ทุกอย่างตามสบายไม่ต้องควบคุมอาหารอีกต่อไป

เมื่อปลูกถ่ายไตแล้วผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดํารงชีวิต การกินอาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้การทํางานของไตที่ปลูกถ่ายมีประสิทธิภาพการทํางานเป็นปกติได้นานเท่าที่จะนานได้ ผู้ป่วยไตวายเมื่อได้รับการปลูกถ่ายไตมักเข้าใจผิดว่าสามารถกินอาหารได้ทุกอย่างตามสบายไม่ต้องควบคุมอาหารอีกต่อไป ในความเป็นจริงผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้เพิ่มขึ้นกว่าก่อนปลูกถ่ายไตแต่ก็ต้องเลือกกินเพื่อป้องกันไม่ให้ไตที่ปลูกถ่ายทํางานหนักเกินไปและดูแลเนื้อไตไม่ให้ถูกทําลายมากขึ้นจนเข้าสู่ไตวายเรื้อรังอีก จึงต้องเลือกกินที่เหมาะสมมีสารอาหารและพลังงานเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

อาหารและโภชนาการหลังผ่าตัดปลูกถ่ายไต
ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยมานานก่อนจะได้รับการปลูกถ่ายไต นํ้าหนักตัวอาจลดลงอย่างมาก ดังนั้นในระยะการฟื้นตัวหลังจากการผ่าตัดปลูกถ่ายไต การกินอาหารมีส่วนสําคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์มักมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มทําให้นํ้าหนักตัวเพิ่มมากขึ้นและอาจทําให้ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงขึ้นได้
ดังนั้นผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตควรกินอาหารสุขภาพ (healthy diet) เพื่อควบคุมนํ้าหนักและควบคุมปริมาณนํ้าตาลในเลือดควบคู่ไปด้วยกัน

หลักสําคัญในการเลือกกินอาหารที่เหมาะสม
1. กินอาหารหลากหลายในแต่ละมื้อ ให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ให้ได้มากที่สุด อาทิ เช่น
ธัญพืช ข้าว แป้ง อาหารเส้นๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ควรเป็นข้าวกล้อง ขนมปังสีนํ้าตาล เพื่อเพิ่มเส้นใยอาหาร
นมพร่องมันเนยหรือผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนย
ผัก กินได้ไม่จํากัด ถ้าเป็นผักสดควรล้างให้สะอาด ในช่วงแรกหลังปลูกถ่ายไตควรเน้นผักต้มสุก
ผลไม้ ถ้าไม่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงก็กินได้ตามปกติ
เนื้อสัตว์ไม่มัน ปลา เป็ดหรือไก่ไม่ติดหนัง กินในปริมาณที่เหมาะสม
2. เกลือ (โซเดียม) ควรจํากัดอาหารไม่เค็มมาก
คุมปริมาณซอสปรุงรส เกลือในขณะประกอบอาหาร ไม่ควรปรุงรสมากเกินไป
พยายามไม่เติมซอสหรือปรุงรสเพิ่มในขณะกิน
เลี่ยงการกินอาหารที่มีส่วนผสมของเกลืออยู่ในปริมาณมาก เช่น เฟรนช์ฟรายส์อาหารขบเคี้ยว
หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องอาหารแปรรูป เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักมีส่วนประกอบของเกลืออยู่ แนะนําให้กินอาหารสดที่นํามาปรุงเอง
3. โพแทสเซียม ส่วนใหญ่กินอาหารได้โดยไม่ต้องจํากัดอีก ยกเว้นบางกรณีถ้ามีผลการตรวจเลือดพบว่ามีโพแทสเซียม
สูงควรคุมอาหารโพแทสเซียมด้วย
4. ดื่มนํ้าให้ได้ปริมาณ 1.5-2 ลิตรต่อวัน อ่านเพิ่มเติม

 

สุขภาพตา สำคัญอย่างไร? ตรวจ คัดกรองตา

จุดประสงค์ของการตรวจ คัดกรองตา เพื่อตรวจค้นโรคทางตาที่พบบ่อย

ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น จึงถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก และถึงแม้โรคเกี่ยวกับตาจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่อย่าลืมว่าดวงตาเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดังนั้น จุดประสงค์ของการตรวจ คัดกรองตา เพื่อตรวจค้นโรคทางตาที่พบบ่อย ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียสายตาทั้งชั่วคราวและถาวร โดยโรคทางตาบางโรคอาจไม่มีอาการแสดงในระยะเริ่มต้น ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคทางตา ได้แก่

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เอดส์ หรือโรคเลือด sickle cell
มีประวัติโรคทางตา เช่น จอประสาทตาลอก อุบัติเหตุเกี่ยวกับตาหรือสูญเสียการมองเห็นในตาข้างหนึ่งหรือสองข้าง
มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม
เชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งอายุมากกว่า 20 ปี
ทำงานที่ใช้สายตามาก
ใช้ยาที่มีผลต่อตา
ใส่คอนแทคเลนส์

อายุ

ความถี่ในการตรวจ

ผู้ที่ไม่มีความเสี่ยง

ผู้ทีมีความเสี่ยง

แรกเกิด-24 เดือน

ตอนอายุ 6 เดือน

ตอนอายุ 6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ

2-5 ปี

ตอนอายุ 3 ปี

ตอนอายุ 3 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ

6-18 ปี

ก่อน 6 ปี และหลังจากนั้นทุก 2 ปี

ทุกปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ

18-39 ปี

อย่างน้อย 1 ครั้ง ระหว่างช่วงอายุนี้

ทุก 1-2 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ

40-45 ปี

ทุก 2-4 ปี

ทุก 1-3 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ

อ่านเพิ่มเติม

อาบน้ำอุ่นจัด ระวังโรค ผิวหนัง ถามหา อากาศเริ่มหนาวแล้ว !! เตือนก่อนผิวเสีย

เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง และหลายๆคนมองข้ามคือเรื่องของสุขภาพ ผิวหนัง ที่มักมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงเช่นนี้
ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคผิวหนังจำนวนมากจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่คือผู้ป่วยโรคผิวหนังเรื้อรัง ทั้งโรคสะเก็ดงู สะเก็ดเงิน และโรคที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส เช่น งูสวัด เริม เนื่องจากอากาศหนาวทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้ดี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาผิวแห้งเนื่องจากอากาศแห้ง ลมแรง รวมทั้งปัญหารังแคจากความแปรปรวนของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ผิวหนังในช่วงฤดูหนาว

“อย่าอาบน้ำอุ่นจัด
เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว
ทำลายเกราะภูมิคุ้มกัน เสี่ยงรับเชื้อโรคง่ายขึ้น”

ใครบ้างที่เสี่ยง เกิดโรคผิวหนัง…
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่พบโรคผิวหนังมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว คือ เด็กและผู้สูงอายุ พบมีอาการผิวแห้ง เป็นผื่นคัน และผิวแตก
การดูแลรักษาผิวหนังในช่วงอากาศหนาว
ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดหรือนานเกินควร เพื่อรักษาน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวไว้ให้มากที่สุด เพราะในน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมีน้ำมัน สารเพิ่มความชุ่มชื่นที่สร้างขึ้นเฉพาะตัวและมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นมิตรกับผิวช่วยป้องกันเชื้อโรคร้ายแรงอื่นไม่ให้เข้ามาในชั้นผิวหนัง แนะควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื่นหลังอาบน้ำใน 3-5 นาที
อาบน้ำนานๆ ใช่ว่าจะดี
รู้หรือไม่ว่า!! การอาบน้ำนานเกินไป หรือ ชําระล้างมากเกินไป นอกจากผิวแห้งจากการสูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวแล้ว การชําระล้างยังทําลายเกาะภูมิคุ้มกันของผิวหนังด้วย อ่านเพิ่มเติม

มะเร็งผิวหนัง อันตราย กว่าที่คิดถ้ายังคิดไม่ป้องกันตัวเอง

มะเร็งผิวหนัง
มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยในคนไทยเมื่อเทียบกับแถบยุโรป อาจเป็นเพราะว่าคนไทยมีผิวคล้ำกว่า และมีสารเมลานินป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลต (ultraviolet) จากแสงแดดได้ดีกว่า แต่ปัจจุบันพบโรคมะเร็งผิวหนังได้มากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยยนไป โดยมีปัจจัยส่งเสริมให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ดังนี้
สาเหตุการเกิดมะเร็งผิวหนัง

แสงแดด พบว่ามะเร็งผิวหนังมักเกิดบริเวณที่โดนแดดจัด เช่น หน้า หู หลังมือ และพบในกรณีที่โดนแดดจัดเป็นเวลานานๆ
สารเคมีบางอย่าง เช่น สารหนูที่ปนเปื้อนในยาหมอ ยาสมุนไพร
กรรมพันธุ์คนผิวขาว หรือผิวเผือก
มะเร็งผิวหนัง อาจพบในบริเวณแผลเรื้อรัง ไฝที่เกิดขึ้นได้เร็ว
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น HIV หรือได้รับยากดภูมิต้านทาน

นึกถึงมะเร็งผิวหนังเมื่อไหร่?
เมื่อมีแผลเรื้อรังที่ไม่หายภายใน 3-4 สัปดาห์ นอกจากนี้ สามารถสังเกตุได้จากไฝที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มีขนาดโตขึ้นเร็ว สีของไฝเปลี่ยนไป มีแผลที่ไฝแล้วไม่หายภายใน 3-4 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้คนที่มีไฝจำนวนมาก หรือมีไฝขนาดใหญ่ มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งผิวหนังได้สูงกว่าคนที่ไม่มี
อาการของโรคมะเร็งผิวหนัง
อาการที่พบได้บ่อย คือมีตุ่ม ก้อนเนื้อ หรือแผลเรื้อรังที่ผิวหนัง สามารถพบได้ทุกบริเวณรวมทั้งหนังศีรษะ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า หรือไฝต่างๆ ที่โตเร็ว อาจเจ็บ แตก เป็นแผล มีเลือดออกเรื้อรัง โดยอาจพบเพียงก้อนเนื้อเดียว หรือหลายก้อนพร้อม ๆ กันก็ได้ อ่านเพิ่มเติม

ไม่ให้เกิดโทษ เลือกรับประทาน วิตามิน อย่างไร

การดูแลสุขภาพ ของคนยุคใหม่ มักหันมาพึ่งการเสริม วิตามิน เพราะเชื่อว่าเป็นการเสริมสร้างสิ่งที่ขาดหายไป รวมทั้งยังเป็นการชะลอวัยได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ การที่เรามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่ตลอดเวลาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะถามหาได้ยากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสื่อมของร่างกาย ที่มักมาพร้อมกับวัยที่เพิ่มมากขึ้น และมลภาวะต่างๆ รอบตัวที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า !!
การรับประทานวิตามิน นอกจากผลดีแล้ว บางครั้งอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย หากรับประทานไม่เหมาะสม ดังนั้นการรับประทานวิตามินต้องเลือกให้เป็น รับประทานให้พอดี เพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงสุดกับสู่ร่างกาย จริงๆ แล้ว วิตามิน เป็น สารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์และร่างกาย แม้ร่างกายจะต้องการในปริมาณที่ไม่มากต่อวัน แต่ร่างกายเราก็ไม่สามารถขาดได้ เนื่องจากวิตามินมีความจำเป็นต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งบางชนิดร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์ได้เองแต่อาจมีปริมาณน้อย จึงต้องได้รับจากแหล่งอาหารเพิ่ม เช่น โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) และวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้และจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารหรือเสริมเพิ่ม ในกรณีที่รับประทานอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ เช่น วิตามินซี (Vitamin C) และ ไลโคพีน (Lycopene) เป็นต้น
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า …ร่างกายเราต้องการวิตามินอะไรบ้าง
การที่เราจะรู้ว่าร่างกายขาดวิตามินอะไรนั้น ต้องให้แพทย์เป็นผู้ตรวจวินิจฉัยและวิเคราะห์ และเลือกเสริมอย่างเหมาะสม เนื่องจากร่างกายของเราแต่ละรายมีความต้องการวิตามินแต่ละชนิดต่างกัน ทั้งจากรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร ทำงานหนัก เครียด พักผ่อนน้อย ออกกำลังกายมาก หรือแม้แต่โรคภัยที่มีอยู่เดิม ดังนั้นในรายที่เลือกรับประทานเอง อาจจะได้รับในปริมาณมากและเป็นระยะเวลาที่นานเกินความจำเป็น ทำให้ร่างกายขับออกได้ไม่หมดก็อาจเป็นอันตรายได้ แต่หากจะซื้อวิตามินมารับประทานเอง แนะนำควรเป็นวิตามินละลายที่สามารถละลายน้ำได้ เพราะร่างกายขับออกได้ง่าย เช่น วิตามิน B, C และ แคลเซียม ที่สำคัญไปกว่านั้นคือควรเลือกชนิดที่มีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสูงเท่านั้น อ่านเพิ่มเติม

(BLOOD TEST ALLERGY) เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ภูมิแพ้ เรื้อรัง เจาะเลือด “ตรวจภูมิแพ้”

ภูมิแพ้ เรียกว่าเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยผู้ที่มีอาการแพ้จะมีสัญญาณเตือน เช่น เป็นหวัดบ่อย หรือเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานาน มีผื่นคัน แดงตามผิวหนัง คันรอบดวงตา เป็นต้น หรือในบางรายที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ ส่วนอาการแพ้ต่อสารที่พบมากในปัจจุบัน ได้แก่ ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อาหาร และภูมิแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งหากเราทราบสาเหตุว่ามีความเสี่ยงต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใด ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่ออาการแพ้ได้อย่างถูกต้อง

แยกความแตกต่าง ทดสอบภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด (Blood Test Allergy)
Blood Test Allergy คือ การทดสอบภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือด โดยเจาะเลือดหาภูมิต้านทาน (IgE) ต่อสารภูมิแพ้ เช่น อาหาร นม ไข่ ถั่วเหลือง เพื่อทำการหลีกเลี่ยง หรือลดปริมาณการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวกระตุ้น วิธีนี้จะต้องนำเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งโดยทั่วไปอาจจะใช้เวลาในการรอผลเลือดประมาณ 7 วัน โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องงดทานยาแก้แพ้ก่อนเจาะเลือด และการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถหาสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด และมีความจำเพาะแม่นยำสูง
Blood Test Allergy เหมาะกับใคร?
การทดสอบวิธีนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคภูมิแพ้ วิธีการนี้สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกรายโดยไม่มีข้อจำกัดซึ่งเป็นที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังหรือมีปฏิกิริยาทางผิวหนังง่ายผิดปกติ เด็กเล็กและผู้มีโอกาสเกิดปฏิกิริยารุนแรงจากสารก่อภูมิแพ้ เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจโดยวิธีการสะกิดผิวหนัง (Skin Test Allergy) และสามารถนำข้อมูลนี้มาใช้เตรียมวัคซีนภูมิแพ้ ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำในการเลือกวิธีการทดสอบภูมิแพ้ที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล อ่านเพิ่มเติม

ที่บอกว่าคุณอาจกำลังเป็น ไส้เลื่อน อาการแบบไหน

อาการแบบไหน..ที่บอกว่าคุณอาจกำลังเป็น ไส้เลื่อน
หลายครั้งที่คนเป็นไส้เลื่อนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังมีภาวะไส้เลื่อนอยู่ เพราะไส้เลื่อนไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเจน มีเพียงบางรายเท่านั้นที่มีความรู้สึกเจ็บ หรือปวดบริเวณขาหนีบ แต่ก็เป็นๆ หายๆ หรืออาจจะปวดรุนแรงแบบทันทีทันใดก็ได้ แม้ว่าไส้เลื่อนจะเป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายที่ดูจะไม่มีอันตราย แต่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และขาดเลือดอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ารู้อาการว่าเป็นแล้วควรรีบไปรักษาดีกว่า

เราเป็นไส้เลื่อนได้ยังไง?
ไส้เลื่อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากความอ่อนแอของเยื่อบุช่องท้อง การผ่าตัด ความอ่อนแอของกล้ามเนื้อหน้าท้อง หรืออุบัติเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแอลง หรืออาจจะเกิดจากแรงดันในช่องท้องก็ได้ แรงดันในช่องท้องเกิดได้จากการใช้ชีวิตประจำวันของเราเอง เช่นการยกของหนัก ท้องผูก ไอ จามแรงๆ หรือการตั้งครรภ์ เป็นต้น ภาวะไส้เลื่อนมักเกิดกับคนอ้วน ผู้สูงอายุ คนที่เป็นต่อมลูกหมากโต ซึ่งผู้ชายมีโอกาสที่จะเป็นมากกว่าผู้หญิง
อาการแบบนี้แหละ..เรากำลังเป็นไส้เลื่อน
แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะไม่แสดงอาการเมื่อมีภาวะไส้เลื่อน แต่หากเราลองสังเกตตัวเองให้ดีแล้ว รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีอาการเหล่านี้ร่วมกันอยู่หรือเปล่า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกายและหาสาเหตุของอาการเหล่านี้
• มีก้อนตามร่างกาย หรือรู้สึกมีก้อนนูนออกมาจากภายในร่างกายบริเวณช่องท้อง
• รู้สึกเจ็บท้อง เรามักจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณช่องท้องเมื่อก้มตัว ไอ หรือยกของหนัก
• รู้สึกแน่นท้องและปวดแสบปวดร้อนบริเวณช่องท้อง
แม้ว่าอาการหลักๆ ของไส้เลื่อน จะมีก้อนยื่นออกมาจากร่างกาย แต่เราสามารถสังเกตบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนตามร่างกายได้ เช่นที่ขาหนีบ สะดือ ท้องเหนือสะดือ ข้างท้อง กระบังลม และอาจมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย หากเป็นไส้เลื่อนบริเวณกระบังลมอาจจะทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ด้วย ทั้งนี้ บางคนที่ไม่แสดงอาการอาจมีไส้เลื่อนแบบเฉียบพลันก็ได้ จะมีอาการอาเจียน ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะอาหาร อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการอย่างละเอียดต่อไป

ส้เลื่อนจัดการได้..ไม่ยากเลย
หมอจะเริ่มวินิจฉัยโรคจากอาการ โดยดูก้อนที่นูนขึ้นมาว่าเป็นไส้เลื่อนหรือไม่ อาจจะเป็นเนื้องอกหรือก้อนไขมันอุดตันก็ได้ และเมื่อหมอได้วินิจฉัยว่าเราเป็นไส้เลื่อนแล้ว แพทย์จะต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำไส้เลื่อนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีไส้เลื่อนติดค้าง หมอจะต้องดันไส้เลื่อนกลับเข้าไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนแล้วผ่าตัด หรือนัดเข้ามาผ่าตัดเพื่อปิดช่องทางไม่ให้เกิดไส้เลื่อนซ้ำอีก อ่านเพิ่มเติม

โรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภัยเงียบที่ร้ายเเรง

โดยทั่วไปแล้วโรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถือเป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่ง เกิดจากมีจุด หรือตำแหน่งบางตำแหน่งในหัวใจที่กำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติ หรือมีจุดวงจรลัดไฟฟ้าเล็กๆ ภายในหัวใจ เนื่องจากความผิดปกติดังกล่าวมีขนาดเล็กจึงไม่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ แตกต่างจากโรคหัวใจชนิดอื่นที่มักมีพยาธิสภาพขนาดใหญ่ เช่น ที่ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งพบร่วมกับการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ
อาการของโรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ
หัวใจเต้นช้าผิดปกติ มีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที จะมีอาการมึนงง ใจหวิว วูบ ความดันโลหิตต่ำ หากเป็นหนักอาจจะเป็นลมหมดสติ ในรายที่อาการไม่มาก อาจมีเพียงอาการอ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย
หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที หากเป็นเพียงเล็กน้อยจะมีอาการเหนื่อยง่าย และหัวใจเต้นเร็วเท่านั้น แต่หากเป็นหนักจะมีอาการเจ็บหน้าอก หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจวาย และอาจเสียชีวิตโดยเฉียบพลัน หากเกิดข้อสงสัยในกรณีที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด ในกรณีมีอาการวูบ เป็นลม หมดสติ มีอาการใจสั่นอย่างรุนแรง หรือเหนื่อยมาก โดยขณะที่มีอาการควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
สาเหตุหลักๆ ของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
กรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นความผิดปกติของวงจรไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่กำเนิด
การเสื่อมสภาพของระบบไฟฟ้าหัวใจ มักเกิดในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ เนื่องจากหัวใจทำงานมาเป็นเวลานาน จึงเกิดความเสื่อมตามอายุการใช้งาน ระดับพลังงานที่กระตุ้นหัวใจจึงทำงานน้อยลง ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
โรคบางชนิด ส่งผลให้เกิดการเต้นผิดจังหวะ เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือดสูง โรคเบาหวาน และผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
ยา และสารเสพติดบางชนิด การทานยาบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ เช่น ยารักษาโรคหวัด ยาขยายหลอดลม ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ
การวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือกราฟหัวใจ เป็นการตรวจจับกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากหัวใจ หัวใจคนเราประกอบด้วยส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรง ทำงานตลอดเวลา การที่กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานบีบตัวได้นั้น ต้องอาศัยไฟฟ้ากระตุ้น ซึ่งไฟฟ้านี้มาจากหัวใจเอง โดยจะปล่อยไฟฟ้าออกมาเป็นจังหวะ จากหัวใจห้องบนขวาลงมายังหัวใจห้องล่าง ขณะที่ไฟฟ้าผ่านกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจจะเกิดการหดตัว และตามมาด้วยการคลายตัว หัวใจจึงบีบตัวไล่เลือดจากห้องบนมายังห้องล่างอย่างสัมพันธ์กัน เมื่อนำเอาตัวจับสัญญาณไฟฟ้ามาวางไว้ที่หน้าอกใกล้หัวใจ ก็สามารถบันทึกไฟฟ้าที่ออกจากหัวใจนี้ได้

การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง เป็นการบันทึกสภาวะคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหาสาเหตุของอาการใจเต้น ใจสั่น อาการวูบ การตรวจวิเคราะห์หัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชม. ทำโดยติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมงไว้กับตัว ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักที่บ้าน หรือทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล เมื่อครบกำหนด 24 ชั่วโมงแล้ว จึงกลับมาถอดเครื่อง และฟังผลการตรวจวิเคราะห์จากแพทย์ การตรวจวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาจจะมีปัญหาใจสั่นผิดปกติเป็นครั้งคราว หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมอยู่เสมอ เวียนศีรษะ ใจเต้นแรงผิดปกติเป็นประจำ หรือบางครั้งอาการดังกล่าวอาจไม่ปรากฎ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ณ เวลาที่ไม่มีอาการก็ปกติ ทำให้ไม่ทราบว่าอาการใจสั่นเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือไม่ อ่านเพิ่มเติม

TREND ออกกำลังกาย รักษาหุ่น สุดฮิต

การออกกำลังกายเพื่อ รักษาหุ่น หรือควบคุมน้ำหนักนั้นกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน และกีฬาก็มีให้เราเลือกเล่นมากมายไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ฟุตบอล ฯลฯ หรือจะเข้าฟิตเนสก็ได้ แต่การจะหาแรงบันดาลในการไปออกกำลังกายแต่ละวันก็ยากเหลือเกิน หากเราสามารถหาวิธีการออกกำลังกายแปลกใหม่ที่ลองเล่นแล้วรู้สึกชอบขึ้นมาได้ การออกกำลังกาย รักษาหุ่น ของเราอาจจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังทำให้รู้สึกอยากออกไปออกกำลังกายในทุกๆ วันเลยก็ได้ ลองมาดูการออกกำลังกายใหม่ๆ ที่กำลังฮิตกัน
เซิร์ฟฟิต (Surf Fit) แรงบันดาลใจของกีฬาเซิร์ฟฟิต (Surf Fitness) มาจากการเล่นกระดานโต้คลื่นนั่นเอง แม้ว่าในประเทศไทยจะหาที่เล่นโต้คลื่นได้ยาก ด้วยภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย จึงมีการนำกระดานโต้คลื่นมาเล่นบนบกด้วยการจำลองให้มีคลื่น ให้คนที่เล่นขึ้นไปยืนบนกระดานแล้วทรงตัวเหมือนมีการโต้คลื่นของจริง ซึ่งจะทำให้คนเล่นฝึกความแข็งแรง ฝึกการทรงตัว ฝึกสมาธิในการเล่นได้มากเลยทีเดียว สามารถเผาผลาญไขมันและสร้างกล้ามเนื้อในเวลาเดียวกันได้ดี ช่วยให้รูปร่างกระชับ แขนและขาแข็งแรงมากขึ้น และในการเล่นเพียง 45 นาที สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 500 – 900 แคลอรี่

ปั่นจักรยานแอโรบิค (Aerobic Cycle) การปั่นจักรยาน หรือการเต้นแอโรบิคทั่วๆ ไป เริ่มธรรมดาไปแล้ว การออกกำลังด้วยการปั่นจักรยานพร้อมกับการเต้นแอโรบิค หรือ Aerobic Cycle แม้จะมีมานานแล้วก็ตามแต่สำหรับในประเทศไทยเพิ่งได้รับความนิยม หรือกำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการได้ออกกำลังกาย 2 อย่างไปพร้อมๆ กัน เป็นการออกกำลังกายแบบ High Intensive ที่สามารถเรียกเหงื่อได้ดีมาก นอกจากนี้ ยังช่วยให้การปั่นจักรยานธรรมดาไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยการใช้เพลงและท่าเต้นแอโรบิคที่คอยเสริมให้การออกกำลังกายสนุกขึ้น ได้ทั้งการเผาผลาญไขมัน และความสนุกสนานแบบนี้ไปพร้อมๆ กัน แบบนี้ใครบ้างล่ะจะไม่อยากออกกำลังกาย

โยคะบนกระดานบอร์ด (Yoga On Board) แม้ว่าโยคะจะได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่การการเล่นโยคะก็ได้มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความท้าทายและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อของผู้เล่น ซึ่งการเล่นโยคะบนกระดานบอร์ดนี้ก็ได้พัฒนามาจากการเล่นโยคะบนเซิร์ฟบอร์ดของจริง หรือที่เรียกว่า SUP Yoga (Standing Up Paddleboard) ที่มีต้นกำเนิดมาจากฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเล่น SUP Yoga ต้องใช้ทักษะในการทรงตัวเป็นอย่างมาก และด้วยความยากของโยคะแล้ว จึงทำให้การเล่นโยคะบนกระดานเซิร์ฟบอร์ดมีความยากมาก อ่านเพิ่มเติม

สร้าง ภูมิคุ้มกัน ให้ลูกน้อย

อย่างที่เราทราบกันดีว่า อากาศในเมืองไทยแต่ละวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว บางครั้งก็มีเกือบ 3 ฤดูในวันเดียว เมื่อฤดูหนาวมาเยือนบ้านเรา หลายๆ ครอบครัว ต้องสร้าง ภูมิคุ้มกัน ให้กับลูก หรืออาจหอบหิ้วลูกหลานไปเที่ยวรับอากาศหนาวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อหลายๆ แห่ง เพื่อรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลง เราควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่กำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต การเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้เจ็บป่วยได้ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลเป็นพิเศษด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
รับประทานอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ควรเลือกเมนูที่เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ด้วยอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และอุณหภูมิอุ่นๆ พยายามเลือกเมนูที่มีโภชนาการครบถ้วนให้กับลูก เพราะเด็กในวัยเจริญเติบโต ร่างกายต้องการพลังงานเพื่อจะไปปรับอุณหภูมิในร่างกายโดยเน้นสารอาหารที่ให้พลังงาน อาทิ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน โดยเฉพาะไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายมากกว่าคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน แม้ว่าการได้รับไขมันที่มากเกินไปจะทำให้เกิดโรคอ้วน แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว ไขมันเป็นสารอาหารสำคัญนอกจากช่วยให้พลังงานที่เหมาะสมกับช่วงหน้าหนาวแล้ว ยังดีต่อพัฒนาการของลูกอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจในการเลือกไขมันที่ดีให้กับลูกน้อย อาหารที่เป็นแหล่งไขมัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา ถั่วชนิดต่างๆ และน้ำมัน การเลือกน้ำมันในการปรุงอาหารให้ลูก ควรจะเลือกเป็นน้ำมันพืชมากกว่าน้ำมันจากสัตว์ เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารดีกว่า และเป็นแหล่งไขมันที่ดีมีประโยชน์ เหมาะกับพัฒนาการเรียนรู้ของสมอง นอกจากนี้ ไม่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไป ไม่มีคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันภาวะไขมันเกินได้
หากในวัยเด็กได้รับไขมันไม่เพียงพอ นอกจากจะส่งผลให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่แล้ว ยังทำให้ผิวหนังมีปัญหาได้ เช่น ผิวหนังจะแห้งกร้าน เล็บ ผมที่เกิดจากผิวหนังก็จะอ่อนแอ ขาด เปราะ ผมร่วงง่าย และหากขาดไขมันมากๆ ก็จะทำให้การสร้างเซลล์ภูมิต้านทานร่างกายเกิดขึ้นน้อยลง เป็นผลทำให้ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอด้วย อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget