เตรียมสุขภาพก่อนออกเดินทาง ระวัง ตะคริว และภาวะขาดน้ำ

“ ตะคริว ” และ “ ภาวะขาดน้ำ ” สามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเวลา เกิดจากการที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ และการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเป็นเวลานานก็อาจเป็น ตะคริว โดยเฉพาะในสภาพอาการที่ร้อน และมีประชาชนหน้าแน่น
สาเหตุของการเกิดตะคริว >> มีทั้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด หรือโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เพราะมีภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายแข็งตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดบริเวณน่องไม่ดี รวมทั้งการเสียเหงื่อมาก จากสภาพอากาศร้อน ร่างกายขาดสารน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือดต่ำ ได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม โปแตสเซียม
การป้องกันการเกิดตะคริว >> แนะนำให้ประชาชนที่ต้องการเดินทางมาแสดงความอาลัย ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ คือวันละไม่ต่ำกว่า 6-8 แก้วหรือให้ได้วันละ 2 ลิตร โดยให้จิบต่อเนื่อง
แนะนำ : จิบน้ำบ่อยๆ วันละ 2 ลิตร ป้องกันการเกิดตะคริว *อย่าอดน้ำ เลี่ยงดื่มชา กาแฟ กินนมสด โยเกิร์ต กล้วยหอม เสริมเกลือแร่ให้ร่างกาย

DID YOU KNOW !!
อย่ากลัวการดื่มน้ำระหว่างเดินทาง เพราะเกรงว่าจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย ไม่สะดวกเข้าห้องน้ำ จึงทำให้ร่างกายขาดน้ำ
ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มระหว่างเดินทางได้แก่ ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น และร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย
อาหารที่ควรรับประทานเพิ่ม >> นมสด กล้วยหอม โยเกิร์ต ผักโขม ปลาเล็กปลาน้อย เป็นต้น เนื่องจากมีประโยชน์และมีเกลือแร่ประเภทแคลเซียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม
อย่างไรก็ตาม วิธีการตรวจสอบตัวเองว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากสีของน้ำปัสสาวะทุกครั้ง หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าร่างกายขาดน้ำ ให้ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นจนกว่าจะหยุดกระหายน้ำและสีของปัสสาวะใส
ปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การเกิดอาการตะคริวที่น่องอย่างไร ค่อยๆ ใช้กำลังดันปลายเท้าข้างที่เป็นเข้าหาเข่า โดยค่อยๆ เพิ่มกำลังดัน เพื่อยืดกล้ามเนื้อที่เกร็ง ให้ยืดออกให้อยู่ในความยาวที่ปกติ จนกระทั่งหายปวดประมาณ 1-2 นาที แล้วปล่อยมือ หากยังมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อน่อง ให้ทำซ้ำ จนกระทั่งปล่อยมือแล้วไม่มีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
ระวัง !! ฮีทสโตรก หรือ ภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้
จากผลของสภาพอากาศที่ร้อน โดยจะมีอาการพบได้ตั้งแต่ ปวดศีรษะ หน้ามืด เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็น “ฮีทสโตรก” ได้สูงกว่าคนทั่วไป
1.ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด
2.เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุ
3.ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4.คนอ้วน
5.ผู้ที่อดนอน
6.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อ่านเพิ่มเติม

รู้ไหม? 6 สิ่งนี้ช่วยเคลียร์อาการปวดหัว ไมเกรน ได้

ทุกคนเคยทำงานเเล้วปวดหัวไหม กับอาการปวดหัวขนาดใหญ่ กับ ไมเกรน ที่เราไม่สามารถจะปฏิเสธได้เลย อาการเเบบนี้เราสามารถลดอาการเสี่ยงได้หรือไม่ อาจจะหาตัวช่วยอะไรให้อาการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับเราได้

หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น นมวัว เนย ชีส ช็อคโกแลต ไวน์แดง เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถั่วบางชนิด กล้วยสุก ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำตาลเทียม ผงชูรส หรือพวกไส้กรอก เซซามิ แฮม เพราะมีส่วนกระตุ้นอาการปวดไมเกรนได้ หากหลีกเลี่ยงก็จะช่วยลดความถี่ของอาการปวดได้
ประคบน้ำแข็ง แช่เท้าในน้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่เกิดอาการปวดหัวไมเกรน และให้เเช่เท้าด้วยน้ำอุ่นไปพร้อมกัน ประมาณ 20 นาทีก็จะช่วยลดอาการปวดหัวให้ลดน้อยลง
น้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นธรรมชาติของลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ ลองนำน้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์หยดลงไปในน้ำร้อนสัก 2-3 หยด จากนั้นสูดดมไอระเหย ก็จะช่วยบรรเทาอาการได้มาก
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่อย่าให้มากจนเกินไป อยู่ที่ประมาณ 6-8 ชม.ต่อวัน และพยายามเข้านอน ตื่นนอน ให้ตรงเวลาทุกวัน
ออกกำลังกายให้ได้เป็นประจำ ให้ได้วันละ 30 นาทีเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน จะทำให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเครียด และลดความถี่ของอาการปวดไมเกรนได้
ดื่มน้ำขิงร้อน ขิงมีฤทธิ์ในการลดกระบวนการอักเสบ ลดอาการปวดในร่างกาย ลดการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ที่ทำให้ปวด และอักเสบได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีอาการให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ อ่านเพิ่มเติม

แบบไม่ต้องเจ็บตัว MRI เช็คความ ผิดปกติของสมอง

อย่าเพิ่งคิดว่าการตรวจเช็คความ ผิดปกติของสมอง นั้นเป็นเรื่องน่ากลัว หรือจะต้องเจ็บตัว เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจเช็คความ ผิดปกติของสมอง ได้ โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว
ทำความรู้จัก MRI เครื่องมือช่วยวินิจฉัยโรค
การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI Brain) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นวิทยุร่วมกับคลื่นสนามแม่เหล็กแรงสูง สร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้รังสีเอกซเรย์ในการทำให้เกิดสัญญาณการสร้างภาพทั้ง 3 ระนาบ (3 Dimensions) ที่มีความใกล้เคียงกับอวัยวะจริงมากที่สุด ดังนั้นภาพที่ออกมาจึงทำให้แพทย์สามารถพบเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน และมีความแม่นยำสูง มักใช้ยืนยันผลวินิจฉัยหลังจากการทดสอบอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจหลายวิธี
เน้นความแม่นยำ…แยกแยะความแตกต่างได้ชัดเจน
ทั้งนี้การตรวจ MRI สามารถใช้ตรวจได้เกือบทุกระบบของร่างกาย เช่น ระบบสมอง ไขสันหลัง ระบบช่องท้องทั้งหมด ระบบกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อหัวใจหลอดเลือด ตับ มดลูก ต่อมลูกหมาก หรืออวัยวะภายในอื่นๆ โดยภาพที่ถ่ายจะมีความคมชัดสูง ซึ่งนอกจากจะเป็นการตรวจที่ให้ความแม่นยำสูง ยังมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเพื่อนำมาใช้ประกอบการรักษาและติดตามผลของแพทย์ โดยสามารถตรวจ จำแนกคุณสมบัติที่แตกต่างในการตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อและกระดูกได้ชัดเจน รวมถึงดูความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง และลำตัวได้โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี การตรวจด้วยเครื่อง MRI ผู้ป่วยต้องเข้าไปนอนในเครื่องที่มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ดังนั้นจึงสามารถดูได้ทุกระนาบโดยไม่ต้องทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยไม่ได้รับรังสีเอกซเรย์ และไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ

มั่นใจในความปลอดภัย…ตลอดขั้นตอนการตรวจ
ในการตรวจ MRI นั้นผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการ เพื่อให้ได้รับความปลอดภัยและแปลผลการตรวจโดยทีมรังสีแพทย์ (Sub-specialty radiologist) อ่านผลด้วยความแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว อีกทั้ง ผู้ป่วยยังไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากก็สามารถตรวจได้ทันที โดยแสดงภาพระบบอวัยวะครั้งละระบบ เช่นการตรวจสมอง จะแสดงภาพของเนื้อเยื่อสมอง และอวัยวะอื่นๆ บริเวณสมอง ไม่สามารถเห็นอวัยวะบริเวณช่องอก หรือช่องท้องได้ โดยแพทย์จะเขียนใบส่งตรวจระบุชัดเจนว่าต้องการตรวจอวัยวะส่วนใด ดังนั้นจะต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ที่ทำการรักษาก่อนเข้ารับการตรวจ MRI พร้อมมีการซักประวัติอย่างละเอียด ระบบการระบุตัว ระบุส่วนที่ตรวจ โดยผู้ป่วยต้องนอนในอุโมงค์เอกซเรย์อ ย่างน้อย 30-40 นาที ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ต้องการตรวจ
4 ข้อเด่น เมื่อตรวจเช็คความผิดปกติของสมองด้วย MRI อ่านเพิ่มเติม

ขณะชาร์จ แบตเตอร์รี่ มือถืออันตรายจากการใช้หูฟังเพลง

จากกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการเสียบหูฟังเพลงไปพร้อมกับขณะที่ชาร์จ แบตเตอรี่ โทรศัพท์มือถือ จะส่งผลกระทบต่อสมอง หรือระบบประสาทหรือไม่ และหากเกิดไฟฟ้าช็อต จะเป็นอันตรายอย่างไร
ในปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคลื่นจากโทรศัพท์มือถือมีอันตรายหรือไม่ และจากงานวิจัยที่ออกมาให้เห็นนั้นมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากมือถือส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกในสมองได้ ดังนั้น สิ่งที่อยากแนะนำให้ยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน คือ

หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะที่ตัวเปียก
ขณะหลับควรนำโทรศัพท์มือถือออกห่างตัว
ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะชาร์จ เพราะหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายเข้าสู่สมองได้โดยตรง

โดยปกติแล้วหากเกิดปัญหาเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่เราทราบข่าวกันมา ถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร อาจส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นเกิดการระเบิด หรือไฟฟ้ารั่ว ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือและมีการเสียบสายหูฟังร่วมด้วยก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่า สายหูฟังนั้นจะเป็นตัวนำส่งและรับสัญญาณไฟฟ้าที่รั่วเข้าสู่หู ซึ่งหูของคนเราเชื่อมต่อกับสมองโดยตรง ทำให้เพิ่มความรุนแรงในการบาดเจ็บขึ้นได้
ทั้งนี้ แม้ไฟฟ้าที่รั่วไหลมีขนาดไม่มากนัก ก็สามารถทำลายระบบประสาทได้ เช่น ทำให้มีอาการมึน งง แต่ถ้าปริมาณมากขึ้นอาจจะเกิดไฟดูด ซึ่งเป็นการที่ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายเราไป บางรายอาจจะหมดสติได้ ปกติจะหมดสติไป 2-3 ชั่วโมง แต่ที่พบบ่อย คือ 5-10 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟฟ้า อ่านเพิ่มเติม

แบบไหนที่ใช่ สำหรับคุณ ปวดศีรษะ

อาการ ปวดศีรษะ ทั้ง ปวดศีรษะ จี๊ดๆ ปวดตุบๆ และอีกสารพัดปวด ซึ่งรูปแบบและอาการที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุหลากหลายออกไป ทั้งจากความเครียด กิจวัตรประจำวัน อาหาร ระยะเวลาการพักผ่อน รวมถึงโรคภัยต่างๆ มาดูกันว่าอาการปวดศีรษะที่คุณเผชิญอยู่มาจากปัจจัยใดบ้าง? และอันตรายมากน้อยแค่ไหน?

อันตรายถึงชีวิต หากมีอาการปวดศีรษะแบบนี้
ตื่นเช้ามาแล้วปวดศีรษะเลย
ปวดในช่วงเวลาที่เบ่ง หรือถ่ายอุจจาระ
ปวดศีรษะที่มาพร้อมอาการมองไกลๆ อาจเห็นเป็นภาพเบลอ ซ้อนจาก1คน เห็นเป็น 2 คน
มีไข้ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน พร้อมกับอาการปวดศีรษะ
ลักษณะนี้เข้าข่าย อาการปวดศีรษะกลุ่มร้ายแรง (Organic Headache) ที่ต้องรีบพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ แนะนำให้คุณสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง ปวดเวลาไหน ปวดแบบใดถ้าการปวดนั้นต่างจากอาการปวดที่เคยเป็นแล้วหาย กลายเป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีช่วงเวลาหายปวด หรือมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงโรคที่อาจจะเกิดได้ เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ต้อหิน หรือ ภาวะน้ำในโพรงสมองอุดตัน เป็นต้น

อาการปวดศีรษะแบบธรรมดา ไม่ร้ายแรง (Functional headache) สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ระดับความปวดมากน้อยลดหลั่นกันไป เช่น
ปวดศีรษะจากภาวะกล้ามเนื้อบีบเกร็ง อาจมีอาการปวดศีรษะอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันก็ได้ บางรายอาจรู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม ตาพร่านิดๆ อาการปวดศีรษะนี้ถือว่าเป็นการปวดศีรษะทั่วไป มักสัมพันธ์กับช่วงอากาศร้อน นอนไม่หลับ เครียด ทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ ใช้ตามากๆ มีความวิตกกังวล ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือดื่มชา กาแฟมากเกินไป
ปวดไมเกรน เป็นอาการปวดหัวที่พบบ่อย ลักษณะการปวดจะมาในรูปแบบของการปวดศีรษะข้างเดียว ปวดตุบๆ ข้างเดียวคล้ายจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือปวดหนักๆ ข้างเดียวบริเวณเบ้าตา ขมับ ในแต่ละรอบจะมีการปวดย้ายข้าง ขวาบ้าง ซ้ายบ้าง เวลาปวดไมเกรนมักจะปวดค่อนข้างแรง บางครั้งปวดจนทำอะไรไม่ได้เลย อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ส่วนใหญ่รับประทานยาพาราเซตามอลแล้วเอาไม่อยู่ ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและใช้ยาให้ตรงกับอาการ

เมื่อต้องเผชิญกับอาการปวดศีรษะต้องทำอย่างไร?
สำหรับใครที่มีอาการปวดศีรษะแบบเป็นๆ หายๆ บ่อยเกินปกติ ควรหาเวลามาตรวจสุขภาพพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยกันบ้างดีกว่านะคะ เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจทางระบบประสาท หรือตรวจตาและตรวจกระดูกสันหลังที่คอ นอกจากนี้ การนวดบำบัด ทำสปาหรือกดจุดบ้างก็เป็นผลดี เพราะศาสตร์นี้เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาอาการปวดศีรษะได้อย่างดี อ่านเพิ่มเติม

ซิฟิลิส syphilis โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ซิฟิลิส syphilis โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
รักษาหายได้ แต่ต้องอาศัยยาหลายชนิด และอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ติดต่อได้อย่างไร?
– ทางเพศสัมพันธ์
– จากแม่ไปสู่ลูก
– สัมผัสโดยตรงกับแผลของผู้ป่วย
อันตรายแค่ไหน?
– ติดซิฟิลิส ของทารกในครรภ์ทำให้ เกิดการแท้งพิการแต่กำเนิด
– ระบบประสาท หัวใจ ตับ อวัยวะสำคัญ ถูกทำลาย
– รุนแรงถึงขั้น เสียชีวิต
วิธีป้องกัน
– งดการมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง
– ตรวจคัดกรองก่อนแต่งงาน อ่านเพิ่มเติม

จาก กรรมพันธุ์ เบาหวาน เรื่องฮิตที่ไม่ฮิตอีกต่อไป

โรคเบาหวาน หลายคนทราบแล้ว และหลายคนเข้าใจว่าเบาหวานเกิดจาก กรรมพันธุ์ แต่จริงๆแล้วเบาหวานเกิดจาก 2 กรรม คือ พันธุกรรมและพฤติกรรม
พันธุกรรม  คือ มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
พฤติกรรม คือ พฤติกรรมการปฏิบัติตัว ได้แก่ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น อายุ น้ำหนักตัว การดื่มแอลกอฮอล์และเสพยาสูบเป็นต้น

แสดงว่าทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้ ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ คือ ป้องกันไม่ให้เกิดเบาหวานนั่นเอง
การป้องกันไม่ให้เกิดเบาหวานทำได้ไม่ยาก โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการเลือกรับประทานที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์ ทุกอย่างแค่ เบาๆ ดังนี้

การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มี ความหวานเบาๆ อาหารจำพวกแป้งเบาๆ อาหารมันเบาๆ อาหารเค็มเบาๆ
ออกกำลังกายเบาๆสม่ำเสมอ ไม่ต้องใช้เวลามากมายเลยแค่วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน ก็เพียงพอ โดยเลือกออกกำลังกายเบาๆไม่หักโหมจนเกินไป
บุหรี่เบาๆ โดยการเตรียมวัน เตรียมเวลา เตรียมอุปกรณ์ และตั้งใจลงมือทำ อาจจะค่อยๆลดทีละน้อยได้ ส่วนคนที่ไม่สูบบุหรี่ ก็ถือว่าได้เปรียบคนอื่นในข้อนี้ อ่านเพิ่มเติม

โรคเบาหวาน ทำให้สมองเสื่อม จริงหรือ?

โรคเบาหวาน เกิดจากที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ หรือใช้อินซูลินที่สร้างขึ้นไม่ได้ตามปกติ ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ควบคุมระดับกลูโคส หรือปริมาณน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ

เบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวพันกับโรคเบาหวาน จะเกี่ยวพันกับภาวะสมองเสื่อมด้วยเช่นกัน ได้แก่ โรคอ้วน โคเลสเตอรอล โรคหัวใจ
วิธีลดความเสี่ยง ภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน
“สิ่งที่ดีต่อหัวใจ ย่อมดีต่อสมองของคนเราด้วย” คือ อาหาร ออกกำลังกาย และใจ สม่ำเสมอ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และท้าทายตัวเองอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน เพื่อช่วยพัฒนาการฝึกความคิด ทักษะการทำงานของสมองอยู่เสมอ

นักกายภาพบำบัด มีบทบาทดูแลเรื่องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและควบคุมน้ำตาล ถือเป็นการดูแลก่อนมีภาวะแทรกซ้อนเข้ามา โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือการออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 30-40 นาที โดยทำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือให้ได้ 150 นาที ต่อ สัปดาห์ ควบคู่กับการควบคุมอาหาร
เบาหวานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ซึ่งเกิดได้หลายช่วงอายุ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสื่อม แต่ถ้าเป็นความเสื่อมตามอายุ ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของความจำระยะสั้น ความคิด บทบาทที่นักกายภาพต้องเข้าไปดูแลร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด ต้องฝึกการคิดเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อเป็นการฝึกสมอง เช่น การออกแบบการวางสิ่งของให้มีลักษณะเป็นที่ประจำ การฝึกการเคลื่อนไหวร่วมกับการฝึกความคิด เช่น การเดิน ร่วมกับการนับเลขเป็นต้น เพื่อรักษาทักษะการรู้คิดให้สามารถใช้งานได้ต่อไป อ่านเพิ่มเติม

เช็คกันหน่อยอาการปวดหลัง ปวดเอวที่เป็นอยู่ ใช่ “ หมอนรองกระดูกทับเส้น ” หรือไม่?

หมอนรองกระดูกทับเส้น ประสาท คือ โรคที่เกิดจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก การเคลื่อนในที่นี้ยังหมายรวมถึงการแตกของหมอนรองกระดูก, การปลิ้นออกมาของหมอนรองกระดูก หากหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมาแต่ไม่ได้กดทับรากประสาท จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพียงอย่างเดียว มีลักษณะอาการปวดแบบเฉพาะที่ เช่น ปวดคอ ปวดเอว ปวดหลัง ปวดสะโพก แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการปลิ้นของหมอนรองกระดูกแล้ว เคลื่อนกดทับรากประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างมากคือ มีอาการปวดขาร่วมกับมีอาการชา และอ่อนแรงได้ โดยเฉพาะบริเวณเท้า และข้อเท้าจะมีอาการอ่อนแรงได้และมักเป็นที่ขาข้างเดียว

ปวดหลังลักษณะนี้ สงสัยได้เลยเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้น”
• มักมีอาการปวดของกล้ามเนื้อหลัง ตรงบริเวณกลางหลังหรือปวดเอวด้านล่าง สาเหตุมักเกิดจากการยกของ ออกกำลัง หรือนั่งนานๆ
• หากกดตามแนวกล้ามเนื้อจะรู้สึกเจ็บลึกๆ
• ปวดเอว ปวดหลังส่วนล่าง และปวดสะโพก หรือกระเบนเหน็บ และมักจะปวดร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง
• อาจมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย
• เวลา ไอ จาม หรือเบ่ง จะยิ่งปวด ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดลึก เนื่องจากเกิดแรงดันในไขสันหลัง

แนวทางตรวจวินิจฉัยโรค “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”
เมื่อพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคให้แน่ชัด โดยส่วนใหญ่แพท์จะเริ่มวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วยสอบถามถึงอาการปวด ระยะเวลาในการปวด และช่วงเวลาที่ปวด เช็คประวัติตรวจร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดแบบเฉียบพลันทันที เช่น ปวดหลังรุนแรงจาก อุบัติเหตุกระแทก หกล้ม ยกของหนัก ยืด หรือเอี้ยวตัวแล้วรู้สึกปวดหลังทันที และปวดมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปวดร้าวลงขา เมื่อแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว มีอาการต้องสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดหลังที่อันตราย มักจะสั่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมในส่วนของห้องปฎิบัติการเช่น การตรวจแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ซึ่งวิธีการตรวจนี้จะทำให้มองเห็นพยาธิสภาพได้ชัดเจนว่ามีหมอนรองกระดูกเคลื่อนเบียดรากประสาทมากน้อยแค่ไหนซึ่งจะช่วยแพทย์ได้ดีมากในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
แนวทางการรักษาอาการปวดหลัง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”
การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการผู้ป่วย ในรายที่เป็นระยะเริ่มแรงและเข้ารับการรักษาทันที่โดยทั่วไปจะสามารถหายได้เอง เพียงแค่รับประทานยา เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ซึ่งจช่วยลดอาการบวมของรากประสาทที่ถูกกดทับ และปฎิบัติตัวอย่างเหมาะสมเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เช่น การนอนพัก และลดการเคลื่อนไหวเพื่อให้รากประสาทที่บวมค่อยๆ ยุบ นอกจากอาจจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดและการประคบร้อนร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและลดอาการปวดได้อีกทางหนึ่ง และอาการปวดจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ในรายที่ปลอยไว้นาน และมีอาการปวดเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษา
เทคโนโลยีผ่าตัดแผลเล็กรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปัจจุบันนี้การผ่าตัดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทพัฒนาไปมากขึ้น แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscope โดยที่แพทย์สามารถใส่เครื่องมือ ผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปหยิบหมอนรองกระดูกที่แตกออกได้โดยตรง ส่งผลให้แผลผ่าตัดเล็กลง ผู้ป่วยเจ็บตัวน้อยลง อีกทั้งผลการรักษายังมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็ว ลดระยะการพักฟื้น การนอนโรงพยาบาลน้อยลง และกลับไปทำงานได้เร็วขึ้นกว่าการผ่าตัดสมัยก่อนๆ อ่านเพิ่มเติม

ปวดหลัง ทำอย่างไรดี มีวิธีรักษาและสาเหตุ

“หลัง” เป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวส่วนบน กระดูกสันหลังประกอบไปด้วยกระดูก 24 ชิ้น แต่ที่เป็นส่วนสำคัญของอาการ ปวดหลัง ที่พบบ่อย คือ กระดูกสันหลังส่วนล่าง 5 ชิ้น ซึ่งต่อกับกระดูกกระเบนเหน็บ กระดูกสันหลังส่วนล่างนี้เชื่อมกันด้วยข้อต่อ และมีช่องระหว่างข้อให้ปลายประสาทผ่านออกมาเลี้ยงกล้ามเนื้อของเรา

5 สัญญาณอันตรายจากการปวดหลัง
มีอาการปวดหลังติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์
มีอาการขา หรืออ่อนแรงของขา
มีอาการปวดร้าวจากหลังลงไปที่ขา หรือเท้า
มีอาการปวดหลัง จากการได้รับอุบัติเหตุ
มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร
อาการปวดหลังเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังจากการก้มหลังเพื่อยกของหนักจากพื้น หรือภายหลังจากการก้มๆ เงยๆ ขณะทำกิจวัตรประจำวัน หรือขณะทำงาน ถ้าคลำแผ่นหลังจะรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อแผ่นหลังแข็ง บางรายอาจเดินตัวเอียง ถ้าได้นอนพักอาการจะทุเลาลงได้ ลักษณะเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับการอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็นยึด หมอนรองกระดูกสันหลัง อาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง มักจะปวดร้าวลงด้านหลังของต้นขา หรือด้านหน้าของต้นขา ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังมานาน แล้วเริ่มมีอาการกำเริบรุนแรงขึ้นจนอาจทำให้ท่านั่ง ท่าเดินผิดปกติ เวลาไอ จามจะมีอาการกำเริบขึ้น บางรายต้องเดินตัวเอน จะลุก นั่ง นอนจะติดขัดไม่คล่องตัว ลักษณะเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับเส้นประสาท หรือรากประสาท ประสาทถูกกดทับ หรือจากการเคลื่อนของหมอนกระดูกเสื่อม หรือการหนาตัวของกระดูกทำให้ช่องทางผ่านของรากประสาทแคบลงกว่าปกติ สามารถตรวจดูง่ายๆ ว่ามีการระคาย หรือกดทับรากประสาท โดยให้ผู้ป่วยนอนราบจากนั้นค่อยๆ ยกขาขึ้นสูง โดยให้เข่าเหยียดตรง ถ้ามีการกดทับจะยกขาขึ้นได้เพียง 30-70 องศา (ทำมุมกับพื้นราบ) หรือจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวรุนแรง บางรายแค่ยกขาข้างหนึ่งสูงขึ้น 30 องศา เพื่อทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาอีกข้างหนึ่ง นั่นแสดงว่ารากประสาทถูกกดทับ อาการปวดจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับการเคลื่อนที่ของหมอนกระดูก หรือความแคบของช่องทางผ่านของรากประสาท

อาการ ปวดหลัง ร่วมกับอาการอ่อนแรง หรืออาการปวดร้าวลงขาเป็นระยะ
ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาหลังจากเดินไประยะหนึ่ง ต้องนั่งพักจึงจะเดินต่อได้ หรือต้องนั่งยองๆ จึงจะหายปวดลักษณะเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับโพรงกระดูกสันหลังแคบกว่าปกติ ทำให้เกิดการกดทับของเนื้อเยื่อประสาทในโพรงสันหลัง อาการหลังมักจะค่อยเป็นค่อยไปไม่รุนแรง เวลานอนราบ สามารถยกขาในท่าเข่าเหยียดได้สูง กลุ่มอาการนี้มักพบในผู้สูงอายุ พบน้อยในคนหนุ่มสาว ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาบางรายอาจมีอาการมากขึ้น รุนแรงขึ้นจากกการกดทับที่เพิ่มมากขึ้น จนอาจทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะ อุจาระได้ ผู้ป่วยมักจะเดินก้าวสั้นๆ ต้องมีการช่วยพยุงจนในที่สุดลงเอยด้วยการต้องนั่งรถเข็น

สาเหตุอื่นๆ ของอาการปวดหลัง
เกิดจากการบาดเจ็บที่รุนแรง (กระดูกข้อเคลื่อน)
เกิดจากความพิการแต่กำเนิด (ทำให้โครงสร้างของกระดูกสันหลังผิดแปลกไป)
อิริยาบถหรือท่าทางที่ไม่ถูกต้องหรือหลังเคล็ดเป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้บ่อย เช่น นั่งทำงานในท่าก้มหลังเป็นเวลานาน การก้มตัวยกของหนัก หลังถูกกระแทก เป็นต้น
การเสื่อมจากการใช้งานหนักและจากอายุที่มากขึ้น ทำให้โครงสร้างของงกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพไปกระดูกข้อต่อ และเอ็นยึดจะหนาตัว ความยืดหยุ่นลดลง
หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน มักเกิดอาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน
เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งของกระดูกสันหลัง
โรคทางระบบเมตาบอลิซึม (โรคต่อมธัยรอยด์ โรคเบาหวาน ทำให้กระดูกกร่อนบางเร็วกว่าปกติ)
การอักเสบของกระดูกสันหลังทำให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดแข็งเป็นชิ้นเดียว เป็นภาวะการอักเสบของกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยในผู้ชายวัยกลางคน
ภาวะเครียด อาจส่งผลให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังตลอดเวลาทำให้ปวดหลังได้
สาเหตุอื่น เช่น โรคของอวัยวะบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าวมาบริเวณหลัง ได้แก่ โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก หรือการกระจายของมะเร็งมาที่กระดูกสันหลัง อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget