6 วิธีเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

6 วิธี เสริมภูมิคุ้มกัน กันให้ร่างกาย
การป่วยบ่อยครั้ง เป็นสัญญาณหนึ่งที่อาจเตือนว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังอ่อนแอ เพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเรานั้น ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เป็นอันตรายไม่ให้เข้ามาทำอันตรายต่อร่างกาย การเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาสู่ร่างกายของเรานั้น สามารถทำได้ง่ายๆโดยการปฏิบัติ 6 วิธี ดังนี้

1. นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับให้เพียงพอในแต่ละคืน จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เพราะการนอนน้อยหรือการอดนอน จะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ
2. ลดความเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง หมั่นทำจิตใจให้แจ่มใส หรือออกไปทำกิจกรรม เพื่อเป็นผ่อนการคลายจากความเครียด
3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้งอาหารหลักอย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้อาจทานวิตามินในกรณีที่รับประทานอาหารไม่เพียงพอ เพื่อช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่ดีต่อร่างกาย
4. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี ทำให้เม็ดเลือดขาว สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสการเกิดโรคได้มากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

“แก้ปัญหาปวดหลัง ปวดเข่าเรื้อรัง”

ด้วยแพทย์ชำนาญการมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้า แก้ปัญหาปวดหลัง ปวดเข่าเรื้อรัง
ที่ช่วยให้คุณคลายกังวลจากการผ่าตัด ด้วยมาตราฐานการรักษาระดับสากล JCI
เทคโนโลยีการรักษาปัญหาปวดหลังเรื้อรัง กับการผ่าตัดส่องกล้อง (Full Endoscopic Surgery) ที่ให้ แผลเล็กน้อยกว่า 1 ซม. สามารถเข้าถึงปัญหาได้อย่างตรงจุด ไม่จำเป็นต้องเลาะกล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสามารถใช้งานได้ทันที สามารถเดินได้ในวันถัดไป เพื่อคืนคุณกลับชีวิตปกติได้อีกครั้ง ด้วยมาตราฐานระดับสากล JCI ที่โรงพยาบาลสุขุมวิท

“ข้อเข่าเสื่อม” ในผู้สูงวัย รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า ด้วยการ “ซ่อมเข่า” เก็บเข่าเดิมไว้ใช้ได้เหมือนปกติ โดยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่า อ่านเพิ่มเติม

เคล็ดลับการดูแลกระดูกในช่วงวัยทำงาน

สาเหตุหลักของ อาการปวด หลังในวัยทำงานส่วนใหญ่แล้วจะมาจาก 2 สาเหตุ คือ กลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศและคนที่ทำงานกลางแจ้งที่ต้องออกแรง อาการปวดหลังที่ได้พบได้บ่อยจะมาจากกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศซึ่งเรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” ส่วนใหญ่อาการปวดหลังจะเกิดจากการนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้องทำให้มีอาการปวดหลังเวลานั่งทำงาน เช่น ต้องนั่งทำงานโดยที่ต้องนั่งก้มหลังเขียนหนังสือตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันอาการปวดหลังของคนวัยทำงานคือการจัดท่าทางการทำงานที่ถูกต้อง โดย

เก้าอี้ควรมีที่วางแขน
พนักพิงควรมีส่วนโค้งให้เข้ากับสรีระของหลัง
ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาเนื่องจากว่าเวลาที่จ้องมองคอมพิวเตอร์จะไม่ต้องก้มลง
แขนควรวางอยู่บริเวณพนักเก้าอี้เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อไหล่ไม่ต้องเกร็ง
เอวควรจะนั่งติดไปในพนักพิงเพราะหากนั่งเอนไปด้านหน้าอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งเพื่อแบกน้ำหนักไว้ตลอดเวลา
ส่วนของขาท่านั่งที่ถูกต้องขาต้องเตะถึงพื้นพอดี หากเป็นคนตัวเล็กอาจจะใช้ที่วางขาเข้ามาช่วย

สำหรับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งหรือต้องออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้านนอกสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการรักษาหลังให้อยู่ในลักษณะตั้งตรง ไม่ควรก้ม เพราะว่าการก้มมักเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดหลัง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องใช้แรงหรือว่ากิจกรรมที่ต้องใช้แรงควรจะต้องรักษาหลังให้ตั้งตรง ถ้าเกิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรหาอุปกรณ์คอยซัพพอร์ต เช่น เข็มขัดช่วยพยุงหลัง นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนอนดูทีวี การนั่งเอนตัวไปด้านข้าง บางครั้งพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและเป็นสาเหตุของการเกิดอาการปวดหลังขึ้นได้ อ่านเพิ่มเติม

วิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

วิ่งอย่างไรไม่ให้ บาดเจ็บ
การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยม เพราะนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายที่ได้ประสิทธิภาพในการช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี รวมถึงร่างกายยังได้รับการบริหารทุกส่วน อีกทั้งยังง่ายในการออกกำลังกายอีกด้วย แต่การวิ่งนั้นก็ยังส่งผลให้เกิดการ บาดเจ็บ ได้ หากหักโหมหรือออกกำลังกายผิดวิธี หรือมีปัจจัยด้านสุขภาพข้อเข่า เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ความสำคัญ เตรียมตัวก่อนการวิ่งให้ดี
โดยข้อเข่า ประกอบด้วยเส้นเอ็นข้อเข่า 4 เส้นหลักๆ เส้นเอ็นไขว้หน้า เส้นเอ็นไขว้หลัง เส้นเอ็นประคองหัวเข่าด้านข้างใน และเส้นเอ็นประคองหัวเข่าด้านข่างนอกของหัวเข่า โดยความสำคัญของเส้นเอ็นข้อเข่าเป็นตัวที่ให้ความมั่นคงแข็งแรงกับข้อเข่า ซึ่งจะช่วยให้เข่าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดความเสียหายของเส้นเอ็นบริเวณข้อเข่า จะก่อให้เกิดหัวเข่าไม่มั่นคง ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานไม่ดี หรืออาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ นอกจากข้อเข่าที่ควรดูแลเป็นพิเศษสำหรับการวิ่งแล้ว การป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุยังเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆที่อาจตามมา เช่น ข้อเท้าแพลง หรือเอ็นอักเสบต่างๆเป็นต้น
รู้หลักก่อนออกวิ่ง
เตรียมกายให้พร้อม เนื่องจากการวิ่งต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อหลายส่วน ดังนั้นนักวิ่งจึงควรออกกำลังเพื่อให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนมีความแข็งแรงควบคู่ไปกับการวิ่งด้วย ตั้งแต่กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว คือ หลัง เอว และหน้าท้อง ไปจนถึงกล้ามเนื้อขา คือ สะโพก ก้น ต้นขา และน่อง ก็จะช่วยให้การวิ่งดีขึ้นได้ นอกจากนี้ การตรวจเชคสุขภาพของตนเองก็สำคัญ เนื่องจากสรีระหรือปัญหาสุขภาพบางอย่าง อาจจะไม่เหมาะสมกับการวิ่ง
เตรียมใจให้พร้อม การกำหนดเป้าหมาย จะทำให้มีแรงบันดาลใจและรู้สึกสนุกกับการวิ่งมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิ่งจะต้องรู้ขีดจำกัดของตนเอง ควรจัดตารางการวิ่งให้พอเหมาะ ไม่หักโหมจนเกินไป การเพิ่มความเร็วหรือระยะทางควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญเรื่องเวลาพักจากการวิ่งด้วย อ่านเพิ่มเติม

ปวดหัวปวดตาเกิดได้ตลอดถึงขั้นเสียชีวิต

ปวดหัว เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ ซึ่งบาง สาเหตุ ก็มีอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่บางสาเหตุก็เพียงทำให้เกิดความรำคาญ และบางครั้งก็หาสาเหตุไม่พบ

สาเหตุ ที่ทำให้ปวดหัวมีอยู่มากมาย แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

ความเครียดของกล้ามเนื้อ
ไมเกรน
โรคของสมอง ตา หู โพรงจมูก และฟัน
ความเครียดของกล้ามเนื้อ
ปวดหัวสาเหตุนี้ มักพบบ่อยๆ คนไข้จะปวดหัวจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อแถวต้นคอ และท้ายทอย อาการปวดมักจะไม่มีตำแหน่งที่แน่นอน มักจะปวดร้าวไปที่บริเวณขมับและหน้าผาก หรือกระบอกตา อาการปวดแบบนี้อาจเกิดจากความเครียดในการทำงาน นอนผิดท่า นอนตกหมอน เป็นต้น
การปวดหัวจากความเครียดของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับตา คือการปวดกระบอกตา หลังจากทำงานที่ละเอียด หรือต้องใช้สายตา เช่น งานฝีมือ หรืออ่านหนังสือตัวเล็กๆ นานๆ พวกนี้จะมีอาการปวดกระบอกตา และอาจร้าวไปถึงท้ายทอยได้
สาเหตุ เกิดจากล้ามเนื้อตาล้า หรือกล้ามเนื้อตา ที่ทำงานเกี่ยวกับการเพ่งไม่แข็งแรงคือเพ่งไม่เก่งนั่นเอง

ไมเกรน
มักมีอาการปวดหัวข้างเดียว ตามด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน อารมณ์หงุดหงิด อาจจะเห็นภาพมัวไปชั่วขณะ หรือเห็นแสงไฟแลบหรือฟ้าแลบกับอาการปวดหัวก็ได้ พวกนี้อาจจะมีประวัติทางครอบครัวร่วมด้วย จากโรคต่างๆ เช่น โรคของสมอง ตา หู โพรงจมูก และฟัน เช่น ความดันโลหิตสูง จากสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือมีเลือดออกในเยื่อบุสมองในรายที่เคยได้รับอุบัติเหตุ จากไซนัส จากหูน้ำหนวก จากฟันผุ ในที่นี้จะพูดเฉพาะอาการปวดหัวที่เกี่ยวข้องกับตาเท่านั้น

กล้ามเนื้อตาล้า
กล้ามเนื้อตาล้า คือ อาการปวดหัว ปวดตา ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานที่ต้องใช้สายตาใกล้ๆ ในงานที่ละเอียดคนเหล่านี้จะทำงานใช้สายตาใกล้ๆ นานๆ ไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อตาที่ใช้มองใกล้ หรือรวมตัวเพ่งในที่ใกล้นั้นไม่แข็งแรงพอ พูดง่ายๆ คือเพ่งไม่เก่งนั่นเอง คนไข้จะมีอาการปวดตา ปวดหัว อาจจะปวดที่กระบอกตาและร้าวไปถึงท้ายทอยได้ บางครั้งก็ตาลายเวลาอ่านหนังสือ หรือทำงานที่ต้องใช้สายตาในระยะใกล้ๆ อาการนี้มักพบในเด็กหรือวัยรุ่นที่ต้องอดนอนอ่านหนังสือนานเป็นเวลานาน หรือเล่นวีดีโอเกมส์นานๆ อีกกลุ่มที่พบได้คือ กลุ่มที่อายุเริ่มเข้า 40 ปี ซึ่งจำเป็นต้องใช้แว่นดูใกล้ คือแว่นตายาว หรือแว่นคนแก่เข้าช่วย

การรักษา
ในกรณีที่ปวดตาจากกล้านเนื้อตาล้านี้ ควรจะพบจักษุแพทย์ก่อน เพื่อดูว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสายตาหรือไม่ ถ้ามีก็ควรแก้ไข โดยใส่แว่นในขนาดที่ถูกต้อง คนที่มีอายุเริ่มเข้า 40 ปี ก็อาจจะต้องตัดแว่นดูใกล้ หรือแว่นสายตายาวเข้าช่วย
ในกรณีที่สายตาปกติดี หรือแก้ไขปัญหาสายตาแล้วยังปวดหัว หรือปวดตาอีก ก็ควรฝึกการเพ่งของกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถทำเองได้ง่ายๆ โดยถือปากกาหรือดินสอไว้ห่างสุดแขนแล้วเพ่งดูปลายปากกาหรือดินสอนั้น ค่อยๆ เอาปากกาหรือดินสอเข้าหาตัวช้าๆ ขณะเดียวกันก็เพ่งดูปลายปากกาหรือดินสอตลอดเวลา โดยต้องเห็นภาพปลายปากกาหรือดินสอนั้นชัดเจน และเป็นภาพเดียวตลอดเวลา ถ้าเห็นเป็น 2 ภาพ หรือเริ่มเห็นไม่ชัดแสดงว่าตาเริ่มไม่รวมตัว หรือเพ่งไม่ได้แล้วต้องยืดแขนถอยออกไป จนกระทั่งเห็นภาพชัดใหม่ แล้วเริ่มเพ่งใหม่โดยค่อยๆ เอาปากกาหรือดินสอเข้าหาตัวมากขึ้นๆ ทำเช่นนี้ครั้งละ 10-15 หน วันละ 3-5 ครั้ง
ในกรณีที่ฝึกเองลำบาก อาจจะมาฝึกกับเครื่องฝึกกล้ามเนื้อตา (Synoptophore) ได้ โดยเครื่องนี้จะช่วยในการฝึกระยะเริ่มแรกให้ง่ายขึ้น หรือในรายที่ล้ามากๆ จะให้ได้ผลเร็วดีกว่าทำเองที่บ้าน
ควรอ่านหนังสือ หรือทำงานที่ละเอียดหรือต้องใช้สายตาในที่ๆ มีแสงสว่างดีพอ และควรมีการพักระหว่างทำงานบ้างเป็นช่วงๆ
เด็กๆ ควรนอนแต่หัวค่ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีเด็กหลายๆ คนที่อดนอนและปวดหัวในตอนบ่ายๆ จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ อ่านเพิ่มเติม

ดูแลดวงตาอย่างไรให้ห่างไกล COVID-19

ไวรัส 2019-nCoV หรือ SARS-CoV-2 ที่ทําให้เกิดโรค COVID-19 สามารถทําให้เกิดตาแดงหรือ เยื่อบุตาอักเสบ ได้ แม้จะพบไม่บ่อยเพียง 1 – 2% อาการไม่รุนแรง แต่มักเกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่าง ๆ จากทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม ฯลฯ ที่มีเชื้อโรคกระจายมาถูกเยื่อบุตา ซึ่งการรักษาทำได้โดยการประคับประคองตามอาการ ดังนั้นการดูแลดวงตาในช่วง COVID-19 กำลังระบาดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย
มีรายงานในช่วงแรก ๆ ที่ได้มีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากเยื่อบุตาหรือนํ้าตาของผู้ป่วยปอดอักเสบจาก COVID-19 จำนวน 30 คน มี 1 คนที่มี เยื่อบุตาอักเสบ ร่วมด้วย และพบผล PCR เป็นบวกในคนที่มีเยื่อบุตาอักเสบ แต่ในอีก29 คนที่ไม่มีเยื่อบุตาอักเสบไม่พบว่ามีไวรัสในสารคัดหลั่งทางตา ต่อมาได้มีการตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine พบว่า ผู้ป่วย COVID-19 มีอาการตาแดง (Conjunctival Congestion) ราว 0.8% คือ ในกลุ่มผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลจาก COVID-19 ทั้งหมด 1,099 คน พบว่าตาแดง 9 คน โดยไม่มีรายงานการตรวจกับจักษุแพทย์และไม่ได้เก็บตัวอย่างน้ำตาเพื่อตรวจหาไวรัส

ดวงตากับ COVID-19
เรื่องสำคัญเกี่ยวกับดวงตาที่ควรรู้เพื่อจะได้ดูแลดวงตาให้ถูกวิธีในช่วง COVID-19 ได้แก่
ไม่ควรสัมผัสโดนตา มือที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคปนเปื้อน ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้ จึงควรล้างมือบ่อย ๆ ไอต้องปิดปาก ไม่ควรจับหน้าหรือแตะโดนตา เนื่องจากไวรัสสามารถติดต่อทางเดินหายใจ ทางปาก และทางตาได้ ในช่วงนี้การใส่แว่นสายตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์ช่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดนตาได้อีกทางหนึ่ง
ตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบเป็นอาการหนึ่งของ COVID-19 แต่พบได้น้อย เพียง 1 – 2% และอาการไม่รุนแรง โดยจะรักษาประคับประคองตามอาการคล้ายเยื่อบุตาอักเสบจากไวรัสชนิดอื่น ๆ แต่มักมีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วย
ยารักษามาลาเรีย Chloroquine, Hydroxychloroquine ที่นำมาใช้ในการรักษา COVID-19 ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผลกับจุดรับภาพแบบรุนแรง รายงานเบื้องต้นพบว่า การใช้ยานี้ในผู้ป่วย COVID-19 แม้จะให้ในปริมาณมากกว่าปกติ แต่ใช้ช่วงเวลาไม่นาน เพียง 1 – 2 สัปดาห์ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ยังคงต้องติดตามดูผลการศึกษาในระยะยาว
การใส่แว่นสายตาแบบปกติ ไม่สามารถป้องกันการติด COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีเครื่องป้องกันอื่นร่วมด้วย

รู้ระวังใส่คอนแทคเลนส์ช่วง COVID-19
สำหรับผู้ที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด มีคำแนะนำจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) สหรัฐอเมริกา และ American Optometric Association (AOA) ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์มีความเสี่ยงต่อการติดโรค COVID-19 มากกว่าผู้ที่ใส่แว่นตา โดยคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตามปกติ แต่ควรดูแลการใส่อย่างถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคที่ติดต่อได้จากการใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีและเช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือที่สะอาด ถอดล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี และหากป่วยเป็นไข้ มีน้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้มีรายงานที่พบว่าคนใส่คอนแทคเลนส์มีการจับหน้าและสัมผัสตาในช่วงใส่ถอด จึงต้องระมัดระวังเรื่องการดูแลความสะอาดและอย่าให้มือไม่สะอาดทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ ได้ อ่านเพิ่มเติม

โรคตาต้องระวัง เช็กความเสื่อม รู้ก่อนเสี่ยง

การตรวจคัดกรอง ดวงตา ไม่เพียงช่วยให้ค้นพบความผิดปกติของ ดวงตา ในระยะเริ่มแรก แต่ยังช่วยให้ค้นพบโรคเกี่ยวกับดวงตาในขณะที่ยังไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่ต้องพบกับความเสื่อม การตรวจคัดกรองดวงตาจะช่วยให้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่อาการจะรุนแรงและอาจสูญเสียดวงตาไปในที่สุด

1) ต้อหิน
ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตาส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุดส่วนใหญ่มีความดันลูกตาสูง ซึ่งอาการที่สามารถสังเกต ได้แก่ หากเป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน จะปวดตา ตามัวลง และเห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยได้ เนื่องจากความดันตาสูงมาก แต่ความน่าสนใจของโรคต้อหิน คือผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการเลย เหมือนภัยเงียบค่อย ๆ ทำลายเส้นประสาท โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ต้อหินเฉียบพลันพบบ่อยในคนเอเชียและปัจจุบันพบในคนอายุน้อย (เช่น เริ่มตั้งแต่อายุ 30 กว่า ๆ) เพิ่มมากขึ้น

2) ต้อกระจก
ต้อกระจก (Cataract) เป็นภาวะที่เลนส์ตามีความขุ่นมัว จากปกติที่มีความใส ทำให้แสงผ่านเข้าดวงตาลดลง บดบังทำให้ไม่สามารถทำให้จอประสาทตารับภาพได้ชัดเจน ทำให้การมองเห็นลดลงเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่พบในผู้สูงวัย อายุมากกว่า 50 – 60ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กหรือเป็นแต่กำเนิด หรือกลุ่มคนอายุน้อย หากมีการใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคที่มีการอักเสบในตา เป็นต้น อาการที่สังเกตได้คือ ตาจะค่อย ๆ พร่ามัวลงเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟกระจาย มองภาพเป็นสีเหลืองหรือสีผิดเพี้ยนไป อาจมีค่าสายตาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นมากขึ้น ต้องเปลี่ยนแว่นตาบ่อยผิดปกติ

3) ต้อเนื้อ ต้อลม
ต้อเนื้อ (Pterygium) คือ ความเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้มีเนื้อเยื่อผิดปกติเป็นเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยม ค่อย ๆ ลุกลาม ถ้าเป็นมากใกล้หรือบังปิดรูม่านตา การมองเห็นจะผิดปกติ มีสายตาเอียงมากขึ้นหรือตามัวลงมาก ต้อเนื้อพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา โรคนี้มีความสัมพันธ์กับแสงแดด แสงอัลตราไวโอเลต ทำให้เยื่อบุตาเสื่อมสภาพลง พบบ่อยในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง พบเจอทั้งแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน ทราย พบมากในผู้ที่มีอายุ 30 – 35 ปี ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นคือ ตาแดง ระคายเคือง ไม่สบายตา ถ้าเป็นมากจะเห็นภาพไม่ชัด ส่วนต้อลม (Pinguecula) คือ การเสื่อมสภาพเช่นเดียวกับต้อเนื้อ แต่ยังไม่ลุกลามเข้าตาดำเป็นอยู่บริเวณเยื่อบุตาเท่านั้น จึงมีอาการแค่ระคายเคือง แต่ตาไม่มัวลง

4) วุ้นตาเสื่อม
วุ้นตา มีลักษณะเป็นเจลหนืดใสเหมือนวุ้นอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตาโดยอยู่ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบมันอยู่ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตามีการเปลี่ยนสภาพ บางส่วนจะกลายเป็นของเหลวและบางส่วนจับเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ และวุ้นตาอาจจะหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเป็นเงาดำ จุดเล็ก ๆ เส้น ๆ
วง ๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา ขยับไปมาได้ตามการกลอกตา หรือมีแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป ความน่าสนใจคือสาเหตุของโรคมักเกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มสายตาสั้น แต่ปัจจุบันผู้ที่เป็นโรคนี้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่เข้ารับการรักษาอาจร้ายแรงถึงขั้นจอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ ดังนั้นจึงควรตรวจคัดกรองและหากมีอาการต้องรีบพบแพทย์ทันที

5) จอประสาทตาเสื่อมตามวัย
จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age – Related Macular Degeneration: AMD) เกิดจากจุดรับภาพบริเวณกลางจอประสาทตาเสื่อม มักเป็นไปตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น อาการที่สังเกตได้คือ มองภาพไม่ชัด มองเห็นบิดเบี้ยว ตาพร่ามัว มีจุดดำหรือเงาตรงกลางภาพ ซึ่งจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ต้องรีบทำการรักษากับจักษุแพทย์โดยเร็วเพื่อรักษาและช่วยควบคุมไม่ให้การมองเห็นแย่ลงจนรบกวนคุณภาพชีวิต ที่น่าสนใจคือปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาจอประสาทตาเสื่อมให้หายขาด การป้องกันดูแลที่ดีที่สุดคือ การตรวจคัดกรองและรักษาดูแลดวงตา เลี่ยงแดดจ้า ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ จะช่วยชะลอความเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นได้ อ่านเพิ่มเติม

ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านอาชีวเวชศาสตร์

การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการตรวจสุขภาพ กรณีเข้ารับการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงด้านการได้ยินด้าน อาชีวเวชศาสตร์
หลีกเลี่ยง หรือไม่เข้าไปในสถานที่ หรือปฏิบัติงานที่มีเสียงดังผิดปกติ เช่น สถานบันเทิง การได้ยินเสียงนกหวีด เสียงตะโกน เสียงลำโพง ในระยะใกล้ ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนได้รับการตรวจการได้ยิน
หลีกเลี่ยงกิจกรรมดำน้ำหรือปีนเขาก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
หากท่านมีไข้ คัดจมูก ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการตรวจให้แจ้งแพทย์ผู้ตรวจร่างกายก่อนเสมอ
หากท่านมีการเดินทางโดยสารเครื่องบินก่อนเข้ารับการตรวจภายใน 48 ชั่วโมงให้แจ้งรายละเอียดนี้แก่แพทย์ผู้ตรวจร่างกายก่อนเสมอ
การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการตรวจสุขภาพ กรณีเข้ารับการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงด้านสารเคมี

กรณีตรวจหาสารเบนซีนและโทลูอีน (Benzene & Toluene)
งดการสัมผัสกับควันไฟ การปิ้งย่างอาหาร อย่างน้อย 5 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
งดรับประทานอาหารที่มีสารกันบูด อย่างน้อย 5 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
กรณีตรวจหาสารหนู (Arsenic)

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเล สาหร่าย สมุนไพรอย่างน้อย 5 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
หลีกเลี่ยงดื่มน้ำชาที่ต้มจากใบชาอย่างน้อย 5 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
หมายเหตุ โรงพยาบาลกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงค่าบริการสำหรับการตรวจสุขภาพโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า อ่านเพิ่มเติม

Computer Vision Syndrome (CVS) ตาไม่สบายเมื่อติดจอคอม

Computer Vision Syndrome (CVS) ตาไม่สบายเมื่อติดจอคอม
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน หลายคนที่นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ติดกันเป็นเวลานานอาจมีอาการปวดเมื่อยตา ตาแห้ง แสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว ซึ่งอาจบ่งบอกว่ากำลังเสี่ยงกับกลุ่มอาการที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) ซึ่งแม้ว่ากลุ่มอาการนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อดวงตาหรือการมองเห็น แต่มักก่อให้เกิดความไม่สบายตา และอาจเป็นปัญหารบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันได้

รู้จักกับ CVS
Computer Vision Syndrome (CVS) คือ กลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน โดยความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการใช้งานและจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาพบว่าประมาณ 90% ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน จะมีอาการ Computer Vision Syndrome อย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจเป็นร่วมกันจนส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน

อาการ CVS
ปวดเมื่อยตา
ตาแห้ง
แสบตา
เคืองตา
ตาพร่ามัว
โฟกัสได้ช้าลง
ตาสู้แสงไม่ได้
ปวดกระบอกตา
ปวดศีรษะ
บางครั้งอาจมีอาการปวดหลัง ไหล่ หรือต้นคอร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติม

แสงแดดทำร้ายดวงตามากกว่าที่คิด

โดยปกติเราสามารถปกป้องผิวหนังจาก แสงแดด ด้วยการใช้ครีมกันแดด แต่ทราบหรือไม่ว่า แม้ดวงตาจะคิดเป็นเพียง 2% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย แสงแดด ก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อส่วนต่าง ๆ ของดวงตาได้มากมาย ดังนั้นดวงตาจึงถูกสร้างให้ถูกห่อหุ้มด้วยกระดูกเบ้าตา มีเปลือกตา ขนคิ้ว และขนตาเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้การหดแคบลงของรูม่านตา การหลับตาหรือการหรี่ตาก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยปกป้องดวงตาตามธรรมชาติเมื่อถูกกระตุนด้วยแสงที่สามารถมองเห็นด้วยตา แต่จะไม่ถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี ดังนั้นแม้ในวันที่ไม่มีแสงแดดจ้า ร่างกายก็ยังคงได้รับรังสียูวีในปริมาณมาก ทำให้ประสิทธิภาพของกลไกป้องกันดวงตาตามธรรมชาติมีข้อจำกัด
รังสีของแสงแดด
แสงแดดประกอบด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า รังสียูวี (UV Rays) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็นด้วยตา แสงที่มองเห็นด้วยตามีความยาวคลื่น 400 – 700 นาโนเมตร รังสียูวีจึงมีความยาวคลื่นสั้นกว่า 400 นาโนเมตร มีพลังงานสูงและไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

รังสียูวี ซี (UV C rays, 100 – 280 nm) เป็นรังสียูวีที่มีพลังงานสูงที่สุดและสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับผิวหนังและดวงตาได้มากที่สุด โอโซนในชั้นบรรยากาศสามารถกรองไว้ได้หมด แต่ปัจจุบันชั้นโอโซนในบรรยากาศกำลังถูกทำลายมากขึ้น จึงทำให้รังสีชนิดนี้อาจทะลุผ่านลงมาสู่พื้นผิวโลกมากขึ้นและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
รังสียูวี บี (UV B rays, 280 – 320 nm) เป็นรังสีที่มีพลังงานน้อยกว่ารังสียูวี ซี ถูกกรองโดยชั้นโอโซนได้บางส่วน รังสีบางส่วนที่ทะลุผ่านลงมายังโลกในปริมาณน้อยจะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ทำให้สีผิวคล้ำขึ้น ส่วนรังสีในปริมาณมากจะทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดจุดด่างดำ รอยเหี่ยวย่น และเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งผิวหนัง
รังสียูวี เอ (UV A rays, 320 – 400 nm) เป็นรังสีที่มีพลังงานต่ำกว่า 2 ชนิดแรก แต่สามารถทะลุผ่านกระจกตาเข้าไปสู่เลนส์ตาและจอตาได้ การได้รับรังสีชนิดนี้เป็นปริมาณมากอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดต้อกระจกและบางการวิจัยพบว่าอาจมีผลต่อการเกิดจุดภาพชัดเสื่อมด้วยเช่นกัน
ดวงตากับอันตรายจากแสงแดด

แสงแดดมีอันตรายต่อดวงตาในบริเวณต่าง ๆ ดังนี้

เปลือกตา สีผิวเปลี่ยน มีจุดด่างดำ ริ้วรอยรอบดวงตา นอกจากนี้ยังมีรายงานพบว่า มะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาบางชนิด เช่น Basal Cell Carcinoma Squamous Cell Carcinoma ตลอดจน Malignant Carcinoma อาจเกี่ยวเนื่องมาจากการได้รับแสงแดดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำ เรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำ เรียกว่า ต้อเนื้อ ไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้
กระจกตา การอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามาก น้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง หลังจากได้รับรังสียูวีปริมาณมาก เช่น แสงสะท้อนจากหิมะหรือรังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่ส่วมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1 – 2 วัน
เลนส์ตา การเกิดต้อกระจก แม้ว่าต้อกระจกจะเกิดจากการเสื่อมตามวัย แต่พบว่าการได้รับรังสียูวี ทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้นได้ ในแต่ละปีมีประชากรกว่า 16 ล้านคนทั่วโลกตาบอดจากต้อกระจก จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประมาณ 20% ของต้อกระจกอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไปซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้
จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสารหรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลงและเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้น เมื่อได้รับรังสียูวี นอกจากนี้บางการศึกษาเชื่อว่ารังสียูวีน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age – Related Macular Degeneration, AMD)
อย่าละเลยแสงสีฟ้า
แสงสีฟ้า (Blue Light or High – Energy Visible Radiation) เป็นแสงที่มองเห็นด้วยตา มีช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 381 -500 นาโนเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงคลื่นรังสียูวี แสงสีฟ้าปริมาณสูงสามารถทำลายเซลล์อย่างถาวรในบางคน และหากได้รับแสงสีฟ้าเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดจุดภาพชัดเสื่อม ซึ่งเป็นจุดสำคัญในจอตา โดยเซลล์จะถูกทำลายอย่างช้า ๆ และทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางอย่างถาวรในที่สุด การศึกษา European Study ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Ophthalmology ฉบับเดือนตุลาคม 2008 พบว่า กลุ่มคนที่มีระดับวิตามินซีและสาร Antioxidant อื่น ๆ ในเลือดต่ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดจอตาหรือจุด

อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget