ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ โรคหัวใจ ห้องบนเต้นระริกหรือโรคหัวใจห้องบนเต้นพริ้ว

ความเชื่อ: ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ โรคหัวใจ ห้องบนเต้นระริกหรือโรคหัวใจห้องบนเต้นพริ้ว คือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ความจริง: ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเต้นระริกหรือโรคหัวใจห้องบนเต้นพริ้วมักมาด้วยอาการใจสั่น จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหัวใจเต้นระริกหรือโรคหัวใจห้องบนเต้นพริ้วคือ โรคหลอดเลือดสมอง

ซึ่งเกิดจากการที่มีลิ่มเลือดจากหัวใจเข้าไปในกระแสเลือด และไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยแต่ละรายจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยแต่ละรายมีปัจจัยเสี่ยงมากหรือน้อย  ซึ่งควรจะได้รับการประเมินจากแพทย์อายุรกรรมด้านหัวใจ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจห้องบนเต้นระริกหรือโรคหัวใจห้องบนเต้นพริ้ว และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

ผักผลไม้เพื่อหัวใจที่ดี ผักบุ้ง

ผักบุ้ง

ผักบุ้ง มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย โดยโพแทสเซียมในผักบุ้งมีคุณสมบัติสำคัญในการลดความดันโลหิต ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นความดันโลหิตสูงจึงควรรับประทานผักบุ้งเป็นประจำ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็น โรคไตเรื้อรัง ไม่แนะนำให้รับประทาน เพราะโพแทสเซียมอาจทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นได้ ซึ่งผักบุ้ง 100 กรัมจะให้พลังงานประมาณ 22 กิโลแคลอรี่ และโพแทสเซียมสูงถึง 312 มิลลิกรัม

ผู้ป่วยโรคหัวใจกับ COVID-19

ผู้ป่วยโรคหัวใจ หากติดเชื้อ COVID-19 อาการจะรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้ความรุนแรงของอาการหากติดเชื้อไม่ได้เฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจเท่านั้น แต่ในกลุ่มดังต่อไปนี้ ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรังเดิม โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคไต โรคตับแข็ง และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่เดิม

ล้วนแต่เป็นภาวะที่จะทำให้การติดเชื้อ COVID-19 รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงได้  ดังนั้นผู้ป่วยควรมีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการดูแลตัวเองไม่ให้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่รักษาโรคได้โดยตรง การดูแลตัวเองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

คนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วจะมีอาการแสดงมากขึ้นหลังจากติดเชื้อ COVID-19 คือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือล้มเหลว ถ้าได้รับเชื้อเข้าไปจะทำให้ระบบการทำงานของร่างกาย เมตาบอลิซึมสูงขึ้นจนกระทั่งกระตุ้นให้โรคหัวใจล้มเหลวกำเริบติดเชื้อ COVID-19 รุนแรงจนทำให้ไตวายและไตไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้จนเป็นเหตุให้น้ำท่วมปอด

ซึ่งทั้งสองภาวะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุต้น ๆ ที่ทำให้เสียชีวิตหรือภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมามากมาย

สาเหตุของโรค โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

โดยปกติแล้วผนังของ หลอดเลือดแดง ใหญ่เอออร์ตามีความสามารถในการยืดหยุ่นสูง สามารถขยาย ยืด และหดตามระดับความดันโลหิต แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาบางอย่าง เช่น มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานและมีการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) จะทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ จนมีการโป่งพองของผนังหลอดเลือดได้

ภาวะดังกล่าวพบบ่อยในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยจะพบประมาณ 2 – 5% ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี และอาจพบโรคนี้ได้มากถึง 5 – 10% ในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จากการตรวจกรองด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Ultrasound) นอกจากนั้นอาจพบได้มากขึ้นในกลุ่มที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Coronary Artery Disease) หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดที่แขนและขาอุดตัน (Peripheral Vessels Disease) ร่วมด้วย

นอกจากนี้ประวัติการมีโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัวและการสูบบุหรี่นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เป็นโรคได้เช่นกัน กล่าวคือ โรคนี้จะพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยเฉพาะระหว่าง 65 – 75 ปีที่มีประวัติสูบบุหรี่ มีความดันโลหิตสูง และมีประวัติโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัว

โอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิด ภาวะหลอดเลือดแข็ง ได้แก่ ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปและผู้หญิงอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไปที่มี…

  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • สูบบุหรี่
  • เครียด
  • น้ำหนักเกิน
  • ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคของหลอดเลือด

เทคนิคป้องกันภูมิแพ้และหอบหืดในเด็ก

เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคภูมิแพ้และ โรคหอบหืด ในเด็กนั้นมีแนวโน้มมาจากพันธุกรรม ดังนั้นพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้บุตรมีอาการของโรคภูมิแพ้ได้ แต่ยังโชคดีที่มีกระบวนการช่วยชะลอเวลาหรือป้องกันการเกิดอาการโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดในเด็กได้ถ้ารู้เท่าทัน

รู้ระวังป้องกันการแพ้อาหาร

โรคภูมิแพ้อาหารอาจส่งผลให้เกิดปัญหา เช่น ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงอาการแพ้ที่คุกคามต่อชีวิตได้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรรู้ให้ทันเพื่อระวังป้องกันการแพ้อาหารให้กับเจ้าตัวเล็ก ได้แก่

  • ทารกที่มีพี่น้องหรือพ่อแม่ที่มีอาการแพ้อาหารมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแพ้อาหารได้ โดยจะแสดงอาการของโรคต่าง ๆ อาทิ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
  • ไม่ควรจํากัดการบริโภคอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้ในช่วงระหว่างคุณแม่ตั้งครรภ์และระหว่างให้นมบุตรเพื่อป้องกันการแพ้อาหารของเด็ก เพราะจากข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้ในช่วงตั้งครรภ์และระหว่างให้นมบุตรไม่ช่วยป้องกันการเกิดอาการแพ้อาหารของเด็ก
  • รู้จักอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วยืนต้น นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง แป้ง สาลี อาหารทะเล เป็นต้น ซึ่งควรค่อย ๆ ให้อาหารกับเจ้าตัวเล็กทีละอย่าง ในช่วง 4 – 6 เดือนแรก เมื่อเจ้าตัวเล็กสามารถรับอาหาร
    ได้แล้ว ค่อย ๆ ให้อาหารประเภทปลาและถั่ว เพราะหากชะลอการให้อาหารประเภทนี้กับทารกช้าเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะพัฒนาโรคภูมิแพ้ได้
  • การให้นมแม่ช่วง 4 – 6 เดือนแรกหลังคลอดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับทารกได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยชะลอเวลาหรือป้องกันการเกิดโรคผิวหนังอักเสบ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เสียงวี้ดที่เกิดจากการตีบของหลอดลม และการแพ้นมวัว ซึ่งโอกาสที่นมแม่จะกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้เป็นไปได้ยาก เพราะนมแม่ง่ายต่อการย่อยสลายและยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในปอดที่กระตุ้นให้เกิดโรคหอบหืดได้ในระยะยาว
  • ทารกที่มีความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้อาหารและแม่ไม่สามารถให้นมเองได้ แนะนําให้ใช้นมผงสำหรับทารกประเภทไฮโดรไลซ์ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา นมนี้เป็นนมใช้สำหรับทารกที่จะเป็นหรือเป็นภูมิแพ้แล้ว (Hypoallergenic) ที่ใช้แทนนมวัวและนมถั่วเหลือง เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและแพ้นมได้
  • เสริมผักผลไม้และธัญพืชสำหรับทารกระหว่าง 4 – 6 เดือน โดยสิ่งที่ควรเสริมคือ ผลไม้ (แอปเปิล ลูกแพร์ กล้วย) ผัก (ผักสีเขียว มันหวาน ฟักทอง และแครอท) และธัญพืช (ข้าวหรือข้าวโอ๊ต) เลือกทีละอย่างสลับกันไป และให้ได้ทุก ๆ 3 – 5 วันตามความเหมาะสมเพื่อเสริมความพร้อมในการพัฒนาของทารก วิธีนี้ช่วยให้พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงสามารถระบุประเภทของอาหารและหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้อาหารได้
  • ปรึกษาแพทย์ทันทีหากเกิดอาการแพ้ เช่น โรคผิวหนังอักเสบชนิดปานกลางจนถึงชนิดรุนแรง หรือทารกที่มีพี่น้องแพ้ถั่วลิสง 

สู้โรค เมื่อเป็นเบาหวาน

เมื่อมาถึงจุดนี้เรามักจะพบเจอประเด็นคำถามเกี่ยวกับกินอย่างไรเมื่อเป็น เบาหวาน มากมายหลายคำถาม วันนี้เรามาดูประเด็นคำถามที่พบได้บ่อยคำถามหนึ่ง คือประเด็นคำถามที่ว่า “อาหารอะไรบ้างที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น” เพื่อเป็นการตอบคลายข้อสงสัยดังกล่าว เรามาดูกันเลยว่ามีอาหารประเภทใดกันบ้าง

โดยปกติอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ล้วนมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น แต่ในปริมาณมากน้อยที่แตกต่างกัน และพบว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบจะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารประเภทโปรตีนหรือไขมัน

ดังนั้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรมีการควบคุมปริมาณอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วอาหารอะไรบ้างที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบ คำตอบคือคาร์โบไฮเดรตพบในอาหารประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ ข้าว แป้ง น้ำตาล ผัก ผลไม้ นม และผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น ซึ่งเราไม่พบคาร์โบไฮเดรตในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน

ปวดท้องแบบไหนหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

อาการปวดท้อง ที่บ่งบอกว่าเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องจะปวดในตำแหน่งที่หลอดเลือดโป่งพอง ลักษณะเด่นคือจะปวดตุ๊บ ๆ ปวดตามชีพจร แต่บางคนอาจมีการปวดที่แตกต่างกันออกไป หากไม่รีบทำการรักษาผนังหลอดเลือดจะถูกกระแทกจากความดันโลหิตจะเริ่มบางและปริ ส่งผลให้หลอดเลือดแตก เลือดจะรั่วออกมาบริเวณรูที่ปริแตก หากทะลุไปบริเวณช่องท้องมีโอกาสเสียชีวิตทันทีสูงมากถึง 70 – 80%

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่มีอาการปวดจะไม่เป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องเสมอไป บางคนอาจมาด้วยอาการอื่น ๆ ได้ เช่น การปวดขาจากก้อนเลือดในหลอดเลือดที่โป่งหลุดไปอุดตันหลอดเลือดที่ขา หรือขาบวมจากการกดทับของหลอดเลือดที่โป่งพอง ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นจะต้องทำการตรวจอัลตราซาวนด์หรือทำ CT SCAN เพิ่มเติมเพื่อให้ผลการตรวจวินิจฉัยชัดเจนถูกต้อง

รู้จักเบาหวานขึ้นตา

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่อาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ในที่สุด โดยเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอตา (Retina) ได้รับความเสียหาย 

ดวงตากับอันตรายจากแสงแดด

แสงแดด มีอันตรายต่อดวงตาในบริเวณต่าง ๆ ดังนี้

  • เปลือกตา สีผิวเปลี่ยน มีจุดด่างดำ ริ้วรอยรอบดวงตา นอกจากนี้ยังมีรายงานพบว่า มะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาบางชนิด เช่น  Basal Cell Carcinoma Squamous Cell Carcinoma ตลอดจน Malignant Carcinoma อาจเกี่ยวเนื่องมาจากการได้รับแสงแดดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำ เรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำ เรียกว่า ต้อเนื้อ ไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้
  • กระจกตา การอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามาก น้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง หลังจากได้รับรังสียูวีปริมาณมาก เช่น แสงสะท้อนจากหิมะหรือรังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่ส่วมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1 – 2 วัน
  • เลนส์ตา การเกิดต้อกระจก แม้ว่าต้อกระจกจะเกิดจากการเสื่อมตามวัย แต่พบว่าการได้รับรังสียูวี ทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้นได้ ในแต่ละปีมีประชากรกว่า 16  ล้านคนทั่วโลกตาบอดจากต้อกระจก จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประมาณ 20% ของต้อกระจกอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไปซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้
  • จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสารหรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลงและเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้น เมื่อได้รับรังสียูวี นอกจากนี้บางการศึกษาเชื่อว่ารังสียูวีน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age – Related Macular Degeneration, AMD)
Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget