เมื่อลูกมีไข้สูง…ลูกจะชักไหม

ภาวะชักจาก ไข้สูง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยประมาณร้อยละ 2-4 ในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี เมื่อโตขึ้นโอกาสการชักจาก ไข้สูง ก็จะลดลง ‘ภาวะชักจากไข้สูง’ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ดูรุนแรง และดูน่ากลัวต่อผู้พบเห็น แต่แท้จริงแล้วภาวะนี้ก่อให้เกิดความพิการทางสมองน้อยมาก หากได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างเหมาะสม ภาวะชักจากไข้สูงนั้นส่วนใหญ่มักพบในเด็กที่มีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นจึงมักพบอาการภายใน 24 ชั่วโมงแรกของไข้ ภาวะนี้จะถูกวินิจฉัยจากอาการและการตรวจร่างกายเพื่อทำการแยกสาเหตุอื่นๆ ที่รุนแรงกว่าออกไป เช่น การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ความผิดปกติของสมดุลน้ำและเกลือแร่ หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ เนื่องจากภาวะเหล่านี้หากพบจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดความพิการอื่นๆ ร่วมด้วย

อาการเป็นอย่างไร?
เด็กจะไม่รู้สึกตัว ตาลอย เกร็งแขนขา กระตุกทั้งตัวหรือบางส่วน

เด็กบางรายอาจมีน้ำลายฟูมปาก ริมฝีปากเขียว ปลายมือปลายเท้าเขียว อุจจาระ-ปัสสาวะราดได้
*สิ่งที่พ่อแม่ควรทราบเบื้องต้นนั่นคือส่วนใหญ่แล้วอาการชักในเด็กมักจะหยุดเองภายใน 5 นาที

การปฐมพยาบาล
ตั้งสติ อย่าตื่นกลัว
จัดผู้ป่วยนอนตะแคงข้างลงกับบริเวณพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (ห่างไกลวัตถุอันตรายหรือของมีคม)
หลีกเลี่ยงการนำอุปกรณ์ต่างๆ ประเภทไม้ เศษผ้า ช้อนหรือแม้กระทั่งนิ้วของผู้ช่วยเหลือใส่เข้าไปในปากเด็ก เนื่องจากอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเด็กเอง (ฟันอาจหักหลุดเข้าไปอุดทางเดินหายใจ หรือดันลิ้นให้ไปอุดทางเดินหายใจได้) หรืออาจเกิดการบาดเจ็บต่อผู้ช่วยเหลือได้ (ผู้ป่วยขณะนั้นไม่รู้สึกตัวอาจกัดนิ้วผู้ช่วยเหลือทำให้ได้รับบาดเจ็บ)

จากนั้นพยายามหาผู้ช่วยเหลือคนอื่น เพื่อติดต่อส่งโรงพยาบาลต่อไป
*บางรายอาจได้รับคำบอกเล่ามาว่า เมื่อเกิดอาการชักอาจทำให้กัดลิ้นขาดได้ ซึ่งในความเป็นจริงโอกาสที่ผู้ป่วยชักจะกัดลิ้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก อาจมีการบาดเจ็บจากการที่ฟันกระทบกันบริเวณด้านข้างลิ้นได้ แต่มักไม่รุนแรง หากเราใช้สิ่งของใส่เข้าไปในปากผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายจากการช่วยเหลือมากกว่า*

การตรวจและการรักษา
ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับระยะเวลาของไข้หาสาเหตุของไข้ สอบถามลักษณะหรือรูปแบบของอาการชัก ระยะเวลาที่เกิดอาการชัก ดังนั้นผู้เห็นเหตุการณ์ต้องพยายามเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แพทย์ทราบด้วย เนื่องจากอาการชักบางรูปแบบต้องพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม จากนั้นก็จะเป็นการตรวจร่างกายรวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ เพิ่มเติมในกรณีที่สงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อหรือมีความผิดปกติของสารน้ำและเกลือแร่ของผู้ป่วย

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography; EEG)
ไม่มีความจำเป็นในรายที่มีอาการชักจากไข้สูงในครั้งแรก ส่วนใหญ่จะตัดสินใจทำในรายที่มีอาการชักเป็นระยะเวลานาน หรือมีรูปแบบอาการชักที่ผิดแปลกหรือมีรูปแบบเฉพาะบางโรค และอาจทำในรายที่มีภาวะไข้สูงแล้วชักมาแล้วหลายๆ ครั้ง

การตรวจน้ำไขสันหลัง
พิจารณาทำในรายที่สงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลาง หรืออาจทำในรายที่ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 1 ปี ที่มีภาวะชักจากไข้สูง เนื่องจากในเด็กเล็กอาการและอาการแสดงบางอย่างของการติดเชื้อระบบประสาทส่วนกลางไม่ชัดเจน

การตรวจทางรังสีวิทยา (CT/ MRI brain)
ส่วนใหญ่จะทำในกรณีที่พบว่าคลื่นสมองมีความผิดปกติ หรือพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายแล้วสงสัยว่าอาจมีความผิดปกติในสมอง

ข้อเท็จจริงและคำถามที่พบบ่อย
ภาวะชักจากไข้สูงในเด็กส่วนใหญ่มักชักระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อสติปัญญาหรือ พัฒนาการของเด็ก
มีโอกาสชักซ้ำได้ หากมีความเสี่ยงเหล่านี้ เช่น ชักครั้งแรกอายุน้อยกว่า 1 ปี ญาติสายตรงมีประวัติไข้สูงแล้วชัก หรือมีประวัติชักเป็นระยะเวลานาน
เด็กที่เคยชักจากไข้สูง เมื่อมีไข้ควรรีบทำการเช็ดตัวลดไข้ รวมถึงกินยาลดไข้ (พาราเซตามอล) ก่อนที่พามาส่ง โรงพยาบาล เพราะการปล่อยให้เด็กมีไข้อาจส่งผลให้เกิดอาการชักซ้ำจากไข้สูงได้

โดยทั่วไปภาวะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกินยากันชัก เว้นเสียแต่ มีข้อบ่งชี้บางอย่าง ซึ่งต้องมีการพูดคุยและตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและหมอผู้ทำการรักษาถึงผลดีและผลเสียของยากันชักนี้

sexy gaming

เส้นเลือดสมองตีบ…รักษาไม่หายขาด อาจเพราะผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว

โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว หรือภาวะ PFO เป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิดโดยสามารถพบได้ถึง 1 ต่อ 4 คน หรือ 25% ของประชากร แต่ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบโดยเฉพาะผู้ที่ยังหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบยังไม่พบ มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงขึ้น ซึ่งความสำคัญของโรคนี้ คือ ถ้ายังไม่ทราบว่าเป็นโรค PFO และไม่ได้รับการรักษา…จะทำให้คนไข้มีโอกาสเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบซ้ำได้อีกเรื่อยๆ

รู้หรือไม่? โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว PFO ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่..สัมพันธ์กับโรคเหล่านี้
โรคหลอดเลือดสมองตีบที่เป็นซ้ำๆ บ่อยๆไม่หายขาดหรือผู้ที่เป็นภาวะหลอดเลือดสมองตีบตั้งแต่อายุน้อยโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอาการ ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงโดยที่ไม่พบสาเหตุอาจเกิดจากการมีรูรั่วหัวใจห้องบน หรือภาวะ PFO

โรคปวดหัว ไมเกรน ส่งผลให้มีอาการปวดหัวเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ

ในบางรายที่ผนังหัวใจรั่วรูใหญ่มาก อาจจะมีอาการเหนื่อยขณะออกกำลังกายร่วมด้วย
ภาวะ PFO จะพบได้ในผู้ป่วยช่วงอายุไหนบ้าง
เนื่องจากภาวะ PFO เป็นโรคที่มีมาแต่กำเนิด ทำให้สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจหาภาวะ PFO ในกรณีที่มีอาการหลอดเลือดสมองตีบตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีโรคหลอดเลือดสมองตีบโดยไม่ทราบสาเหตุ

ภาวะ PFO สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร
ภาวะ PFO คือการมีรูรั่วเล็กๆ ที่หัวใจห้องบน จึงอาจเป็นสาเหตุให้ตะกอนเลือดขนาดเล็กหลุดไปอุดกั้นหลอดเลือดสมองได้ แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบจำเป็นต้องหาสาเหตุของโรคให้ดีที่สุด เพื่อให้การรักษาที่ตรงจุด

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า..มีภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่วนี้
ในการตรวจหาภาวะ PFO แพทย์จะทำการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าอกพร้อมกับการฉีดสารทึบรังสีโดยใช้น้ำเกลือที่ผ่านการเตรียมให้มีฟองอากาศขนาดเล็ก (Transthoracic echocardiography with agitated saline) เป็นวิธีการตรวจที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถวินิจฉัยภาวะรูรั่วในผนังกั้นหัวใจได้อย่างแม่นยำ

หากตรวจพบภาวะ PFO สามารถรักษาได้ด้วยวิธีใด
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่รักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ โดยการใส่อุปกรณ์ขนาดเล็กผ่านทางหลอดเลือดที่ขา ขึ้นไปที่หัวใจ และปิดรูรั่วได้โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด โอกาสที่จะหายขาดจากโรคด้วยวิธีการปิดรูรั่วสูงถึง 100% และใช้เวลาในการทำหัตถการประมาณ 15 นาทีเท่านั้น

หลังจากรักษาแล้วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่
โอกาสการกลับมาเป็นภาวะ PFO ซ้ำนั้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก อีกทั้งอุปกรณ์ที่นำไปปิดรูรั่วก็เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ป้องกันการเกิดรูรั่วได้ดีอีกด้วย

การดูแลตนเองหลังการรักษา
คนไข้ที่ปิดรูรั่ว PFO จะพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 1 วัน และทานยาประมาณ 6 เดือน เช่น ยาละลายเกล็ดเลือด แอสไพริน โคลพิโดเกรล หลังจากนั้นก็สามารถหยุดทานยาทั้งหมดได้ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

“สำหรับบางคนที่ชอบดำน้ำลึกและมีภาวะ PFO อาจทำให้เกิดฟองอากาศเล็กๆ และผ่านเข้าไปทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบได้ เพราะฉะนั้นนักดำน้ำลึกควรมาตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยว่ามีภาวะรูรั่วหัวใจห้องบนอยู่หรือไม่ และผู้ที่มีภาวะ PFO ก็จะได้รับการวินิจฉัยถึงความรุนแรงเพื่อพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป”

sexy gaming

ติดเพื่อน สนใจเรื่องเพศ พฤติกรรมเด็กวัยรุ่นตอนต้นที่พ่อแม่ควรใส่ใจ

วัยรุ่นแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ วัยรุ่นตอนต้น , วัยรุ่นตอนกลาง และวัยรุ่นตอนปลาย ซึ่ง วัยรุ่นตอนต้น คือ ช่วงอายุ 11-13 ปี ในแต่ละช่วงจะมีความกังวลในเรื่องต่างๆ ที่ต่างกัน ในที่นี้จะกล่าวถึงวัยรุ่นตอนต้นก่อน คือช่วงวัยนี้จะคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมากกว่าช่วงอื่นๆ เช่น เมื่อเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย เด็กจะเกิดความกังวล ฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ร่างกายสูงใหญ่ขึ้น ในเด็กบางคนอาจเกิดความไม่มั่นใจ หรือรู้สึกว่า แขน ขา ยาว ไม่สมส่วน เสียงแตก อาจรู้สึกรำคาญตนเอง มีอารมณ์หงุดหงิดแปรปรวนได้ง่าย

อารมณ์ของวัยรุ่นตอนต้นเป็นอย่างไรบ้างนะ
อารมณ์เริ่มแปรปรวน เพราะฮอร์โมน การเจริญเติบโตของเด็ก ทำให้เกิดอารมณ์วิตกกังวลและแปรปรวนได้ง่าย รวมถึงมีอารมณ์ทางเพศ เช่น ฝันเปียก สนใจในเพศตรงข้าม เริ่มช่วยตนเอง เด็กบางรายอาจหมกมุ่นเรื่องทางเพศมากขึ้น หรือหงุดหงิด รู้สึกผิดว่าตนเองทำไมถึงเริ่มสนใจในเรื่องเพศมากขึ้น เป็นต้น

ในเรื่องเพื่อน เด็กจะเริ่มมีความกังวลถึงการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของตนเอง เพื่อนจะยอมรับได้ไหม ในเด็กผู้หญิงบางคนที่เริ่มเป็นสาวก่อนวัยก็จะมีความกังวล และในเด็กผู้ชายที่รู้สึกว่าเป็นหนุ่มช้ากว่าเพื่อน ไม่โต ก็จะทำให้เกิดความกังวลว่าเพื่อนจะยอมรับตนเองได้หรือไม่ ซึ่งกลัวเพื่อนมองว่าตนแตกต่างและไม่รับเข้ากลุ่ม โดยความกังวลดังกล่าวทำให้มีผลต่อการพัฒนาทางสังคมไปด้วย เช่น การอยากมีเพื่อน การเข้ากลุ่ม การได้รับการยอมรับ และพยายามทำตามเพื่อน เพื่อให้เพื่อนยอมรับในตนเอง ซึ่งถ้าเพื่อนไม่ดี ชักจูงไปในทางที่ไม่ดีก็จะทำให้เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย

“เพื่อน” คือบุคคลสำคัญสำหรับเด็กวัยรุ่นตอนต้น
ในช่วงวัยนี้ เด็กจะเริ่มปรึกษาเพื่อนมากขึ้น หลีกเลี่ยงที่จะปรึกษาพ่อแม่ เพราะเด็กต้องการพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ ต้องการคิดด้วยตนเอง และเริ่มมีความขัดแย้งกับพ่อแม่มากขึ้น เพราะต้องการการทดลองที่จะออกห่างจากพ่อแม่ โดยให้ความสำคัญกับเพื่อนมากขึ้น

พัฒนาการทางด้านจิตใจ ความคิด..ของวัยรุ่นตอนต้น
เริ่มเข้าใจเหตุผลมากขึ้น แต่ไม่สามารถมองการณ์ไกลได้ เริ่มรู้ความต้องการคนรอบข้างว่าต้องการอะไร และตนเองต้องทำอย่างไร แต่ไม่ถึงขั้นที่สามารถวางแผนได้ไกล หรือมีความคิดที่ยืดหยุ่นนัก เช่น การแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ตรงตามคนที่อยู่ในอุดมคติไหม หรือตรงตามคนที่ตนเองศรัทธาหรือไม่ ในบางครั้งเด็กไม่สามารถประยุกต์ความคิดนั้นให้เหมาะสมกับตนเองได้ ซึ่งถ้าพ่อแม่พยายามพูดคุยอธิบายถึงความคิดนั้นๆ แต่เด็กยังคงมีความคิดของตนเองที่จะเชื่อบุคคลในอุดมคติ คิดว่าความคิดตนเองถูกต้อง เพราะไม่สามารถยืดหยุ่นความคิดได้นั่นเอง

อาการหรือพฤติกรรมใดที่พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์
ในวัยรุ่นตอนต้น พ่อแม่ควรสังเกตว่าลูกมีความกังวลอะไร โดยยังไม่ต้องรีบไปตอบสนอง แนะนำ ควบคุม หรือกำกับโดยทันที ควรเปิดโอกาสให้เด็กพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยสามารถปรึกษาพ่อแม่ได้ ว่าต้องทำตัวอย่างไร ควรทำให้เด็กรับรู้ว่าการปรึกษาเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย พ่อแม่สามารถให้คำแนะนำในเรื่องการเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ รวมไปถึงเรื่องการแต่งตัว การทำความสะอาด การระมัดระวังตนเองอีกด้วย

ในเรื่องภาวะอารมณ์จิตใจ พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าวัยนี้จะติดเพื่อน เชื่อเพื่อนมากขึ้น บางรายเถียงพ่อแม่ โดยพ่อแม่ต้องเข้าใจว่าวัยนี้อยากเริ่มเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นพัฒนาการปกติของเด็ก พ่อแม่ควรเข้าใจ และใส่ใจ ก็จะลดความกังวลของพ่อแม่ได้ด้วย ซึ่งถ้าความคิดหรือทางเลือกของเด็กไม่เหมาะสม พ่อแม่อาจมีส่วนช่วยในเรื่องการให้คำแนะนำ ทางเลือกที่เหมาะสมกับเด็กได้ ในเด็กที่เริ่มมีความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงร่างกายมากขึ้น เศร้า พูดน้อยลง หดหู่ ปลีกตัว แปลกแยกจากเพื่อน เรียนหนังสือแย่ลง ควรพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

sexy gaming

4 โรคฮิตหน้าหนาว ไม่อยากให้ลูกป่วย…พ่อแม่ต้องป้องกัน!

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่อากาศนั้นเย็นลงเล็กน้อย มี การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ทำให้ร่างกายของเราต้องปรับอุณหภูมิเพื่อรับกับอากาศภายนอก และสภาพอากาศเช่นนี้ยังทำให้ร่างกายนั้นเกิดโรคได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่สภาพร่างกายยังปรับตัวได้ไม่ดีพอ และนี่คือ 4 โรคที่พ่อแม่ควรระวังในช่วงหน้าหนาวนี้

ไข้หวัด เพราะ การเปลี่ยนแปลงของอากาศ
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบในระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อที่พบได้บ่อยคือเชื้อไรโนไวรัส (Rhino virus) และระยะเวลาของโรคจะอยู่ประมาณ 3-7 วัน อาการที่พบโดยส่วนใหญ่ คือ มีไข้สูง 1-2 วัน คัดจมูก มีน้ำมูกไหล ไอ จาม ปวดศรีษะ เป็นต้น สำหรับการรักษาจะรักษาตามอาการ เนื่องจากไข้หวัดนั้นมักไม่มีอาการรุนแรง หากลุกน้อยสามารถดูดนม ทานอาหารได้ตามปกติ อาการก็จะดีขึ้นตามลำดับ

การป้องกัน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด เช่น ในห้างสรรพสินค้า หรือตลาดนัด พักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อยู่ในที่ที่อากาศเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น การเดินเข้าออกระหว่างห้องแอร์และอากาศภายนอกบ่อยๆ เนื่องจากสภาพร่างกายนั้นจะปรับอุณหภูมิให้เข้ากับสภาวะอากาศได้ไม่ดีพอ

โรคลำไส้อักเสบ
ลำไส้อักเสบ…จากเชื้อไวรัสโรต้า (Rota virus) และไวรัสโนโร (Noro virus)
อาการของการติดเชื้อไวรัสโรต้านั้น คือ มีไข้ต่ำ อาเจียน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วเชื้อไวรัสโรต้ามักจะเกิดขึ้นเองและหายไปได้เอง คนที่ได้รับเชื้อแล้วมีภูมิคุ้มกัน ในการรักษานั้นเราจะประคับประคองให้ตัวโรคหายเองตามธรรมชาติ แต่หากท้องเสียมากๆ เนื่องจากมีการได้รับเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อม ควรจิบน้ำเกลือแร่ หรือ หากมีไข้ ก็ทานยาลดไข้ และในยุคปัจจุบันนี้ลูกน้อยมักจะดื่มนมแม่ก็จะยิ่งทำให้มีภูมิคุ้มกันจากแม่สู่ลูก หรือฉีดวัคซีนโรต้าที่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้

ลำไส้อักเสบ…จากเชื้อแบคทีเรีย
โดยเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) นี้ จะทำให้เด็กมีอาการอุจจาระเป็นมูก-เลือดและตรวจพบว่ามีเม็ดเลือดขาวอยู่ในอุจจาระ มักพบมากในเด็กเล็กและมักมีอาการของโรครุนแรง และยังพบว่าในบางรายมีโอกาสติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองได้ ซึ่งการดูแลรักษานั้นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและผู้ป่วยต้องได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

การป้องกัน สิ่งสำคัญเราต้องรักษาความสะอาดอยู่เสมอ เช่น ล้างมือรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด และใช้ช้อนกลางเสมอ ทั้งนี้ควรทำความสะอาดหมั่นเช็ดแอลกอฮอลล์หรือเช็ดด้วยน้ำสะอาดของเล่นลูกน้อยเพื่อฆ่าเชื้อโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มักหยิบสิ่งของเข้าปากเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่มากับสิ่งแปลกปลอมนั่นเอง

อีสุกอีใส
อีกหนึ่งเชื้อไวรัสโรคที่มากับหน้าหนาวโดยอาการนั้น จะมีไข้ต่ำๆ 1-2 วัน มีตุ่มน้ำใสๆ ตุ่มหนอง และตุ่มแดง โดยส่วนมากจะขึ้นที่ลำตัว ศีรษะ หู หน้า หน้าอก หลัง ลำตัว หรือ แขน ขา ซึ่งอีสุกอีใสนั้นมักจะหายได้เองแต่อาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้

การป้องกัน ในปัจจุบันนั้นทำได้โดยการฉีดวัคซีนจะทำการฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ซึ่งทำได้เมื่อเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และเข็มที่ 2 เราจะฉีดเมื่อเด็กอายุ 2 ปีครึ่ง โดยวัคซีนนั้นจะช่วยทำให้ลดความรุนแรงของโรคได้

โรคหัดเยอรมัน
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลังใบหูโตและออกผื่นแดงไล่จากศรีษะไปจนถึงเท้าคล้ายโรคหัด โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงถ้าเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ทั่วไป มักจะหายได้เองโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่สิ่งที่สำคัญ นั่นคือ หากเกิดโรคนี้ในหญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์นั้น เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์ ทำให้ทารกพิการ แท้ง หรือตายในครรภ์ได้ ดังนั้น ก่อนการสมรสควรตรวจว่ามีภูมิคุ้มกัน และควรฉีดวัคซีนป้องกันก่อนวางแผนสมรส ซึ่งโรคนี้เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยมักจะมีภูมิคุ้มกันไปจนตลอดชีวิต…ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

การป้องกัน ปัจจุบันนั้นเรามีวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน โดยเด็กควรได้รับ 2 เข็ม คือ เข็มที่ 1 ขณะอายุ12 – 15 เดือนและเข็มที่ 2 ขณะอายุ 4 – 6 ขวบ และไม่ควรพาเด็กไปอยู่ในที่แออัด เพราะเชื้อหัดเยอรมันนั้นสามารถติดเชื้อและแพร่กระจายได้ทางอากาศ โดยผ่านทางละอองเสมหะหรือการสัมผัสโดนสารคัดหลั่งต่างๆ จากจมูกหรือลำคอของผู้ที่มีเชื้อ

sexy gaming

เนื้องอกมดลูก โรคฮิตของผู้หญิงที่รู้ทันได้…ด้วยการตรวจภายใน

เนื้องอกมดลูก เนื้องอกใน กล้ามเนื้อมดลูก ไม่ว่าจะถูกเรียกแบบไหน แต่ภาวะผิดปกตินี้ก็ทำให้ผู้หญิงหลายคนวิตกกังวล เพราะมักเข้าใจว่า เนื้องอกนี้…จะลุกลามกลายเป็นมะเร็ง! ซึ่งจริงๆ แล้วมีโอกาสน้อยมาก หรือเรียกว่ามีโอกาสเพียงแค่ประมาณ 1 ใน 1,000 เท่านั้น และที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยอาจไม่ต้องตัดมดลูกทิ้ง หากตรวจพบก้อนเนื้องอกนี้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม!!

เนื้องอกมดลูก..ไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง
เมื่อแพทย์บอกว่าพบเนื้องอก หลายคนวิตกไปไกลแล้วว่า “ฉันเป็นมะเร็ง” แต่จริงๆ แล้ว “เนื้องอกมดลูก” โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงเนื้องอกธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้าย ซึ่งชนิดของเนื้องอกมดลูกนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดตามตำแหน่งของเนื้องอก ดังนี้
เนื้องอกมดลูกที่ผิวด้านนอกผนังมดลูก ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีปัญหาถ้าก้อนไม่โต เพราะอยู่บริเวณด้านนอกตัวมดลูก จึงไม่เกี่ยวกับการบีบตัวของ กล้ามเนื้อมดลูก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ก้อนเนื้องอกโตจนเบียดอวัยวะอื่น หรือกรณีที่เกิดการบิดที่ขั้ว ก็จะทำให้มีอาการปวดรุนแรงได้

เนื้องอกมดลูกที่อยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก หมายถึง ปริมาตรส่วนใหญ่ของก้อนเนื้องอกอยู่ในผนังมดลูก เป็นตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเนื้องอกชนิดนี้จะทำให้เกิดปัญหามีบุตรยาก และมีอาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้องอก
เนื้องอกมดลูกที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก หมายถึง ปริมาตรส่วนใหญ่ของก้อนหรือก้อนเนื้อทั้งก้อนอยู่ในโพรงมดลูก เนื้องอกชนิดนี้จะส่งผลให้มีภาวะมีบุตรยาก แท้งบุตรง่าย ประจำเดือนมากผิดปกติและปวดประจำเดือนรุนแรง
อาการเตือนที่บอกว่า…คุณอาจมี “เนื้องอกมดลูก”
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง แต่ในผู้ป่วยที่ก้อนเนื้องอกเริ่มมีขนาดใหญ่ อาจทำให้มีอาการเตือนเหล่านี้…
การเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน เช่น มานาน มาบ่อย หรือมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดอาการซีดในบางราย
อาการปวด โดยเฉพาะอาการปวดประจำเดือน และอาจมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วย
อาการที่เกิดจากการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น การกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือการกดเบียดลำไส้ ทำให้เกิดท้องผูก ปวดหน่วงบริเวณทวารหนัก เป็นต้น
คลำได้ก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้อง ในกรณีที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนมาก
ตั้งครรภ์แล้วแท้งบ่อย
มีบุตรยาก
อยากรู้ให้แน่ชัดว่าใช่ “เนื้องอกมดลูก” หรือไม่ ตรวจได้ด้วยวิธีนี้
เพราะส่วนใหญ่ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่แสดงอาการผิดปกติชัดเจน แต่แพทย์มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจภายในช่องคลอด เช่น ผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งหากพบความผิดปกติจากการตรวจภายในร่วมกับซักประวัติอาการจากผู้ป่วยแล้ว อาจต้องมีการตรวจวิธีอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ตรวจอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องส่วนล่าง, การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-scan), การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการส่องกล้องตรวจในช่องท้อง (Laparoscopy) เป็นต้น

หากตรวจพบเนื้องอกมดลูก ควรผ่าตัดหรือไม่?
สำหรับการรักษาเนื้องอกมดลูกนั้นมีหลายวิธี ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามขนาดของเนื้องอกและอาการของผู้ป่วย โดยถ้าก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่และส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ แพทย์มักพิจารณาให้รักษาด้วยวิธีผ่าตัด…โดยอาจผ่าตัดเอามดลูกออกทั้งหมด หรือผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออกเท่านั้น ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยและผู้ป่วยจะยังมีความต้องการที่จะมีบุตรในอนาคตอยู่หรือไม่

แม้ว่าโอกาสที่เนื้องอกมดลูกจะกลายเป็นมะเร็งมีน้อย ก็ใช่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการใช้ชีวิต แต่ด้วยรอยโรคที่มักไม่มีอาการแสดงจนกว่าก้อนเนื้อจะมีขนาดใหญ่ การตรวจภายในประจำปีจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว และรักษาโรคได้ทัน โดยที่อาจจะไม่ต้องผ่าตัด

sexy gaming

ไม่อยาก “ปวดประจำเดือน” จนตัวงอ มาดูแลมดลูกให้แข็งแรงกันดีกว่า!

“ปวดท้องประจำเดือน” เรียกว่าเป็นปัญหาระดับท็อปของผู้หญิงแทบทุกคน และถึงแม้ว่าจะคุ้นเคยแค่ไหนก็ยังคงเผลอโอดครวญทุกครั้งที่มีอาการอยู่ดี แต่คุณรู้ไหมว่า อาการปวดท้องประจำเดือน นั้นสามารถแก้ได้ เพราะเพียงแค่ปรับพฤติกรรม… ทำมดลูกให้แข็งแรง ปัญหาเรื่องอาการปวดประจำเดือนก็จะไม่มาสร้างความทรมานให้คุณอีกต่อไป

“อาการปวดประจำเดือน” เกิดขึ้นได้ยังไง?
เพราะประจำเดือนเกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยจะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Prostaglandins มีหน้าที่ในการกระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบและคลายตัวเป็นจังหวะ ซึ่งเมื่อเกิดการบีบขึ้นก็จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกปวดท้องช่วงมีประจำเดือนได้นั่นเอง บรรเทาอาการปวดประจำเดือนแบบง่ายๆ …ด้วย 5 Step นี้เลย
ประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน เพราะความร้อนมีคุณสมบัติในการช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาการปวดจึงค่อยๆ ทุเลาลง
ออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น การเดิน หรือเล่นโยคะ แต่ไม่ควรออกกำลังกายแบบหนัก เพราะช่วงมีประจำเดือนร่างกายจะอ่อนเพลีย อาจเสี่ยงเป็นลมได้
ดื่มน้ำอุ่น น้ำมีส่วนช่วยในการควบคุมปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับปกติ ทำให้อาการปวดท้องทุเลาลงได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะจะทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ขับออกยาก ส่งผลให้อาการปวดท้องรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ทานยาแก้ปวด แม้วิธีนี้จะถูกนำมาใช้อยู่บ่อยๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นวิธีที่หมอไม่แนะนำ เพราะการทานยาบรรเทาปวดเป็นประจำจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาได้

นอนตะแคง ส่วนจะนอนตะแคงข้างไหนนั้นขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคน อาจต้องลองทดสอบดูว่าตัวเองนอนตะแคงข้างไหนแล้วสามารถลดอาการปวดท้องได้
เคล็ดลับการดูแลมดลูกให้แข็งแรง
ปรับจิตใจให้สดใสร่าเริงเสมอ… เลิกสะสม “ความเครียด”
เลี่ยงอาหารหวาน ขนมหวาน หรืออาหารเค็ม ของหมักดอง แล้วเน้นทานผักผลไม้ที่ไม่หวานมาก
ดูแลป้องกัน เรื่องความสะอาดเมื่อต้องมีเพศสัมพันธ์ เพราะการติดเชื้อคือต้นเหตุของการอักเสบรุนแรง
ดูแลความสะอาดให้ดี เมื่อต้องใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ เพราะเป็นอีกแหล่งแพร่เชื้อโรค
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะมดลูกหย่อนได้
ออกกำลังกายควบคู่ไปกับการบริหารอุ้งเชิงกราน โดยขมิบเกร็งค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วค่อยๆ ผ่อนคลาย ทำซ้ำแบบเดิมต่อเนื่องกัน 20-30 ครั้ง ทุกวัน

sexy gaming

สังเกตพัฒนาการลูกรักอย่างไร? ให้เติบโตอย่างสมวัย

ใครๆ ก็ย่อมอยากให้ลูกน้อยเกิดมามีร่างกายสมบูรณ์สุขภาพแข็งแรง และต้อง การเลี้ยงดู ให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมวัย บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจกังวลว่า ลูกของเรามีพัฒนาการบางอย่างช้าไปหรือเปล่า เช่น เดินช้า พูดช้า เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่า ลูกมีพัฒนาการที่ดีหรือไม่ และควรปรึกษาแพทย์หรือยัง

3 ศาสตร์ด้านการดูแลลูกน้อยด้านการพัฒนาการและพฤติกรรม
การดูแลลูกน้อยให้มีพัฒนาการที่สมวัย ต้องดูถึง 3 ด้านใหญ่ๆ โดยแพทย์กุมารเวชนับเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจลูก และแนะนำการดูแลอย่างถูกวิธี ดังนี้

ด้านพัฒนาการเด็ก คือ ดูแลในเรื่องของพัฒนาการหรือความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนโตเป็นวัยรุ่น ประกอบ ด้วย 4 ด้านหลัก คือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านภาษาและการสื่อสาร ด้านสังคมและการปรับตัว

ด้านพฤติกรรมเด็ก คือ ดูแลเรื่องอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสมของเด็กต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม แพทย์จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กแสดงออก หากมีปัญหาก็จะหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน

ด้านการเจริญเติบโต คือ ส่งเสริมให้มีส่วนสูงและน้ำหนักที่เหมาะสมตามเพศและวัย
ปัญหาด้านพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กที่พบบ่อย
ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็กจะเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อทำงานไม่ดี เช่น คลานไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด ออทิสติก ซน สมาธิสั้น ส่วนในเด็กโตจะเป็นปัญหาเรื่องการเรียน เรียนตก ซ้ำชั้น อ่านเขียนไม่ได้ คำนวณไม่ได้ มีปัญหาการเข้าสังคม การอยู่ร่วมกับเพื่อนและครู บางคนไม่ยอมไปโรงเรียน กัดเพื่อน บางคนโตแล้วยังปัสสาวะรดที่นอน ส่วนวัยรุ่นเป็นเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากของร่างกาย และอารมณ์รุนแรง บางคนติดเกม หนีเรียน หรือพึ่งพาบุุหรี่ ดื่มของมึนเมาเพื่อการเข้าสังคมเพื่อน

ถ้าปัญหาด้านพัฒนาการไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลในระยะยาว
ปัญหาด้านการเจริญเติบโต พัฒนาการ และอารมณ์ของเด็ก โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาที่ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วแต่แรก อาจส่งผลในระยะยาว และแก้ไขได้ยากในอนาคต เช่น ถ้าปล่อยให้เด็กผอมมาก ตัวเล็ก แคระแกรน พอโตมาอยากสูงก็ทำได้ยาก หรือเด็กที่มีพัฒนาการช้า เด็กออทิสติก โตมาช่วยตัวเองไม่ได้ พูดไม่ได้ ไปเรียนไม่ได้ แต่ถ้าเด็กได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เล็กหรือตั้งแต่สังเกตพบความผิดปกติ ก็สามารถโตขึ้นแบบมีพัฒนาการที่ดีเหมือนเด็กทั่วไปได้ เด็กบางคนฉลาดแต่มีปัญหาด้านการเขียน การอ่าน ทำให้เรียนหนังสือไม่ได้ต้องออกจากโรงเรียน ถ้าได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่อนุบาล ก็สามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างรวดเร็ว

แบบไหนที่เรียกว่ามีพัฒนาการด้านร่างกายช้า
พัฒนาการทางด้านร่างกายช้า หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน แต่การเรียนรู้ของเด็กมักเกิดขึ้นตามลำดับเหมือนๆ กัน เช่น เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มคลานได้ก่อนเดิน หรือสามารถส่งเสียงได้ก่อนที่จะเริ่มพูดออกมาเป็นคำ เป็นต้น

ตัวอย่างของเด็กที่มีพัฒนาการช้า เช่น เด็กอายุ 18 เดือนต้องเริ่มมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยใช้ท่าทางหรือการเคลื่อนไหว ซึ่งเด็กปกติจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเดิน และเดินได้ในช่วงอายุ 9-15 เดือน แต่ถ้าอายุ 20 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินได้ ถือว่ามีพัฒนาการช้า ควรได้รับการตรวจเพื่อหาว่าความผิดปกติเกิดขึ้นจากอะไร

วิธีสังเกตพัฒนาการด้านร่างกายของลูกรักตามช่วงวัย

อายุ 1 เดือน สามารถกำมือ อยู่ในท่าคว่ำมือได้

อายุ 2 เดือน สามารถชันคอได้ประมาณ 30 องศา นำมือเข้ามาสู่แนวกลางลำตัว และสามารถคลายออกเมื่อเห็นวัตถุได้
อายุ 3 – 6 เดือน สามารถเคลื่อนไหวแขนและมือทั้งสองข้างได้ กำมือหลวมได้ ชันคอได้มากขึ้น คอแข็งขึ้น เริ่มเอื้อมมือไปหยิบจับสิ่งของที่สนใจได้ และเริ่มทรงตัวท่านั่งได้ประมาณ 1 นาที
อายุ 7 – 9 เดือน เริ่มยกมือและเท้ามาที่ปาก คลานได้ เปลี่ยนจากท่านอนคว่ำมาสู่ท่านั่งได้ นั่งได้มั่นคงขึ้น เริ่มพยายามจะเกาะเดิน และพยายามเขี่ยของชิ้นเล็กๆ เข้ามาอยู่ในฝ่ามือได้
อายุ 10 เดือน สามารถเกาะเดินเอง และหยิบจับสิ่งของได้
อายุ 11 – 12 เดือน สามารถยืนเองได้ชั่วครู่
อายุ 15 เดือน สามารถเดินได้เตาะแตะ และคลานขึ้นบันไดได้
อายุ 18 – 24 เดือน สามารถวิ่ง เดิน และขึ้น – ลงบันได้
อายุ 3 – 5 ปี: สามารถยืนขาเดียว และกระโดดได้ทั้งขาเดียวและสองขา
อายุเท่าไหร่? ถึงควรพบแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
ปกติแล้วเด็กทุกคนควรได้รับการตรวจพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด ทุกครั้งที่มารับวัคซีน และควรได้รับการตรวจคัดกรองพัฒนาการที่อายุ 9, 18, 24 หรือ 30 เดือน เพื่อประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม หากพบว่ามีพัฒนาการช้าหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็ควรพบแพทย์ด้านพัฒนาการเพื่อรับการตรวจ และรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และควรได้รับการตรวจการได้ยินและตรวจการมองเห็นเป็นระยะๆ

แนวทางการรักษา
หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการประเมินสาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ วางแผนการรักษา ซึ่งหากมีข้อบ่งชี้ เช่น ภาวะเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย มีปัญหาสุขภาพทางกาย การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา แพทย์อาจพิจารณาส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงการพิจารณาให้ยาในกรณีต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมพัฒนาการ เข้ารับการฝึกพัฒนาการด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น หากเด็กมีปัญหาทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรได้รับการดูแลโดยนักกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันการลีบและหดเกร็งของกล้ามเนื้อ หากมีปัญหาเกี่ยวกับการพูดควรได้รับการดูแลโดยนักกิจกรรมบำบัดและนักจิตวิทยาร่วมด้วย

การที่คุณพ่อและคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจใน การเลี้ยงดู ลูกที่ถูกต้อง ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดในการส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยให้โตอย่างสมวัย และสังเกตได้ว่าลูกมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยแล้วหรือยัง หากมีข้อสงสัยหรือเห็นว่าลูกมีพัฒนาการช้าควรปรึกษาแพทย์

sexy gaming

ทำไงดี? ลูกพูดช้า…ไม่ยอมพูด

คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยอยู่ในวัยกำลังพูดหรือใกล้พูด อาจมีความกังวลกับปัญหาการพูดของลูกน้อย หรือ ลูกพูดช้า ยิ่งหากเห็นเด็กในวัยเดียวกันแต่เริ่มพูดแล้ว ก็ยิ่งทำให้พ่อแม่วิตกกังวลว่า… ลูกจะพูดช้าหรือไม่ยอมพูดหรือเปล่า และเริ่มสงสัยว่าพัฒนาการของลูกนั้นจะผิดปกติไหม

ปกติแล้ว… เด็กจะพูดคำที่มีความหมายได้คำแรกเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ โดยจะพูดคำที่ออกเสียงง่ายๆ ได้ก่อน เช่น หม่ำๆ แม่ ปาป๊า มาม้า และจะพูดได้ 2-3 คำติดกันเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ โดยทั่วไปเด็กที่ถือว่ามีปัญหาพูดช้าก็คือเด็กที่อายุ 2 ขวบแล้ว แต่ไม่สามารถพูดคำที่มีความหมายได้เลย

สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ “ลูก” พูดช้า
ซึ่งพัฒนาการด้านภาษาช้า คือ เด็กมีพัฒนาการด้านอื่นปกติ แต่พัฒนาการด้านภาษาช้าเพียงอย่างเดียว โดยแบ่งเป็นหลายกรณี
พูดช้าเพราะปากหนัก
เด็กบางคนพูดช้า แบบที่เรียกว่า ” ปากหนัก” เด็กมีการรับรู้ภาษาสมวัย เข้าใจและทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้เพียงแต่ไม่เปล่งเสียงพูด ซึ่งเด็กมักจะบอกความต้องการด้วยการชี้บอก หรือใช้ภาษาท่าทางอื่นๆ เด็กบางคนมีประวัติครอบครัวพูดช้า พูดไม่ชัดด้วย ในเด็กกลุ่มนี้มักพัฒนาต่อไปได้จนเป็นปกติเหมือนเด็กอื่นในที่สุด

เด็กที่มีความล่าช้าทั้งด้านความเข้าใจและการพูด
เด็กกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการเข้าใจภาษาเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งผู้เลี้ยงดูเด็กส่วนมากสังเกตเห็นแต่เฉพาะการพูดช้าของเด็ก แต่มักมองข้ามความเข้าใจด้านภาษา
เด็กที่มีการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารบกพร่อง
เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ภาษาให้เหมาะสมตามสถานการณ์ หรือใช้ภาษาไม่ถูกกาลเทศะ
ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
หรือที่เรียกกันว่า เด็ก “ไม่รู้เรื่อง” เมื่อเทียบกับเด็กอื่นวัยเดียวกัน บกพร่องทั้งด้านความเข้าใจสถานการณ์ การปรับตัว ความจำ เด็กมักจะพูดช้ากว่าวัย ร่วมกับมีทักษะการเล่นหรือการแก้ปัญหาช้ากว่าเด็กทั่วไปด้วย

โรคออทิสติก
คือ เด็กมีความบกพร่องด้านการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น เด็กจะพูดช้าหรือเคยพูดได้แล้ว แต่หยุดไปหรือพูดเป็นภาษาต่างด้าว เป็นคำที่ไม่มีความหมาย มีพฤติกรรมแยกตัว ไม่ค่อยเล่นหรือสุงสิงกับคนอื่น ไม่ค่อยสบตาหรือชี้บอกความต้องการ บางคนอาจมีพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น หมุนตัว มองของที่หมุนได้นานๆ เป็นต้น

เด็กที่มีภาวะการได้ยินบกพร่อง
ซึ่งมีความรุนแรงระดับต่างกัน คือ เด็กบางคนไม่ได้ยินเลย หรือได้ยินไม่ชัดเจนจึงพูดไม่ได้ หรือพูดช้า พูดน้อยกว่าปกติ เด็กมักจะพยายามจ้องมองปากเวลาคู่สนทนาพูด หรือพยายามสังเกตท่าทางของผู้อื่น สื่อสารกับผู้อื่นโดยการใช้ภาษากาย ใช้ท่าทางประกอบการสื่อสาร

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกพูดช้า ผิดปกติหรือไม่?
วิธีที่จะสังเกตว่าลูกน้อยของคุณพูดช้าหรือไม่ดูได้จาก 2 จุด คือ
ลูกเข้าใจภาษาหรือไม่ และลูกใช้ภาษาอย่างไร โดยปกติเมื่อเด็กอายุประมาณ 15 เดือน คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าเจ้าตัวน้อยของคุณออกเสียงพูดที่มีความหมายบ้างหรือไม่ เช่น “หม่ำๆ” เวลาหิว หรือในกรณีที่พยายามสื่อสารหรือชวน เช่น “ปะๆ”
ในส่วนของความเข้าใจภาษา คือ เด็กควรจะเริ่มหันมอง ชี้ของที่อยากได้ หรือสิ่งที่ตนเองสนใจได้ แต่หากอายุ 15 เดือนแล้วยังไม่พูดคำที่มีความหมายเลย ไม่ตอบสนองกับคำถามง่ายๆ แบบนี้ให้คุณพ่อคุณแม่สงสัยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

วิธีง่ายๆ ช่วยกระตุ้นการพูดให้ลูกน้อย
คุณพ่อคุณแม่พยายามพูดคุยกับลูกให้มากขึ้น ถามตอบสั้นๆ โดยใช้คำที่ง่ายและสั้น แล้วชื่นชมลูกเมื่อลูกให้ความร่วมมือ
ไม่ปล่อยลูกน้อยไว้กับโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มากเกินไป
ควรให้ลูกทำกิจกรรม เช่น พูดในสิ่งที่ลูกสนใจ เล่านิทานและดูรูปภาพ ซึ่งพ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด

sexy gaming

“ไอเรื้อรัง” ไม่ใช่แค่น่ารำคาญ หากปล่อยไว้อาจอันตรายกว่าที่คิด

เคยเป็นไหม? ไอบ่อยๆ จนน่ารำคาญ กินยาแล้วก็ยังไม่หาย บางครั้ง ไอนาน หลายสัปดาห์ หลายคนมีอาการแบบนี้ก็คิดว่าแค่เป็นการไอปกติทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว อาการไอที่เป็นอยู่นานๆ อาจเป็นอาการของการ “ไอเรื้อรัง” ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดโรคมากมาย

อาการ ไอนาน เป็นการตอบสนองของร่างกาย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจ เช่น เชื้อโรค เสมหะ หรือฝุ่นควัน ร่างกายก็จะพยายามกำจัดทิ้งด้วยการไอออกมา ซึ่งส่วนมากการไอต่อเนื่องมักไม่เกิน 3-4 สัปดาห์ก็จะหาย หากบางกรณีที่ไม่ใช่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมที่กำจัดได้ด้วยการไอ เช่น อาจมีบางอยากไปกดทับที่บริเวณของเนื้อปอดหรือหลอดลมทำให้เกิดอาการไอ เช่น ก้อนเนื้อหรือมะเร็งปอด ทำให้ร่างกายนั้นพยายามจะขับออกมา แต่ไม่สามารถขับได้ จึงเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่ไม่หายไป

ภาวะ “ไอเรื้อรัง” คืออะไร?
ไอเรื้อรัง คือ การไอที่มีระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ภาวะไอเรื้อรังมีสาเหตุหลากหลาย อาจเกิดจากภาวะติดเชื้อ หรือภาวะที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ เช่น ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืด บางกรณีภาวะไอเรื้อรังอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ เช่น กรดไหลย้อน ภาวะหัวใจวาย ดังนั้นการหาสาเหตุของไอเรื้อรังอาจไม่ได้คำตอบในการพบแพทย์ครั้งแรก การวางแผนการวินิจฉัยและติดตามการรักษาจึงต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

ไอแบบไหนควรพบแพทย์
ไอติดต่อกันมากกว่า 8 สัปดาห์
อาการไอรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
อาการไอที่มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หอบเหนื่อย อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก
ไอมีเลือดปนเสมหะ
ไอจากการที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคหรืออยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค
มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไต หัวใจ เมื่อมีอาการไอควรรีบมาพบแพทย์
ไอเรื้อรังอย่าปล่อยไว้!! เพราะอาจเป็นหนึ่งในอาการของโรคเหล่านี้
วัณโรคปอด แม้ในระยะแรกจะไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจะมีอาการไอเรื้อรัง มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด บางรายอาจไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย
มะเร็งปอด เมื่อโรคเป็นมากขึ้น มีอาการไอเรื้อรัง บางรายอาจไอออกเป็นเลือดสด บางรายอาจมีอาการเจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้ร่วมด้วย
ถุงลมโป่งพอง มักพบในคนที่มีประวัติสูบบุหรี่จัดมานาน ผู้ป่วยมักมีอาการไอแบบมีเสมหะเรื้อรัง และหอบเหนื่อยง่าย มีหายใจเสียงดัง
โรคหืด มักมีอาการไอ โดยเฉพาะเวลากลางคืน อากาศเย็น ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับขนาดหลอดลมฝอยว่าตีบมากหรือน้อย อาการมีได้ตั้งแต่หายใจไม่สะดวก ไอมาก หายใจดัง หอบเหนื่อย อาการมักจะกำเริบเมื่อติดเชื้อทางเดินหายใจร่วมด้วย
โรคภูมิแพ้อากาศ มักมีอาการคันจมูก คันคอ ไอ จาม บางรายมีน้ำมูกใสๆ ร่วมด้วย มักมีอาการเมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร ขนสัตว์ อากาศเย็น เป็นต้น
กรดไหลย้อน มีอาการไอแห้งๆ โดยเฉพาะหลังอาหาร หรือเวลาล้มตัวลงนอน อาจจะมีอาการแสบร้อนในอกหรือเรอเปรี้ยวร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
ไซนัสอักเสบ มักจะมีอาการเป็นหวัดหรือโรคภูมิแพ้อากาศนำมาก่อน บางรายอาการหวัดอาจดีขึ้นในช่วงแรก แล้วแย่ลงภายหลัง มักไอเวลากลางคืนเพราะน้ำมูกไหลลงคอ
ภาวะทางเดินหายใจไวต่อสิ่งกระตุ้น พบตามหลังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ คือเมื่ออาการหวัดหายแล้ว แต่ยังมีอาการไออยู่ โดยไอมากกลางคืนหรือเวลาอากาศเย็นๆ ถูกลม เป็นต้น
“ไอเรื้อรัง” รักษาได้…
การรักษาไอเรื้อรังนอกจากจะรักษาตามสาเหตุของโรคแล้ว ยังต้องรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นควบคู่กัน ซึ่งนอกจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้นเพื่อวินิจฉัยโรคแล้ว บางรายอาจต้องส่งตรวจยืนยันตามความเหมาะสม อาทิ ตรวจดูโพรงจมูก ลำคอ เอกซเรย์โพรงไซนัส เพื่อดูกลุ่มอาการไซนัส ส่งตรวจเอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติของปอด ตรวจเสมหะ ตรวจสมรรถภาพปอด เพื่อดูโอกาสของหอบหืด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก กรณีที่ตรวจพบความผิดปรกติจาก X-ray ปอด อาจต้องทำการส่องกล้องทางเดินหายใจ (Fiber Optic bronchoscopy) เพื่อยืนยันการวินิจฉัย

ส่องกล้องหลอดลมตรวจหาความผิดปกติอย่างแม่นยำ
ปัจจุบันการส่องกล้องตรวจหลอดลมได้มีการพัฒนาทั้งวิธีการและเครื่องมือ เพื่อช่วยให้แพทย์ได้ข้อวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยมากขึ้น การส่องกล้องตรวจหลอดลมนั้นเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัย พบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้น้อย
ข้อบ่งชี้ของการส่องกล้องหลอดลม
หมอขอแบ่งคนไข้เป็นสองกลุ่ม ในชีวิตจริงเพื่อให้เข้าใจง่าย

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่มีอาการ แต่เอกซเรย์ปอดพบความผิดปรกติ เช่น เอกซเรย์ปอดพบ ความผิดปกติในรูปแบบ
จุด (nodule)
ก้อน (mass) ตอนเดียวหรือหลายก้อน
ฝ้า (ground grass opacity )
ปื้น ( consolidation)
ซึ่งต้องขอย้ำว่ากรณีที่ไม่มีอาการ แพทย์จะต้องอาศัยการซักประวัติ ประเมินความเสี่ยง ประวัติสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว ประวัติอาชีพ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคปอด และตรวจร่างกาย เพื่อคาดคะเนความน่าจะเป็นของโรค และวางแผนการวินิจฉัย และติดตาม ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องรับการส่องกล้องทุกราย แต่จะประเมินเป็นรายๆ ตามความเหมาะสมและข้อบ่งชี้

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่มีอาการหรือมีประวัติของโรคปอดและทางเดินหายใจอยู่เดิม แต่ไม่สามารถวินิจฉัยจากการตรวจเบื้องต้นได้ หรือรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น เช่น กลุ่มอาการดังต่อไปนี้
ไอเรื้อรัง เอกซเรย์ปอดพบภาวะหลอดลมตีบแคบ

ไอเรื้อรัง
ไอเป็นเลือด
ไอมีเสียงดัง( stridor or wheeze)
ปอดอักเสบ ปอดติดเชื้อ เป็นซ้ำๆ
ปอดติดเชื้อ เป็นมากขึ้นแบบที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ
ปอดอักเสบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือทานยากดภูมิเป็นประจำ
ประเมินระยะของโรคมะเร็งปอด
ประเมินการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่ปอด
มีก้อนที่ปอดที่สงสัย มะเร็งปอด วัณโรคปอด หรือการอักเสบของปอด เป็นต้น
สงสัยภาวะก้อนในหลอดลม ภาวะหลอดลมตีบแคบ หรือภาวะกระดูกอ่อนหลอดลมบกพร่อง
ขั้นตอนการส่องกล้องและดูแลผู้ป่วยขณะส่องกล้อง
ขณะทำการส่องกล้องตรวจหลอดลม ผู้ป่วยจะได้รับการพ่นยาชาบริเวณจมูกและลำคอซึ่งจะทำให้รู้สึกชาและกลืนลำบาก และระหว่างการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการวัดความดันโลหิต ชีพจรและระดับออกซิเจนในเลือดตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย การส่องกล้องนั้นส่วนใหญ่จะทำในท่านอนราบ ใส่สายให้ออกซิเจนทางจมูก มีผ้าคลุมตัวและปิดตาเพื่อป้องกันการเปื้อน ในบางกรณีอาจจะมีการให้ยานอนหลับทางเส้นเลือดดำก่อนการส่องกล้อง

แพทย์จะใส่กล้องสำหรับการตรวจเข้าทางจมูกข้างหนึ่งหรือทางปาก ผ่านลำคอและกล่องเสียงเข้าไปยังหลอดลม ซึ่งในขณะส่องกล้องผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัดบ้าง และจะมีการพ่นยาชาผ่านทางกล้องเข้าไปในหลอดลมเป็นระยะ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการไอหรือสำลักได้เล็กน้อย โดยผู้ป่วยสามารถหายใจได้ตามปกติ จากนั้นจะได้รับยานอนหลับทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ระหว่างตรวจผู้ป่วยจะได้รับการให้ออกซิเจนตลอดเวลาเพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณออกซิเจนที่เพียงพอ

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
คนไข้บางรายอาจมีเลือดออกหลังทำการตัดชิ้นเนื้อ ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด ภาวะออกซิเจนในเลือดตํ่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนของการส่องกล้องหลอดลมมักไม่รุนแรงและหายไปได้เอง เช่น เจ็บคอ ไอปนเลือด ภายหลังการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการตรวจสังเกตอาการหากไม่มีความผิดปกติผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และจะนัดมาฟังผลการตรวจตามขั้นตอนต่อไป

เตรียมตัวอย่างไร? ก่อนเข้ารับ “การส่องกล้อง”
งดน้ำและอาหารทุกชนิดหลังเที่ยงคืนก่อนวันส่องกล้อง หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมง
ทําความสะอาดปากและฟันให้เรียบร้อย
แจ้งประวัติการทานยากับแพทย์ เนื่องจากยาบางตัวต้องหยุดทานก่อนเข้ารับการส่องกล้อง

วันส่องกล้องต้องพาญาติมาด้วย 1 ท่าน
ในอดีตการพิสูจน์สาเหตุของก้อนในปอด บ่อยครั้งจะต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนี้อออกมา ซี่งจะสามารถให้การวินิจฉัยและรักษาได้ในการผ่าตัดคร้ังเดียว อย่างไรก็ตามการผ่าตัดเป็นหัตถการใหญ่ที่ต้องดมยาสลบ ผู้ป่วยต้องพักฟื้นนาน ซึ่งเป็นการเสียเนื้อปอดที่อาจหายได้ไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นการทราบถึงสาเหตุของก้อนในปอดได้โดยใช้การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจด้วยกล้อง ทําให้ผู้ป่วยมีการเจ็บปวดหรือลําบากน้อยที่สุด และฟื้นตัวเร็วที่สุด จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ปัจจุบันการส่องกล้องตรวจหลอดลมชนิดนี้ได้มีการพัฒนาทั้งวิธีการและเครื่องมือ เพื่อช่วยให้หัตถการได้ข้อวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ และปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยมากขึ้น

sexy gaming

ลูกถนัดข้างไหน? มีผลต่อ พัฒนาการของลูกหรือไม่

พ่อ แม่ บางท่านอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความถนัดของลูกน้อยว่าจะถนัดซ้ายหรือถนัดขวา กลัวว่าความถนัดนั้นจะมีผลต่อ พัฒนาการของลูก หรือไม่? พญ.ณิชา ลิ้มตระกูล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤฒิกรรมเด็ก จะมาไขคำตอบให้คุณพ่อ คุณแม่ ได้คลายความกังวลไปพร้อมๆ กัน

รู้ได้อย่างไร? ว่าลูกถนัดข้างไหน
การสังเกตว่าลูกถนัดข้างไหนสามารถสังเกตได้จากการใช้ชีวิตประจำวันของลูก เช่น สังเกตวิธีการหยิบจับของของลูกว่าชอบหยิบจับข้างไหน หรือเป็นการเล่น เช่น การโยนบอลว่าชอบใช้ข้างไหน หรือการใช้กรรไกรตัดกระดาษว่าชอบใช้มือข้างไหน โดยช่วงวัยที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนจะเป็นช่วงประมาณ 3 ขวบขึ้นไป เพราะเด็กช่วงวัยที่เล็กว่านั้นส่วนใหญ่จะหยิบจับสิ่งของด้วยสองมือมากกว่าทำให้พ่อแม่สังเกตได้ยาก

ปัจจัยที่มีผลต่อความถนัดของลูก
ปัจจัยที่มีผลต่อความถนัดของลูกมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ในส่วนของเรื่องพันธุกรรมจะมีผลสืบเนื่องมาจากการทำงานของสมองส่วนควบคุม เช่น ในเด็กบางคนสมองซีกซ้ายเป็นส่วนควบคุมการทำงานเด่น..ก็มีผลทำให้ลูกถนัดข้างขวาได้ ถ้าเป็นสมองด้านขวาก็จะถนัดข้างซ้าย แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันชัดเจน

อยากปรับเปลี่ยนข้างที่ลูกถนัด…ทำได้หรือไม่?
พ่อแม่ที่มีความกังวลเกี่ยวกับข้างที่ลูกถนัด…สามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลดีต่อเด็กเสมอไป เพราะบางครั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความถนัดของลูกอาจส่งผลให้พัฒนาการของเด็กในบางเรื่องหยุดชะงักลงได้ หรือใช้งานสมองได้ไม่เต็มที่ แต่ผู้ปกครองสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความถนัดของเด็กได้ หากสังเกตพฤติกรรมความถนัดของลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้ผลดีในช่วงขวบวัยแรก เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังเริ่มพัฒนาการ

ถนัดข้างไหนมีผลต่อพัฒนาการของลูกไหม?
การถนัดข้างไหนของลูกอาจไม่ได้มีผลการศึกษายืนยันที่ชัดเจนมาก แต่บางงานศึกษาวิจัยพบว่า ความถนัดของมืออาจมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางด้านภาษาและสติปัญญาได้ แต่ว่าถ้าหากเด็กเลือกถนัดเร็วเกินไป โดยเฉพาะในช่วงวัยขวบปีแรกก็อาจมีผลเสียที่ต้องระวัง เช่น ปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางกล้ามเนื้อ

จากงานวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ของสมองกับความถนัดสามารถบ่งชี้ความสามารถของเด็กได้ เช่น ความถนัดซ้ายที่ควบคุมด้วยสมองซีกขวา ก็จะมีความสามารถของด้านจินตนาการ ศิลปะ ความถนัดขวาที่ควบคุมด้วยสมองซีกซ้ายก็จะมีผลเกี่ยวของกับความคิด ตรรกะ เหตุผล แต่ก็ไม่ได้เป็นการยืนยันเสมอไป

ทำอย่างไรดี? …เมื่อลูกถนัดซ้าย
ความถนัดซ้ายไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ถึงความสำเร็จในชีวิตของเด็กเสมอไป เพราะความถนัดของเด็กไม่ควรบังคับเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของเขา บางครั้งสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ทั้งยังเป็นการลดศักยภาพของเขาอีกด้วย ดังนั้น พ่อแม่ควรปล่อยให้เขาใช้ศักยภาพของเขาให้เต็มที่มากกว่า เพราะปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กก็เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นภายนอกเช่นกัน เช่น สภาพแวดล้อม สังคม และการกระตุ้นพัฒนาการด้วยกิจกรรมต่างๆ ความถนัดด้านไหนก็ไม่ได้มีผลต่อความเร็วในพัฒนาการของเด็กเสมอไป

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget