ส้มโอ มีประโยชน์มากถ้ารู้จักเลือกกิน

ขึ้นชื่อว่า “ส้ม” ใครๆ ก็ต้องคิดว่าต้องมาคู่กับวิตามินซีแน่นอน และก็ถูกต้องค่ะ เพราะส้มโอที่เรากำลังจะพูดถึงก็มีวิตามินซีเช่นกัน แต่ไม่ได้มีแค่วิตามินที่ว่าเท่านั้นที่ซ่อนอยู่ภายในส้มโอ และไม่ได้มีประโยชน์ในเรื่องของการดูแลป้องกันหวัดเท่านั้น แต่ “ส้มโอ” ยังมีสรรพคุณต้านโรคอีกหลายประการค่ะ

ทำความรู้จักกับส้มโอกันก่อน

ส้มโอ มีชื่อสามัญว่า “Pomelo” ซึ่งคำนี้มากจากคำว่าPampelmoose” ในภาษาดัตซ์ แปลว่า “ส้มที่มีขนาดเท่าฟักทอง” ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของส้มโอคือ “Citrus Maxima” หรือ “Citrus Grandis” และเพราะส้มโอเป็นพืชตระกูลเดียวกับส้มจึงมีความเข้าใจกันว่า ส้มโอเป็นส้มเหมือนกับส้มผลเล็ก (Grapefruits) แต่จริงๆ แล้วส้มโอต่างจาก Grapefruit ทั้งชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์รวมถึงลักษณะ

ถ้าเป็นส้มผลเล็กจะมีรสขมอมเปรี้ยวมีเนื้อเป็นกุ้งเล็กๆ และเรียวยาว แต่ส้มโอจะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เนื้อเป็นกุ้งใหญ่ และอวบนูน เวลารับประทานนิยมแกะเปลือกออกก่อนจนเหลือแค่กลีบเนื้อผล (หมายเหตุ : คำว่า “กุ้ง” หมายถึง ถุงน้ำหวานนับพันๆ ถุงที่เกาะเกี่ยวกันจนเป็นกลีบของส้มโอ (อ้างอิงจาก http://www.foodnetworksolution.com/wiki))

ในเรื่องความเชื่อนั้น ชาวจีนเชื่อว่า ส้มโอเป็นเครื่องสังเวยที่สำคัญอย่างมาก หากนำไปไหว้เจ้าเสร็จแล้วนำมาผ่าออกเจอว่ากลางลูกแห้ง ไม่มีน้ำ จะสื่อความหมายถึงความโชคดี

“ผลส้มโอ” ประโยชน์เพียบ

ว่ากันว่า หากกินส้มโอ 100 กรัม จะได้รับวิตามินซีสูงถึง 61 กรัม ส่วนเปอร์เซนต์ที่เหลือคือ สารประกอบกลุ่มฟีนอล สารฟลาโวนอยด์ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมากมาย แต่จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

ส้มโอมีใยอาหารสูง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดีมากๆ ซึ่งหากคุณคือว่าที่คุณแม่ละก็ กินส้มโอมากหน่อยช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้นแน่นอน
ส้มโอมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
ส้มโอมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ อย่างไลโคปีน ซึ่งพบในส้มโอเนื้อสีชมพู หรือเนื้อสีแดง ใครไม่อยากแก่เร็วต้องกิน
ส้มโอช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะสุดๆ สำหรับผู้ที่เบื่ออาหาร
ส้มโอมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
นักดื่มควรรู้ไว้ว่า ถ้าไม่อยากแฮงค์ข้ามวัน จัดส้มโอซะหน่อย เพราะส้มโอคือผลไม้ที่กินแล้วสดชื่น แถมยังช่วยแก้อาการเมาเหล้าได้ด้วย
ส้มโอช่วยแก้อาการไอมีเสมหะ แค่นำเนื้อส้มโอแกะเป็นชิ้นเล็กๆ แช่กับน้ำเหล้าไว้หนึ่งคืน จากนั้นนำไปต้มให้เละแล้วผสมกับน้ำผึ้ง นำมากวนจนเข้ากันแล้วจิบกินบ่อยๆ
ส้มโอช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า ส้มโออาจมีฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ ต้านเชื้อจุลชีพ รักษาโรคเบาหวาน และลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ประโยชน์ของส้มโอยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ เพียงแต่ต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะ จึงมีคำแนะนำจากนักโภชนาการว่า ควรกินคู่หรือสลับกับผลไม้ชนิดอื่นบ้าง เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป และสิ่งที่เราอยากบอกคือ ไม่เฉพาะแค่เนื้อส้มโอเท่านั้นที่มีประโยชน์ แต่เปลือก ใบ และรากยังมีประโยชน์เพียบ ส่วนจะมีประโยชน์ด้านไหนบ้าง ครั้งหน้าเราจะนำมาบอกกันค่ะ

คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอต่อ 100 กรัม

พลังงาน 38 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 9.62 กรัม
เส้นใย 1 กรัม
ไขมัน 0.04 กรัม
โปรตีน 0.76 กรัม
วิตามินบี 1 0.034 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 2 0.027 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 3 0.22 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 6 0.036 มิลลิกรัม 3%
วิตามินซี 61 มิลลิกรัม 73%
ธาตุแคลเซียม 4 มิลลิกรัม 0%
ธาตุเหล็ก 0.11 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม 2
ธาตุแมงกานีส 0.017 มิลลิกรัม 1%
ธาตุฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโพแทสเซียม 216 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

10 วันของเทศกาลกินเจ

10 วันของเทศกาลกินเจ

ประเพณีกินเจจะจัด 9 วัน 9 คืน โดยแต่ละวันมีพิธีต่าง ๆ กันดังนี้ 10 วันของเทศกาลกินเจ

วันแรก แต่ละศาลเจ้าก็จะดูฤกษ์ยามว่า จะเชิญเจ้ามาเวลาไหน แต่ไม่เกินเที่ยงวัน โดยใช้ “ปวย” 2 อันเสี่ยงทายโดยการโยน 2 ครั้ง หาก 1 อันหงาย 1 อันคว่ำ แสดงว่า เจ้าทั้งเก้าได้เสด็จลงมาแล้ว การกินเจจะเริ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มักกินกันล่วงหน้าเพื่อล้างท้อง

ที่ภูเก็ตในตอนกลางคืนจะมีพิธียกเสา “โกเต้ง” ขึ้นที่หน้าศาลเจ้า หรืออ๊าม เพื่อใช้เป็นที่แขวนตะเกียงทั้ง 9 ดวง และอัญเชิญดวงวิญญาณของยกอ๋องฮ่องเต้ หรือพระอิศวร และกิ้วอ๋องไต่เต่ หรือราชาผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้ามาประทับ

เช้าวันที่สอง จะมีการจุดธูปขนาดใหญ่ ตั้งเครื่องเซ่นและเผาไม้หอม เพื่อบูชาเจ้าประจำอ๊าม

หลังพิธีการกินเจ หรือชาวภูเก็ตเรียก “การกินผัก” ผ่านไป 3 วัน จะถือว่าตัวเองมีความสะอาดแล้ว หรือเรียกว่า “เช้ง” ในตอนค่ำมีพิธีการเชิญเจ้าเข้าทรงอีก 2 องค์ คือ “ลำเต้า” เจ้าผู้สำรวจคนเกิด และ “ปักเต้า” เจ้าผู้สำรวจคนตาย และทำพิธี “ปั้งกุ้น” หรือพิธีปล่อยพระ หรือการจัดทหารของเจ้าไปรักษาศาลเจ้าทั้ง 5 ทิศ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย และภูตผีมาทำลายพิธี ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตรงนี้ เมื่อการเชิญทหารเต็มไปด้วยร่างทรงของตัวละคร อาทิ เห้งเจีย บู๊สง เป็นต้น

วันที่สี่ เป็นวันที่คนส่วนใหญ่จะมาไหว้เจ้า วันนี้ศาลเจ้าต่าง ๆ จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

วันที่เจ็ด จะเริ่มพิธีบูชาดาว เพื่อขอความเป็นสิริมงคล รักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นอีกวันหนึ่งที่มีการไหว้เจ้า แต่วันนี้สำคัญกว่าวันที่สี่ เรียกว่า “ไหว้เจ้าใหญ่” ในวันนี้จะมีการซื้อเต่า, ปลาไหล, นก ฯลฯ มาไหว้ด้วย

วันที่แปด วันนี้จะมีการลอยกระทง คล้ายการลอยกระทงของคนไทย เพื่อขอบคุณเจ้าแม่คงคาที่ให้น้ำใช้ น้ำดื่ม และให้สิ่งไม่ดีลอยไปตามน้ำ นอกจากนี้ที่ภูเก็ตยังมีการจัดขบวนแห่อย่างมโหฬาร เพื่อนำเกี้ยวไปรับพระจำหลักที่สะพานหิน เป็นการระลึกถึงวันที่ควันธูปจากมณฑลกังไสมาถึงภูเก็ต ในขบวนแห่จะมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง หรือคนทรงเจ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จะเห็นภาพของการใช้ของมีคมต่าง ๆ ทิ่มแทงตามร่างกาย มีทั้งง้าว ลูกตุ้มเหล็กฟาดหน้าฟาดหลัง เอาขวานจามหลัง หรือเอาเหล็กแหลมทิ่มแทงร่างกาย หรือแทงลิ้น จนกระทั่งเฉือนลิ้นตัวเองออกมา โดยทรงเหล่านั้นอ้างว่าไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ ขณะเป็นร่างทรง ม้าทรงจะเดินเต้นไปทั่วเมือง ชาวบ้านจะตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อให้เจ้าไปโปรดและมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทั้งเกาะปกคลุมด้วยควันธูปและประทัด

วันที่เก้า ช่วงเช้าจะมีพิธีทำทาน หรือเรียกว่า “ซิโกว” เป็นการให้ทานแก่ผีไม่มีญาติ ตอนกลางคืนจะมีแห่มังกร, สิงโต, ขบวนของเด็กที่จัดเพื่อเป็นสีสัน

ขณะที่จังหวัดภูเก็ตจะมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือ พิธี “โก้ยโห้ย” หรือพิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์ ม้าทรง หรือเจ้าจะเดินผ่านกองไฟ ที่มีถ่านร้อนแดงเป็นระยะทางกว่า 2 ฟุต และตามด้วยผู้ที่ถือศีลกินเจที่มีความมั่นใจว่าตัวเองสะอาดแล้ว ก็สามารถร่วมลุยไฟได้ด้วยเช่นกัน ในตอนกลางคืนจะมีพิธีปีนบันไดมีด สูงประมาณ 12 เมตร และจบลงที่ยามดึกของคืนวันที่ 9 จะมีการแห่พระไปส่งทะเลบริเวณสะพานหิน และนำเสาโกเต้งลง ดับโคมไฟทั้งเก้า เป็นอันเสร็จพิธีกินเจที่ภูเก็ต

วันที่สิบ เป็นวันส่งเจ้ากลับ

เทศกาลกินเจ 2563 ไม่กินสัตว์ใหญ่ เพื่อได้บุญหลวง

เทศกาลกินเจ 2563 ตรงกับวันที่ 17-25 ตุลาค  ช่วงเวลา 10 วันของ เทศกาลกินเจ เรากินเจเพื่ออะไร พร้อมแนะนำอาหารเจ วิธีล้างท้องก่อนกินเจ และ 20 คำถามกินเจ กินได้ไหม ทำแบบนี้ได้ไหม มาร่วมหาคำตอบกัน

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) ของทุกปี เราจะเห็นธงสีเหลือง ๆ มีตัวอักษรจีนประดับอยู่ตามร้านอาหาร และที่ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้ว โดยในปี 2563 ปฏิทินจีนพบว่า เทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่ 17-25 ตุลาคม 2563
แต่บางคนอาจกินเจล่วงหน้า 1 วัน หรือที่เรียกว่า “ล้างท้อง” นั่นเอง และวันนี้เราก็มีความรู้เกี่ยวกับเทศกาลกินเจมาฝาก

ความหมายของเจ
คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีความหมายว่า “อุโบสถ” เดิมหมายความว่า “การกินอาหารก่อนเที่ยงวัน” ตามแบบอย่างของชาวพุทธที่รักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ที่จะไม่กินอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย เราจึงนิยมเรียกการไม่กินเนื้อสัตว์รวมไปกับการกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่กินอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า “กินเจ” ดังนั้น ความหมายของคนกินเจ ไม่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ

“การกินเจ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า “เจี๊ยะฉ่าย” หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว

ช่วงเวลากินเจ
ประเพณีกินเจที่ชาวจีนเรียกกันว่า “เก้าอ๊วงเจ” หรือ “กิ้วอ๊วงเจ” แปลว่า “เจเดือน 9” เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน รวม 9 วัน 9 คืน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคม ของไทย (ตามปฏิทินสากล) โดยคำว่า “เก้าอ๊วง” หรือ “กิ้วอ๊วง” แปลว่า “พระราชา 9 องค์” หรือนพราชา หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทั้ง 9 ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีกินผักกินเจ

เทศกาลกินเจ 2563 เริ่มวันไหน
สำหรับเทศกาลกินเจ 2563 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม ไปสิ้นสุดในวันที่ 25 ตุลาคม 2563

ความหมายของ “ธงเจ”
ในช่วงเทศกาลกินเจ เราจะสังเกตเห็นธงประจำเทศกาล โดยมีพื้นธงเป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นสีที่อนุญาตให้ใช้กับคน 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มกษัตริย์ ราชวงศ์ และกลุ่มอาจารย์ปราบผี ดังจะเห็นจากยันต์สีเหลืองตามภาพยนตร์จีน ดังนั้น สีเหลืองจึงเป็นสีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล บนธงจะเขียนตัวอักษรสีแดง อ่านว่า “ไจ” หรือ “เจ” มีความหมายว่า “ของไม่มีคาว” เหตุที่ใช้สีแดง เพราะชาวจีนเชื่อว่าเป็นสีมงคล สร้างความเจริญให้แก่ชีวิต

ธงเจนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจแล้ว ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตนถือศีลกินเจได้ตระหนักถึงการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ และการตั้งอยู่ในศีลตลอดช่วงกินเจ

ทำไมต้องกินเจ เรากินเจเพื่ออะไร
จุดประสงค์หลักของการกินเจ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพ
2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากทุก ๆ วัน อาหารที่เรากินประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงามจึงไม่สามารถกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้
3. กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม เพราะการซื้อผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย ผู้ที่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจึงหยุดกิน หันมากินเจแทน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ให้อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

“หมอช้าง” แนะ 9 วันกินเจ รับพลังดวงดาวทั้ง 9

“หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา” นักพยากรณ์ชื่อดังได้เผยเคล็ดวิธีในช่วงเทศกาลกินเจว่า “9 วันในการกินเจ รับพลังดวงดาวทั้ง 9” เพื่อบูชาดวงดาวทั้ง 9 ดวงในทางโหราศาสตร์ ส่งผลดีต่อชีวิตในด้านต่างๆ สำหรับเทศกาลกินเจนี้ ร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้ที่ตั้งใจกินเจตลอด 9 วันนี้ ใครที่ไม่สะดวกอาจลองเป็นบางวันดูก่อนก็ได้ และเมื่อกายสะอาดแล้วอย่าลืมชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยนะ

9 วันในการกินเจ นอกจากจะได้ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว ยังเป็นการบูชาดวงดาวทั้ง 9 ดวงในทางโหราศาสตร์ ซึ่งดาวแต่ละดวงจะส่งผลดีต่อชีวิตในด้านต่างๆ

วันที่ 1 (ดาวทันหลัน) โชคในการเริ่มต้นสิ่งใหม่
วันที่ 2 (ดาวจี่เหมิน) โชคเรื่องสุขภาพ
วันที่ 3 (ดาวลี่ฉุน) เป็นที่รักและได้รับความเมตตา
วันที่ 4 (ดาวเหวินฉวี่) สติปัญญาและความก้าวหน้าด้านการศึกษา
วันที่ 5 ( ดาวเหลียนเจิน) ความมั่นคงในชีวิต
วันที่ 6 (ดาวอู๋ฉวี่) การงานก้าวหน้า , เลื่อนยศตำแหน่ง
วันที่ 7 (ดาวพั่วจวิน) มีชัยเหนือศัตรูคู่แข่ง
วันที่ 8 (ดาวจั่วฝู่) โชคลาภเงินอง
วันที่ 9 (ดาวอิ้วปี่) ชื่อเสียง , สำเร็จสมปรารถนา

“กินเจ” ได้บุญจริงหรือไม่? แล้วทำไมถึงได้บุญ!

คำว่า “เจ” หมายถึง การละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ การไม่เบียดเบียนเนื้อสัตว์ คำว่า “เนื้อสัตว์” ในที่นี้รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์ด้วย เทศกาล กินเจ ในทุกๆปี จะตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามจันทรคติของปฏิทินจีน ดังนั้น จึงจะต้องมีการกินเจกันในช่วงเวลาเดือน 9 เป็นประจำทุกปี สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปี 2563 นี้ มีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม – 25 ตุลาคม 2563

การ กินเจ จะมีกฎและข้อยกเว้นที่นอกจากละเว้นเนื้อสัตว์แล้วยัง ยังห้ามรับประทานผักที่มีกลิ่นฉุนด้วย เช่น ผักชี กระเทียม หัวหอม กุยช่าย ใบยาสูบ การที่เราพูดกันว่าจะ “ถือศีลกินเจ” นั้น “การถือศีล” ในที่นี้ คือ การละเว้น ตัดทางโลก ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแล้ว และห้ามเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ในศีลในธรรมตลอดระยะเวลาที่ทำการถือศีลกินเจ

สำหรับคนที่เคร่งครัดมากๆ ก็จะต้องแยกภาชนะชุดใหม่ทั้งหมดไม่ใช่รวมกัน รวมไปถึงคนที่ปรุงอาหารเจก็ต้องรับประทานเจด้วยเช่นกัน เมื่อเทศกาลกินเจมาถึงร้านอาหารที่ขายอาหารเจ จะปักธงสีเหลืองที่เขียนอักษรสีแดงเอาไว้ เพื่อแสดงถึงว่าร้านนี้ขาย “อาหารเจ” ส่วนที่ต้องใช้สีเหลืองกับสีแดงเพราะว่า ทั้งสองสีนี้เป็นสีมงคลตามความเชื่อของชาวจีนนั่นเอง

การกินเจ สิ่งที่คุณจะได้รับมีหลักๆ ด้วยกัน 3 ข้อใหญ่ คือ
ได้สุขภาพที่ดี เพราะการกินเจ จะละเว้นจากเนื้อสัตว์บริโภคแต่ของที่มีประโยชน์ ดังนั้นเรื่องสุขภาพคือเรื่องแรกที่คนที่รับประทานอาหารเจจะได้ (แต่ต้องไม่ทานแป้งมากเกินไปด้วย)
ได้ฝึกการเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเพื่อนมนุษย์ แต่รวมไปถึงสัตว์ที่อยู่ร่วมโลกกับเราด้วย
ละเว้นการสร้างกรรมที่ไม่ดี เพราะเราไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ก็เท่ากับเราไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ทำกรรม ไม่ทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์
การถือศีลกินเจ เราทุกคนสามารถทำได้ แต่ควรจะตั้งใจทำด้วยใจจริง ในเมื่อเราล้างพิษให้ล้างกายแล้ว ก็ควรล้างใจให้บริสุทธิ์ด้วย ถึงจะได้บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่ควรจะสร้างความลำบากให้แก่ผู้อื่นและตัวเอง เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราลำบาก สอนให้เราเดินทางสายกลาง หวังว่าในเทศกาลกินเจนี้ ทุกท่านมีความสุข อิ่มบุญอิ่มใจกับการกินเจกันทุกคนนะ

ข้อห้ามการกินเจ การกินเจที่ถูกต้อง และผักฉุนที่ห้ามกิน

เทศกาล ถือศีลกินเจ เวียนมาถึงอีกครั้งซึ่งเทศกาลกินเจ 2563 และการกินเจยังจัดเป็นหมวดการกินอาหารประเภทชีวจิต ที่เมื่อกินติดต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สามารถทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลได้อีกด้วย มีข้อปฏิบัติข้อห้ามต่างๆ มาให้ทุกคนได้ทราบกันเพื่อนำไปปฏิบัติตนให้ถูกต้องในระหว่างช่วงเทศกาลกินเจ

ความหมายของ “การกินเจ” กินเพื่ออะไร
การกินเจ ตามหลักทั่วไปแล้วจะยึดถือกันเป็นระยะเวลา 9 วัน ซึ่งบางคนอาจจะปฏิบัติเพียง 3 หรือ 5 วัน ตามความสะดวก ซึ่งจุดประสงค์จริงๆ ของการกินเจนั้น มีด้วยกัน 3 ข้อหลัก คือ

1. กินเพื่อสุขภาพ
อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ

2. กินด้วยจิตเมตตา
เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อจิตใจ และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา

3. กินเพื่อเว้นกรรม
ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกิน ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเรา เป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อได้ทราบถึงเรื่องกฎแห่งกรรมนี้แล้ว จึงควรหยุดกินหยุดฆ่า หันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

ข้อห้ามของการกินเจ
ถ้าใครที่กำลังจะเริ่มกินเจเป็นครั้งแรก ควรจะต้องศึกษาเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยข้อห้ามมีดังนี้

ห้ามกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา) งดสูบบุหรี่และกินเหล้าในช่วงที่ถือศีล กินเจ
ห้ามกินเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนใด ส่วนหนึ่งจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์ ไข่ และเลือด
ห้ามกินอาหารรสจัด
ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ ถือศีลกินเจ
ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน
ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
แต่งกายด้วยชุดขาว
ห้ามพูดคำหยาบ โกหก ส่อเสียด หรือพูดจาเพ้อเจ้อ
ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา ตลอดช่วงเวลา 9 วัน
ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง ในสถานที่อย่างศาลเจ้า โรงเจ โรงทาน หรือสถานที่อื่นที่จัดงานถือศีลกินเจ (จะมีการจุดตะเกียงทั้ง 9 ดวงเอาไว้ตลอดวันตลอดคืน จึงต้องมีคนเฝ้าไม่ให้ตะเกียงนั้นดับ)

กฎระเบียบของการถือศีลกินเจ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
รับประทาน “อาหารเจ”
งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
รักษาศีลห้า
รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
ทำบุญทำทาน
นุ่งขาวห่มขาว
แต่สำหรับบางท่านที่เคร่งครัดมากๆ จะเลือกรับประทานอาหารโดยคนทำจะต้องถือศีลกินเจด้วย และจะใช้จานชามภาชนะเครื่องครัวที่ไม่ปะปนกับของคนอื่น เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ที่เชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้เป็นข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่เรามีมาฝากกัน หวังว่าทุกคนจะได้อิ่มบุญ อิ่มใจ กับเทศกาลกินเจ ในครั้งนี้กันทุกคน

อยากลดน้ำหนักต้องกิน !! 5 อาหารไขมันสูง ที่ยิ่งกินยิ่งผอม

ปกติเวลาที่เราอยากจะ ลดน้ำหนัก นั้น สาวๆ หลายคนก็พยายามเลือกอาหารการกิน ด้วยการกินอาหารที่ให้พลังงานต่ำและไขมันต่ำ ซึ่งการกินอาหารไขมันต่ำนั้นช่วยให้เราผอมได้ก็จริงแต่หากเราไม่กินไขมันเลยก็จะเป็นอันตรายกับร่างกาย ทางที่ดีคือการเลือกกินอาหารประเภทไขมันแต่เป็นอาหารที่มีไขมันดี น่าจะดีกว่า

อาหารไขมันดีที่ช่วยให้เราผอมได้นั้นมีอยู่จริง ยิ่งหากเรากินบ่อยๆ อาหารชนิดนี้จะเข้าไปช่วยลดไขมันเลวในร่างกาย ลดคอเรสเตอรอลและ ลดน้ำหนัก ได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อในร่างกายเรามีไขมันชนิดเลวน้อย ไขมันชนิดดีเยอะก็จะยิ่งทำให้เรามีสุขภาพดข็งแรง ไม่เสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย แต่อาหารไขมันดีสูงนั้นจะมีอะไรบ้าง วันนี้เรามีมาฝากกัน

5 อาหารไขมันสูง ที่ยิ่งกินยิ่งผอม
1. ปลาทู

ไขมันในปลาทูเป็นไขมันชนิดดีค่ะ ซึ่งก็คือไขมันแบบไม่อิ่มตัวนั่นเอง ข้อดีของไขมันไม่อิ่มตัวก็คือเมื่อเรากินเข้าไปแล้ว ไขมันชนิดนี้จะเข้าไปทำให้คอเลสเตอรอลลดลง LDL หรือไขมันเลวในร่างกายลดลง และทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงในเนื้อปลาทูยังมีโปรตีนสูง ส่งผลให้เราอิ่มอยู่ท้องไม่ต้องมาคอยกินขนมจุกจิก และส่งผลให้เราลดน้ำหนักลงได้ค่ะ นอกจากการกินปลาทูแล้ว เรายังสามารถกินปลาซาดีนก็ได้ หรือจะเลือกกินปลาแซลมอนก็ได้ด้วยเช่นกัน

2. อะโวคาโด

พูดถึงอาหารไขมันสูงก็ต้องมีอะโวคาโดเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เพราะอโวคาโอมีไขมันชนิด  HDL หรือไขมันดีสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน และเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงดวงตา มีวิรามินบีช่วยแก้อาการเหน็บชา มีวิตามินซีและอี ช่วยป้องกันหวัดและบำรุงผิว นอกจากนี้ยังมีโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลน้อย เหมาะแก่การเป็นอาหารลดน้ำหนักมากๆ เลยละ

3. เนยถั่ว

บางคนก็อาจจะคิดว่าเนยถั่วนี่ยิ่งกินยิ่งอ้วนไม่ใช่เหรอ แต่หากเรากินเนยถั่วอย่างถูกวิธีก็จะช่วยให้เราผอมได้ อย่างแรกคือเลือกกินเนยถั่วที่ไม่ผสมน้ำตาล ส่วนปริมาณในการกินก็ไม่ควรเกิน 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน ทาลงบนขนมปังที่ไม่ขัดสีหรือขนมปังที่ผสมธัญพืชก็ได้ ในเนยถั่วนั้นมีไขมันชนิดดีมากกว่าไขมันเลวอยู่ถึง 4 เท่า นอกจากนี้ยังมีโปรตีสูงมาก รวมถึงยังมีใยอาหารช่วยในการขับถ่ายด้วย

4. น้ำมันมะกอก

พอได้ยินคำว่าน้ำมัน หลายคนก็จะคิดถึงความอ้วนค่ะ แต่ยกเว้นน้ำมันมะกอกที่มีปริมาณไขมันดีสูงซึ่งส่งผลดีกับร่างกายและช่วยให้เราผอมได้ค่ะ น้ำมันมะกอกมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินดี มีโอเมก้า-3 เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากๆ เลย แต่เราไม่ควรใช้น้ำมันมะกอกกับความร้อนสูง ทางที่ดีเรากินน้ำมันมะกอกกับสลัดหรือจะใช้ผัดเล็กๆ น้อยๆ ได้ และไม่ควรกินเกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ

5. อัลมอนด์

ถั่วอัลมอนด์ ถั่วพิสตาชิโอหรือจะถั่วลิสงก็ได้ค่ะ ไขมันสูงแต่ยิ่งกินยิ่งผอม นอกจากนี้ยังมีกากใยสูงช่วยขับถ่ายได้ดี โปรตีนสูงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ไขมันในร่างกายของเราลดลงค่ะ แต่ไม่ควรกินเกินวันละ 2 กำมือ ยิ่งหากเรากินอาหารประเภทไขมันอื่นๆ ในแต่ละวัน ให้ลดปริมาณการกินถั่วลงเหลือวันละ 1 กำมือก็พอ

อาหารคลีน นอกจากจะต้องเน้นการปรุงน้อยๆ แล้ว การเลือกใช้วัตถุดิบที่ไขมันต่ำ

อาหารคลีน นอกจากจะต้องเน้นการปรุงน้อยๆ แล้ว การเลือกใช้วัตถุดิบที่ไขมันต่ำ ก็จำเป็นเช่นกันนะคะ งานนี้ใครที่หมดมุกแล้ว คิดไม่ออกว่าจะทำเมนูอะไรดี เราก็มี ไอเดียอาหารคลีน ไขมันต่ำ มาฝากกันกว่า 3 เมนู ! ต้องบอกเลยว่ามีเมนูหลากหลายจะทำกินเป็นมื้อเช้าก็ดี ทำกินเป็นมื้อเย็นก็ได้ เพราะแต่ละเมนูปรุงน้อย ไขมันต่ำ แคลอรี่ก็ไม่สูง แต่รับรองเลยว่าประโยชน์เน้นๆ แถมอิ่มพุงแน่นอนค่า

โดยไอเดียอาหารคลีนที่เรานำมาฝากกันก็เป็นของคุณรุ้ง เจ้าของอินสตาแกรมที่ชื่อว่า feeling.gooood นั่นเอง แต่ละเมนูที่คุณรุ้งทำ บอกเลยว่าไม่ยาก สายคลีนทำตามได้ แถมแต่ละเมนูยังน่ากินมากๆ อีกด้วย!

เมนูที่ 1 Rice Bowl

  • แมงกะพรุน แครอท ข้าวโพดอ่อน นำไปลวก
  • ถั่วแระญี่ปุ่น
  • แตงกวาญี่ปุ่น
  • นำทุกอย่างท็อปไว้บนข้าว รุ้งใช้เป็นข้าวกล้องนะคะ
  • จัดจานโรยงาขาว งาดำหอมๆ
  • ราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด @jea.th

🍭 แมงกะพรุน มีโปรตีนสูง และแคลอรีต่ำ เคี้ยวกรุบๆเพลินๆเจริญอาหารดีมากค่า ^^
🍭 น้ำจิ้มซีฟู้ดราดแต่พอดีนะคะ

 

เมนูที่ 2 แกงจืดไข่น้ำ

 

ไอเดียอาหารคลีน ไขมันต่ำ แคลอรี่ต่ำ ไอเดียอาหารคลีนตอนเย็น เมนูที่ 2 แกงจืดไข่น้ำ

  • แกงจืดไข่น้ำ ทานกับข้าวกล้องร้อนๆ เพิ่มความแซ่บด้วยน้ำพริกปลาสลิดผัดพริกแกง @maeramphai อิ่มม๊ากก ^^
  • หมูหมักด้วยซีอิ๊วขาวโลโซเดียม พริกไทดำ ผักชี ต้นหอม แครอท วุ้นเส้น
  • น้ำซุปรุ้งใส่ซีอิ๊วขาวโลโซเดียม พริกไทดำ รากผักชี และเกลือโลโซเดียม

 

เมนูที่ 3 ข้าวต้มหมู

 

ไอเดียอาหารคลีน ไขมันต่ำ แคลอรี่ต่ำ ไอเดียอาหารคลีนตอนเย็น เมนูที่ 3 ข้าวต้มหมู

  • น้ำเต้าหู้ @thetofusan
  • ข้าวต้มหมู ใส่โกจิเบอร์รี่ เพื่อบำรุงสายตา และยังได้ความหอมของพริกไทยช่วยกระตุ้นประสาท แถมยังลดอ้วนได้ดีเชียวละทุกคน ^^
  • ส่วนของหมู นำไปหมักซีอิ๊วขาวโลโซเดียม พริกไทย ผักชี ต้นหอม แล้วพักไว้ 30 นาที

5 อาหารช่วยลดคราบหินปูน ลดปัญหาฟันผุและกลิ่นปาก

อาหารช่วยลดคราบหินปูน หรือคราบพลัคนั้นถือเป็นปัญหาทางช่องปากอย่างหนึ่ง โดยคราบหินปูนนั้นจะมีลักษณะเหมือนคราบเหนียวๆ ที่เกาะอยู่ตามผิวฟันและซอกฟัน ซึ่งเกิดขึ้นจากแบคทีเรียในช่องปากหลังจากที่เรากินอาหารต่างๆ เข้าไป ซึ่งหากเราปล่อยไว้นานๆ คราบหินปูนเหล่านี้จะทำให้เราฟันผุและเกิดปัญหาโรคเหงือกได้ ซึ่งการแปรงฟันหรือบ้วนปากหลังจากกินอาหารก็สามารถกำจัดหินปูนไปได้บ้างบางส่วน

ถึงแม้ว่าการกินอาหารจะทำให้เกิด คราบหินปูน แต่อาหารบางชนิดกลับช่วยลดหินปูนได้ แถมยังช่วยทำให้สุขภาพฟันของเราแข็งแรงขึ้นด้วย มาดูกันดีกว่าว่าอาหารชนิดไหนที่ช่วยลดคราบหินปูนในช่องปากของเราได้
อาหาร ลดหินปูน ฟันผุ กลิ่นปาก งา

1. งา
ลองเคี้ยวงาคั่ว 1 ช้อนชาหลังกินอาหารเสร็จ โดยจะเป็นงาขาวหรืองาดำก็ได้ จากนั้นก็บ้วนปากให้สะอาด วิธีจะช่วยลดคราบหินปูนที่มาเกาะบนฟันของเราได้
อาหาร ลดหินปูน ฟันผุ กลิ่นปาก ส้ม 2. ส้ม
ล้างส้มให้สะอาด ใช้ส่วนเปลือกส้มนำมาขัดบริเวณผิวของฟันดู เพราะเปลือกส้มช่วยลดจุลินทรีย์ที่มาเกาะบนผิวฟันของเราได้ ทำให้ช่วยลดคราบหินปูนได้
อาหาร ลดหินปูน ฟันผุ กลิ่นปาก สับปะรด

3. บร็อคโคลี่
บร็อคโคลี่คือผักที่จัดว่ามีกากใยค่อนข้างสูง ซึ่งสิ่งนี้เองที่สามารถช่วยปกป้องฟันจากการสึกกร่อนได้ รวมถึงยังช่วยเคลือบผิวฟันไว้ได้อีกด้วย ทำให้ฟันของเราเกิดคราบหินปูนได้น้อยกว่าเดิม นอกจากบร็อคโคลี่แล้ว เรายังสามารถกินแครอทก็ได้หรือผักที่มีกากใยสูงอื่นๆ ได้อีก

 

4. แอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ สับปะรด
การกินแอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ หรือแม้แต่สับปะรดหลังอาหาร นอกจากจะเป็นผลไม้ล้างปากได้ดีแล้ว ผลไม้เหล่านี้ยังช่วยลดคราบหินปูนได้ด้วย เพราแอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่และสับปะรดจะทำหน้าที่ช่วยขัดฟันให้เราได้ ทำให้ช่วลดคราบหินปูนได้อีกทางอาหาร ลดหินปูน ฟันผุ กลิ่นปาก

5. หมากฝรั่งสูตรไม่มีน้ำตาล
หลังจากที่กินอาหารเสร็จเรียบร้อย สาวๆ บางคนอาจใช้การบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด หรือแปรงฟัหลังอาหารทั้งเพื่อเป็นการลดกลิ่นปากและเพื่อกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน วิธีการเหล่านี้สามารถช่วยลดการเกิดหินปูนในช่องปากได้ แต่หากสาวๆ ไม่สะดวกในการทำความสะอาดช่องปากด้วยวิธีดังกล่าวก็สามารถเลือกเคี้ยวหมากฝรั่งสูตรไม่มีน้ำตาลก็ได้เช่นกัน

รวม 5 ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน ลดเหงือกอักเสบ ปากสะอาด ฟันแข็งแรง

ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน
ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน

อาการเสียวฟันเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ มักทำให้อาหารมื้อนั้นหมดอร่อยไปเลย เพราะอาการเสียวฟันมักเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว ไม่ใช่แค่เฉพาะอาหารเย็นๆ เท่านั้น ในบางคนเวลากินอาหารหวานๆ ก็เกิดอาการเสียวฟันได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้ ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน นั้นสามารถช่วยได้มากทีเดียว

เพราะใน ยาสีฟันที่ช่วยลดอาการเสียวฟัน นั้น มักจะผสมสาร โพแทสเซียมไนเตรต (Potassium Nitrate) และ อลูมินัมแลคเตท (Aluminum Lactate) ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะเข้าไปยับยั้งความเจ็บปวดที่ประสาทฟันและเข้าไปอุดโพรงเนื้อฟัน ทำให้เราไม่รู้สึกปวดฟัน และเป็นการลดอาการเสียวฟันได้ ซึ่งยาสีฟันที่ช่วยลดอาการเสียวฟันที่เราสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดและราคาไม่แพง มีดังนี้

5 ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันลดฟันผุ ลดเหงือกอักเสบ
1. Sensodyne Multi Care (125 บาท)

2. Colgate Sensitive Salt Minerals (100 บาท)
เสียวฟัน ยาสีฟัน ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันฟันผุ เหงือกร่น เหงือกอักเสบ ปวดฟัน คอลเกต Colgate

คอลเกต สูตรเซนซิทีฟ มิเนอรัลส์ ผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าสามารถช่วยลดอาการเสียวฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำลายเคลือบฟันและช่วยลดอาการเหงือกอักเสบ ทำให้เหงือกมีสุขภาพดีและเป็นการช่วยลดปัญหาสุขภาพฟันอื่นๆ ได้ด้วย

3. Dentiste’ Nighttime Sensitive Toothpaste (165 บาท)
เสียวฟัน ยาสีฟัน ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันฟันผุ เหงือกร่น เหงือกอักเสบ ปวดฟัน เดนทิสเต้ Dentiste

มีส่วนผสมของโพแทสเซียมไนเตรต ช่วยลดอาการเสียวฟัน รวมถึงยังมีส่วนผสมของวิตามินซีและสารสกัดจากสมุนไพร ช่วยบำรุงเหงือกให้แข็งแรง ป้องกันโรคเหงือกอักเสบและไม่ทำลายเคลือบฟัน

4. Fluocaril Extra Sensitive (139 บาท)
เสียวฟัน ยาสีฟัน ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันฟันผุ เหงือกร่น เหงือกอักเสบ ปวดฟัน Fluocaril ฟลูโอคารีล

มีส่วนผสมของโพแทสเซียมไนเตรตมากกว่ายาสีฟันสูตรปกติถึง 10% และยังมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ช่วยลดอาการเสียวฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันโรคเหงือกอักเสบ รวมถึงยังช่วยซ่อมแซมเคลือบฟันให้แข็งแรง และยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการเสียวฟันต่อเนื่องได้ในระยะยาวอีกด้วย

5. Salz Sensitive Active Block Plus (145 บาท)
เสียวฟัน ยาสีฟัน ยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน ฟันผุ เหงือกร่น เหงือกอักเสบ ปวดฟัน ซอลท์ Salz

มีส่วนผสมของสารที่ช่วยลดอาการเสียวฟันอย่างครบถ้วนในหลอดเดียว ทั้งโพแทสเซียมไนเตรตและอลูมินัมแลคเตท นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ช่วยเสริมสร้างเคลือบฟันให้แข็งแรง ลดอาการเสียวฟันและช่วยให้เหงือกแข็งแรง ลดอาการเหงือกร่นและเหงือกอักเสบ

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget