ทำความเข้าใจ วิธีกินยาพาราเซตามอลให้ปลอดภัย

พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้านช่วยบรรเทาอาการปวด ลดไข้ หรือไม่ว่าจะปวดอะไร ทุกคนก็จะนึกถึงยาพาราฯ เป็นอันดับแรก ๆ เป็นยาที่ไม่อันตราย ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ถึงแม้ว่ายาพาราฯ จะปลอดภัย แต่การใช้ยาที่ไม่ถูกต้องหรือการกินยามากจนเกินความจำเป็นก็จะส่งผลเสียต่อการทำงานของตับ อาจนำไปสู่ภาวะการเกิดตับอักเสบเฉียบพลัน และเกิดภาวะตับวาย ถึงขั้นเสียชีวิตได้

ข้อควรปฏิบัติ
ไม่ควรกินยาเกิน 8 เม็ด / วัน เพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักเกินไป
ควรกินยาห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
ห้ามกินยาร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งเพิ่มผลเสียให้กับตับ
ใช้ยาเฉพาะเวลามีอาการเท่านั้น ห้ามกินยาแก้ปวดก่อนจะมีอาการ มิฉะนั้นอาจได้รับยาแก้ปวดเกินขนาดได้

วิธีกินยาให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว

ยาพาราเซตามอล ขนาด 325 มิลลิกรัม อ่านเพิ่มเติม

โรคไขมันในเลือดสูงกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) คือ โรคที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าค่าที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งได้มาโดยการเก็บข้อมูลทางสถิติของระดับไขมันในเลือดของประชากรทั่วไป ปกติร่างกายคนเราจะมีไขมันอยู่ 2 ชนิด คือ

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) แบ่งเป็น
ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือ ไขมันชนิดไม่ดี เป็นคอเลสเตอรอลที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และหลอดเลือดสมองตีบ
ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) หรือ ไขมันชนิดดี เป็นคอเลสเตอรอลประเภทหนึ่งเหมือนกัน แต่จะทำหน้าที่กำจัดไขมันชนิดอันตรายออกไปจากกระแสเลือด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจมีการสะสมที่ผนังหลอดเลือดได้เช่นกันเมื่อมีปริมาณสูงมาก ๆ แต่จะมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันชนิดคอเลสเตอรอล
การวินิจฉัย โรคไขมันในเลือดสูง
ทำได้โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับไขมันในเลือด และเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ จะต้องงดอาหารทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่า ก่อนการเจาะเลือด 8 – 10 ชั่วโมง

ใครที่ควรเริ่มตรวจหาไขมันในหลอดเลือด
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือมากกว่า 35 ปีขึ้นไปสำหรับผู้ที่มีวิธีชีวิตแบบชุมชนเมือง
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรหรือ ก่อนอายุ 40 ปี
มีหลักฐานหรือสงสัยว่าโรคหลอดเลือดตีบ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะใดก็ตาม
มีความเสี่ยงอื่นต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น สูบบุหรี่ โรคความดันเลือดสูง และโรคเบาหวาน
ประวัติพ่อแม่พี่หรือพี่น้องเป็นโรคหลอดเลือดตีบโดยญาติเพศชายเป็นก่อนอายุ 55 และญาติเพศหญิงก่อนอายุ 65 ปี
ผู้ป่วยโรคอ้วนลงพุง BMI มากกว่า 30
เป็นโรคเรื้อรังบางชนิดที่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ เช่น โรครูมาตอยด์ โรค SLE Psoriasis
ผู้ที่ไตเสื่อม อัตราการกรองของไตน้อยกว่า 60
คนในครอบครัวมีประวัติไขมันสูง
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้มีภาวะไขมันในเลือดสูง อ่านเพิ่มเติม

HPV กับ มะเร็งช่องปาก สัมพันธ์กันอย่างไร?

เอชพีวี หรือ Human Papillomavirus (HPV) คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่เยื่อบุผิว และยังก่อให้โรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) นี้สามารถอาศัยอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวหนัง และในเยื่อมูกที่ปกคลุมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น

ภายในจมูก ปาก และลำคอ
ด้านในของเปลือกตา
ด้านในของผิวหนังและท่อปัสสาวะที่องคชาติ
ช่องคลอด ปากมดลูก และอวัยวะเพศภายนอก
ทวารหนัก
ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีเชื้อ เอชพีวี (HPV) มากกว่า 100 สายพันธุ์ และในจำนวนนี้จะมีประมาณ 40 สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศได้ โดยจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (Low risk type) คือ สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11
กลุ่มสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง (High risk type) คือ สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่น สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 68, 69, 73, 82 โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้มากถึง 70% เลยทีเดียว
เชื้อเอชพีวี (HPV) สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง เช่น ช่องคลอด ทวารหนัก หรือแม้แต่ทางช่องปาก นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสกับเชื้อโดยตรง (Skin to skin contact) เช่น

มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ แม้ในช่วงที่ผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการก็ตาม
ใช้อุปกรณ์เพื่อสนองความต้องการทางเพศร่วมกับผู้ติดเชื้อ
สัมผัสผิวหนังหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ติดเชื้อ
สำเร็จความใคร่ทางปากหรือออรัลเซ็กส์ (Oral sex) กับผู้ติดเชื้อ อ่านเพิ่มเติม

“โรคพยาธิในช่องคลอด” ภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

โรคพยาธิในช่องคลอด คืออะไร
โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Trichomonas vaginalis พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชายแต่จะพบได้ในเพศหญิงมากกว่า ซึ่งตัวพยาธินั้นมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น ความน่ากลัวของโรคนี้คือหากเป็นแล้วจะพบผู้ป่วยที่แสดงอาการเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว และแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอนได้

อาการของโรคพยาธิในช่องคลอด
มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง และอาจส่งกลิ่นเหม็นคาวปลา
มีเลือดไหลออกจากช่องคลอด
บวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ
ปวดปัสสาวะบ่อย
เจ็บปวดขณะปัสสาวะ หรือมีเพศสัมพันธ์
หากเป็นแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่รีบรักษา จะลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะทำให้อักเสบได้ เนื่องจากท่อปัสสาวะและช่องคลอดอยู่ใกล้กันจึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งปากมดลูก และส่งผลให้มีบุตรยากในอนาคต

เชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างของเชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดสามารถแยกได้จากลักษณะอาการที่เด่น ๆ เช่น เชื้อราในช่องคลอดมักจะก่อให้เกิดอาการคันมากกว่า และตกขาวจะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก แต่พยาธิในช่องคลอดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบบริเวณอวัยวะเพศเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

วิธีการป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด
โรคพยาธิในช่องคลอดสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการตกขาวผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที อ่านเพิ่มเติม

ใช้ชีวิตอย่างไร ให้โบกมือบ๊ายบาย 6 มะเร็งสุดฮิต

นอกจากวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีจะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็น “วันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ”  ที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มะเร็งปอด เพื่อการรักษา อีกด้วย
หลายคนอาจจะทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมหรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลายคนกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง

แต่รู้หรือไม่ว่า ? โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น ซึ่ง 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิงนั้น ได้แก่

เพศชาย
อันดับ 1 มะเร็งปอด
แม้ตัวเลขของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก

อันดับ 2 มะเร็งตับ
สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ก็ควรไปตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ

อันดับ 3 มะเร็งท่อน้ำดี
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพญาธิใบไม้ ซึ่งพญาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถห่างไกลจากมะเร็งท่อน้ำดีได้ อ่านเพิ่มเติม

4 วิธีคุมกำเนิด แบบผิด ๆ ไม่อยากท้องต้องเลิกทำ

วันวาเลนไทน์ นอกจากจะเป็น วันแห่งความรักแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งวันที่วัยรุ่น นิยมมีเพศสัมพันธ์กันมากที่สุด จนทำให้เกิดปัญหา “ท้องไม่พร้อม” ในหมู่วัยรุ่นตามมา สาเหตุส่วนใหญ่ มาจากการขาดความรู้ และความเข้าใจในเรื่อง วิธีคุมกำเนิด ทำให้ไม่สามารถ ป้องกันการคุมกำเนิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากใครยังไม่พร้อม จะเป็นคุณพ่อคุณแม่วัยใส ขอเตือนว่า ให้เลิกใช้วิธีคุมกำเนิดเหล่านี้ซะ

หลั่งนอก กลั้นอสุจิ
การหลั่งนอก และการกลั้นอสุจิ ไม่ให้ไหลเข้าไป ในช่องคลอดนั้นเป็น วิธีคุมกำเนิด ที่นิยมทำกัน ท้องไม่พร้อม มากในหมู่วัยรุ่น เพราะสะดวก ไม่เสียค่าใช้จ่าย และทำได้ทุกเมื่อ แต่การกลั้น ไม่ให้อสุจิหลั่งเข้าไปในช่องคลอด ไม่มีอะไรสามารถรับประกัน ได้เลยว่าจะกลั้นได้ทั้งหมด เพราะอสุจิบางตัว อาจจะติดมากับสารหล่อลื่น ที่ออกมาในขณะที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ฉะนั้นแล้วการหลั่งนอก หรือการกลั้นอสุจิจึงเป็นวิธีการคุมกำเนิด ที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก

สวนล้างช่องคลอด
การสวนล้างช่องคลอด คือการใช้น้ำสวนเข้าไป ในช่องคลอดเพื่อชำระ คราบอสุจิออกมา ซึ่งวิธีคุมกำเนิดนี้ เป็นวิธีที่ไม่แนะนำที่สุด เพราะจะทำให้ ภายในช่องคลอด ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังทำให้ สภาพแวดล้อม ในช่องคลอดเปลี่ยนไป เพิ่มโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเชื่อที่ว่า หากใช้น้ำที่มีด่างผสมเขาไปล้างช่องคลอดจะช่วยให้ไม่ท้องซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมาก เพราะน้ำที่เป็นด่าง จะทำให้ สมดุลในช่องคลอดเสีย แถมยังอันตราย และไม่ได้ลดความเสี่ยง ในการตั้งครรภ์ลงเลย อ่านเพิ่มเติม

รู้แล้วรอดโรค ความดันเลือดสูง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

วันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปี ถูกจัดตั้งให้เป็นวัน ความดันเลือดสูง โลก (World Hypertension Day) เพื่อสร้างความเข้าใจ ให้กับประชาชน ได้ตื่นตัว และตระหนัก เห็นความสำคัญ ของการป้องกัน โรคความดันเลือดสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง โรคฮิตที่คร่าชีวิต คนไทย และคนทั่วโลก

โรคความดันเลือดสูงคือ
สภาวะของระดับความดันเลือด ที่สูงกว่าระดับปกติ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มีความดันเลือดปกติ จะวัดค่าความดัน ได้ 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่ผู้ที่มี ความดันเลือดสูง จะวัดค่าความดันได้ ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป และถือว่าเป็นสภาวะ ที่ต้องได้รับการควบคุม ตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากอาจนำมาซึ่ง ภาวะแทรกซ้อนและโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดในสมอง โรคไตเสื่อม เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
ความน่ากลัว ของโรคความดันเลือดสูง คือผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่า 90-95 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถ ตรวจหาสาเหตุ ที่ชัดเจนได้ว่า เกิดขึ้นจากอะไร ทำให้โรคความดันเลือดสูง ถูกขนานนามว่า “โรคเพชฌฆาตเงียบ” โดยทางการแพทย์นั้น ได้อธิบาย โรคความดันเลือดสูง นี้ว่าเป็นโรค ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ของมนุษย์ เช่น เกิดจากกรรมพันธุ์ และอายุที่มากขึ้น โดยส่วนใหญ่ จะพบได้มากใน ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไป หรือวัยหมดประจำเดือน

วิธีรักษา
แม้โรคความดันเลือดสูง จะเป็นโรคที่อันตราย แต่ก็เป็นโรคที่ สามารถควบคุมได้ในระยะยาว หากได้รับการรักษา ที่ทันท่วงที โดยเบื้องต้นจะรักษา ด้วยวิธีการให้ยาลดความดันเลือด เพื่อรักษาระดับความดัน ให้อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน นอกจากการ รับประทานยาแล้ว ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้การรักษา มีประสิทธิภาพมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

ไม่แก่ (เข่า)ก็เสื่อมได้ ถ้าคุณมีความเสี่ยงต่อไปนี้

ถ้า..คุณปู่ คุณย่า หรือคุณตา คุณยาย เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม คุณมีโอกาสเป็น โรคข้อเข่าเสื่อมมาก กว่าปกติ

โรคข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis of the knee เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของข้อเข่าโดยเฉพาะกระดูกอ่อนภายในข้อ ส่วนมากการเสื่อมนี้จะเกิดในผู้สูงอายุ จัดเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอายุมากกว่า 50 ปี โดยจากสถิติพบผู้ชายมีอาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อมถึงร้อยละ 10 และผู้หญิงถึงร้อยละ 13 ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียวครับ
ข้อเข่าเสื่อม ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่า เข่าติดขัด เข่าอักเสบ บางครั้งถึงขนาดเดินไม่ไหวได้ทีเดียว โดยปกติแล้วกระดูกอ่อนจะค่อยๆ สึก ตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่เชื่อไหมครับว่า จากงานวิจัยพบผู้ป่วยอายุเพียงยี่สิบปลายๆ ก็มีเริ่มมีข้อเข่าเสื่อมได้แล้ว  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง ที่เร่งการเสื่อมของข้อเข่า ปัจจัยเหล่านั้นมีอะไรบ้าง เราไปดูกันครับ
กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ ถ้าปู่ ย่า ตา ยาย เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม คุณมีโอกาสเป็น โรคข้อเข่าเสื่อมมาก กว่าปกติ แต่… เดี๋ยวก่อน!! ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเสมอไปนะ ถ้าเราสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความอ้วน หรือเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อม รวมไปถึงการฝึกกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรง อย่างสม่ำเสมอ หมอบอกได้เลย ว่าโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคตจะลดลงอย่างแน่นอน
ความอ้วน จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญและมีความเกี่ยวพันกับโรคข้อเข่าเสื่อมโดยตรง ด้วยหลักการที่ว่ากระดูกอ่อนในข้อเข่าจะรับน้ำหนักของร่างกายในขณะทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะหากมีท่าที่ต้องงอเข่ามากๆ กระดูกอ่อนจะรับน้ำหนักมากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าแรงกระทำจะมากตามน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็วขึ้นเช่นกัน การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากจนเกินไปจึงจัดเป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อม หมอพูดได้เลยว่า “ความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรงที่สุด แต่ควบคุมได้ครับ”
การบาดเจ็บของข้อเข่า ส่วนมากมักเกิดจากอุบัติเหตุ แรงกระแทกจะส่งผลทำให้กระดูกอ่อนในข้อเข่าเกิดการบอบช้ำหรือฉีกขาด การบาดเจ็บนี้มีผลอย่างมากในการเร่งขบวนการเสื่อมของข้อเข่าให้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยจากรายงานการวิจัยพบว่า หากเกิดอุบัติเหตุที่ข้อเข่าตอนอายุ 25-34 ปี ผู้ป่วยจะมีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมขึ้นในอีก 11 ปีข้างหน้าได้มากกว่าคนปกติถึง 6 เท่าทีเดียว อ่านเพิ่มเติม

การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า

ทางเลือกสำหรับคน ข้อเข่าเสื่อม ปวดเข่า เจ็บข้อ หายปวดได้ ไม่ต้องผ่าตัด

โดยปกติร่างกายจะมีน้ำในไขข้อ ซึ่งมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ที่ทำหน้าที่ช่วยให้ข้อต่อต่างๆในร่างกายเคลื่อนไหวได้ง่าย และยังช่วยลดแรงกดหรือแรงเสียดทานของผิวกระดูกข้อเข่า ขณะที่เดินหรือวิ่ง
เมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้นหรือแม้กระทั่งวัยหนุ่มสาวที่มีการใช้งานหนักเกินไป  น้ำในไขข้อก็จะมีความเข้มข้นและมีความยืดหยุ่นลดน้อยลง เนื่องจากสาร Hyaluronic ได้เสื่อมคุณภาพลง เวลาที่เคลื่อนไหวร่างกาย งอข้อหรือเหยียดเข่า จะทำให้รู้สึกปวดที่ข้อเข่า ซึ่งส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวันในผู้ป่วยหลายๆ ท่าน
การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเหมาะกับใคร
สำหรับการรักษาด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นที่ผิวข้อเข่า ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม และจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีข้อเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งเหมาะในกลุ่มที่ไม่ตอบสนองในการรักษาด้วยการใช้ยา หรือทำกายภาพบำบัดแล้วไม่ดีขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัด การฉีดน้ำในข้อเข่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ หลังการรักษาผู้ป่วยสามารถลดอาการปวดข้อเข่า ทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้มากขึ้น โดยอาจจะมีประสิทธิภาพในการรักษาได้นานถึง 6 เดือน อ่านเพิ่มเติม

เสริมเกราะป้องกัน ฟื้นฟูสุขภาพถึงระดับเซลล์ผิวด้วย IV Drip / Vitamin Drip

เสริมเกราะป้องกัน ฟื้นฟูสุขภาพ ถึงระดับเซลล์ผิวด้วย IV Drip / Vitamin Drip

วิตามินเข้าเส้น (IV Drip หรือ Vitamin Drip) คือการให้วิตามินหรือสารอาหารต่างๆ ผ่านทางน้ำเกลือ ซึ่งการให้วิตามินหรือสารอาหารในรูปแบบนี้ จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และดูดซึมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแทรกซึมในระดับเซลล์ ต่างจากการทานวิตามินในรูปแบบเดิม ที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ได้จริง ประมาณ 20-40 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับวิตามินที่เราทานเข้าไป ซึ่งจากปริมาณที่ร่างกายดูดซึมได้นั้น อาจไม่ได้ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ตามที่ต้องการ

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม IV Drip ถึงเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มดารา เซเลบชื่อดัง และปัจจุบันในประเทศไทย กำลังเป็นที่นิยมและมีแนวโน้มได้รับความสนใจจากคนรักสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากการรีวิวของบล็อกเกอร์ต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย

ประโยชน์ของ ฟื้นฟูสุขภาพ IV Drip จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ คือ
กลุ่ม Brightening Drip เป็นกลุ่มที่จะช่วยในเรื่องของความขาวเนียนกระจ่างใสของผิวพรรณ ผิวดูสุขภาพดี อ่อนเยาว์
กลุ่ม Weight Control Drip เป็นกลุ่มที่ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญของร่างกาย ควบคุมและลดน้ำหนักสร้างมวลกล้ามเนื้อ
กลุ่ม Vitamin Immune Booster เป็นกลุ่มที่ช่วยในการเสริมสร้างฟื้นฟูระบบคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
กลุ่ม Energy Booster Drip เป็นกลุ่มที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย เพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้อาการเมาค้าง ลดการสูญเสียน้ำ อาการอ่อนเพลียจากการเจ็บป่วย ทานอาหารไม่ได้ ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget