การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดฝังรากเทียม

เมื่อมี การสูญเสียฟัน เกิดขึ้น การทดแทนฟันด้วยรากเทียมเป็นหนึ่งทางเลือกให้ผู้ป่วยในการทำให้การบดเคี้ยวกลับมาใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่พบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินในช่องปากแล้ว ทันตแพทย์จะทำการนัดหมายเพื่อทำการผ่าตัดฝังรากเทียม การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดฝังรากเทียมได้อย่างเหมาะสมจะเป็นอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จปลอดภัย และลดความกังวลของผู้ป่วยลงได้ ดังนั้นในวันนัดหมายเพื่อผ่าตัดฝังรากเทียมนั้นผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

เดินทางมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาที เพื่อนั่งพักและผ่อนคลายความกังวล
รับประทานอาหารให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดอาหารก่อนเวลานัดหมาย
รับประทานยาประจำตัว (ถ้ามี) ตามแพทย์สั่งตามปกติ ยกเว้น ยาบางตัวที่จำเป็นต้องงดก่อนการผ่าตัด หลีกเลี่ยงการหยุดยาด้วยตัวเอง หากไม่แน่ใจกรุณาสอบถามทันตแพทย์อีกครั้งล่วงหน้าก่อนเวลานัดหมาย
จดรายการยาที่ทานเป็นประจำ หรือ นำยาประจำตัวติดตัวมาในวันที่นัดหมาย
หากมีประวัติการแพ้ยากรุณาแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ
เตรียมอาหารอ่อนอย่างน้อย 1 มื้อหลังการผ่าตัด เช่น นม น้ำเต้าหู้ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ โจ๊ก ข้าวต้ม เป็นต้น
เตรียมเจลประคบเย็นไว้ประคบในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังจากการผ่าตัด
ผู้ป่วยสามารถเดินทางไปกลับโรงพยาบาลได้ด้วยตัวเอง หากเกิดความกังวลหรือต้องทำรากเทียมหลายๆ ซี่ในวันเดียว สามารถนำญาติมาด้วยในวันผ่าตัดได้

sexy gaming

สังเกตอาการเตือน โรคนิ้วล็อค รีบรักษา…ก่อนปลอกหุ้ม เส้นเอ็นนิ้วมือเสียหายถาวร

หากพูดถึงการถนอมกระดูกและข้อ หลายคนอาจเลือกโฟกัสไปที่การดูแลข้อเข่า สะโพก หรือ กระดูกสันหลัง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “นิ้ว” ของเรานั้นก็ถูกใช้งานหนักหน่วงไม่แพ้กัน เพราะด้วยกิจกรรมในโลกของยุคดิจิตอลที่ทำให้เราต้องใช้งานนิ้วมือเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน การแชทคุยกับเพื่อนในสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่การช้อปปิ้งที่เรามักจะหิ้วของหนักเป็นเวลานาน พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดานี่แหละ…ที่ทำให้คุณต้องเผชิญกับ “โรคนิ้วล็อค” ได้โดยไม่ทันตั้งตัว!

สังเกตอาการเตือนให้รู้ทัน! ก่อนนิ้วล็อค…ระดับรุนแรง
เพราะโรคนิ้วล็อค เป็นอาการที่มักจะเป็นๆ หายๆ ทำให้หลายคนมองข้าม คิดว่าไม่ใช่เรื่องอันตรายร้ายแรงอะไร ซึ่งอาการเตือนของโรคนิ้วล็อคนั้น มักเริ่มจากอาการเจ็บที่ฝ่ามือก่อนลามไปบริเวณนิ้วมือ โดยระยะความรุนแรงของโรคแบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้

มีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้วมือ
เวลากำ หรือเหยียดนิ้วมือ มีอาการสะดุด แต่ยังเหยียดนิ้วมือได้
เกิดอาการล็อค เวลากำมือ แล้วเหยียดนิ้วมือเองไม่ได้ ต้องใช้มือมาช่วยดึงออก
ไม่สามารถกำมือได้สุด และข้อนิ้วมืออาจงอผิดรูปร่วมด้วย
หากสังเกตอาการแล้วสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเข้าข่าย 1 ใน 4 ระยะนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง…อาจทำให้ปลอกหุ้มเส้นเอ็นนิ้วมือเสียหายถาวรได้ แม้จะรักษาด้วยการผ่าตัดก็อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

“ปลายเข็มสะกิด” เทคนิคการรักษาโรคนิ้วล็อค…ที่ใช้เวลาเพียง 5 นาที!
นอกจากการรักษาอาการนิ้วล็อคด้วยการทานยา การฉีดยาสเตียรอยด์ และการผ่าตัด ในปัจจุบันยังมีอีกหนึ่งเทคนิคการรักษาโรคนิ้วล็อคที่ช่วยให้แก้ปัญหานี้ได้ภายใน 5 นาที! โดยแพทย์จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์นำทางไปยังบริเวณที่มีอาการ และใช้ปลายเข็มสะกิดไปยังบริเวณปลอกหุ้มเอ็นนิ้ว เพื่อตัดปลอกหุ้มที่รัดเส้นเอ็นให้ขาดออกจากกัน ซึ่งหลังการรักษา 24 ชั่วโมง นิ้วมือของคนไข้ก็สามารถโดนน้ำได้ตามปกติ

ไม่เพียงแค่ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เทคนิคการรักษานิ้วล็อคด้วยปลายเข็มสะกิดยังช่วยให้คนไข้ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แต่สำหรับนิ้วมือนิ้วอื่นๆ หากยังไม่ปรับพฤติกรรม ลดปัจจัยที่เพิ่มโอกาสนิ้วล็อค…ก็อาจทำให้โรคนิ้วล็อคเกิดกับนิ้วอื่นๆ ที่เหลือได้เช่นกัน

sexy gaming

การตรวจมะเร็ง ตรวจแบบ Precision Cancer Medicine

การตรวจมะเร็ง ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าการตรวจแบบ Precision Cancer Medicine นั้น เป็นการตรวจที่ทำให้ได้ข้อมูลมากกว่าเรื่องของชนิด ระยะการเติบโต หรือหน้าตาของมะเร็ง แต่สามารถบอกได้ถึงนิสัยลึกๆ ที่ทำให้เกิดโรค เพราะเป็น การตรวจมะเร็ง แบบเจาะจงลงไปในระดับพันธุกรรม (Gene) โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือด หรือชื้นเนื้อของผู้ป่วย เพื่อนำไปเพาะในห้องปฏิบัติการ และเปรียบเทียบผลร่วมกับฐานข้อมูลกลางที่สามารถบ่งชี้ถึงกลไกการเกิดโรค ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทำให้แพทย์สามารถเจาะจงใช้ยารักษามะเร็งที่เหมาะสม พร้อมวางแผนหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง (Side Effect) ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก

Precision Cancer Medicine จัดยารักษามะเร็งแบบเจาะจง ตรงเป้า!
เพราะภายในเซลล์มะเร็งยังมีอีกประมาณ 10% ที่มีหน้าตาไม่เหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพอาจไม่ใช่แค่การตัดก้อนเนื้อทิ้ง แล้วตามด้วยยาเคมีบำบัดอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เมื่อแพทย์ทราบถึงต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งจากการตรวจ Precision Cancer Medicine แล้ว แพทย์จะวางแผนให้ยารักษาแบบเจาะจง (Targeted Therapy) เพื่อให้ตรงกับสาเหตุการเกิดมะเร็งมากที่สุด ทำให้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแบ่งวิธีรักษาได้ ดังนี้

การให้ยาฮอร์โมน (Hormonal Therapy) เป็นการใช้ยาที่มีผลต่อการยับยั้งการเจริญของมะเร็งที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงมะเร็งที่เกิดจากฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) เช่น มะเร็งเต้านม เป็นต้น
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการกระตุ้นความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออ่อนแอ ให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นได้
การรักษาโดยเซลล์บำบัด (Cell Therapy) โดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดเลือดขาวให้มีความสามารถในการกำจัดเซลล์เชื้อไวรัส รวมถึงมะเร็งร่วมด้วย
ซึ่งนอกจากการให้ยารักษาแล้ว สำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม แพทย์อาจมีการพิจารณาใช้วิธีรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การฉายแสง หรือการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากรักษามากที่สุด

Precision Cancer Medicine รู้ทันมะเร็ง ยับยั้งการกำเริบซ้ำสอง
ศูนย์ชีวีสุข (Great Life Center) โรงพยาบาลพญาไท 1 มีความตั้งใจในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งทุกระยะ โดยนอกจากการรักษาที่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยเข้าใกล้โอกาสหายมากที่สุดแล้ว การป้องกันการกลับมาของมะเร็ง หรือที่เรียกว่ามะเร็งกำเริบ (Recurrent cancer) นั้น ยังเป็นสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด จากการเฝ้าติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ดังนี้

ประเมินการรักษาต่อเนื่อง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหวิชาชีพด้านมะเร็งกว่า 13 สาขา หรือ MDT Team ร่วมวิเคราะห์ผลการรักษาร่วมกัน ทุกสัปดาห์
ตรวจทันทีเมื่อมีอาการบ่งชี้การกำเริบของโรค โดยแพทย์จะมีแนวทางการติดตามโรคร่วมกับฐานข้อมูลกลาง เพื่อประเมินความเป็นไปของโรคในช่วงเวลานั้น และปิดโอกาสการกำเริบของโรคให้มากที่สุด
ติดตามผลต่อเนื่อง (Follow up) โดยผู้ป่วยสามารถติดต่อ หรือปรึกษาเกี่ยวกับวิธีดูแลต่างๆ ผ่านช่องทาง Line Official ศูนย์ชีวีสุข จากแพทย์เจ้าของไข้ได้โดยตรง ตลอดจนบริการให้คำแนะนำจากพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (Family Nurse)
การตรวจวิเคราะห์มะเร็งแบบ Precision Cancer Medicine อาจเปรียบได้เหมือนการติดกระดุมเม็ดแรก ที่หากเราเริ่มต้นถูกต้องตั้งแต่แรก เสื้อผ้าที่เราใส่ก็จะออกมาดูดีตามที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกันกับการตรวจมะเร็งที่ยิ่งมีข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำมากเท่าไร ยิ่งทำให้การวินิจฉัย ตลอดจนการออกแบบวิธีรักษามีความปลอดภัยและเข้าใกล้โอกาสหายได้ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของคนยุคนี้ที่ความก้าวหน้าในการตรวจมะเร็ง ช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยได้รู้จักทั้งหน้าตา และนิสัยของมะเร็งมากขึ้น ส่งผลให้ผลการรักษามีแนวโนมดีขึ้นอย่างชัดเจนนั่นเอง

sexy gaming

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน ได้แก่ ความดันตาที่สูง

ในลูกตาส่วนหน้ามีการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (aqueous humor) ซึ่งถูกสร้างจากอวัยวะภายในลูกตาที่เรียกว่า ciliary body ไหลเวียนผ่านช่องระหว่างม่านตาและเลนส์ตาสู่ช่องหน้าลูกตา และไหลเวียนออกจากลูกตาทาง trabecular meshwork (ทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตา มีลักษณะเป็นตะแกรง) ซึ่งในโรคต้อหินจะมีความผิดปกติของการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นและเกิดการทำลายประสาทตาตามมา

ความดันตา หมายถึง ความดันของของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ภายในลูกตา โดยทั่วไปค่าความดันตาอยู่ที่ 5-22 มิลลิเมตรปรอท หากพบความดันตาสูงกว่า 22 มิลลิเมตรปรอทถือว่าเป็นภาวะความดันตาสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน

เชื้อชาติ คนเชื้อชาติแอฟริกันอเมริกันจะพบต้อหินสูงกว่าคนผิวขาวถึง 6-8 เท่า ส่วนคนเชื้อชาติเอเชียจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิด
อายุมากกว่า 40 ปี
มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน
ตรวจพบความดันตาสูง
เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา
การใช้ยาสเตียรอยด์
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สายตายาวหรือสั้นมาก กระจกตาบาง โรคเบาหวาน ไมเกรน

ต้อหินมุมเปิด (primary open angle glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้บ่อยกว่าต้อหินประเภทอื่น เกิดจากการอุดตันของ trabecular meshwork ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ จึงเกิดความดันตาสูงและส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลาย

อาการ: ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้นจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากด้านข้างและนำไปสู่การตาบอดในที่สุด โดยทั่วไปต้อหินมุมเปิดมักควบคุมได้ด้วยยาหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรก

ต้อหินมุมเปิดที่มีความดันตาปกติ (normal-tension glaucoma) ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดต้อหินทั้งที่มีความดันตาต่ำกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท (แม้ความดันตาจะไม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แต่มักพบว่าความดันตาอยู่ใกล้กับค่าเพดานบนของค่าปกติ) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหินชนิดความดันตาปกติ
เชื้อชาติญี่ปุ่น
มีประวัติโรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด มีภาวะเส้นเลือดหดตัวง่าย ความดันโลหิตต่ำในช่วงกลางคืน ภาวะเลือดหนืด ไมเกรน หรือโรคทางระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด
ต้อหินมุมปิด (angle-closure glaucoma) ต้อหินประเภทนี้พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด เกิดจากการที่มุมตาถูกม่านตาปิดกั้น ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ปกติ เกิดความดันตาสูงตามมา

sexy gaming

ตับแข็ง (cirrhosis) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ

ตับแข็ง (cirrhosis) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดแผลเป็นอย่างถาวร มีลักษณะเฉพาะคือการมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโปรตีน การเก็บสะสมสารสำคัญและแร่ธาตุต่างๆ การทำลายสารพิษ รวมทั้งปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับด้วย

ตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ
โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และดี
โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง
โรคเนื้อเยื่อสะสมธาตุเหล็กผิดปกติ
โรควิลสัน (Wilson’s disease) ซึ่งเกิดจากการมีการสะสมทองแดงมากเกินไปในตับ
ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับส่งผลทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้
ภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนอาจกลายเป็นตับแข็งได้
การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน
การได้รับสารพิษบางชนิด
ภาวะหัวใจล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน

ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งอาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก หรืออาจมีอาการเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนตามระยะของโรค ทั้งนี้อาการที่อาจพบได้ เช่น
อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่อยากอาหาร ในบางครั้งอาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ น้ำหนักลด
ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายอาจมีเต้านมขยายใหญ่ขึ้นพร้อมอาการปวด สมรรถภาพทางเพศลดลง
ขาบวมหรือท้องโตขึ้น เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินถูกผลิตน้อยลง ส่งผลให้มีน้ำสะสมในขาหรือท้อง
ฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เนื่องจากมีการผลิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัวลดลง
อาการดีซ่าน หรืออาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากการสะสมเม็ดสีของน้ำดี
มีอาการคันที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เนื่องจากสารประกอบของน้ำดีถูกฝังอยู่ในผิวหนัง
มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองสารพิษออกมาได้ จึงเริ่มสะสมในเลือด โดยสัญญาณแรกของการสะสมสารพิษในสมองอาจสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยละเลยการดูแลตนเอง ไม่มีอาการตอบโต้ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ
มีความไวต่อยาและผลข้างเคียง เนื่องจากในผู้ป่วยโรคตับแข็ง ตับจะไม่สามารถกรองยาออกจากเลือดได้ในอัตราปกติ ตัวยาจึงออกฤทธิ์นานขึ้นและสะสมอยู่ในร่างกาย
มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหาร เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งจัดเป็นอาการที่รุนแรงและอันตราย แพทย์ต้องรีบหยุดเลือดโดยเร็ว

sexy gaming

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก

ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณ 80% หลอดเลือดสมองอุดตันเกิดได้จากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมอง และขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง
หลอดเลือดสมองแตก(hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก หรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดปริแตกได้ง่าย ซึ่งอันตรายมากเนื่องจากทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมีหลายสาเหตุ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้มักมีสาเหตุจากสุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิต
ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้
อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามไปด้วย โดยผิวชั้นในของหลอดเลือดจะหนาและแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันและหินปูนมาเกาะ รูที่เลือดไหลผ่านจะแคบลงเรื่อยๆ
เพศ พบว่าเพศชายมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง
ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเม็ดเลือดและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนปกติ
ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติ
เบาหวาน เป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดที่สมองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า
ไขมันในเลือดสูง เป็นความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คือภาวะไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้กีดขวางการลำเลียงเลือด
โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด ถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง ก็จะทำให้สมองขาดเลือดได้
การสูบบุหรี่ สารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง และเป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัว พบว่าการสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 3.5%
ยาคุมกำเนิด ในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบและหลอดเลือดแข็ง
การขาดการออกกำลังกาย
เมื่อสมองขาดเลือดจะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาการแสดงต่างๆ จะมากหรือน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรงและตำแหน่งของสมองที่ถูกทำลาย เช่น
ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าและ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย
พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก
ปวดศีรษะ เวียนศีรษะทันทีทันใด
ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวทันทีทันใด
เดินเซ ทรงตัวลำบาก

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) อาจมีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเอง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นอาการร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูสุขภาพต่อไป

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพและสามารถบ่งชี้ถึงตำแหน่งของสมองและหลอดเลือดที่ผิดปกติ รวมถึงภาวะและสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น
การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นและความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
การตรวจระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด
การตรวจหาการอักเสบของหลอดเลือด
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
การตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computerized tomography) เพื่อดูว่าสมองมีภาวะขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมองหรือไม่
การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดบริเวณคอ (carotid duplex scan) เพื่อดูขนาดและการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ไปเลี้ยงสมองด้วยคลื่นความถี่สูง
การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging) เพื่อดูเนื้อสมอง หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดที่คอ เป็นวิธีการที่ไม่เจ็บปวดและมีประสิทธิภาพสูง

sexy gaming

โรคไตเรื้อรัง สภาวะที่ไตถูกทำลาย มีผลทำให้ความสามารถของไตในการทำงานลดลง

โรคไตเรื้อรัง คือ สภาวะที่ไตถูกทำลาย มีผลทำให้ความสามารถของไตในการทำงานลดลง เช่น การรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือด การกำจัดของเสียออกจากเลือด การกำจัดยาและพิษออกจากร่างกาย การหลั่งฮอร์โมนเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคไตเรื้อรังคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน รวมถึงสภาวะอื่นๆ เช่น ไตอักเสบ โรคถุงน้ำในไต เป็นต้น
หากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพดังนี้
วัดความดันโลหิต
ตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ โปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับร่างกาย โปรตีนที่ผ่านการกรองแล้วจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ โปรตีนจะรั่วออกมากับปัสสาวะ การตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะนั้นทำได้หลายวิธีด้วยกัน หากไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ได้ตรวจพบโปรตีนมาแล้วสองครั้ง หมายความว่ามีโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคไตเรื้อรัง
ตรวจเลือดตามปกติเพื่อหาค่าครีเอตินิน (creatinine) ซึ่งเป็นของเสียที่มาจากการทำงานของกล้ามเนื้อ ผลที่ได้จากการตรวจหาค่าครีเอตินินนั้นจะใช้ในการประเมินค่าการทำงานของไตหรือ GFR (glomerular filtration rate) ค่าการทำงานของไตนี้จะบอกว่าไตทำงานได้มากน้อยเพียงใด ค่าการทำงานของไตที่ต่ำอาจหมายถึงไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
ผู้ป่วยโรคไตในระยะเริ่มแรกหลายท่านอาจไม่มีอาการรุนแรง จนกระทั่งโรคมาถึงขั้นร้ายแรงแล้ว อาจมีอาการดังต่อไปนี้
อ่อนแรง
คิดอะไรไม่ค่อยออก
เบื่ออาหาร
นอนไม่หลับ
ผิวแห้ง คัน
กล้ามเนื้อเป็นตะคริวตอนกลางคืน
เท้าและข้อเท้าบวม
ตาบวมน้ำ โดยเฉพาะในตอนเช้า
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
แพทย์จะทำการตรวจที่เฉพาะเจาะจงเพิ่มขึ้นเพื่อวางแผนการรักษา โดยจะตรวจดังต่อไปนี้
คำนวณค่าการทำงานของไต ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการบ่งบอกว่าไตยังทำงานได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้แพทย์ทราบได้ถึงระยะของโรคไตและช่วยในการวางแผนการรักษา
ทำการตรวจอัลตราซาวนด์หรือ CT scan เพื่อถ่ายภาพไตและทางเดินปัสสาวะ เพื่อพิจารณาขนาดของไต ตรวจหาก้อนนิ่วหรือเนื้องอก และดูว่ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับโครงสร้างของไตและทางเดินปัสสาวะหรือไม่
ตัดชิ้นเนื้อไตส่งตรวจ ซึ่งจะทำในบางกรณีเท่านั้นในการตรวจดูประเภทของโรคไตที่เฉพาะเจาะจง ดูว่าไตถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใดและช่วยในการวางแผนการรักษา ในการตัดชิ้นเนื้อนั้น แพทย์จะนำเนื้อเยื่อเล็กๆ ของไตส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์

sexy gaming

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก ทำให้มีอาการไข้ เป็นแผลในปาก

อาการเริ่มต้นของโรคมือเท้าปากจะคล้ายไข้หวัด คือ มีตุ่มใส หรือแผลร้อนในเกิดขึ้นหลาย แผลในปาก และมีอาการเจ็บ มีผื่นแดงหรือตุ่มใส ขนาดเล็กที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า หรือก้น และมีอาการไข้เป็นระยะเวลา 5-7 วัน

อย่างไรก็ตาม โรคมือเท้าปากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ อัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไปจนถึงเสียชีวิตได้ โดยอาการแทรกซ้อนไม่สัมพันธ์กับจำนวน แผลในปาก หรือตุ่มที่พบตามฝ่ามือฝ่าเท้า ในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจมีแผลไม่กี่จุดในลำคอหรืออาจมีตุ่มเพียงไม่กี่ตุ่มตามฝ่ามือฝ่าเท้าก็ได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แม้จะดูว่าผื่นและแผลในปากหายไปแล้วก็ตาม โดยสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เช่น
เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากรับประทานอาหารหรือนม
บ่นปวดศีรษะมาก ปวดทนไม่ไหว
มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลกๆ
ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน ซึมลง และอาเจียน
มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่นๆ แขนหรือมือสั่นบ้าง
มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อยๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคที่พบได้บ่อย เช่น คอกซากีไวรัส เอ16 (coxsackievirus A16) และเอนเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71) กลุ่มเสี่ยงที่พบบ่อยคือ เด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งมักมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต สำหรับผู้ใหญ่พบโรคนี้ได้บ้าง

แพทย์จะทำการวินิจฉัยแยกโรคตามอาการ โดยผู้ป่วยที่มีผื่นที่มือ อาจต้องแยกออกจากโรคผื่นแพ้ โรคอีสุกอีใส ผื่นจากเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ สำหรับโรคมือเท้าปาก โดยทั่วไปแพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากอาการและอาการแสดง แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง แพทย์อาจทำการส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน ซึ่งการตรวจเพิ่มเติมนี้ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยทุกราย ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ได้แก่
การส่งตรวจตัวอย่างสิ่งคัดหลั่งและ/หรืออุจจาระเพื่อหาเชื้อไวรัส (ใช้เวลาประมาณ 1-7 วัน ขึ้นกับวิธีการตรวจ)
การตรวจหายีนของไวรัสด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR)
การเพาะเชื้อไวรัส (virus culture)

เนื่องจากในปัจจุบันโรคมือเท้าปากยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาอาการทั่วๆ ไปตามแต่อาการของผู้ป่วย เช่น เจ็บคอมาก รับประทานอะไรไม่ได้ ผู้ป่วยดูเพลียจากการขาดอาหารและน้ำ ก็จะให้พยายามป้อนน้ำ นมและอาหารอ่อน ในรายที่เพลียมากอาจให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้แก้ปวด และ/หรือหยอดยาชาในปากเพื่อลดอาการเจ็บแผลในปาก ร่วมกับการเฝ้าระวังสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ เป็นต้น

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลรักษาสุขอนามัยที่ดี โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันโรคมือเท้าปาก รวมถึงป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้โดย
หลีกเลี่ยงการให้เด็กคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
รักษาอนามัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะผู้เลี้ยงดูเด็กเล็กควรล้างทำความสะอาดมือก่อนหยิบจับอาหารให้เด็กรับประทาน และรับประทานอาหารที่สุก สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด
ไม่ใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะช้อน จาน ชาม แก้วน้ำ ขวดนม
เมื่อเช็ดน้ำมูกหรือน้ำลายให้เด็กแล้วต้องล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว
รีบซักผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระให้สะอาดโดยเร็ว และทิ้งน้ำลงในโถส้วม ห้ามทิ้งลงท่อระบายน้ำ
หากเด็กมีอาการของโรคมือเท้าปากให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้เด็กหยุดเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหาย

ในกรณีที่มีการติดเชื้อโรคมือเท้าปากชนิดที่มีอาการรุนแรงโดยเฉพาะมีการเสียชีวิต เช่น เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 สถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการการป้องกันที่เข้มข้นขึ้น เช่น
การปิดทั้งโรงเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทำความสะอาดห้องเรียนและของเล่นต่างๆ
การคัดแยกเด็กป่วยออกตั้งแต่เดินเข้าที่หน้าประตูโรงเรียน
การหมั่นล้างมือ เช็ดถูทำความสะอาดห้องเรียนและของเล่นต่างๆ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกที่สุด จะต้องหมั่นสังเกตอาการ หากลูกมีอาการป่วยที่ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget