ข้อเท้าเคล็ด

ข้อเท้าเคล็ด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในการบาดเจ็บของข้อเท้า โดยต้นเหตุของการบาดเจ็บมักเกิดจากการที่เท้ายึดติดกับพื้นในขณะที่ข้อเท้ามีการบิดไม่ว่าจากแรงเฉื่อยของตัวหรือจากน้ำหนักตัว ส่งผลให้เกิดการบิดหมุนของข้อเท้าเกิดการฉีกขาดของเส้นเอ็นประกับด้านข้าง (collateral ligament) ของข้อเท้า โดยส่วนมากข้อเท้าเคล็ดเส้นเอ็นประกับข้างของข้อเท้า ที่พบบ่อยคือ anterior talofibular ligament
การฉีกขาดของตัวเอ็นประกับด้านข้างของข้อเท้า มักสามารถแบ่งความรุนแรงออกเป็นระดับต่างๆ เช่น การขาดสมบูรณ์กับการขาดบางส่วน หรือ อาจใช้การตรวจความรุนแรงของการบาดเจ็บของเอ็นปะกับ โดยแบ่งดูจากความหย่อน ออกเป็น 1-3 ระดับ ซึ่งการประเมินความรุนแรงมักต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ หรือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์การดูแลทางด้านนี้ โดยการประเมินความรุนแรงจะช่วยในการพยากรณ์ของโรค ระยะเวลาการรักษาและ แผนการรักษาแก่ผู้ป่วย

นอกจากนั้นการประเมินการบาดเจ็บร่วม ดังเช่น ภาวะที่ความรุนแรงของการฉีกขาดของเส้นเอ็นข้างเคียงที่ถัดไปฉีกขาดร่วมด้วยหรือไม่เช่น Calcaneofibular ligament ซึ่งอาจมีผลต่อความมั่นคงของข้อเท้า รวมถึงข้อบริเวณใต้ข้อเท้า (Subtalar joint) ด้วย อ่านเพิ่มเติม

โฮมสคูล (Home school) อีกทางเลือกของการเรียน

ตอนนี้หลายบ้านพ่อแม่ต้อง Work from home ส่วนเด็กๆ ก็ เลื่อนเปิดเทอม ไปถึงกรกฎาคม ทุกคนในบ้านต่างต้องปรับกิจกรรมและพฤติกรรมกันถ้วนหน้า ช่วงนี้คงเป็นเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหันมาใส่ใจกิจกรรมการเรียนของลูก เปลี่ยนมาเรียนที่บ้านหรือทางออนไลน์แทน แล้วพ่อแม่จะคุยกับลูกอย่างไรให้การเรียนหนังสือของลูกจะเกิดขึ้นภายในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับลูกๆ ถึงวิธีการเรียนในปัจจุบัน ว่ามีทั้งแบบเรียนที่โรงเรียนและเรียนที่บ้าน (อันนี้ไม่รวมเรื่องเรียนพิเศษ) ซึ่งไม่ว่าจะเรียนแบบไหนก็สามารถทำให้ลูกประสบความสำเร็จ มีความรู้ ทำงาน มีรายได้ ไม่ต่างกัน ส่วนตารางประจำวันของลูกก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และอาจทำให้ลูกมีเวลาเรียนเพิ่มขึ้นด้วยเพราะไม่ต้องฝ่ารถติด ทั้งขาไปขากลับ

การจัดตารางเวลาให้ลูกทำประจำวัน
ให้พ่อแม่อิงเวลาเดิมเหมือนตอนไปโรงเรียน ตื่น อาบน้ำ ทานข้าว เรียน เล่น เหมือนเดิม พ่อแม่อาจต้องแบ่งหน้าที่ ที่ต้องดูแลลูก ให้ดี จัดตารางเรียนลูก 6 – 8 ชม. / วันให้ชัดเจน เช็คการบ้านออนไลน์ที่ครูส่งมา จัดสรรเวลา สร้างวินัย ถ้าครูให้ตารางสอนมาด้วย จะช่วยพ่อแม่ได้อีกแรง ส่วนเด็กเล็กวัยอนุบาลหรือประถมต้น คุณพ่อคุณแม่อาจยังต้องช่วยดุแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจยังไม่สามารถวางแผนด้วยตัวเองได้

เรียนที่บ้าน Home school ต่างจากเรียนที่โรงเรียนอย่างไร
ธรรมชาติของเด็ก สมาธิจะจดจ่อการเรียนได้มากที่สุดคือประมาณ 20 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับแต่ละคน โดยถ้ายังมีครูเป็นผู้ดำเนินการสอน คอยถามคอยเตือน จะสามารถช่วยสร้างสมาธิให้เด็กได้ แต่ถ้าเรียนที่บ้านหรือเรียนออนไลน์ สมาธิของเด็กอาจวอกแวกได้ ซึ่งพ่อแม่ต้องทำหน้าที่แทนครู คุยกับลูกก่อนว่า วันนี้คุณครูสั่งให้ลูกเรียนอะไรบ้าง คุณครูสั่งงานสั่งการบ้านรึเปล่า ต้องส่งวันไหน แล้วคอยมองดูว่าเป็นไปตามตารางหรือไม่ เพราะเมื่ออยู่ในบ้านด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถคอยมองและสังเกตดูได้

แต่อย่าลืมให้ลูกได้พักหรือแทรกกิจกรรมอื่น ตามที่เคยทำที่โรงเรียน แต่อาจแค่ปรับสถานที่ในการทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ลูกชอบทำคนเดียว หรือจะเล่นเพื่อนๆ พี่น้อง งานกลุ่ม ก็อาจต้องมีสื่อโซเชียลมีเดียมาช่วยบ้าง แต่ก็ต้องปรับรูปแบบและเวลาให้เหมาะสม

เรื่องสุขภาพก็สำคัญ เด็กต้องออกกำลังกาย เด็กเคยมีวิชาพละศึกษา คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องใส่ตารางนี้เข้าไปด้วย แต่อาจเปลี่ยนเป็น แอโรบิค โยคะ เตะฟุตบอลในโรงรถแทน อย่าให้ลูกดูการ์ตูนหรือติดหนังซีรีส์ตามพ่อแม่ เพราะอาจส่งผลถึงโรคอ้วนและเรื่องไขมันตามมา เพราะไม่ยอมเคลื่อนไหวออกกำลัง อีกทั้งการได้ทำกิจกรรมต่างๆ ยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้เด็กๆ ได้อีกด้วย

ข้อดีของการเรียนที่บ้าน Home school และการ เลื่อนเปิดเทอม
ในเมื่อผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมและสังเกตเห็นการเรียนรู้ของลูกได้อย่างใกล้ชิด จะทำให้รู้ว่าเด็กชอบอะไร มีความสุขกับสิ่งใด จะช่วยพ่อแม่ในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับลูกได้ และในเมื่อผู้ปกครองเข้าใจเด็กๆ แล้ว ก็นับเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีในชีวิตของเด็กอีกด้วย อีกข้อที่สำคัญ การเรียนที่บ้านจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาที่ต้องใช้ในการเรียนตามระบบ แต่พ่อแม่ต้องเรียนรู้หลักสูตรที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย มีความทันสมัยและเข้ากับตัวเด็ก ทางที่ดี การโทรปรึกษากับครูโดยตรงว่าวิชาที่เรียนเป็นไปตามหลักสูตรของเด็กๆ หรือไม่ แค่ไหน เพื่ออาจหาช่องทางและเวลาเพิ่มการเรียนวิชาที่ยังขาดหายไปได้ เด็กที่เรียนที่บ้านอาจเป็นเด็กกล้าคิดกล้าตัดสินใจมากขึ้น เพราะเด็กจะรู้จักตัวเองและมีประสบการณ์การแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยมีพ่อแม่มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน จะทำให้เด็กมีประสบการณ์ในการคิด รับผิดชอบ และทำอะไรด้วยตัวเองเยอะขึ้น อ่านเพิ่มเติม

เปรียบเทียบ 5 โรคระบาดที่เกิดจาก เชื้อไวรัส ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก

ในขณะที่ การระบาดของโรค COVID – 19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการระบาดของโรคเป็นวงกว้าง เราเคยรับมือกับปัญหาโรคระบาดใหญ่มาแล้วตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งแต่ละโรคมีสาเหตุ ต้นตอ ลักษณะการแพร่กระจายและความรุนแรงที่ต่างกัน

การระบาดของโรค COVID – 19 SARS MERS EBOLA H1N1
ชื่อเรียก โรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 ซึ่งมาจากการรวมกันของคำว่า corona (โคโรน่า), virus (ไวรัส) และ disease (โรค) รวมเข้ากับปีของการเริ่มต้นการแพร่ระบาดคือปี 2019 โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe acute respiratory syndrome: SARS) โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) โรคอีโบลาไวรัส ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1/2009
เชื้อที่ทำให้เกิดโรค SARS-CoV-2 SARS-CoV MERS-CoV เชื้อไวรัสอีโบลา ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1
ประเทศที่พบครั้งแรก เกิดขึ้นในประเทศจีนในเดือนธันวาคม 2562 ถูกค้นพบครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2545 ในมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของประเทศจีน มีรายงานครั้งแรกในซาอุดิอาระเบียในปี 2555 อีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2519 ใกล้กับแม่น้ำอีโบลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เดือนเม.ย.2552 มีรายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศเม็กซิโก
สัตว์ที่ก่อให้เกิดโรค จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมในระยะแรกชี้ให้เห็นว่าเชื้อโรคนั้นน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากค้างคาว , ตัวลิ่น (pangolin) ถูกถ่ายทอดจากชะมดไปยังคน ติดต่อจากอูฐ สู่คน ติดต่อจากค้างคาว หรือลิง สู่คน เกิดจากการผสมผสานของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก
ระยะฟักตัว ระยะฟักตัวของโรคโดยทั่วไปคือภายใน 14 วัน แต่มีช่วงเวลาระหว่าง 0 ถึง 24 วัน
ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั่วไปมีระยะฟักตัว 3 วัน
ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยหนักจะมีระยะฟักตัวเท่ากับ 2 วันเท่านั้น
ระยะฟักตัวของ SARS-CoV โดยเฉลี่ย 4 – 5 วัน  (2 – 10 วัน) MERS-CoV โดยเฉลี่ย 5 วัน (2 – 14 วัน) ระยะฟักตัวหรือช่วงเวลาจากการติดเชื้อไปจนถึงอาการเริ่มตั้งแต่ 2 ถึง 21 วัน 1-4 วัน

อ่านเพิ่มเติม

การเรียนวิถีใหม่ ปลอดภัยด้วย New normal

สถานการณ์ของโรค COVID-19 ในประเทศไทยเริ่มดีขึ้น ห้างสรรพสินค้ารวมถึงสถานที่ต่างๆ เปิดให้บริการ ผู้ใหญ่หลายคนคงลดความอึดอัดกันไปบ้าง แต่ก็คงต้องยึด แนวทางการปฏิบัติตัว ตามกฎที่สถานที่เหล่านั้นตั้งไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย ส่วนเด็กๆ ตามแนวโน้มของการเปิดภาคเรียนใหม่ เด็กๆ คงตั้งหน้าตั้งตารอไปเจอคุณครูและเพื่อนๆ กันอย่างขมักเขม้น พ่อแม่ก็คงตั้งใจเตรียมตัวให้ลูกกลับไปเรียนกันทุกคน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เชื่อว่าพ่อแม่น่าจะยังไม่น่าสบายใจนัก ยิ่งจากข่าวที่โรงเรียนในประเทศเพื่อนบ้านเมื่อเปิดให้เด็กๆ ไปโรงเรียน แต่ปรากฏว่าพบเด็กที่ติด COVID-19 จากการระบาดรอบ 2 ถ้าเช่นนั้นแล้วพ่อแม่จะรับมืออย่างไร

ไม่ว่าจะโรค COVID-19 หรือโรคติดต่ออื่นๆ พ่อแม่ก็ต้องรู้จักวิธีป้องกัน เพราะจะสังเกตุได้ว่าทุกครั้งที่เปิดเทอมก็มีการระบาดของโรคหรือไวรัสต่างๆ กันอยู่ทุกปี ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก RSV มือเท้าปาก ดังนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักมากที่สุดยังควรต้องเป็นเรื่องของการป้องกันและรักษาตัวเองให้ห่างไกลจากโรคติดต่อต่างๆ

แนวทางการปฏิบัติตัว New Normal ของเด็กๆ
แนวทางการป้องกันการติดเชื้อและดูแลตัวเองของเด็กๆ ไม่แตกต่างกับผู้ใหญ่ เพียงแต่ว่าเด็กๆ อาจยังไม่ได้ตระหนักอย่างจริงจัง อาจต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยสอนและสร้างความคุ้นเคยให้เด็กๆ จนเกิดเป็นวินัย กลายเป็น New Normal หรือแนวทางการใช้ชีวิตใหม่ เพื่อที่จะอยู่ในสังคม โรงเรียน รวมถึงอยู่กับเพื่อนๆ ได้อย่างมีความสุข ปลอดภัยจากโรคร้าย ซึ่งหลักๆ มีแนวทาง ดังนี้

รักษาระยะห่าง social distancing อยู่ห่างจากเพื่อนๆ คุณครู 1 – 2 เมตร เพราะเราไม่รู้ว่าเชื้อโรคต่างๆ อยู่ตรงไหนบ้าง สร้างให้เป็นวิถีชีวิตแบบ Physical distance
นั่งห่างกัน ในระหว่างรับประทานอาหาร โต๊ะอาหารของโรงเรียนควรมีฉากกัน หรือที่เรียกว่า Food shield แนวทางเดียวกับห้างสรรพสินค้า ป้องกันการไอจาม สำลักอาหารใส่เพื่อนๆ อ่านเพิ่มเติม

Work from home อย่างไร…ไม่ให้นิ้วล็อค ?

ในปัจจุบัน…..การทำงานที่ต้องใช้นิ้วมือซ้ำๆต่อเนื่องเป็นเวลานาน การใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งในช่วงนี้ที่มีการระบาดของ Covid-19 ทำให้มีการสื่อสารหรือการทำงานที่บ้านผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ส่งผลให้ นิ้วล็อค (Trigger finger) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยขึ้น วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำวิธีการง่ายๆในการป้องกันการเกิดปัญหานิ้วล็อค

นิ้วล็อค (Trigger finger) เป็นอาการที่ข้อนิ้วมืองอแล้วเหยียดไม่ได้ เกิดการติดล็อค ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากการอักเสบและหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่โคนนิ้วทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในไม่สามารถยืดหดได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มจากมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ จากนั้นจะมีอาการปวดมากขึ้นและเริ่มมีอาการสะดุดของข้อนิ้วเวลาเหยียดหรืองอ ต่อมาก็จะมีอาการติดล็อค เมื่องอนิ้วไปแล้วจะไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ โดยมักเกิดอาการกับมือข้างที่ใช้งานบ่อย แต่ก็อาจเป็นที่มือทั้ง 2 ข้างได้ อาการมักจะเป็นมากตอนช่วงเช้า อ่านเพิ่มเติม

อยากเลิกบุหรี่ทำอย่างไรดี

คำแนะนำเลิกบุหรี่ 1) การออกกำลังกาย ช่วยทำให้การอดบุหรี่ประสบความสำเร็จมากขึ้น 2) เก็บหมากฝรั่ง หรือลูกอมลูกกวาดไว้ในกระเป๋า สามารถใช้ลดความรู้สึกอยากบุหรี่ได้ 3) อยู่ห่างจากคนที่สูบบุหรี่หรือสถานที่ที่มีคนสูบบุหรี่อยู่ หาคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณยังสูบบุหรี่ ชักชวนให้เขาร่วมกันพยายามเลิกบุหรี่ด้วยกัน 4) อย่าละความพยายาม ในการเลิกบุหรี่ แม้คุณจะล้มเหลวในครั้งแรก คนจำนวนมากสามารถ ละเลิกการสูบบุหรี่ได้ในครั้งต่อมา

หยุดบุหรี่แล้วมีประโยชน์อะไร :
1) ลดความเสี่ยง โรคหัวใจ โรคปอดโรคไต โรคติดเชื้อ และมะเร็ง
2) ลดภาวะกระดูกพรุน
3) บุหรี่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น งดบุหรี่แล้ว จะดูอ่อนเยาว์ขึ้น
4) การสูบบุหรี่ทำให้เซ็กเสื่อม งดบุหรี่แล้ว สมรรถภาพทางเพศจะดีขึ้น

ควรจะเริ่มต้นอย่างไรถ้าอยากงดบุหรี่:

“START” สามารถช่วยท่านเริ่มต้นขั้นตอนการงดบุหรี่
S = กำหนดวันที่จะเริ่มงดสูบบุหรี่
T = บอกสมาชิกในครอบครัว , เพื่อนและคนรอบข้างว่าท่านวางแผนจะงดบุหรี่
A = คิดและวางแผนล่วงหน้าถึงช่วงเวลายากลำบากที่ต้องเผชิญ
R = นำบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ ออกจากบ้าน , รถและที่ทำงาน
T = เล่าให้แพทย์ประจำตัวของท่านทราบว่าท่านจะงดบุหรี่ เพื่อให้ความช่วยเหลือ อ่านเพิ่มเติม

กรดไหลย้อน

GERD คือ ภาวะไหลย้อนกลับ (GER) ที่มีระดับความรุนแรงสูงเนื่องจากเกิดภาวะไหลย้อนกลับบ่อยและเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการปิดเปิดของหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ทำให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารพร้อมกับอาหารที่ทานเข้าไป
โรคกรดไหลย้อน หรือ Gastro-Esophageal Reflux Disease (GERD)

คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติ หลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวพพบได้ประมาน 1 ใน 5 คน พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาารได้

ภาวะของโรคกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
ระดับแรก ผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนบ้างในบางครั้ง เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แล้วก็หายไป ไม่มีผลต่อสุขภาพมากมาย (Gastro-Esophageal Reflux : GER)
ระดับสอง ผู้ป่วยจะมีอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาเฉพาะที่บริเวณหลอดอาหาร (Gastro-Esophageal Reflux Disease : GERD)
ระดับสาม ผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาก จนไหลขึ้นไปถึงกล่องเสียง หรือหลอดลม (Laryngo-Pharyngeal Reflux : LPR)

GERD คืออะไร?
GERD คือ ภาวะไหลย้อนกลับ (GER) ที่มีระดับความรุนแรงสูงเนื่องจากเกิดภาวะไหลย้อนกลับบ่อยและเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการปิดเปิดของหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ทำให้กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารพร้อมกับอาหารที่ทานเข้าไป

เมื่อน้ำย่อยเข้าสู่หลอดอาหารถึงบริเวณลำคอจะทำให้เกิดภาวะความเจ็บปวดรุนแรงบริเวณหน้าอกที่เรียกว่า Heartburn ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็จะเข้าใจว่าเหมือนหัวใจถูกเผา

ภาวะไหลย้อนกลับที่เกิดขึ้นเป็นส่งที่เกิดขึ้นได้และถือเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรค GERD เสมอไป การจะสรุปว่าเป็นโรค GERD นั้นจะต้องเป็นภาวะที่มีมานานต่อเนื่องคงที่และเกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย อ่านเพิ่มเติม

โรคร้ายที่ควรระวัง จากสัตว์สู่คน

สมัยนี้ใคร ๆ ก็มีสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ เช่น หนูแฮมสเตอร์ กระต่าย เต่า สุนัข แมว งู นก ม้า เป็นต้น จะเลี้ยงในบ้าน หรือนอกบ้านก็ได้ แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงของเราไม่ได้รับการดูแลที่ดี ก็อาจก่อ โรคติดต่อ ต่าง ๆ มากมายมาสู่เราได้เช่นกัน ซึ่งแนวโน้ม โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ก็มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเชื้อโรคที่ติดต่อนั้น เป็นได้ทั้งไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคใหม่อีกมากมาย โรคติดต่อ จากสัตว์สู่คน สามารถติดได้โดยหลายวิธี เช่น การสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรค หรือเป็นพาหะ, การสัมผัสมูลสัตว์ที่เป็นโรคอยู่, การถูกกัดจากสัตว์ที่เป็นโรค หรือติดโรคผ่านยุง หรือ แมลงที่เป็นตัวนำโรคมา

สมัยนี้ใคร ๆ ก็มีสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ เช่น หนูแฮมสเตอร์ กระต่าย เต่า สุนัข แมว งู นก ม้า เป็นต้น จะเลี้ยงในบ้าน หรือนอกบ้านก็ได้ แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงของเราไม่ได้รับการดูแลที่ดี ก็อาจก่อโรคติดต่อต่าง ๆ มากมายมาสู่เราได้เช่นกัน ซึ่งแนวโน้ม โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ก็มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเชื้อโรคที่ติดต่อนั้น เป็นได้ทั้งไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคใหม่อีกมากมาย

โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน สามารถติดได้โดยหลายวิธี เช่น การสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรค หรือเป็นพาหะ, การสัมผัสมูลสัตว์ที่เป็นโรคอยู่, การถูกกัดจากสัตว์ที่เป็นโรค หรือติดโรคผ่านยุง หรือ แมลงที่เป็นตัวนำโรคมา

โรคติดต่อที่เกิดขึ้นนี้มีมากมาย ทั้งที่สามารถรักษาหายได้ และที่เป็นอันตรายถึงชีวิตก็มีเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

โรคท้องเสียจากแบคทีเรีย
ติดต่อผ่านการสัมผัสสัตว์เลี้ยง และมูลของสัตว์เลี้ยง โดยไม่ได้ล้างมือ โดยเฉพาะจากสุนัขและแมว ให้สะอาดก่อนทานอาหาร ทำให้เกิดอาการมีไข้ ถ่ายเหลวได้

โรคซิตาโคซิส (Psittacosis)
ติดจากนกที่เลี้ยง เช่น นกแก้ว และพบเชื้อได้จากมูลของนก ขนของนก โดยติดเชื้อผ่านการหายใจ ทำให้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการของปอดอักเสบได้ อ่านเพิ่มเติม

ประเมิน อาการหัวใจล้มเหลว

ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว ต้องได้รับการประมิน และ เฝ้าระวัง อาการหัวใจล้มเหลว ทุกวัน เพื่อป้องกันและรักษาได้อย่างทันท่วงที

ประเมินอาการหัวใจล้มเหลวทุกวัน
ชั่งน้ำหนักตอนเช้าเวลาเดิมทุกวัน

ปัสสาวะ และ ขับถ่ายให้เรียบร้อย ชั่งน้ำหนักก่อนรับประทานอาหาร เสื้อผ้าที่ใส่ควรเบา และ น้ำหนักใกล้เคียงเดิม ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักตัวเดิม

น้ำหนักเท่าเดิม น้ำหนักเหมาะสม =…………….. กิโลกรัม : ทำดีแล้วปฏิบัติตามเดิม
น้ำหนักมีขึ้นมีลง บางวันน้ำหนักขึ้น บางวันน้ำหนักลง : น้ำเริ่มคั่งจำกัดน้ำ งดเค็ม
น้ำหนักขึ้นต่อเนื่อง >= 2 กิโลกรัม ใน 2 วัน : อันตราย ไปโรงพยาบาล

ประเมินอาการบวม
กดตรวจบริเวณด้านหน้าข้อเท้า และ หน้าแข้ง หากบวมแบบกดบุ๋ม แสดงถึงร่างกายมีภาวะคั่งน้ำ

ไม่บวมเลย : ทำดีแล้วปฏิบัติตามเดิม
บวมแค่ข้อเท้า : น้ำเริ่มคั่งจำกัดน้ำ งดเค็ม
บวมถึงหน้าแข้ง : อันตราย ไปโรงพยาบาล

ประเมินอาการเหนื่อยตอนออกแรง
ทำอะไรแล้วเหนื่อย วิ่ง เดินเร็ว หรือ อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย

ไม่เหนื่อยเลย : ทำดีแล้วปฏิบัติตามเดิม
เดินเร็วแล้วเหนื่อย : น้ำเริ่มคั่งจำกัดน้ำ งดเค็ม
อยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย : อันตราย ไปโรงพยาบาล

sexy gaming

กระดูกพรุน …ป้องกันได้…

ปกติความหนาแน่นของ เนื้อกระดูก จะเพิ่มสูงสุดในช่วงอายุ 20-35 ปี แต่หลังจากอายุ 40 ปี ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกจะเริ่มลดลงทั้งชายและหญิง ดังนั้นจึงควรเร่งเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกตั้งแต่วัยเด็ก โดย

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย ให้มีปริมาณแคลเซี่ยมและวิตามินให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ตัวอย่างอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม น้ำปู กุ้งแห้ง กะปิ ปลาร้าผง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ ถั่วต่างๆ เต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อคโคลี่ คะน้า ใบชะพลู ใบยอ เป็นต้น
ลดอาหารที่มีไขมันมาก เพราะไขมันจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 30 นาที โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบกรับน้ำหนักตัว เช่น กระโดดเชือก วิ่ง หรือเดินเร็ว
งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ
ไม่ซื้อยากินเอง เพราะยาบางชนิดมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม
ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตามคำแนะนำของแพทย์

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget