รักษาไส้เสื่อนในเด็ก ด้วยการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับบ้านได้

รู้หรือไม่ว่า ไส้เลื่อน

“ไส้เลื่อน” สามารถพบในเด็กได้ทั้งชายและหญิงเช่นเดียวกันกับผู้ใหญ่

“ไส้เลื่อน” ในเด็กอันตราย เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในเสียหายเนื่องจากพื้นที่จำกัดของขาหนีบ

การรักษา “ไส้เลื่อน” ที่ดีที่สุดในเด็กคือการผ่าตัด
ไส้เลื่อนคืออะไร ?
ไส้เลื่อน คือ ภาวะที่อวัยวะภายในช่องท้องเลื่อนไหลออกมาภายนอกช่องท้อง พบได้ 0.8-4.4% ในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกที่คลอดก่อนกำหนด (คลอดระหว่าง 23-32 สัปดาห์) จะมีโอกาสพบได้ถึง 9.3% ภาวะไส้เลื่อนมักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเป็นอัตราส่วน 5:1 และพบในข้างขวา, ข้างซ้าย และทั้งสองข้าง เป็นอัตราส่วน 6:3:1 โดยในเด็กร้อยละ 11.5 ที่เป็นไส้เลื่อนมีประวัติครอบครัวเป็นไส้เลื่อนขาหนีบ ภาวะไส้เลื่อนในเด็กเกิดจากการที่ถุงไส้เลื่อนไม่ปิดตัว (patent processus vaginalis) ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ที่มีสาเหตุเกิดจากการอ่อนตัวของผนังหน้าท้อง (directed inguinal hernia) จึงถือว่าเป็นไส้เลื่อนคนละชนิดกัน

การรักษาไส้เลื่อนในเด็ก
ปัจจุบันการผ่าตัดเป็นการรักษาวิธีเดียวที่สามารถปิดถุงไส้เลื่อนได้ทันท่วงที ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะไส้เลื่อนติดคา (incarcerated hernia) ซึ่งพบได้บ่อยถึง 12-17% โดยเฉพาะในเด็กทารกแรกเกิด เนื่องจากขนาดวงแหวนขาหนีบมีขนาดเล็กกว่าเด็กโต คล้ายคอขวดเล็กๆ จึงติดคาง่ายกว่า เมื่อเกิดภาวะนี้เด็กจะมีอาการอาเจียน ท้องอืด ลำไส้เน่า หรือ เสียชีวิตได้หากปล่อยไว้นานหลายวันโดยไม่ได้รับการรักษา แต่ภาวะนี้ก็สามารถป้องกันได้หากผู้ปกครองสามารถปฐมพยาบาลโดยดันลำไส้กลับเข้าไปในท้องได้ก่อนลำไส้จะเน่า (early manual reduction)

One day surgery ผ่าตัดวันเดียวกลับบ้านได้
ไส้เลื่อนเป็นหนึ่งในโรคที่สามารถผ่าตัดเช้ามาเย็นกลับหรือที่เรียกว่า one day surgery หรือ same day surgery ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากตัวเด็กเองและผู้ปกครองในการเตรียมตัวให้ถูกวิธี เริ่มตั้งแต่การเตรียมตัวจากบ้านก่อนมาโรงพยาบาล โดยต้องงดน้ำงดอาหารก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง เด็กต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีอาการไอ มีเสมหะ เป็นหวัด มีน้ำมูกมาก และไม่มีไข้

การผ่าตัดจะใช้เวลาไม่นาน ใช้เวลาพักฟื้นน้อย และใช้การดมยาสลบชนิดที่ตื่นได้รวดเร็ว โดยทั่วไปหลังผ่าตัดเด็กจะอยู่ในห้องพักฟื้น ซึ่งเด็กจะต้องตื่นดี รู้ตัว หายใจได้ดี มีความดันโลหิตและชีพจรคงที่ หมอจึงอนุญาตให้ออกจากห้องพักฟื้นได้ ในเด็กเล็กที่ยังอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้ คุณหมอจะให้เด็กย้ายไปห้องสังเกตอาการระยะสั้น ที่มีอุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ จนกว่าเด็กจะตื่นดีและทำกิจวัตรพื้นฐาน เช่น กินนมได้ กินน้ำได้ หมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยรวมจะต้องใช้เวลาอีก 4-8 ชั่วโมง หลังออกจากห้องผ่าตัด ดังนั้นหากผู้ปกครองประสงค์ที่จะผ่าตัดวันเดียวกลับ ควรมาโรงพยาบาลแต่เช้า หรือทำการนัดหมายล่วงหน้ากับแพทย์ก่อน เพื่อความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยในการผ่าตัดรักษาครับ

ลดความเสี่ยง…เลี่ยงภาวะอันตราย
อายุที่ปลอดภัย

ไส้เลื่อนเป็นการผ่าตัดในเด็กที่มีมากที่สุดรองจากการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น ไส้เลื่อนจัดเป็นโรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น ในทารกแรกเกิดอาจพบภาวะหยุดหายใจหลังการผ่าตัดได้ เกิดจากสมองของทารกตอบสนองต่อการออกฤทธิ์ของยาสลบนานเกินไป ร่วมกับตับของทารกบางคนสลายตัวยาได้ช้ากว่าทารกปกติ ภาวะนี้ไม่สามารถป้องกันได้และอันตรายมาก แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการเฝ้าระวังในห้อง ICU หรือ Nursery ที่มีอุปกรณ์วัดความเข้มข้นของออกซิเจนในตลอดเวลา อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง หรือจนกว่าทารกจะตื่นและกินนมได้ดี

สภาพร่างกายที่พร้อม

หากไม่ใช่การผ่าตัดฉุกเฉิน ควรผ่าตัดเมื่อร่างกายแข็งแรงที่สุด ถ้าไม่สบาย เช่น เป็นหวัด ไอ ไข้หรือมีน้ำมูก อาจมีความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบและการผ่าตัดได้ นอกจากนี้การผ่าตัดยังมีหลายเทคนิคและมีหลายปัจจัยที่จะขัดขวางการหายของแผลไม่ให้เป็นไปในระยะเวลาที่ควรจะเป็นได้ ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์และสอบถามให้ละเอียดถึงวิธีปฏิบัติตัวก่อนและหลังการผ่าตัดครับ

เทคนิคการผ่าตัด

หลักการรักษาไส้เลื่อนในเด็ก คือ การผ่าตัดเพื่อปิดถุงไส้เลื่อนโดยการผูก/เย็บผูก คุณหมอจะลงแผลผ่าตัดซ่อนในรอยพับที่ผิวหนังบริเวณผนังหน้าท้องน้อย การผ่าตัดสามารถทำได้หลายเทคนิคทั้งการส่องกล้องผ่าตัด และการผ่าตัดแบบปกติ โดยทั่วไปการผ่าตัดไส้เลื่อนในเด็กไม่จำเป็นต้องวางแผ่นตาข่าย (mesh) เหมือนผู้ใหญ่ แผลจึงมีขนาดเล็ก ดังนั้นจึงนิยมการผ่าตัดแบบปกติเพราะขนาดของแผลเล็กพอๆกันกับวิธีส่องกล้อง แต่ใช้เวลาสั้นกว่า (ประมาณ 10-20 นาที) เด็กตื่นเร็วกว่า มีผลข้างเคียงจากการดมยาสลบน้อยกว่า และสามารถวิ่งเล่นได้ทันทีหลังตื่นดีจากการผ่าตัด

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและการดูแลหลังผ่าตัด
แผลติดเชื้อ (wound infection)

แม้ว่าจะดูแลแผลผ่าตัดอย่างดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้ 1-3% ยิ่งหากดูแลแผลไม่ถูกวิธีก็ยิ่งมีโอกาสติดเชื้อสูงขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรอาบน้ำทำความสะอาดบริเวณที่จะผ่าตัดให้ลูกก่อนมา รพ. โดยทั่วไปหากเป็นการผ่าตัดที่มีโอกาสสัมผัสเยื่อบุร่างกาย แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อร่วมด้วย ทั้งนี้หากหลังผ่าตัดบริเวณแผลมีอาการปวด บวมแดง หรือเจ็บมากขึ้น ให้รีบมาโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอตรวจสอบแผลโดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลานัด

ตัวเขียวจากหลอดลมตีบ (bronchospasm)

ภาวะหลอดลมตีบจากการดมยาสลบเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มากกว่าปกติเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามานถป้องกันได้ แม้ในเด็กที่มีร่างกายแข็งแรงก็มีโอกาสเกิดได้ 3-5%ในเด็กที่ไม่สบายจะยิ่งมีโอกาสที่หลอดลมตีบมากขึ้น โดยพบได้ถึง 15-28% เป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตรายต้องได้รับการรักษาและให้ยาอย่างทันท่วงทีโดยทีมวิสัญญีแพทย์ หากหลอดลมตีบรุนแรงจำเป็นต้องนอนสังเกตอาการในห้องไอซียู ดังนั้นถ้าลูกไอมีเสลดมาก,มีน้ำมูกมาก หรือมีไข้ คุณหมอแนะนำให้เลื่อนผ่าตัดไปก่อนจนกว่าน้องจะหายดีครับ

อาการถุงอัณฑะบวมหลังผ่าตัด (seroma)

หลังการผ่าตัดบริเวณขาหนีบ เช่น การผ่าตัดไส้เลื่อน,ถุงน้ำอัณฑะ หรืออัณฑะไม่ลงถุง (Hernia, Hydrocele, Undescended testis) บริเวณถุงอัณฑะมักบวมน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 3 วันแรกหลังผ่า แต่จะยุบลงไปเองภายใน 2 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 2 เดือน ระหว่างพักฟื้นห้ามเบ่งหรือกลั้นปัสสาวะ เนื่องจากอาจทำให้แผลปริ บวม และมีเลือดออกได้ รวมทั้งควรงดกิจกรรมที่มีการกระแทกท้องหรือเคลื่อนไหวบิดตัว เช่น ปั่นจักรยาน เตะบอล เล่นบาส ว่ายน้ำ อย่างน้อย 1 เดือนหลังการผ่าตัด หากแผลแยกหรือไหมหลุดไม่ต้องตกใจ ให้ไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผล

ภาวะไส้เลื่อนเป็นซ้ำข้างเดิม (recurrent hernia)

เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก เกิดจากไหมที่เย็บถุงไส้เลื่อน หลุดออกก่อนกำหนด โดยทั่วไปมักเกิดจากการขาดของเนื้อเยื่อบริเวณขอบของถุงไส้เลื่อน เนื่องจากเด็กร้องหรือเบ่งมาก หรือในเด็กที่มีถุงไส้เลื่อนใหญ่และบางมากกว่าปกติ ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนดอาจพบภาวะไส้เลื่อนเป็นซ้ำได้ถึง 15% และในเด็กที่ผ่าตัดฉุกเฉินเนื่องจากลำไส้ติดคาในถุงไส้เลื่อนก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 20-24% ทั้งนี้หากมีภาวะไส้เลื่อนกลับเป็นซ้ำ แนะนำให้ทำการผ่าตัดอีกครั้งบริเวณแผลเดิม หลังการผ่าตัดครั้งแรกประมาณ 6-8 สัปดาห์

ภาวะไส้เลื่อนเป็นเพิ่มอีกข้าง (contralateral hernia)

เกิดจากถุงไส้เลื่อนอีกข้างยังไม่ปิด ทำให้หลังผ่าตัดแรงเบ่งในช่องท้องไปดันจนเกิดภาวะไส้เลื่อนเพิ่มอีกข้าง โดยพบว่ามีโอกาส 8% ที่เด็กที่เคยผ่าตัดไส้เลื่อนข้างเดียวจะเป็นเพิ่มอีกข้าง ภายในระยะเวลา 5 ปีหลังผ่าตัด และ 20% ของเด็กหญิงที่เคยผ่าตัดไส้เลื่อนจะมีโอกาสเป็นไส้เลื่อนอีกข้างมากกว่าเด็กชาย

sexy gaming

ไม่จำเป็นต้องอด ก็ “ลดน้ำหนัก” ได้ ด้วยวิธีเหล่านี้

เพราะ การอดอาหาร ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หลายๆคนที่ลองเลือกใช้วิธีการนี้สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป แถมดีไม่ดีตอนนี้มีน้ำหนักมากกว่าเดิม แล้วถ้าไม่อดอาหารจะทำไงดี ให้มีหุ่นสวยและสุขภาพดีไปพร้อมๆกัน ปัจจุบันมีวิธีในการควบคุมการรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักหลากหลายวิธี แต่วิธีไหนที่จะเหมาะกับตัวเรามากที่สุด ไปดูกันเลย

ทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน
การกินอาหารในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นรูปแบบการกินที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี โดยจุดเด่นก็คือ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนจะเน้นกินผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลา อาหารทะเล และใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารเป็นหลัก แต่ถ้าจะเลือกทานแบบนี้ก็ควรเลี่ยงอาหารจำพวก เช่น แป้งขัดสี ไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ และเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลทุกชนิดด้วยนะ

Intermittent Fasting (IF)
เป็นรูปแบบการกินอาหารที่อดอาหารเป็นช่วงๆ โดยมีการกำหนดระยะเวลาการกินและ การอดอาหาร ที่ชัดเจน เพื่อบังคับให้ร่างกายอยู่ในสภาวะไม่มีอาหารนานพอที่จะสลายไขมันสะสมมาใช้ รูปแบบของ IF ที่เป็นที่นิยมจะเป็นสูตร16/8 อดอาหาร 16 ชั่วโมง กินอาหาร 8 ชั่วโมง

ข้อควรระวัง ในการทำ Intermittent Fasting ในช่วง Fasting ควรได้รับสารน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ไม่แนะนำในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคเบาหวานที่ต้องกินยาประจำ และโรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น

อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low carbohydrate)
การทานคาร์โบไฮเดรตที่มากเกิน ร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินมาสะสมเป็นไขมันแทน ในทางกลับกันเมื่อจำกัดคาร์โบไฮเดรต ร่างกายก็จะกระตุ้นการสลายไขมันมาใช้เช่นเดียวกัน รูปแบบการกินจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่นิยมก็คือการจำกัดปริมาณ ข้าว แป้ง ธัญพืช พืชหัว เผือก มัน และ ผลไม้บางชนิด ให้ไม่เกิน 40% ของพลังงานทั้งหมด หันไปเน้นทานผักใบ เนื้อสัตว์ไม่ติดหนัง ไม่ติดมัน และเลี่ยงการทานน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ขนมหวาน และน้ำหวานนั่นเอง

Healthy Plate Model โดยใช้หลัก 2:1:1
ปรับเมนูอาหารให้เป็นจานสุขภาพ โดยเลือกใช้จานข้าวแบบกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 นิ้ว จากนั้นให้แบ่งสัดส่วนของจานกลมออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆกัน โดย

2 ส่วน หรือ ครึ่งหนึ่งของจาน เป็นผัก จะเลือกเป็นผักดิบหรือผักสุกก็ได้ และเลือกผักให้หลากหลาย

1 ส่วนหรือ ¼ ของจาน (ไม่เกิน 10 ช้อนโต๊ะ) เป็นข้าวแป้ง ควรเลือกกลุ่มที่ไม่ขัดสี เพื่อให้ได้เส้นใย และสารอาหารที่มากกว่าข้าวแป้งขัดสี

อีก 1 ส่วนหรือ ¼ ของจาน จะเป็นเนื้อสัตว์ เลือกเนื้อสัตว์ไขมันน้อย ไม่ติดหนัง ไม่ติดมัน
หลังมื้ออาหารสามารถเสริมด้วย ผลไม้สด 1 จานรองแก้วกาแฟ โดยเลือกผลไม้ที่ไม่หวานมาก หรือ นม ผลิตภัณฑ์จากนม นมถั่วเหลืองหวานน้อย 1-2 แก้ว

การนับแคลอรี่ (Calories count)
แคลอรี่ คือหน่วยวัดปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งพลังงานเหล่านี้ ร่างกายจะนำไปใช้ในระบบต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าได้รับแคลอรี่หรือพลังงานมากจนเกินไป พลังงานส่วนเกินจะถูกนำไปเก็บไว้ในรูปแบบของไขมัน ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

หลักการนับแคลอรี่
กินให้น้อยกว่าใช้ หากกินน้อยกว่าที่ใช้ ประมาณ 500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน น้ำหนักจะลดลง 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

เลือกรับแคลอรี่จากอาหารที่มีคุณภาพ (Quality calories) เลือกแป้งไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ไม่ติดหนัง ไม่ติดมัน และเลือกกินไขมันชนิดดี ที่กินแล้วอยู่ท้อง ไม่หิวง่าย

อ่านฉลากโภชนาการ ทำให้ทราบถึงพลังงานและสารอาหารของอาหารที่รับประทาน
ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลือกหนึ่งในการควบคุมน้ำหนักตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะยิ่งเห็นผลได้ชัดหากคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ แต่หากใครที่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเต็มที่แล้ว น้ำหนักยังไม่ถึงน้ำหนักเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินการใช้ยาลดน้ำหนักหรือการผ่าตัดเพื่อการรักษาโรคอ้วน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วย กินน้อย อิ่มเร็ว ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องนำไขมันที่สะสมออกมาใช้ เพื่อเป็นพลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

sexy gaming

รู้หรือไม่? การทำ IF ช่วยให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้นนะ

ของการเริ่มต้น “ใช้การอดอาหารในผู้ป่วยโรคอ้วน” ซึ่งผลปรากฏก็พบว่า ทำให้ น้ำหนักตัวลดลง ภาวะเบาหวานดีขึ้น โรคหัวใจดีขึ้น ความดันดีขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้นกว่าปกติในทุกๆ ด้าน

ดีต่อ “หัวใจ” อย่างไร เมื่ออดอาหารด้วยวิธี IF?
หากจำเพาะเจาะลงไปที่ “หัวใจ” แล้ว “การทำ IF” ก็ถือเป็นแนวทางในการดูแลและป้องกันตัวเองจากภัยร้ายของโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ช่วยทำให้ Heart Rate Verbality ดีขึ้น ซึ่งเมื่อระบบประสาทอัตโนมัติดี ก็จะช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจได้ดี ส่งผลให้หัวใจทนต่อการขาดเลือดได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
เมื่อการอดอาหารทำให้ร่างกายมีความแข็งแกร่ง น้ำหนักตัวลดลง มีความอดทนมากขึ้น จึงส่งผลให้หัวใจทำงานเบาลง โอกาสในการเกิดหัวใจล้มเหลวจึงลดน้อยลงตามไปด้วย
กล่าวโดยสรุปก็คือ การทำ “Intermittent Fasting” เหมือนเป็นการไปป้องกัน “สาเหตุ” ของการเกิดโรคหัวใจต่างๆ รวมถึงยังช่วยปรับสภาพร่างกายให้มีความสมดุลมากขึ้น มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ไขมันในเลือดต่ำลง ความดันโลหิตดีขึ้น ซึ่งทุกปัจจัยนั้นล้วนส่งผลดีต่อหัวใจ ทำให้สุขภาพหัวใจเราแข็งแรงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ทำ IF อย่างไร ถึงจะปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด?
“การอดอาหาร” จะมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราทำอย่างถูกวิธีเท่านั้น โดยการอดอาหารในแบบของ “Intermittent Fasting” ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมกันมากที่สุด จะแบ่งออกเป็น 3 สูตร 3 แบบ ให้เลือกปรับใช้ได้ตาม Lifestyle และความสามารถของแต่ละบุคคล ดังต่อไปนี้

แบบ Alternate Fasting
เป็นสูตรที่เรียกว่า “อดมื้อ กินมื้อ” ใช้การอดแบบสลับวัน โดยวันนี้ทานอาหารตามปกติ วันรุ่งขึ้นทานอาหารตามช่วงเวลา 6-8 ชั่วโมง อดอาหาร 10-16 ชั่วโมง และวันถัดไปก็ทานตามปกติ สลับกันไปเรื่อยๆ

แบบทำทุกวันสม่ำเสมอ
เป็นสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และจากผลการวิจัยก็ถือเป็นสูตรที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ ทานอาหาร 6-8 ชั่วโมง และอดอาหาร 10-16 ชั่วโมง ทุกๆ วัน ซึ่งจะยากกว่าสูตรแรก ดังนั้น หากยังไม่สามารถทำสูตรที่ 2 นี้ได้ไหว ก็ให้ย้อนกลับไปฝึกแบบสูตรแรกก่อน

แบบ 5:2
เป็นสูตรที่เน้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อย แต่ไม่ได้ทำทุกวัน เพราะร่างกายอาจอ่อนเพลียเกินไป ซึ่งที่นิยมกันมากที่สุดเลยคือ ทานอาหารแคลอรี่ปกติ 5 วัน และอีก 2 วันทานอาหารแคลอรี่น้อยๆ ซึ่งควรทานอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 แคลอรี่ ซึ่งวิธีนี้ถือว่ามีความยากและซับซ้อน ที่ต้องคำนวณการนับแคลอรี่ให้ดี แต่ถ้าทำได้ และทำติดต่อกันไปยิ่งต่อเนื่องนานเท่าไร ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

การอดอาหารนั้น ไม่ได้เป็นการทำร้ายร่างกาย หากทำอย่างถูกต้อง ถูกวิธี แต่กลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น เพราะเหมือนเป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ให้ตามใจปากจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม การอดอาหารด้วยวิธี “Intermittent Fasting” นั้นก็ใช่ว่าจะทำสำเร็จได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยความอดทน และความมีวินัยอย่างสูงถึงจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น หากต้องการที่จะทำการอดอาหารเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองให้ได้ผลจริงๆ ล่ะก็ จึงจำเป็นต้องศึกษาให้ดี ให้เข้าใจอย่างถูกวิธี และตั้งใจทำอย่างเต็มที่ รวมถึงอาจขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยก็ได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีอาการป่วยอยู่แล้ว ควรที่จะให้แพทย์แนะนำจึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

sexy gaming

หัวใจ “ผิดปกติ” หรือไม่ รู้ได้ด้วยวิธีเหล่านี้!

“หัวใจ” ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกายคนเรา ที่แม้จะมีเพียงแค่หนึ่งเดียว และมีขนาดประมาณกำปั้นของเจ้าของเท่านั้น แต่ทว่าการทำงานภายในนั้นกลับมีความซับซ้อน จึงจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยในการตรวจสอบจึงจะทราบได้ว่า “มีความผิดปกติตรงจุดใดกันแน่” จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด และได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด และเนื่องจากความผิดปกติของหัวใจนั้นมีความหลากหลาย จึงทำให้การตรวจวินิจฉัยนั้นมีหลายรูปแบบตามไปด้วย แต่โดยเบื้องต้น แนวทางในการตรวจ หัวใจ พื้นฐานหลักๆ อันจะนำไปสู่การวินิจโรคเฉพาะทางหัวใจนั้น ก็จะนิยมทำด้วยวิธีการเหล่านี้

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ทางการแพทย์เรียกกันแบบย่อว่า “EKG หรือ ECG” (Elektrokardiogram / Electrocardiogram) หมายถึง การทดสอบสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจในแต่ละจังหวะการเต้น ถือเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่ทำง่ายที่สุด และสามารถบอกข้อมูลได้ว่า การเต้นของหัวใจเราผิดปกติหรือไม่? แกนไฟฟ้าหัวใจมีอาการโตกว่าปกติหรือไม่? ตลอดจนบอกได้ด้วยว่าหัวใจของเรามีลักษณะของการขาดเลือดหรือไม่? ฯลฯ

การตรวจ CT Calcium Score
เป็นการตรวจหา “หินปูน” ซึ่งอาจเกาะอยู่ตามบริเวณต่างๆ ของหัวใจคนเรา ไม่ว่าจะเป็น ผนังหลอดเลือดหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ หรือว่าลิ้นหัวใจ โดยหินปูนดังกล่าวนี้ คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ซึ่งในการตรวจ CT Calcium Score นั้น จะทำได้โดยการใช้เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ตรวจไปยังบริเวณหลอดเลือดหัวใจของคนไข้ โดยผลตรวจจะออกมาเป็นค่าตัวเลข ตั้งแต่ 0 และสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งผลตรวจออกมามีค่าตัวเลขมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดมากเท่านั้น เนื่องจากหลอดเลือดมีการเสื่อมมากนั่นเอง

การอัลตร้าซาวด์หัวใจ
ทางการแพทย์เรียกกันแบบย่อว่า “การทำเอคโค” ซึ่งย่อมาจากคำว่า Echocardiogram เป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อใช้ตรวจสอบโครงสร้างของหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยสามารถใช้ตรวจสอบได้ตั้งแต่ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ตลอดจนสามารถใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำบริเวณรอบๆ หัวใจได้อีกด้วย

การเดินสายพาน
ทางการแพทย์เรียกกันแบบย่อว่า “การทำ EST” หรือ Exercise Stress Test เป็นการตรวจสมรรถภาพหัวใจ ในกรณีที่คนไข้ยังไม่ได้แสดงอาการชัดเจนมากนัก แต่แพทย์สงสัยว่าอาจมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ ที่สัมพันธ์กับการออกกำลัง ซึ่งแพทย์ก็จะทำการตรวจโดยให้คนไข้ออกกำลังด้วยการเดินสายพาน หรือปั่นจักรยาน เพื่อดูการทำงานของหัวใจ และหาข้อบ่งชี้ถึงอาการผิดปกติ เพื่อวินิจฉัยและทำการวางแผนการรักษาให้ถูกต้องเหมาะสม

ในการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางหัวใจนั้น แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายพื้นฐาน ก่อนจะเลือกใช้วิธีการตรวจทางหัวใจพื้นฐาน 4 รูปแบบข้างต้น เพื่อวินิจฉัยหาความผิดปกติของหัวใจ หลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และเข้าสู่การตรวจละเอียดเชิงลึกไปตามสาเหตุของความผิดปกติที่ตรวจพบ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากโรคทางหัวใจนั้นมีความหลากหลาย และทุกความผิดปกติล้วนมีความรุนแรง เป็นอันตรายถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการหมั่นสังเกตอาการความผิดปกติตัวเองอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันเราจากภัยร้ายของความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับหัวใจได้ดีที่สุด

sexy gaming

ไฟโบรสแกน (FIBROSCAN)… ตัวช่วยไขความลับปัญหาเรื่องตับของคุณ

ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง ไขมันเกาะตับ เพราะเป็นชนวนนำไปสู่ปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับได้ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าอยากรู้ว่าเรามี ไขมันเกาะตับ หรือไม่? หรือมีปัญหาตับแข็งหรือเปล่า? วันนี้เราเลยจะชวนรู้จักกับเทคโนโลยีดีๆ ที่คนรักตับไม่ควรพลาด

ไฟโบรสแกน FIBROSCAN เครื่องมือเพื่อทุกเรื่องตับที่คุณสงสัย
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักเทคโนโลยีที่เราจะพูดถึงกันก่อน พระเอกในบทความนี้ของเราก็คือ “เครื่องไฟโบรสแกน (FIBROSCAN หรือ Vibration Controlled Transient Elastograply)” เครื่องตรวจวัดค่าไขมันตับและตรวจวัดค่าตับแข็ง ซึ่งใช้หลักการเดียวกับโซนาร์และอัลตร้าซาวด์ โดยการปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงไปที่เนื้อตับ และตรวจวัดคลื่นที่สะท้อนกลับในหน่วยเดซิเบล/เมตร (dB/m) ซึ่งในเนื้อตับที่มีไขมันสะสมอยู่มากกว่าจะมีความเร็วเสียงสะท้อนกลับที่มากกว่าเนื้อตับที่มีไขมันน้อย การวัดค่าตับแข็งก็เช่นกัน ถ้าตับแข็งคลื่นเสียงจะผ่านได้เร็วขึ้น ดังเช่นที่เสียงผ่านของแข็งได้ดีกว่าน้ำ และผ่านน้ำได้ดีกว่าอากาศนั่นเอง

การตรวจไฟโบรสแกน (FIBROSCAN) เหมาะกับใครบ้าง?
จริงๆ แล้วการตรวจตับด้วยไฟโบรสแกนมีประโยชน์สำหรับทุกคน ถึงแม้ว่าร่างกายภายนอกจะดูแข็งแรงสมส่วนก็ตาม โดยข้อมูลการศึกษาในประเทศจีนและฮ่องกงพบว่า ผู้ที่ไม่มีรูปร่างอ้วนและไม่มีอาการใดๆ กลับพบว่ามีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 18 หรืออธิบายง่ายๆ ว่าในผู้ที่มีรูปร่างสมส่วน 5 คน จะมีผู้ที่ไขมันเกาะตับ 1 คน เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่รูปร่างท้วม หรืออ้วน ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 60 ซึ่งความท้วมหรือความอ้วนที่ว่านี้ จะวัดโดยใช้ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) คำนวณโดยน้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง แล้วคุณล่ะอ้วนหรือเปล่า?

ผลสุขภาพตับที่รู้ได้ จากการตรวจไฟโบรสแกน (FIBRO SCAN)
การตรวจไฟโบรสแกน จะแสดงผลค่าการตรวจ 2 ส่วน คือ ค่าปริมาณไขมันในตับและค่าตับแข็ง โดย

ค่าตับแข็ง : ทำให้สามารถตรวจพบค่าตับแข็งหรือตับใกล้แข็งในผู้ที่ไม่มีอาการได้ และนั่นย่อมดีกว่ารอจนมีอาการ อย่างตาเหลือง ตัวเหลือง ขาบวม หรืออาเจียนเป็นเลือด เพราะจะได้รีบดำเนินการหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเป็นจากไขมันเกาะตับ ไวรัสตับอักเสบ หรือเพราะดื่มสุรามากเกินไป และวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ค่าปริมาณไขมันในตับ : ค่าการตรวจที่ได้นี้จะเป็นสัญญาณเตือนที่จะบอกว่า คุณกำลังเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่ไม่มีไขมันในตับ ทั้งยังมีข้อมูลจากในหลายประเทศที่ระบุว่า ปริมาณไขมันในตับที่สูงมีความสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดอัมพาตในอนาคตที่มากขึ้น
ฉะนั้น ยิ่งตรวจพบไขมันเกาะตับเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้คุณเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการรักษาต่างๆ เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีตั้งแต่การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และในกรณีของผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อาจได้รับยาเพื่อช่วยลดไขมันในตับ

สื่อออนไลน์โฆษณาว่ามียาช่วยลดไขมันในตับ ลดได้จริงหรือ?
จากที่มีการโฆษณาตามสื่อออนไลน์ ขายยาที่อ้างว่าช่วยลดไขมันในตับได้นั้น จริงๆ แล้วปัจจุบันยังไม่มียาตัวใดที่ อย. แนะนำให้ใช้ลดไขมันเกาะตับเพียงอย่างเดียว การจะลดปัจจัยเสี่ยงภาวะหัวใจขาดเลือดและอัมพาตได้นั้น ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรม ควบคุมความดันโลหิต คุมระดับน้ำตาลในเลือด คุมค่าไขมันในเลือด ลดขนาดรอบเอว และออกกำลังกายร่วมด้วย แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์เฉพาะทางอาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มวิตามิน อี หรือยาในกลุ่มลดเบาหวาน แบบเฉพาะเป็นรายบุคคล สุดท้ายแล้วการตรวจเพิ่มเติมดูไขมันเกาะตับจึงเป็นแนวทางที่ทำให้สามารถเข้ารับการรักษาไขมันเกาะตับได้อย่างเหมาะสม

ของใหม่ที่ดีกว่า ไร้เจ็บปวด และคุ้มค่า
ในอดีตหากจะตรวจปริมาณไขมันเกาะตับและค่าตับแข็งจะต้องอาศัยวิธีการเจาะชิ้นเนื้อตับเท่านั้น ซึ่งก็มีความเสี่ยงแม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่ในปัจจุบันถึงจะมีทางเลือกในการตรวจหลายวิธี อาทิ การตรวจเลือดไฟโบเทสต์, การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ Elastography, การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI แล้วคำนวณด้วยเครื่องมือพิเศษอย่าง MRE Elastography แต่วิธีดังกล่าวเหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัด ไม่ว่าเป็นการตรวจเฉพาะที่มีโรงพยาบาลให้บริการน้อย เจ็บตัวจากการตรวจ หรือราคาค่าตรวจที่ค่อนข้างสูง เป็นต้น แน่นอนว่า พอทุกคนทราบถึงภัยร้ายของโรคไขมันเกาะตับและตับแข็ง ก็ย่อมอยากตรวจ แต่ถ้าต้องให้เจาะตับ คงขอคิดใหม่อีกนาน เพราะกลัวทำแล้วจะเป็นอะไรหรือเปล่า เจาะตับเชียวนะ!

ฉะนั้น การตรวจไฟโบรสแกน (FIBRO SCAN) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบสนองความต้องการของทุกคนได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถตรวจปริมาณไขมันเกาะตับและค่าตับแข็ง ได้โดยไม่เจ็บตัว ราคาคุ้มค่า ไม่ต้องเตรียมตัวยุ่งยากก่อนตรวจ ใช้เวลาในการตรวจไม่นาน และทราบผลรวดเร็ว จึงทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเพื่อตรวจติดตามผลการรักษาโรค ประเมินความรุนแรงของโรค หรือจะตรวจสุขภาพเพื่อดูความเสี่ยงตับแข็งก็ย่อมได้

ประโยชน์ที่มากกว่าสำหรับคนไทย
รู้หรือไม่? คนไทยมีผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ และไวรัสตับอักเสบซี ประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้อาจมีตับแข็งโดยไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีไวรัสตับอักเสบบี และซี การเริ่มต้นตรวจไฟโบรสแกน เพื่อดูว่ามีความเสี่ยงตับแข็ง หรือมีพังผืดในตับหรือไม่ จึงเป็นการช่วยให้คนไข้เข้าสู่กระบวนการรักษาและหาสาเหตุของโรคต่อไปอย่างเหมาะสม

เช่นเดียวกับคนไข้ที่มีไขมันเกาะตับแม้จะพัฒนาไปเป็นตับแข็งได้ไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่ 0% และในอนาคตอาจมากถึง 3-10% ซึ่งขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงร่วมต่างๆ อาทิ ความอ้วน เบาหวาน การสูบบุหรี่ ร่วมด้วย การตรวจไฟโบรสแกนจะช่วยให้สามารถพบคนไข้ที่ตับเริ่มแข็งจากไขมันเกาะตับได้เร็วขึ้น และคงจะดียิ่งขึ้น ถ้าเราทุกคนให้ความสำคัญกับการตรวจปริมาณไขมันเกาะตับและค่าตับแข็งเหมือนที่ใส่ใจตรวจสุขภาพอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็ควรตรวจสักครั้ง ให้ทราบถึงทิศทางของปริมาณไขมันที่ตับและค่าตับแข็ง เพื่อการดูแลสุขภาพของคุณครอบคลุม และเหมาะสมอย่างแท้จริง

sexy gaming

ลุกขึ้นเร็วแล้วมึน ซีด เพลีย เช็กให้ดี! ว่านี่ไม่ใช่อาการเตือนจากภาวะโลหิตจาง

ลุกขึ้นเร็วแล้วมึน ซีด เพลีย เช็กให้ดี! ว่านี่ไม่ใช่อาการเตือนจาก ภาวะโลหิตจาง

โลหิตจาง (Anemia) หรือซีด หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า “เลือดน้อย” คือ ภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ เพราะเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากเม็ดเลือดแดงลดลงจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ ซึ่งการเกิดภาวะเลือดจางหรือโลหิตจางนั้น…มีได้หลายสาเหตุ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ช่วยให้รู้ทันและป้องกันภาวะรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

โลหิตจางเกิดจากอะไร? แบ่งตามกลไกได้ 3 สาเหตุใหญ่ ดังนี้
ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง
ซึ่งภาวะโลหิตจางจากร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง เกิดได้จากหลายปัจจัย โดยจำแนกได้ตามนี้

โรคโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และกรดโฟลิก
โรคไตวายเรื้อรัง ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดแดงของร่างกายบกพร่อง
โรคไขกระดูก เช่น โรคกระดูกฝ่อ มะเร็งไขกระดูก หรือการติดเชื้อในไขกระดูก เป็นต้น
โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง (โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว) โรคข้ออักเสบ โรคติดเชื้อเรื้อรัง หรือโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

โรคที่ก่อให้เกิดภาวะทำลายเม็ดเลือดแดงในร่างกาย
นอกจากโรคที่เกี่ยวข้องกับไขกระดูกแล้ว โรคในกลุ่มที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายได้ง่ายกว่าปกติ หรือมีอายุสั้นกว่าปกติ ที่พบได้บ่อย ได้แก่

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจมีอาการโลหิตจางอย่างรวดเร็วเมื่อมีไข้ หรือบางรายอาจมีอาการตัวเหลือง ม้ามโต ตับโต มีภาวะโลหิตจางตั้งแต่อายุน้อย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่คนไทยเป็นพาหะอันดับต้น ๆ
โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากการขาดเอนไซม์ G-6PD หรือโรคแพ้ถั่วปากอ้า ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเม็ดเลือดแดงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
การติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อมาลาเรีย คลอสติเดียม หรือเชื้อไมโคพลาสมา เป็นต้น

การเสียเลือด
เช่น ภาวะเสียเลือดอย่างฉับพลันจากอุบัติเหตุ การตกเลือด หรือภาวะเสียเลือดเรื้อรัง

มีภาวะโลหิตจางหรือไม่…สังเกตตนเองได้จากสัญญาณเหล่านี้

ซีด เพลีย มีอาการเหนื่อยล้า
ท้องผูก
การทำงานของหัวใจล้มเหลว เกิดภาวะหัวใจวาย
มีอาการมึน หรือวิงเวียนศีรษะ หากยืนหรือลุกอย่างรวดเร็ว
มีความอยากอาหารที่ผิดปกติ
ไม่ค่อยมีสมาธิ สมองทำงานช้าลง
อาการโลหิตจางที่เกิดขึ้นนั้น ส่งผลมาจากการส่งลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญต่างๆ ของร่างกายน้อยลง ทำให้เลือดจาง เกิดภาวะ Anemia หรือ โรคโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจาง รู้ทัน…ป้องกันได้
การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ ควรรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้บำรุงเลือด และควรทานยาบำรุงโลหิตเป็นประจำ
ตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำเพื่อเช็กความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง

sexy gaming

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดฝังรากเทียม

เมื่อมี การสูญเสียฟัน เกิดขึ้น การทดแทนฟันด้วยรากเทียมเป็นหนึ่งทางเลือกให้ผู้ป่วยในการทำให้การบดเคี้ยวกลับมาใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากที่พบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินในช่องปากแล้ว ทันตแพทย์จะทำการนัดหมายเพื่อทำการผ่าตัดฝังรากเทียม การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดฝังรากเทียมได้อย่างเหมาะสมจะเป็นอีก 1 ปัจจัยที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จปลอดภัย และลดความกังวลของผู้ป่วยลงได้ ดังนั้นในวันนัดหมายเพื่อผ่าตัดฝังรากเทียมนั้นผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

เดินทางมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาที เพื่อนั่งพักและผ่อนคลายความกังวล
รับประทานอาหารให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดอาหารก่อนเวลานัดหมาย
รับประทานยาประจำตัว (ถ้ามี) ตามแพทย์สั่งตามปกติ ยกเว้น ยาบางตัวที่จำเป็นต้องงดก่อนการผ่าตัด หลีกเลี่ยงการหยุดยาด้วยตัวเอง หากไม่แน่ใจกรุณาสอบถามทันตแพทย์อีกครั้งล่วงหน้าก่อนเวลานัดหมาย
จดรายการยาที่ทานเป็นประจำ หรือ นำยาประจำตัวติดตัวมาในวันที่นัดหมาย
หากมีประวัติการแพ้ยากรุณาแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ
เตรียมอาหารอ่อนอย่างน้อย 1 มื้อหลังการผ่าตัด เช่น นม น้ำเต้าหู้ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ โจ๊ก ข้าวต้ม เป็นต้น
เตรียมเจลประคบเย็นไว้ประคบในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังจากการผ่าตัด
ผู้ป่วยสามารถเดินทางไปกลับโรงพยาบาลได้ด้วยตัวเอง หากเกิดความกังวลหรือต้องทำรากเทียมหลายๆ ซี่ในวันเดียว สามารถนำญาติมาด้วยในวันผ่าตัดได้

sexy gaming

สังเกตอาการเตือน โรคนิ้วล็อค รีบรักษา…ก่อนปลอกหุ้ม เส้นเอ็นนิ้วมือเสียหายถาวร

หากพูดถึงการถนอมกระดูกและข้อ หลายคนอาจเลือกโฟกัสไปที่การดูแลข้อเข่า สะโพก หรือ กระดูกสันหลัง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “นิ้ว” ของเรานั้นก็ถูกใช้งานหนักหน่วงไม่แพ้กัน เพราะด้วยกิจกรรมในโลกของยุคดิจิตอลที่ทำให้เราต้องใช้งานนิ้วมือเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน การแชทคุยกับเพื่อนในสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่การช้อปปิ้งที่เรามักจะหิ้วของหนักเป็นเวลานาน พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดานี่แหละ…ที่ทำให้คุณต้องเผชิญกับ “โรคนิ้วล็อค” ได้โดยไม่ทันตั้งตัว!

สังเกตอาการเตือนให้รู้ทัน! ก่อนนิ้วล็อค…ระดับรุนแรง
เพราะโรคนิ้วล็อค เป็นอาการที่มักจะเป็นๆ หายๆ ทำให้หลายคนมองข้าม คิดว่าไม่ใช่เรื่องอันตรายร้ายแรงอะไร ซึ่งอาการเตือนของโรคนิ้วล็อคนั้น มักเริ่มจากอาการเจ็บที่ฝ่ามือก่อนลามไปบริเวณนิ้วมือ โดยระยะความรุนแรงของโรคแบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้

มีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้วมือ
เวลากำ หรือเหยียดนิ้วมือ มีอาการสะดุด แต่ยังเหยียดนิ้วมือได้
เกิดอาการล็อค เวลากำมือ แล้วเหยียดนิ้วมือเองไม่ได้ ต้องใช้มือมาช่วยดึงออก
ไม่สามารถกำมือได้สุด และข้อนิ้วมืออาจงอผิดรูปร่วมด้วย
หากสังเกตอาการแล้วสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเข้าข่าย 1 ใน 4 ระยะนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง…อาจทำให้ปลอกหุ้มเส้นเอ็นนิ้วมือเสียหายถาวรได้ แม้จะรักษาด้วยการผ่าตัดก็อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

“ปลายเข็มสะกิด” เทคนิคการรักษาโรคนิ้วล็อค…ที่ใช้เวลาเพียง 5 นาที!
นอกจากการรักษาอาการนิ้วล็อคด้วยการทานยา การฉีดยาสเตียรอยด์ และการผ่าตัด ในปัจจุบันยังมีอีกหนึ่งเทคนิคการรักษาโรคนิ้วล็อคที่ช่วยให้แก้ปัญหานี้ได้ภายใน 5 นาที! โดยแพทย์จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์นำทางไปยังบริเวณที่มีอาการ และใช้ปลายเข็มสะกิดไปยังบริเวณปลอกหุ้มเอ็นนิ้ว เพื่อตัดปลอกหุ้มที่รัดเส้นเอ็นให้ขาดออกจากกัน ซึ่งหลังการรักษา 24 ชั่วโมง นิ้วมือของคนไข้ก็สามารถโดนน้ำได้ตามปกติ

ไม่เพียงแค่ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เทคนิคการรักษานิ้วล็อคด้วยปลายเข็มสะกิดยังช่วยให้คนไข้ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แต่สำหรับนิ้วมือนิ้วอื่นๆ หากยังไม่ปรับพฤติกรรม ลดปัจจัยที่เพิ่มโอกาสนิ้วล็อค…ก็อาจทำให้โรคนิ้วล็อคเกิดกับนิ้วอื่นๆ ที่เหลือได้เช่นกัน

sexy gaming

การตรวจมะเร็ง ตรวจแบบ Precision Cancer Medicine

การตรวจมะเร็ง ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าการตรวจแบบ Precision Cancer Medicine นั้น เป็นการตรวจที่ทำให้ได้ข้อมูลมากกว่าเรื่องของชนิด ระยะการเติบโต หรือหน้าตาของมะเร็ง แต่สามารถบอกได้ถึงนิสัยลึกๆ ที่ทำให้เกิดโรค เพราะเป็น การตรวจมะเร็ง แบบเจาะจงลงไปในระดับพันธุกรรม (Gene) โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือด หรือชื้นเนื้อของผู้ป่วย เพื่อนำไปเพาะในห้องปฏิบัติการ และเปรียบเทียบผลร่วมกับฐานข้อมูลกลางที่สามารถบ่งชี้ถึงกลไกการเกิดโรค ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทำให้แพทย์สามารถเจาะจงใช้ยารักษามะเร็งที่เหมาะสม พร้อมวางแผนหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง (Side Effect) ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก

Precision Cancer Medicine จัดยารักษามะเร็งแบบเจาะจง ตรงเป้า!
เพราะภายในเซลล์มะเร็งยังมีอีกประมาณ 10% ที่มีหน้าตาไม่เหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพอาจไม่ใช่แค่การตัดก้อนเนื้อทิ้ง แล้วตามด้วยยาเคมีบำบัดอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เมื่อแพทย์ทราบถึงต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งจากการตรวจ Precision Cancer Medicine แล้ว แพทย์จะวางแผนให้ยารักษาแบบเจาะจง (Targeted Therapy) เพื่อให้ตรงกับสาเหตุการเกิดมะเร็งมากที่สุด ทำให้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแบ่งวิธีรักษาได้ ดังนี้

การให้ยาฮอร์โมน (Hormonal Therapy) เป็นการใช้ยาที่มีผลต่อการยับยั้งการเจริญของมะเร็งที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงมะเร็งที่เกิดจากฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) เช่น มะเร็งเต้านม เป็นต้น
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการกระตุ้นความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออ่อนแอ ให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นได้
การรักษาโดยเซลล์บำบัด (Cell Therapy) โดยการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดเลือดขาวให้มีความสามารถในการกำจัดเซลล์เชื้อไวรัส รวมถึงมะเร็งร่วมด้วย
ซึ่งนอกจากการให้ยารักษาแล้ว สำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม แพทย์อาจมีการพิจารณาใช้วิธีรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การฉายแสง หรือการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากรักษามากที่สุด

Precision Cancer Medicine รู้ทันมะเร็ง ยับยั้งการกำเริบซ้ำสอง
ศูนย์ชีวีสุข (Great Life Center) โรงพยาบาลพญาไท 1 มีความตั้งใจในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งทุกระยะ โดยนอกจากการรักษาที่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยเข้าใกล้โอกาสหายมากที่สุดแล้ว การป้องกันการกลับมาของมะเร็ง หรือที่เรียกว่ามะเร็งกำเริบ (Recurrent cancer) นั้น ยังเป็นสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด จากการเฝ้าติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ดังนี้

ประเมินการรักษาต่อเนื่อง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหวิชาชีพด้านมะเร็งกว่า 13 สาขา หรือ MDT Team ร่วมวิเคราะห์ผลการรักษาร่วมกัน ทุกสัปดาห์
ตรวจทันทีเมื่อมีอาการบ่งชี้การกำเริบของโรค โดยแพทย์จะมีแนวทางการติดตามโรคร่วมกับฐานข้อมูลกลาง เพื่อประเมินความเป็นไปของโรคในช่วงเวลานั้น และปิดโอกาสการกำเริบของโรคให้มากที่สุด
ติดตามผลต่อเนื่อง (Follow up) โดยผู้ป่วยสามารถติดต่อ หรือปรึกษาเกี่ยวกับวิธีดูแลต่างๆ ผ่านช่องทาง Line Official ศูนย์ชีวีสุข จากแพทย์เจ้าของไข้ได้โดยตรง ตลอดจนบริการให้คำแนะนำจากพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (Family Nurse)
การตรวจวิเคราะห์มะเร็งแบบ Precision Cancer Medicine อาจเปรียบได้เหมือนการติดกระดุมเม็ดแรก ที่หากเราเริ่มต้นถูกต้องตั้งแต่แรก เสื้อผ้าที่เราใส่ก็จะออกมาดูดีตามที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกันกับการตรวจมะเร็งที่ยิ่งมีข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำมากเท่าไร ยิ่งทำให้การวินิจฉัย ตลอดจนการออกแบบวิธีรักษามีความปลอดภัยและเข้าใกล้โอกาสหายได้ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของคนยุคนี้ที่ความก้าวหน้าในการตรวจมะเร็ง ช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยได้รู้จักทั้งหน้าตา และนิสัยของมะเร็งมากขึ้น ส่งผลให้ผลการรักษามีแนวโนมดีขึ้นอย่างชัดเจนนั่นเอง

sexy gaming

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน ได้แก่ ความดันตาที่สูง

ในลูกตาส่วนหน้ามีการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (aqueous humor) ซึ่งถูกสร้างจากอวัยวะภายในลูกตาที่เรียกว่า ciliary body ไหลเวียนผ่านช่องระหว่างม่านตาและเลนส์ตาสู่ช่องหน้าลูกตา และไหลเวียนออกจากลูกตาทาง trabecular meshwork (ทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตา มีลักษณะเป็นตะแกรง) ซึ่งในโรคต้อหินจะมีความผิดปกติของการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นและเกิดการทำลายประสาทตาตามมา

ความดันตา หมายถึง ความดันของของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ภายในลูกตา โดยทั่วไปค่าความดันตาอยู่ที่ 5-22 มิลลิเมตรปรอท หากพบความดันตาสูงกว่า 22 มิลลิเมตรปรอทถือว่าเป็นภาวะความดันตาสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน

เชื้อชาติ คนเชื้อชาติแอฟริกันอเมริกันจะพบต้อหินสูงกว่าคนผิวขาวถึง 6-8 เท่า ส่วนคนเชื้อชาติเอเชียจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิด
อายุมากกว่า 40 ปี
มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน
ตรวจพบความดันตาสูง
เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา
การใช้ยาสเตียรอยด์
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สายตายาวหรือสั้นมาก กระจกตาบาง โรคเบาหวาน ไมเกรน

ต้อหินมุมเปิด (primary open angle glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้บ่อยกว่าต้อหินประเภทอื่น เกิดจากการอุดตันของ trabecular meshwork ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ จึงเกิดความดันตาสูงและส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลาย

อาการ: ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้นจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากด้านข้างและนำไปสู่การตาบอดในที่สุด โดยทั่วไปต้อหินมุมเปิดมักควบคุมได้ด้วยยาหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรก

ต้อหินมุมเปิดที่มีความดันตาปกติ (normal-tension glaucoma) ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดต้อหินทั้งที่มีความดันตาต่ำกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท (แม้ความดันตาจะไม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แต่มักพบว่าความดันตาอยู่ใกล้กับค่าเพดานบนของค่าปกติ) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหินชนิดความดันตาปกติ
เชื้อชาติญี่ปุ่น
มีประวัติโรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด มีภาวะเส้นเลือดหดตัวง่าย ความดันโลหิตต่ำในช่วงกลางคืน ภาวะเลือดหนืด ไมเกรน หรือโรคทางระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด
ต้อหินมุมปิด (angle-closure glaucoma) ต้อหินประเภทนี้พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด เกิดจากการที่มุมตาถูกม่านตาปิดกั้น ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ปกติ เกิดความดันตาสูงตามมา

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget