ลูกถนัดข้างไหน? มีผลต่อ พัฒนาการของลูกหรือไม่

พ่อ แม่ บางท่านอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความถนัดของลูกน้อยว่าจะถนัดซ้ายหรือถนัดขวา กลัวว่าความถนัดนั้นจะมีผลต่อ พัฒนาการของลูก หรือไม่? พญ.ณิชา ลิ้มตระกูล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤฒิกรรมเด็ก จะมาไขคำตอบให้คุณพ่อ คุณแม่ ได้คลายความกังวลไปพร้อมๆ กัน

รู้ได้อย่างไร? ว่าลูกถนัดข้างไหน
การสังเกตว่าลูกถนัดข้างไหนสามารถสังเกตได้จากการใช้ชีวิตประจำวันของลูก เช่น สังเกตวิธีการหยิบจับของของลูกว่าชอบหยิบจับข้างไหน หรือเป็นการเล่น เช่น การโยนบอลว่าชอบใช้ข้างไหน หรือการใช้กรรไกรตัดกระดาษว่าชอบใช้มือข้างไหน โดยช่วงวัยที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนจะเป็นช่วงประมาณ 3 ขวบขึ้นไป เพราะเด็กช่วงวัยที่เล็กว่านั้นส่วนใหญ่จะหยิบจับสิ่งของด้วยสองมือมากกว่าทำให้พ่อแม่สังเกตได้ยาก

ปัจจัยที่มีผลต่อความถนัดของลูก
ปัจจัยที่มีผลต่อความถนัดของลูกมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ในส่วนของเรื่องพันธุกรรมจะมีผลสืบเนื่องมาจากการทำงานของสมองส่วนควบคุม เช่น ในเด็กบางคนสมองซีกซ้ายเป็นส่วนควบคุมการทำงานเด่น..ก็มีผลทำให้ลูกถนัดข้างขวาได้ ถ้าเป็นสมองด้านขวาก็จะถนัดข้างซ้าย แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันชัดเจน

อยากปรับเปลี่ยนข้างที่ลูกถนัด…ทำได้หรือไม่?
พ่อแม่ที่มีความกังวลเกี่ยวกับข้างที่ลูกถนัด…สามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลดีต่อเด็กเสมอไป เพราะบางครั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความถนัดของลูกอาจส่งผลให้พัฒนาการของเด็กในบางเรื่องหยุดชะงักลงได้ หรือใช้งานสมองได้ไม่เต็มที่ แต่ผู้ปกครองสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความถนัดของเด็กได้ หากสังเกตพฤติกรรมความถนัดของลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้ผลดีในช่วงขวบวัยแรก เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังเริ่มพัฒนาการ

ถนัดข้างไหนมีผลต่อพัฒนาการของลูกไหม?
การถนัดข้างไหนของลูกอาจไม่ได้มีผลการศึกษายืนยันที่ชัดเจนมาก แต่บางงานศึกษาวิจัยพบว่า ความถนัดของมืออาจมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางด้านภาษาและสติปัญญาได้ แต่ว่าถ้าหากเด็กเลือกถนัดเร็วเกินไป โดยเฉพาะในช่วงวัยขวบปีแรกก็อาจมีผลเสียที่ต้องระวัง เช่น ปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางกล้ามเนื้อ

จากงานวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ของสมองกับความถนัดสามารถบ่งชี้ความสามารถของเด็กได้ เช่น ความถนัดซ้ายที่ควบคุมด้วยสมองซีกขวา ก็จะมีความสามารถของด้านจินตนาการ ศิลปะ ความถนัดขวาที่ควบคุมด้วยสมองซีกซ้ายก็จะมีผลเกี่ยวของกับความคิด ตรรกะ เหตุผล แต่ก็ไม่ได้เป็นการยืนยันเสมอไป

ทำอย่างไรดี? …เมื่อลูกถนัดซ้าย
ความถนัดซ้ายไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ถึงความสำเร็จในชีวิตของเด็กเสมอไป เพราะความถนัดของเด็กไม่ควรบังคับเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของเขา บางครั้งสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ทั้งยังเป็นการลดศักยภาพของเขาอีกด้วย ดังนั้น พ่อแม่ควรปล่อยให้เขาใช้ศักยภาพของเขาให้เต็มที่มากกว่า เพราะปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กก็เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นภายนอกเช่นกัน เช่น สภาพแวดล้อม สังคม และการกระตุ้นพัฒนาการด้วยกิจกรรมต่างๆ ความถนัดด้านไหนก็ไม่ได้มีผลต่อความเร็วในพัฒนาการของเด็กเสมอไป

sexy gaming

อาการปวดข้อ…วายร้ายทำลายกระดูก

ในช่วงแรกแพทย์อาจจะให้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ยาไดโคลฟีแนก (Diclofenac) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) อาร์คอกเซีย (Arcoxia) หรือซีลีเบรก (Celebrex) แต่การกินยากลุ่มนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคไตได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานยานี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยมักจะให้ยากลุ่มนี้เพื่อรักษาอาการปวดข้อในช่วงแรก

ในบางครั้งแพทย์อาจจะให้ยาสเตียรอยด์รักษาโรคข้ออักเสบถ้ามีอาการมาก อย่างไรก็ตามการให้ยานี้ในระยะยาวอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่างได้เช่นกัน

ดังนั้นการรักษาโรคข้ออักเสบในระยะยาวจึงต้องให้ยาชนิดอื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อปรับภูมิคุ้มกันและหรือกดภูมิคุ้มกัน ยากลุ่มนี้มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น เมทโทรเทรกเซท (Methotrexate) ซัลฟาซาลาซีน (Sulfasalazine) เลฟลูโนไมด์ (Leflunomide) ไฮดรอกซีคลอโรควิน หรือคลอโรควิน (Hydroxychloroquine หรือ Chloroquine) เป็นต้น ซึ่งจะเลือกใช้ยาตัวไหนบ้างนั้นขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ โดยมักจะพิจารณาจากชนิดของโรคข้ออักเสบและความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยที่ใช้ยาเหล่านี้จะต้องมีการตรวจเลือดสม่ำเสมอเพื่อดูค่าเม็ดเลือด และการทำงานของตับและไต

นอกจากนี้ปัจจุบันมีการรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อสารที่ทำให้เกิดการอักเสบในเลือด เรียกยานี้ว่าสารชีวภาพ (Biologic Agents) ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาฉีด เช่น อินฟลิซิแมบ(Infliximab) โกลิมูแมบ (Golimumab) อีทาร์เนอร์เซบ (Etanercept) โทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) เซคูคินูแมบ (Secukinumab) เป็นต้น มียากินอยู่หนึ่งตัว คือ โทฟาซิทินิบ (Tofacitinib) ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคข้ออักเสบสูงกว่ายากินข้างต้น มักจะใช้ในคนที่ใช้ยามาตรฐานแล้วไม่ได้ผลเพียงพอ

ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบควรจะต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?
ควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและพักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพราะผู้ป่วยโรคข้ออักเสบมีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคกระดูกพรุน มากกว่าคนทั่วไป ควรจำกัดการกินแป้ง น้ำตาลและอาหารที่มีไขมันสูงเพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะเบาหวานและไขมันในเลือดสูง ในระยะยาวผู้ป่วยโรคข้ออักเสบมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่สุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคติดเชื้อ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในบริเวณที่มีคนจำนวนมากหรือโรงพยาบาล ล้างมือบ่อยๆ และถ้าสามารถทำได้ ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันปอดบวม

sexy gaming

ทานอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัย สำหรับทารกแรกเกิด ถึง 1 ปี

การทานอาหาร ที่เหมาะสมในช่วงวัยแรกเกิด – 1 ปี สำหรับลูกน้อย มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตอย่างมาก หากได้รับ การทานอาหาร ไม่เหมาะสมอาจทำให้ลูกน้อยขาดธาตุเหล็ก น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน คือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก สังคม และอารมณ์ การใส่ใจในเรื่องอาหารสำหรับเด็กช่วงวัยนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เน้นนมแม่…ตามคำแนะนำจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
โดยทารกตั้งแต่แรกเกิด – 6 เดือน ควรให้กินนมแม่เป็นอาหารหลัก เพราะมีสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความรัก ความผูกพัน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กแรกเกิด ซึ่งจากผลวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินประมาณ 7 จุด เพราะการดูดนมแม่สามารถช่วยกระตุ้นสมองของลูกน้อยได้อย่างดี

รู้หรือไม่? แม่ชอบกินอาหารซ้ำๆ ทำให้ลูกน้อยเสี่ยงแพ้อาหาร
ในช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมลูก แพทย์แนะนำให้กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นอาหารที่หลากหลาย และไม่จำเป็นต้องงดอาหารใดๆ เพราะการกินอาหารแบบเดิมซ้ำๆ อาจทำให้ลูกแพ้อาหารชนิดนั้นไปด้วยยกเว้นอาหารที่มีความเสี่ยง เช่น ของหมัก/ดอง อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ปริมาณพลังงานและโปรตีนที่ลูกน้อยควรได้รับ
โดยปริมาณพลังงานและโปรตีนที่เหมาะสมนั้น จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักและกิจกรรมของลูกน้อย ดังนี้…

อายุ 0-6 เดือน น้ำหนัก 5-6 กิโลกรัม ควรกินนมอย่างเดียวก็เพียงพอ เพราะไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นนอกจากการนอน กินนมแม่ ยิ้ม ร้องไห้ หรือขับถ่าย

อายุ 6-12 เดือน น้ำหนัก 8-10 กิโลกรัม ควรได้รับพลังงาน 800-1,000 กิโลแคลอรี่/วัน
หลักโภชนาการสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย
อาหารสำหรับเด็ก 0-6 เดือน
6 เดือนแรก น้ำนมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดของลูกน้อย เพราะในนมแม่มีโปรตีนและไขมันเต็มที่ ช่วยลดภาวะติดเชื้อ ปอดอักเสบ หูอักเสบ ลำไส้อักเสบ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น (นมแม่มีน้ำอยู่เพียงพอ ประมาณ 80% ไม่จำเป็นต้องกินน้ำ)

อาหารสำหรับเด็ก 6 เดือนขึ้นไป
ช่วงวัยนี้ นอกจากนมแม่แล้วจะเริ่มให้กินอาหาร 1 มื้อ เริ่มต้นด้วยข้าว 3 – 4 ช้อนโต๊ะ ไข่แดงครึ่งฟอง สลับ หมู ไก่ กับปลาน้ำจืด ตับบด ผักสุกบด ฟักทอง และเพิ่มปริมาณอาหารขึ้นไปเรื่อยๆ

**สำหรับเด็กที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ องค์การอนามัยโลก แนะนำให้เริ่มกินอาหารเร็วขึ้น ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป**

อาหารสำหรับเด็ก 8 เดือนขึ้นไป
ช่วงวัยนี้ ต้องเพิ่มปริมาณมื้ออาหารเป็น 2 มื้อ ในช่วงเวลาไหนก็ได้ รวมถึงเพิ่มปริมาณอาหารขึ้นด้วย

อาหารสำหรับเด็ก 10 เดือน – 1 ปี
เมื่อลูกน้อยเข้าสู่ช่วงอายุ 10 เดือน – 1 ปี จะเริ่มกินอาหาร 3 มื้อแทนนมแม่ นมแม่จะกลายเป็นอาหารเสริม คุณแม่สามารถให้นมลูกในช่วงระหว่างมื้ออาหาร เช่น ก่อนมื้อเช้า หลังมื้อเที่ยง หรือก่อนนอน เป็นต้น

อาหารสำหรับอายุ 1 ปี ขึ้นไป
เมื่อลูกน้อยอายุครบ 1 ปี จะสามารกินอาหารได้เหมือนคนทั่วไป เน้นอาหารที่ไม่แข็งมาก เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ โจ๊ก ข้าวต้ม ราดหน้า เป็นต้น

เด็กถ่ายยาก…ควรทานอาหารอย่างไร?
เป็นเรื่องปกติ หากลูกน้อยกินอาหารเสริม แล้วไม่ได้ขับถ่ายดีเท่าตอนที่กินนมแม่อย่างเดียว จึงควรให้ลูกทานไฟเบอร์ ผัก ผลไม้เยอะๆ โดยเมนูแนะนำคือ นำผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย เช่นแก้วมังกร, แอปเปิ้ล, ส้ม, กีวี่ ปั่นผสมกับโยเกิร์ต แค่นี้ก็ทำให้ลูกน้อย กินอิ่ม นอนหลับ ขับถ่ายดี แล้วล่ะ
อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ความหลากหลายของอาหาร ควรทำให้มีสีสัน และมีความแปลกใหม่ รวมถึงให้ลูกมีส่วนร่วมในการกินข้าว เช่น หยิบจับช้อน หยิบอาหารด้วยตัวอง

sexy gaming

วัคซีน เครื่องมือป้องกันโรคสำหรับเด็ก

วัคซีนป้องกัน โรคสำหรับเด็ก ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากเด็กต้องได้รับการเรียนรู้ การสัมผัสจากสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัว เพื่อการเจริญเติบโต และ พัฒนาการที่ดีของเด็ก แต่ข้างนอกบ้านนั้นกลับมีเชื้อโรคมากมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคจึงต้องได้รับการฉีดวัคซีนโรคสำหรับเด็ก

วัคซีนป้องกัน สำหรับเด็กมีอะไรบ้าง
วัคซีนสำหรับเด็กมีทั้ง วัคซีนพื้นฐาน และวัคซีนเสริม

วัคซีนวัณโรค (BCG)
วัคซีนนี้จะได้รับตั้งแต่แรกเกิด ฉีดที่บริเวณต้นแขนซ้าย แผลวัคซีนจะแห้งใช้เวลา 1-2 เดือน หากถ้าได้รับวัคซีนตัวนี้แล้ว ไม่ต้องฉีดซ้ำ

วัคซีนตับอักเสบบี (HBV)
วัคซีนนี้จะได้รับฉีดเมื่อตอนแรกเกิด, 1-2 เดือน และ 6 เดือน ฉีดที่บริเวณต้นขาด้านหน้า ในกรณีที่คุณแม่เป็นพาหะไวรัสตับบี ฉีดเข็มที่ 2 อีกครั้งตอนอายุ 1 เดือน

วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (DTP)
วัคซีนนี้จะได้รับฉีดเมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน หากฉีดกระตุ้นอีกครั้งอายุ 4-6 ปี และ 11-12 ปี

วัคซีนโปลิโอชนิดทาน (OPV), วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (IPV)
วัคซีนนี้จะได้รับการทาน หรือ ฉีดเมื่ออายุ 2, 4, 6,18 เดือน และ 4-6 ปี

วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR)
วัคซีนนี้จะได้ฉีดครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 ปีครึ่งขึ้นไป

วัคซีนไข้สมองอักเสบ (JEV)
วัคซีนนี้จะได้รับฉีดเมื่ออายุ 9-12 เดือน และฉีดครั้งที่ 2 อีก 12-24 เดือนต่อมา

วัคซีนฮิบ (Hib)
เป็นวัคซีนเสริม จะได้รับฉีดที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน และกระตุ้นที่ 12-18 เดือน

วัคซีนโรต้า
เป็นวัคซีนเสริมชนิดทานชื่อว่า Rotarix ให้รับประทาน 2 ครั้ง ที่อายุ 2, 4 เดือน และ Rotateq ให้รับประทาน 3 ครั้ง ที่อายุ 2, 4, 6 เดือน

วัคซีนนิวโมคอคคัส หรือ วัคซีนไอพีดี
เป็นวัคซีนเสริม มีชนิด 10 สายพันธุ์ (Synflorix) และ 13 สายพันธุ์ (Prevnar) ให้ที่อายุ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นอายุ 12-15 เดือน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่
เป็นวัคซีนเสริม จะได้ฉีดตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง เด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี การฉีดครั้งแรกต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน

วัคซีนอีสุกอีใส
เป็นวัคซีนเสริม ฉีดตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป เข็ม 2 ฉีดเมื่ออายุ 2 ปีครึ่ง – 4 ปี

วัคซีนตับอักเสบเอ (HAV)
เป็นวัคซีนเสริม ฉีดตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน

sexy gaming

HIFU นวัตกรรมแห่งการยกกระชับ ปรับรูปหน้า

ถ้าพูดถึงใบหน้าในอุดมคติของสาวๆ โดยเฉพาะโซนเอเชีย หลายคนก็คงปฏิเสธใบหน้าเรียวรูปไข่ V Shape ไม่ได้ ถึงแม้ทุวันนี้เทรนด์รูปหน้าเข้ามาหลากหลาย เช่น เทรนด์หน้า L Shape แบบสาย ฝ. หรือ เทรนด์แก้มป่องตาโต หรือจะเป็นเทรนด์รูปหน้าสามเหลี่ยมแบบสาวจีนก็ตาม แต่เทรนด์หน้า V Shape ก็ยังแรง ไม่มีตก แล้วถ้าอยากจะได้ใบหน้าในอุดมคติ แต่ก็กลัวถ้าจะต้องผ่าตัด แล้วอะไรที่จะช่วยตอบโจทย์… HIFU นวัตกรรมแห่งการยกกระชับ ปรับรูปหน้า

ช่วยปรับโครงสร้างใบหน้า ยกกระชับโดยไม่ต้องศัลยกรรม

กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
HIFU คืออะไร
HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) เป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกกระชับและปรับรูปหน้าโดยอาศัยเทคโนโลยี Focused Ultrasound ที่สามารถปล่อยพลังงานในการกระตุ้นเซลล์ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นที่แพทย์ศัลยกรรมใช้ในการผ่าตัดดึงใบหน้า ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานประมาณ 1-2 ปี โดยไม่มีแผล และไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น

หลักการทำงานของ HIFU
HIFU เป็นการส่งผ่านพลังงานคลื่นความถี่สูงแบบเฉพาะจุด (Focused Ultrasound) ไปยังเนื้อเยื่อชั้น Superficial Muscular Aponeurotic System หรือ SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดดึงใบหน้า พลังงานที่ส่งลงไปจะเป็นจุดเล็กๆ โดยมีระยะห่างระหว่างจุดเท่าๆกันประมาณ 1-3 มม. ทำให้เกิดความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิวหนัง แต่ไม่ทำอันตรายต่อผิวด้านบน จึงไม่เกิดแผลที่บริเวณผิวหลังจากทำการรักษา
พลังงานจุดเล็กๆที่ลงไประหว่างรอยต่อของชั้น SMAS จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลให้คอลลาเจนในที่อยู่บริเวณนั้นหดตัวลงทันทีส่งผลให้ผิวกระชับหลังทำทันที และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในระดับ SMAS ทำให้ดึงเส้นใยคอลลาเจนในระบบต่างๆที่ยึดกับผิวชั้นบนให้ดีขึ้น ผิวในบริเวณนั้นจะถูกยกกระชับ ตึง และมีความเรียบเนียนเป็นธรรมชาติจากภายใน

HIFU เหมาะสำหรับใคร
ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ

ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดเจนหรือรูปหน้าไม่เรียว

ผู้ที่มีคิ้วและหางตาตก ทำให้ดูอายุมากกว่าความเป็นจริง

ผู้ที่ต้องการให้ผิวเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ และผิวสัมผัสดีขึ้น

ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU
สำหรับผู้ที่เคยได้รับการฉีด Botox,Filler,Mesotherapy หรือ เลเซอร์ มาก่อนควรแจ้งและปรึกษาแพทย์ก่อนล่วงหน้า เนื่องจาก HIFU อาจมีผลต่อการรักษาที่กล่าวมาข้างต้น อาจต้องมีการเว้นระยะก่อนจึงจะสามารถทำ HIFU ได้ ควรงดการตากแดดจัด อาบแดด หรือทำซาวน่า ก่อนทำประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วย HIFU เช่น บวมแดง หรือ เป็นรอยดำหลังการรักษา

ขั้นตอนการทำ HIFU
ทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะทำแล้วเช็ดให้แห้ง

ทาเจล Ultrasound เพื่อทำให้พลังงานถูกส่งลงไปใต้ผิวหนัง

เริ่มทำทรีทเมนท์ โดยจะเริ่มทำทีละส่วนขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำการรักษา

เช็ดเจลออก ทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดด
การรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 30-90 นาที ขึ้นกับบริเวณที่ทำการรักษา ผู้ได้รับการรักษาจะรู้สึกอุ่นๆ ที่ใต้ชั้นผิว แสดงได้ถึงพลังงานขนาดเล็กๆที่เครื่องส่งผ่านลงไปลึกถึงชั้น SMAS อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าได้มีการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นแล้ว ภายหลังการรักษาผู้ได้รับการรักษาสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ต้องมีการพักฟื้น

การดูแล หลังการรักษา
หลังทำ HIFU สามารถแต่งหน้าและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ในบางรายอาจมีผิวแดงขึ้นเล็กน้อย แต่จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องพักฟื้นผิว เพราะไม่มีการทำลายชั้นผิว และผิวหน้าที่ได้รับการฟื้นฟูจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง และสามารถทำ Treatment หรือ Laser อื่นๆได้ภายในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเน้นทรีตเมนท์ที่เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ผลลัพธ์ของการรักษา
เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหลังการรักษา แนวคิ้วและหางตายกขึ้น กรอบหน้าชัดเจนขึ้น

ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องมีการกระตุ้นซ้ำในระยะเวลา 1-3 เดือน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 6 เดือน เนื่องจากจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ (Collagen Remodeling) และยาวนานกว่า 1-2 ปี
*** หมายเหตุ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อายุ และการดูแลรักษาหลังทำ

sexy gaming

ลูกเจ็บป่วย เรียกทันที Child Ambulance 24 ชั่วโมง

ลูกเจ็บป่วย เรียกทันที Child Ambulance 24 ชั่วโมง

เวลาที่ลูกน้อยเจ็บป่วย คงไม่มีพ่อแม่คนไหนนิ่งนอนใจ ยิ่งในกรณีฉุกเฉินยิ่งอยากพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด แต่ในบางครั้งบางเวลาอาจจะไม่สะดวกที่จะพาลูกไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง แถมอาการของลูกก็ดูรุนแรงจนคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรไม่ถูก รถฉุกเฉินเด็กจึงเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องโดยเร็วที่สุด

Child Ambulance หรือรถฉุกเฉินเด็ก คืออะไร
รถฉุกเฉินเด็ก คือการบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็กทุกช่วงอายุ รวมถึงทารกที่อยู่ในภาวะวิกฤต บาดเจ็บและฉุกเฉิน ซึ่งมีบริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะเด็กไปกับรถด้วย เพราะอาการป่วยบางอย่างไม่สามารถรอเวลาได้ ต้องอาศัยความรวดเร็วในการช่วยเหลือ และรีบเคลื่อนย้ายมารักษาต่อที่รพ.โดยเร็วที่สุด

นอกจากการให้บริการทางการแพทย์ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์ในการช่วยช่วยชีวิต แล้ว Child Ambulance หรือรถฉุกเฉินเด็ก ยังได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายการ์ตูนที่มีสีสันสวยงาม เพื่อให้เด็กๆ เกิดความผ่อนคลายและหายกลัวได้อีกด้วย

ลูกมีอาการแบบไหน…ควรเรียกรถฉุกเฉินเด็ก
มีไข้สูงมาก เกิน 38 องศา
มีอาการชัก
หายใจติดขัดหรือหายใจไม่ออก
อาเจียนรุนแรง
อ่อนเพลีย ซึม สับสน และไม่มีการตอบสนอง
ไม่สามารถนั่งเองได้ หรือมีอาการคอพับ
ถูกสัตว์มีพิษกัดหรือต่อย
อุปกรณ์ภายในรถ Child Ambulance หรือรถฉุกเฉินเด็ก มีอะไรบ้าง
เครื่องช่วยหายใจ : เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คนไข้ที่ไม่สามารถหายใจได้เองได้รับออกซิเจนมากพอ
เครื่องวัดชีพจร : ใช้สำหรับการวัดสัญญาณชีพ ออกซิเจนในเลือด และการเปลี่ยนแปลงปริมาณเลือดของคนไข้
เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Defibrillator) : เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะระยะอันตรายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ในกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีวิตอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจอัตโนมัติ (AED) เครื่องให้ออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ เครื่องวัดความดันโลหิต อุปกรณ์การให้สารน้ำทางเส้นเลือด เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และยาที่จำเป็น พร้อมทั้งมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะเด็กและพยาบาลไปกับรถฉุกเฉิน เพื่อดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด และสามารถทำการรักษาในรถฉุกเฉินเด็กได้ทันที

sexy gaming

ก้าวเท้าสั้น ชอบหลงลืม อาการเตือน..น้ำคั่งในโพรงสมอง

ความจำเสื่อมถอยลง มีอาการซึม
อาการแสดงที่กล่าวมา อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ป่วย บางรายอาจมีอาการเซขณะนั่งหรือพูดเสียงแหบร่วมด้วย โดยเฉพาะลักษณะการเดินที่ผิดปกติไปอย่างชัดเจน ซึ่งหากสังเกตด้วยตาเปล่า อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นโรคพาร์กินสัน ตลอดจนภาวะหลงลืมที่เปลี่ยนไปคล้ายโรคอัลไซเมอร์ บวกกับความผิดปกติที่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ การสแกนสมอง (CT Scan) และการทำ MRI เพื่อวินิจฉัยอาการโดยละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยได้ถูกโรคและได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รักษาโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง ระบายน้ำออกยังไง ?
นอกจากการสแกนหารอยโรคด้วยเครื่อง CT Scan และการทำ MRI แล้ว แพทย์จะวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะการเดิน การนั่ง ตลอดจนความสามารถด้านสติปัญญาจากผู้ป่วย เพื่อให้แน่ใจในข้อบ่งชี้ต่างๆ ว่าใช่อาการของโรคน้ำคั่งในโพรงสมองจริง ซึ่งการรักษาโรคน้ำคั่งในโพรงสมองในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ

การเจาะรูใส่ท่อจากโพรงสมองมาปล่อยบริเวณท้อง
การเจาะรูใส่ท่อจากไขสันหลัง (บั้นเอว) มาปล่อยบริเวณท้อง
โดยแพทย์จะเจาะรูและใส่ท่อ เพื่อระบายน้ำในโพรงสมองที่คั่งออกไปยังช่องท้อง ก่อนจะถูกดูดซึมและขับออกในรูปแบบของปัสสาวะตามปกติ ซึ่งท่อระบายจะถูกใส่อยู่ในตัวผู้ป่วยไปตลอด เสมือนเป็นระบบระบายน้ำใหม่ ทดแทนระบบตามกลไกธรรมชาติที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกตินั่นเอง ในส่วนของบริเวณที่ใช้เจาะรูระบาย แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความพร้อมทั้งในด้านร่างกาย สุขภาพ โดยเฉพาะข้อจำกัดที่อาจทำให้ไม่สามารถผ่าตัดแบบใดแบบหนึ่งได้แบบเฉพาะรายต่อไป

ปล่อยน้ำคั่งในโพรงสมองต่อไป ไม่รักษาได้ไหม ?
โรคน้ำคั่งในโพรงสมอง เป็นโรคแห่งความเสื่อมที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงวัย ทั้งยังพบได้ในกลุ่มเด็กทารกร่วมด้วย แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักในบ้านเรา ซึ่งหากละเลยไม่รีบรักษาจะส่งผลให้เกิดโรคสมองเสื่อมตามมา หรือเกิดภาวะหลงลืมมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการผ่าตัดรักษาโรคน้ำคั่งในโพรงสมองก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง และมีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการผ่าตัดโรคทางสมองชนิดอื่นๆ ทั้งยังช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมตามวัยให้ยืดออกไปได้ หากพบว่ามีอาการใกล้เคียงจึงควรเข้ามาพบแพทย์

การผ่าตัดรักษาโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตั้งแต่กระบวนการวิเคราะห์โรคไปจนถึงขั้นตอนผ่าตัดรักษา เพราะปริมาณของน้ำในโพรงสมองที่ถูกระบายออกยังสัมพันธ์กับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัด เช่น อาการปวดหัว เป็นต้น หากสงสัยหรือไม่แน่ใจว่าสมาชิกในบ้านกำลังเป็นโรคน้ำคั่งในโพรงสมองอยู่หรือไม่ควร ปรึกษาความเสี่ยงโรคน้ำคั่งในโพรงสมองกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

sexy gaming

ลูกหอบ หายใจเสียงดัง ระวัง! โรคครูป…อันตรายที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ครูป (Croup) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ พบบ่อยในเด็กเล็ก ช่วงอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza), ไวรัส อาร์ เอส วี (RSV) และ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza) เป็นต้น เมื่อมีการติดเชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบบริเวณกล่องเสียงลงไปจนถึงบริเวณหลอดลมส่วนต้น ส่งผลให้หลอดลมบวม ตีบแคบ และเนื่องจากทางเดินหายใจของเด็กมีขนาดเล็ก จึงทำให้มีอาการแสดงที่ชัดเจน

ลูกน้อยเป็นครูปหรือไม่? พ่อแม่สังเกตได้จากอาการเหล่านี้
มีไข้ ไอ น้ำมูก นำมาก่อนประมาณ 2 วัน
หายใจเสียงดัง โดยเฉพาะช่วงหายใจเข้า
ไอเสียงก้อง เสียงแหบ
ในเด็กที่มีอาการรุนแรง เด็กจะมีอาการหอบเหนื่อย อกบุ๋ม คอบริเวณไหปลาร้ามีลักษณะบุ๋มเวลาหายใจเข้า ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวควรรีบพามาพบแพทย์
วิธีการรักษาครูปทำได้อย่างไรบ้าง
แพทย์ทำการประเมินสัญญาณชีพ ระดับออกซิเจน ลักษณะการหายใจของเด็กว่ามีอาการหอบเหนื่อยหรือไม่
ประเมินความรุนแรงของโรค โดยประเมินตามค่าคะแนนครูป (Croup score) หรือ ครูป (Croup)  จากลักษณะอาการไอ ลักษณะการหายใจ เสียงหายใจ เสียงลมเข้าปอด และระดับออกซิเจน โดยมีค่าคะแนนตั้งแต่ 0-10 คะแนน
** ในกรณีเด็กที่ประเมินแล้วอาการไม่รุนแรง ค่าคะแนนน้อยกว่า 4 คะแนน แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์โดยวิธีรับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือทางหลอดเลือดดำ ถ้าเด็กมีอาการดีขึ้นสามารถกลับบ้านได้ แต่จะนัดเพื่อติดตามอาการภายใน 24-48 ชั่วโมง

** ในกรณีเด็กที่ประเมินแล้วอาการอยู่ในระดับความรุนแรงปานกลาง ค่าคะแนนอยู่ในช่วง 4-7 คะแนน แพทย์จะให้พ่นยาอะดรีนาลีน (Adrenaline) เพิ่มเติมจากยาสเตียรอยด์ และประเมินอาการที่โรงพยาบาลในช่วง 2-4 ชั่วโมง กรณีที่เด็กอาการดีขึ้นหรือค่าคะแนนลดลง ก็สามารถกลับบ้านได้ และนัดเพื่อติดตามอาการต่อไป

** ในเด็กที่มีอาการรุนแรงมากหรือในกลุ่มเด็กที่มีโอกาสเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ค่าคะแนนสูงมากกว่า 7 คะแนน เด็กต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยแพทย์จะทำการดูแลอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากครูปสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการนัดเพื่อติดตามอาการในเด็กทุกรายหลังกลับบ้านภายใน 24-48 ชั่วโมง อาการของโรคมักหายภายในเวลา 3-7 วัน โดยส่วนใหญ่โรคครูปไม่ได้มีความรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีความเสี่ยงที่ทางเดินหายใจจะบวมจนส่งผลกระทบต่อการหายใจของผู้ป่วยได้เช่นกัน

โรคครูป…ป้องกันได้ด้วยวิธีนี้
หลีกเลี่ยงพาเด็กไปที่ชุมชน สถานที่ที่มีคนแออัดหรือพลุกพล่าน เช่น สนามเด็กเล่น บ้านบอล ห้างสรรพสินค้า ล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับของเล่นหรือเครื่องเล่นสาธารณะ
ใส่หน้ากากอนามัยกรณีคนในบ้านป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อไปสู่เด็ก
ในเด็กเล็กควรรับประทานน้ำนมแม่อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากแม่สู่ลูก
พาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

sexy gaming

 

ลูกมีไข้สูง หายใจหอบ เสี่ยง! โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจในเด็ก

ช่วงฤดูฝน ถึง ฤดูหนาว สภาวะอากาศเช่นนี้ทำให้เชื้อโรคมีการเจริญเติบโตและ แพร่เชื้อ ได้ดี เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรคผ่านการหายใจ เชื้อโรคจะผ่านไปตามอวัยวะสำคัญต่างๆ ของระบบหายใจ ก่อให้เกิดการติดเชื้อขึ้น ซึ่งมักพบในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจในเด็ก เพื่อสังเกตอาการและพาลูกน้อยไปพบแพทย์อย่างทันท่วงที

โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจในเด็กคืออะไร?
คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่จมูก หลอดลม ลงไปที่ปอด มักมีอาการไม่เกิน 4 สัปดาห์ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่ม คือ

โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจส่วนบน หมายถึง การติดเชื้อตั้งแต่ช่องจมูกจนถึงบริเวณเหนือกล่องเสียง เช่น โรคหวัด คออักเสบ หูอักเสบ เป็นต้น
โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง หมายถึง การติดเชื้อตั้งแต่หลอดคอ ลงไปจนถึงถุงลมปอด เช่น โรคครูป โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบหรือปอดติดเชื้อ เป็นต้น
** โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เป็นโรคที่อันตรายในเด็ก ส่งผลให้เด็กมีภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ อาการที่พ่อแม่ต้องสังเกตคือ ลูกมีไข้สูง ไอมีเสมหะ หายใจหอบ หายใจแล้วมีอกบุ๋ม หรือหายใจแล้วช่องท้องและช่องอกยกผิดปกติ เป็นต้น หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์

วิธีการรักษาในกรณีเด็กมีภาวะปอดติดเชื้อ
ให้เด็กอยู่ในสถานที่ที่สงบ เพราะเมื่อเด็กตื่นเต้น ร้องไห้ หรือกระวนกระวาย จะทำให้เด็กหายใจเร็วขึ้น หรือลมเข้าปอดได้ไม่ดีนัก และทำให้ออกซิเจนต่ำลงด้วย
ให้ออกซิเจนในกรณีที่เด็กมีระดับออกซิเจนต่ำ
หาสาเหตุของการติดเชื้อ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ ส่วนการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะนั้นจะใช้ในกรณีที่มีอาการแสดงหรือมีหลักฐานว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย
การป้องกันและลดความเสี่ยงโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบทางเดินหายใจ
ในเด็กเล็กควรรับประทานน้ำนมแม่อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากแม่สู่ลูก
รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
หลีกเลี่ยงพาเด็กไปที่ชุมชน คนแออัดหรือพลุกพล่าน เช่น สนามเด็กเล่น บ้านบอล ห้างสรรพสินค้า ล้างมือทุกครั้งหลังเล่น หรือสัมผัสของเล่นส่วนรวม
ใส่หน้ากากอนามัยกรณีคนในบ้านป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อไปสู่เด็ก
รับวัคซีนป้องกันโรค ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ (IPD)

sexy gaming

พ่อแม่ควรระวัง! ติดเชื้อในกระแสเลือด…โรคที่เด็กเล็กเสี่ยงเสียชีวิตสูง

การติดเชื้อในกระแสเลือด สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยช่วงอายุที่ต้องเฝ้าระวังคือ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี และในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงได้มากกว่าวัยอื่น

“ติดเชื้อในกระแสเลือด” มีสาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง
การติดเชื้อในกระแสเลือดในเด็ก อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา โดยเชื้อโรคมักอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กโดยไม่ก่อโรค เช่น ในโพรงจมูก คอหอย ผิวหนัง แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอก็จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและเกิดการติดเชื้อได้

การติดเชื้อโดยทั่วไปสามารถเกิดการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆ ได้ เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อทางเดินอาหาร และอาจไม่มีตำแหน่งการติดเชื้อที่ชัดเจน โดยการติดเชื้อดังกล่าวถ้ามีอาการรุนแรง เชื้อโรคก็สามารถผ่านเข้าไปในกระเลือดและเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วยได้ โดยการติดเชื้อร่วมกับมีสัญญาณชีพผิดปกติ และเมื่อตรวจเลือดพบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวผิดปกติ จะเรียกภาวะนี้ว่า Sepsis ส่วนในกรณีที่เชื้อโรคเข้าไปในกระแสเลือดร่วมด้วยจะเรียกว่า Septicemia

พ่อแม่สังเกตอาการลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง
มีไข้สูงโดยเฉพาะสูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ในเด็กเล็กอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ
มีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
เด็กมีอาการซึมลง เล่นน้อยลง ไม่ร่าเริง ตัวลาย ทานอาหารหรือน้ำได้น้อยลง ปัสสาวะออกน้อย
แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อในกระแสเลือด
การติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะที่รุนแรง โดยเฉพาะในเด็กอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไตวาย หรือ อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

ร้อยละ 30 ของผู้ที่ติดเชื้อในกระแสเลือดไม่สามารถจับเชื้อที่เป็นสาเหตุ เมื่อแพทย์วินิจฉัยหรือสงสัยว่าเด็กมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุทางหลอดเลือดดำทันที และตรวจเพาะเชื้อในเลือดเพื่อหาสาเหตุของการติดเชื้อ โดยใช้ระยะเวลาในการเพาะเชื้อประมาณ 48-72 ชั่วโมง หลังจากทราบผลการเพาะเชื้อ แพทย์จะปรับยาฆ่าเชื้อให้เหมาะสมกับเชื้อโรคนั้นๆมากที่สุด

การป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดในเด็ก
รักษาความสะอาดและสุขภาวะอนามัยของเด็ก เช่น สอนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือเมื่อหยิบจับสิ่งของ
หลีกเที่ยงที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น หลีกเลี่ยงผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย
การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดสามารถการป้องกัน หรือ ลดความรุนแรงโดยการรับวัคซีน เช่น วัคซีนฮิบ(Hib) หรือ วัคซีน ไอ พี ดี (IPD) เป็นต้น

sexy gaming

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget