Minimal Cozy Style คืออะไร ใช้วัสดุอะไรในการตกแต่งเป็นหลัก

Minimal Style คืออะไร?

สไตล์การตกแต่งที่เรียบง่าย เน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบน้อยชิ้น แต่ละชิ้นต้องมากด้วยประโยชน์ อีกทั้งยังต้องไม่ทิ้งดีไซน์เรียบๆ ไม่ว่าจะด้วยรูปทรง สี และต้องไม่มีลวดลายมากนัก ซึ่งการจัดวางต่างๆ จะอยู่ในลักษณะที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เอกลักษณ์ในการตกแต่งสไตล์มินิมอล คือ การมีความสมดุลและความผ่อนคลาย มักจะมีโทนสีแบบโมโนโทนหรือสีอ่อนๆ เช่น สีขาว สีเทาอ่อน สีเทาเข้ม รวมถึงการออกแบบที่มีเส้นสายตาที่ตรงและชาร์ป

เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่คัดสรรมาตกแต่งในบ้านสไตล์นี้ มักจะตอบสนองการใช้งานได้อย่างครบครัน มีความพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป นอกจากนี้ ยังเน้นการจัดสเปสให้มีความว่างและดูกว้างขวาง โปร่งโล่ง สไตล์นี้จึงได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในหมู่คนรุ่นใหม่ที่รักความสงบและชอบการตกแต่งบ้านที่เน้นความสะอาด ปลอดโปร่ง และมีพื้นที่ว่างเยอะๆ

ลักษณะการตกแต่งที่บ่งบอกถึงความเป็น “มินิมอลสไตล์”

มีสเปซเหลือใช้เยอะ

ด้วยความที่สไตล์มินิมอลมีการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น เน้นการเลือกใช้แต่ของที่จำเป็น และของตกแต่งเหล่านั้นต้องมีความเรียบง่าย ทำให้การตกแต่งสไตล์นี้ มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่มาก คือเป็นอัตราส่วนโดยประมาณ Space 60% : Decoration 40%

ใช้สีน้อยๆ หรือสีโมโนโทนในการตกแต่ง 

สไตล์มินิมอลจะใช้โทนสีในการตกแต่งไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเป็นสีพื้นที่ช่วยเพิ่มความสว่างให้กับห้อง โทนสีที่ใช้สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล ควรเป็นสีออกโมโนโทนหรือสีอ่อนๆ อย่างเช่น สีขาว เทาอ่อน เทาเข้ม น้ำตาลอ่อน

เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่จำเป็น และมีดีไซน์เฉพาะตัว

เฟอร์นิเจอร์ในแบบมินิมอลสไตล์ ถึงแม้จะมีความเรียบ ไม่เน้นรวดลาย แต่ดีไซน์ต้องดูทันสมัย หรือมีรูปทรงที่น่าสนใจ เช่น โคมไฟเรียบๆ หรือดีไซน์บางเฉียบ เก้าอี้พื้นๆ ที่ไม่มีลวดลาย แต่มีรูปทรงที่ดูมีคอนเซ็ปต์ ลดทอนความเยอะและไม่จำเป็นให้เหลือแต่ความเรียบง่ายที่ดูโดดเด่นในแบบของตัวเอง

สไตล์ Cozy คืออะไร

สไตล์ Cozy คือ การผสมผสานความเข้าใจทั้งธรรมชาติ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยมาผสมผสานให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน ถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบในการตกแต่ง เช่น การปูพื้น โทนสี ของตกแต่ง เครื่องเรือนรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์

โทนสีที่นิยมนำมาใช้คือเฉดสีที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ อย่างเช่น กลุ่มสีเอิร์ธโทน ภาพรวมการจัดวางและตกแต่งภายใน โดยเน้นความโล่งและเปิดรับแสงในทุกด้าน ไม่เพียงแต่โทนสีและความส่องสว่าง หนึ่งเทคนิคที่ดีและห้ามพลาดในการตกแต่งบ้านในสไตล์ Cozy คือ เฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะวัสดุตระกูลไม้ ไม่ว่าจะเป็น ไม้จริงหรือไม้สังเคราะห์

ลักษณะการตกแต่งที่บ่งบอกถึงความเป็น Cozy Style

วัสดุตกแต่งที่มีความเป็นธรรมชาติ

จุดสังเกตุอย่างแรกคือการตกแต่งในสไตล์ Cozy มักจะเลือกใช้วัสดุก่อสร้างหรือตกแต่งที่ทำมาจากธรรมชาติ หรือมี Mood&Tone ของความเป็นธรรมชาติ พื้น เพดาน ผนัง รวมทั้งเฟอรนิเจอร์ต่างๆ เช่น เครื่องเรือน ของตกแต่ง  มักจะมีงานไม้เป็นพระเอกหลักๆ รวมไปถึงวัสดุอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น งานหินอ่อน ปูนเปลือยสีโทนอ่อนๆ ไม้คอร์ก โดยสามารถใช้ไม้เทียมทดแทนได้ ซึ่งจุดเด่นของวัสดุดังกล่าวไม่ได้มีแค่ความสวยงามและการสร้างความรู้สึกที่ดี วัสดุจากธรรมชาติยังมีความแข็งแรง ทนทาน เหมาะสำหรับทุกสภาพอากาศอย่างแท้จริง

 

โทนสีและการตกแต่งที่เหมาะสมกับการพักผ่อน

สไตล์ Cozy จะมีจุดเด่นในเรื่องของการสร้างบรรยากาศ การเล่นกับความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย โดยจะเน้นให้ความรู้สึกที่อบอุ่น เบาสบาย และสร้างความผ่อนคลาย ทำให้เกิดสภาวะแห่งความสงบสุขเมื่อก้าวเข้าบ้าน ออกแบบบ้าน  การเลือกใช้โทนสีจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน โดยความผ่อนคลายนี้ถูกส่งผ่านทางการตกแต่งและโทนสีที่เลือกใช้ เช่น เฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสว่าง ที่สร้างบรรยากาศเย็นสบายตาและสร้างความสุขกับผู้อยู่อาศัย

 

ดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์การใช้งาน

แม้การตกแต่งแบบ Cozy จะเรียบง่าย แต่ก็ต้องตอบโจทย์การใช้พื้นที่ให้กับคนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี อาจจะมีการใช้เทคนิคการกั้นห้องเพื่อจัดสรรพื้นที่แต่ละห้องให้เป็นสัดส่วน ครบครันโดยที่ต้องดูไม่รกมากจนเกินไป ถ้ายังคิดภาพไม่ออก ส่วนที่นอนก็เป็นแบบฟูกวางกับพื้น เพื่อให้จัดเก็บได้ง่าย หรือการใช้เบาะนั่งกับพื้นเพื่อแทนเก้าอี้ เป็นต้น เช่นเดียวกับการใช้พื้นไม้จริงและลามิเนตจะช่วยตอบโจทย์เรื่องราคาที่ไม่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสวยงามและอายุการใช้งานที่ยาวนานพอสมควร

สไตล์ Minimal&Cozy ก็คือการนำเอาความเรียบง่ายของสไตล์ Minimal มาผสมผสานกับการตกแต่งที่มีความอบอุ่นในแบบ Cozy กล่าวคือ เป็นการจับเอาเทคนิคการตกแต่ง การเลือกใช้วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ โทนสี และการออกแบบของทาง 2 สไตล์ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนในแบบใหม่ๆ หากจะนึกให้เห็นภาพง่ายขึ้น สไตล์นี้เป็นสไตล์ที่นิยมนำไปตกแต่งคาเฟ่ หรือเป็นแบบบ้านของญี่ปุ่นที่มีให้เห็นกันบ่อยๆ

วัสดุที่บ่งบอกถึงความเป็น Minimal&Cozy

วัสดุที่บ่งบอกถึงความเป็น Minimal&Cozy มีหลายอย่างด้วยกัน แต่จุดเด่นของวัสดุเหล่านั้นที่จะทำให้การตกแต่งโดยรวมออกมาเป็นสไตล์ Minimal&Cozy คือต้องมีความเรียบง่าย จับไปวางตรงไหนก็ทำให้ห้องดูสบายตา ไม่โดดออกมาจากภาพรวมมากเกินไป ยกตัวอย่างเช่น

พื้นไม้จริง (wood flooring)

พื้นไม้ (wood flooring) ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งคนไทยนิยมใช้ไม้มาตั้งแต่สมัยอดีตกาล เนื่องด้วยไม้ในอดีตเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ปลูกทดแทนได้ ไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำพื้นเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก เป็นต้น สามารถนำมาใช้ได้ทั้งบ้านไม้ และบ้านปูน กรณีเป็นบ้านไม้ใช้วิธีตอกยึดกับคานไม้ แต่ปัจจุบันนิยมสร้างบ้านปูนกันมาก โดยทำการเทพื้นคอนกรีตก่อน จากนั้นปูพื้นไม้ทับไปอีกทีด้วยกาวสำหรับงานปูพื้น เนื้อไม้จะให้ผิวสัมผัสที่สบายเท้า สีสันอบอุ่น ดูหรูหราอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้ไม้เริ่มหายากจึงมีราคาที่สูงมาก บ้านที่นิยมนำไม้มาเป็นวัสดุปูพื้นจึงมักเป็นบ้านหรู Luxury หรือบ้านชาวบ้านที่นำไม้ปลูกเองในชุมชนมาใช้งาน ส่วนบ้านทั่วไปนิยมใช้วัสดุทดแทนไม้ หรือไม้เทียมนั่นเอง

พื้นลามิเนต 

พื้นไม้ลามิเนต คือ พื้นไม้ที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยมีไม้เป็นส่วนประกอบแค่บางส่วน ในปัจจุบันพื้นประเภทนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความทนทาน สวยงามเหมือนไม้จริง และติดตั้งง่าย อีกทั้งมีระบบล๊อกที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นไม้ การเปลี่ยนจากการเชื่อมต่อด้วยกาวมาเป็นการเชื่อมโดยใช้กลไกเล็กๆน้อยๆก็ทำให้การติดตั้งเป็นไปได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

สำหรับความหนาที่นิยมนำไปใช้งาน จะมีความหนาตั้งแต่ 6 -12 มิลลิเมตร โดยขนาดความกว้าง x ยาว ที่นิยมนำไปใช้งาน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 195 x 1200  มิลลิเมตร และในส่วนอายุการใช้งานนั้น เกรดธรรมดาจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10-15 ปี และเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป

แผ่นลามิเนตตัดต่อลาย (Patchwork Laminate) 

ควรกำหนดลายและขนาดของแผ่นให้แน่นอนก่อนสั่งผลิต สามารถตัดแต่งแก้ไขภายหลังได้แต่จะสิ้นเปลือง แผ่นลามิเนตตัดต่อลายคือการนำวัสดุปิดผิวลามิเนตมาทำการตัดต่อให้เกิดเป็นลวดลายโดยใช้เครื่องจักรคุณภาพสูงในการตัดแผ่นลามิเนตแล้วนำมาต่อกันบนแผ่นไม้ MDF ดังนั้นความหนารวมของแผ่นลามิเนตตัดต่อลายจะมากกว่าแผ่นไฮเพรสเชอร์ลามิเนตทั่วไป

พลาสวูด PLASWOOD

ผลิตภัณฑ์แผ่น PLASWOOD เป็นแผ่นพีวีซีชนิดแข็ง (PVC Foam Sheet) ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ทดแทนไม้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้อันมีค่าซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ช่วยรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก

PLASTWOOD (Plaswood Sheet) แผ่นพลาสวูด แผ่นเรียบเอนกประสงค์ ขนาดหน้ากว้าง 1.20 ม. และสามารถผลิตได้ความยาวสูงสุดถึง 6 เมตร (สั่งทำ) มีความหนาตั้งแต่ 1 มม.ถึง 25 มม.เป็นผลิตภัณฑ์ PVC Foam Sheet ที่มีคุณภาพสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ทดแทนการใช้ไม้ธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่าไม้ธรรมชาติ

ประเภทของแผ่นพลาสวูด

แผ่นพลาสวูด คุณสมบัติของพลาสวูด สามารถแบ่งประเภทตามความแข็งของวัสดุได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

1.Deca Foam ความหนาไม่เกิน10มิล ผิวหน้าจะมีความอ่อนตัวไม่แข็งมาก ตัวแผ่นค่อนข้างอ่อน ใช้ที่ติดไว้โดยที่ไม่มีอะไรมากระแทรก เช่น ป้ายติดผนังภายในอาคาร

2.Ex Foam แผ่นชนิดนี้จะมีความแข็งมากกว่าDeca Foam สามารถนำมาฉลุ กับชิ้นงานตามความต้องการได้

3.Celuka Foam แผ่นประเภทนี้ มีความแข็งแรงมากขึ้นมาจากสองประเภทแรกที่ได้กล่าวถึงไป สามาถทำเป็นพื้นหรือผนังแทนไม้ได้ รับแรงกระแทรกและน้ำหนักได้ดี เป็น ไม้ พาส วู ด

Crystal Board (แผ่นคริสตัลบอร์ด) 

ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ตกแต่งแทนกระจกพ่นสี (Glass Coat) ซึ่งมีปัญหาในเรื่องการหลุดล่อนของสีเนื่องจากผลิตโดยการพ่นสีลงบนกระจก แผ่นคริสตัลบอร์ดทนทานกว่าเนื่องจากตัววัสดุมีอะคลิลิค 2 ชั้นแบ่งเป็นชั้นของอะคลิลิคที่เป็นชั้นเนื้อสี และอะคลิลิคที่เป็นผิวหน้ามันวาวสำหรับป้องกันรอยขูดขีด

น้ำหนักของแผ่นคริสตัลบอร์ดเบากว่ากระจกทั่วไปประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถทนอุณภูมิได้ตั้งแต่ 77 – 95 องศาเซลเซียส ใช้ตกแต่งเคาน์เตอร์ครัว หน้าบานตู้บิ้วท์อิน (Built-in) ผนังบริเวณเตากระทะ ผนังห้องทั่วไป รวมถึงผนังห้องน้ำก้สามารถใช้ได้

Cork Finishing (แผ่นไม้คอร์ก) 

นับเป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างแท้จริง เนื่องจากการผลิตนั้นจะใช้วิธีการลอกเปลือกของต้นไม้ชั้นนอกออกมาผลิตเป็นแผ่นไม้คอร์กสำเร็จรูป ต้นไม้ที่ถูกลอกเปลือกนั้นจะไม่ตายและมีการเจริญเติบโตต่อไป เมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 20 ปี ก็สามารถลอกเปลือกออกมาใช้งานได้อีก

คุณสมบัติที่โดดเด่นของแผ่นไม้คอร์กคือ เป็นวัสดุดูดซับเสียงสามารถใช้กรุผนังห้องซ้อมดนตรี หรือห้องนอนได้ ผิวสัมผัสสวยงาม มีกลิ่นอายสไตล์ลอฟท์

ระแนงไม้เทียมพลาสติกคอมโพสิต (Wood Plastic Composite Lath) 

ระแนงไม้เทียมพลาสติกคอมโพสิต หรือ WPC คือ วัสดุที่มีส่วนผสมของไม้ และพลาสติก มีทั้งหน้าตัดแบบกลวง และหน้าตัดแบบตัน ซึ่งคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้นๆจะโดดเด่น และโน้มเอียงไปทางไหนก็จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของไม้ และพลาสติกที่นำมาผสมกันนั่นเอง โดยเฉลี่ยแล้วจะมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี

กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass หรือ T/P) 

กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass หรือ T/P ) หรือที่เรียกว่ากระจกอบ คือการนำกระจกธรรมดาไปผ่านกระบวนการอบที่ความร้อนสูงประมาณ 650 องศาเซลเซียส แล้วนำมาเป่าด้วยลมแรงดันสูงให้เย็นตัวลงทันที เพื่อให้กระจกเกิดความแข็งแกร่งกว่าเดิม 3-5 เท่า ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และมีความปลอดภัยมากขึ้น

ในกรณีที่กระจกเทมเปอร์เกิดการแตกหัก จะแตกออกเป็นเม็ดคล้ายเม็ดข้าวโพด ซึ่งมีความแหลมคมไม่มาก ทำให้มีโอกาสเกิดอันตรายน้อยกว่ากระจกธรรมดา เหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อการแตกร้าว และต้องการความปลอดภัยที่เกิดจากกระจกแตกร้าว (safety)

แต่งคอนโดสตูดิโอ ขนาดไม่เกิน 30 ตร.ม. งบถูกสุดแค่ 5 หมื่น

หลังจากปล่อยห้องให้คนเช่าจนทรุดโทรม เลยตัดสินใจ ตกแต่งห้องคอนโด โลว์ไรส์ (low rise) ขนาด 29 ตารางเมตรนี้ซะใหม่ในราคาประหยัด เน้นคอนเซ็ปต์การใช้งาน ขนาด และราคาเป็นหลัก โดยเริ่มจากทาสีห้องคุมโทนสีส้ม-ขาวเพื่อให้ห้องดูสว่างอย่างที่ชอบ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งใหม่ แต่งผนังครัวด้วยกระเบื้องโมเสก และอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดของแต่งและเฟอร์นิเจอร์อย่างละเอียด รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 50,000 บาท

– แต่งคอนโดขนาดเล็ก 29 ตร.ม. ไม่ใช้บิวท์อิน ด้วยงบแค่ 5 หมื่น

แต่งคอนโดสตูดิโอขนาด 21.5 ตร.ม. งบไม่เกินแสนแต่น่าอยู่เกินราคา

แม้คอนโดห้องสตูดิโอจะมีขนาดเล็กเพียงแค่ 21.5 ตารางเมตร แต่เจ้าของห้องก็ไม่จำกัดไอเดียการตกแต่งด้วยขนาดห้อง และลงมือแต่งเติมห้องโล่ง ๆ นี้ให้ดูสวยงาม น่าอยู่ไม่แพ้ห้องขนาดใหญ่เลย รับออกแบบบ้าน  ให้คนที่อยากมีห้องสวย ๆ ได้นำไปเป็นแรงบันดาลใจกันอีกด้วย ห้องนี้มีการติดวอลเปเปอร์และคุมโทนสีเทา ครีม น้ำเงิน ดำ ขาว และสีเนื้อไม้ แบ่งโซนการใช้งานได้อย่างชาญฉลาด รวมไปถึงการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ให้อยู่ในงบประมาณ 8-9 หมื่นบาทเท่านั้นเอง

– แต่งคอนโดสตูดิโอขนาด 21.5 ตร.ม. งบไม่เกินแสนแต่น่าอยู่เกินราคา

มือใหม่หัดทำผนังปูนเปลือย แต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์ในงบ 1 แสน

มีความฝันที่อยากซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เค้าจึงเริ่มตามฝันด้วยการซื้อห้องคอนโดแบบสตูดิโอขนาด 24 ตารางเมตร มาตกแต่งใหม่ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เพียงเล็กน้อย ทาสีผนังแบบปูนเปลือย เลือกของตกแต่งให้อยู่ในโทนเท่ ๆ จนได้ออกมาเป็นห้องสไตล์ลอฟท์สมใจเจ้าของห้อง ด้วยงบประมาณคร่าว ๆ ที่ 100,000 บาท

– มือใหม่หัดทำผนังปูนเปลือย แต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์ในงบ 1 แสน

ขั้นตอนการซื้อคอนโดมือสอง และแปลงโฉมห้องในงบประหยัด

ย้ายมาบรรจุงานราชการแถวนนทบุรี ทั้งคู่เลยตัดสินใจมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ จนไปเจอห้องคอนโดมือสองที่ถูกใจจึงตกลงซื้อ และได้นำเกร็คความรู้ในการซื้อคอนโดมือสองอย่างละเอียดมาฝากกัน เพื่อให้คนที่กำลังจะซื้อคอนโดมือสองได้นำไปพิจารณาและป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับตกแต่งห้องนั้นซะใหม่ด้วยการปูพื้นลามิเนต เดินไฟและติดตั้งโคมไฟ ประหยัดงบด้วยการซื้อเฟอร์นิเจอร์มาวางแทนการบิวท์อิน ราคาคอนโดมือสองอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท รวมค่าตกแต่ง 159,453 บาท

– ขั้นตอนการซื้อคอนโดมือสอง และแปลงโฉมห้องในงบประหยัด

รีวิวห้องคอนโดมือสองขนาด 25 ตร.ม. ให้น่าอยู่เกินขนาดพื้นที่

แม้เป็นห้องสตูดิโอมือสองที่มีขนาดแค่ 25 ตารางเมตร ก็สามารถรีโนเวทใหม่ ทั้งปูกระเบื้อง ทาสี เน้นเปิดห้องให้โล่งเข้าไว้ และเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน ทำให้ทุกพื้นที่นั้นคุ้มค่า แม้จะดูหลากสไลต์ไปหน่อย แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของความเป็นลอฟท์ผสมความคลาสสิกไว้เล็กน้อย ด้วยโทนสีเทา ขาว และดำ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 170,000 บาท

– รีโนเวทห้องคอนโดมือสองขนาด 25 ตร.ม. ให้น่าอยู่เกินขนาดพื้นที่

รีวิวแต่งคอนโดห้องสตูดิโอ พื้นที่ไม่มากแต่น่าอยู่ทุกมุม !

อยากปล่อยคอนโดห้องสตูดิโอขนาดเล็กให้คนเช่า ตกแต่งห้องคอนโด  เธอจึงลงมือแปลงโฉมห้องโล่ง ๆ ด้วยไอเดียที่เรียกว่า “ตามใจฉัน” ให้ดูน่าอยู่ทุกมุม โชคดีที่ทางโครงการมีส่วนบิวท์อินและเฟอร์นิเจอร์มาให้บ้างแล้ว เธอเลยนำเอาของตกแต่งที่ดูมีสีสันอย่างกรอบรูปงานศิลปะ หมอนอิงสีส้ม โมเดลและตุ๊กตาต่าง ๆ เข้ามาแต่งแต้มให้มีความหลากหลาย แต่ได้ความลงตัวเป็นที่สุด

– รีวิวแต่งคอนโดห้องสตูดิโอ พื้นที่ไม่มากแต่น่าอยู่ทุกมุม !

คราวนี้เชื่อแล้วหรือยังว่า ห้องคอนโดเล็ก ๆ ที่กว้างไม่เกิน 30 ตารางเมตร อย่างห้องสตูดิโอเหล่านี้ หากมีไอเดียดี ๆ มาตกแต่ง และแบ่งสัดส่วนการใช้งานให้ชัดเจนแบบนี้ ก็ทำให้น่าอยู่ไม่แพ้ห้องคอนโดขนาดใหญ่ได้เหมือนกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าคอนโดมีพื้นที่จำกัด บางแห่งมีขนาดประมาณเพียง 20 ตารางเมตรเท่านั้น แม้จะเป็นคอนโด 2 ห้องนอนขนาดใหญ่กว่า 60 ตารางเมตร แต่พื้นที่ของแต่ละห้องก็ยังจัดว่ามีขนาดเล็กและอาจสร้างความอึดอัดได้ไม่แพ้ห้องสตูดิโอเช่นกัน แต่หมดกังวลได้ เพราะเรามีทริคตกแต่งคอนโดเล็ก ๆ ให้ดูกว้างและอยู่สบาย โดยสามารถนำไปใช้ได้กับทุกแบบห้อง

1. แบ่งพื้นที่ใช้สอยเพื่อให้ห้องดูโปร่งและเรียบง่ายสบายตา
วิธีตกแต่งคอนโดนี้จะทำให้ดูมีพื้นที่มาก โดยไม่ควรทำผนังกั้นห้อง แต่อาจยกเว้นห้องนอนหากต้องการความเป็นส่วนตัว และควรรวมฟังก์ชันต่าง ๆ ไว้ในห้องเดียว เพื่อให้ห้องดูเป็นสัดส่วน อาจใช้เฟอร์นิเจอร์ช่วยในการแบ่งโซนฟังก์ชันต่าง ๆ

เช่น พยายามจัดให้ทางเดินและพื้นที่ตรงกลางให้โล่งโดยติดตั้งหรือวางเฟอร์นิเจอร์ชิดผนัง หากจำเป็นต้องไว้เฟอร์นิเจอร์ที่กลางห้อง เช่น โต๊ะกาแฟ ชุดโต๊ะทานอาหาร ก็ควรเลือกให้มีขนาดพอเหมาะและพยายามจัดให้มีทางเดินกว้าง ๆ

2. กั้นห้องแบบโปร่ง
ในกรณีที่ต้องกั้นห้อง โดยเฉพาะสำหรับห้องสตูดิโอหรือ 1 ห้องนอน ควรเลือกใช้ผนังหรือฉากกั้นห้องแบบโปร่งที่สามารถมองทะลุได้ หรือใช้ประตูกระจกบานเลื่อน ซึ่งจะไม่กินพื้นที่พร้อมทำให้ห้องดูปลอดโปร่ง แต่ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว ให้เลือกใช้กระจกฝ้าเพื่อกั้นไม่ให้มองทะลุเห็นภายในห้องได้

3. ใช้มุมหรือช่องว่างเป็นที่เก็บของ
อีกทริคการแต่งคอนโดขนาดเล็กให้ดูกว้างขึ้น คือ การทำชั้นวางและตู้เก็บของที่มุมห้องหรือช่องว่างบริเวณกำแพง นอกจากจะได้พื้นที่เก็บของมากขึ้นแล้ว ยังสามารถประหยัดพื้นที่อื่น ๆ สำหรับใช้เป็นทางเดินและใช้สอยอื่น ๆ ได้ด้วย

4. ทำตู้เสื้อผ้าให้สูงติดเพดาน
การตกแต่งคอนโดแบบนี้เป็นการใช้พื้นที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ถ้ามีพื้นที่มาก ขอแนะนำให้แบ่งตู้เสื้อผ้าเป็นช่องเก็บของอื่น ๆ ซึ่งจะลดการใช้พื้นที่ส่วนอื่นของห้องสำหรับเป็นที่เก็บของ หรือทำให้ไม่ต้องวางของเรี่ยราดจนห้องดูแน่นและน่าอึดอัด

5. ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชัน
ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์หลายประเภทได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้มากกว่า 1 ฟังก์ชัน เพื่อรองรับกับการอยู่อาศัยในคอนโดที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชันที่นิยมกัน เช่น โซฟาเตียงที่สามารถใช้เป็นโซฟาและปรับให้เป็นเตียงนอนได้ เตียงที่มีลิ้นชักหรือช่องเก็บของ เก้าอี้สตูลที่สามารถเปิดเก็บของได้ เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ทั้งไม่กินพื้นที่ เซฟเงิน และช่วยให้ได้สนุกกับการตกแต่งคอนโดให้ดูมีสไตล์อีกด้วย

6. ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไม่ปิดทึบรอบด้าน
พวกชั้นวางของ ตู้เก็บของ โต๊ะ และชั้นวางโทรทัศน์ที่ดูหนาหรือปิดทึบอาจทำให้ห้องดูเล็กลงได้ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ ที่มีดีไซน์โปร่งและใช้วัสดุที่เป็นไม้และบาง จะช่วยให้ห้องปลอดโปร่งโล่งสบาย

7. ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบพับเก็บได้
สำหรับห้องที่มีขนาดเล็กมาก ขอแนะนำให้ตกแต่งคอนโดด้วยเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่พับเก็บได้ เช่น โต๊ะกินข้าว โต๊ะทำงาน และเตียง ซึ่งทำให้จะประหยัดพื้นที่ได้มากเมื่อไม่ได้ใช้งาน อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนฟังก์ชันการทำงานของห้องได้ เช่น เมื่อพับเตียงเก็บ ก็เปิดใช้โต๊ะเพื่อแปลงจากห้องนอนให้เป็นห้องทำงาน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องชุดคอนโดแบบสตูดิโอ

8. ไม่ใช้ของตกแต่งมากและจัดให้เป็นระเบียบ
นี่คือการตกแต่งคอนโดแบบ Minimal ซึ่งช่วยให้ห้องดูกว้างและสบายตา นอกจากนี้ ห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งหรือวางของตกแต่งจนรกยังทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่น่าอยู่ด้วย

9. ตกแต่งคอนโดด้วยกระจก
การสะท้อนของกระจกเงาจะช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น เราสามารถใช้เทคนิคติดกระจกเงาบานใหญ่นี้ได้กับหลายห้อง เช่น ทำตู้เก็บของในห้องน้ำโดยให้ประตูเปิดตู้เป็นกระจกเงา ใช้กระจกเงาเป็นวัสดุของประตูตู้เสื้อผ้าในห้องนอน และแต่งห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกด้วยกระจกเงาสีทองติดผนังโดยอาจทำลวดลายที่ขอบหรือมุมเพื่อเพิ่มความเก๋ได้

10. เน้นใช้โทนสีสว่าง
ควรเน้นใช้สีอ่อนกับผนังและพื้น เช่น ขาว ครีม ทอง เงิน ส้มอ่อน น้ำตาลอ่อน เทาอ่อน ฟ้าอ่อน เป็นต้น โดยใช้สีขาวสำหรับผ้าม่านกลางวัน (ผ้าม่านโปร่งที่ช่วงกรองแสง) และอาจใช้สีที่สดหรือเข้มขึ้นกับผ้าม่านกลางคืน (ผ้าม่านทึบที่กันไม่ให้คนภายนอกมองเข้ามาเห็น) พรม เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่ง เพื่อสร้างความสดใสและความอบอุ่น ส่วนจะเลือกสีไหนนั้น ก็แล้วแต่สไตล์ที่ชอบ แต่ไม่ควรเน้นใช้สีทึบเพราะจะทำให้ดูมืด แคบ และสร้างความรู้สึกอึดอัดได้

สามารถนำเทคนิคการตกแต่งคอนโดให้ดูกว้างนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับความต้องการใช้สอยพื้นที่และสไตล์การดีไซน์ที่แตกต่างกันได้ และสำหรับใครที่มีโจทย์พิเศษในการตกแต่งคอนโดขนาดเล็ก ลองอ่านทิปส์และไอเดียเด็ด ๆ ในบทความด้านล่างเลย

เปลี่ยนบ้านเก่า เป็นบ้านใหม่ และ ทาสีผนังปูน

เปลี่ยนบ้านเก่า  ความสวยงามเป็นสิ่งปรุงแต่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร บ้านที่เคยดูสวยทันสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อน อาจกลายเป็นบ้านที่ดูเก่า ล้าสมัย ในยุคปัจจุบัน อย่างบ้านสไตล์โคโลเนียลหลังนี้ หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ยุคที่บ้านเดี่ยว 3 ชั้นยังไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างยุคปัจจุบัน ย่อมเป็นอะไรที่ดูทันสมัย ฟังก์ชันสวยล้ำกว่าบ้านทั่วไปมาก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความนิยมชมชอบของผู้คนค่อย ๆ ถูกลดทอนลงไป ประจวบกับบ้านที่ต้องผ่านแดด ผ่านฝนมาเนิ่นนาน เริ่มดูเก่าแก่ ทรุดโทรม ถึงเวลาที่ต้องปรับโฉมรีโนเวทใหม่

เนื้อหานี้ “บ้านไอเดีย” เอาใจผู้อ่านที่อยู่อาศัยในบ้านหลังเก่า อยากจะชุบชีวิตบ้านให้ดูใหม่ และมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคปัจจุบัน พร้อมแนะนำวัสดุตกแต่ง ที่ให้น้ำหนักเบา ไม่มีภาระต่องานโครงสร้าง จึงเหมาะกับงานรีโนเวทอย่างยิ่ง

จากบ้านสไตล์โคโลเนียลในโครงการ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ภายนอกบ้านค่อย ๆ ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ เจ้าของบ้านต้องการบ้านใหม่ที่ดูดีกว่าอาคารเดิมที่ล้าสมัย มืดและคับแคบ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกผูกพันกับสถานที่ เพราะทุกพื้นที่มีเรื่องราวของครอบครัว อีกทั้งยังเป็นทำเลที่คุ้นชิน ทีมงานออกแบบ Gooseberry Design จึงเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนหน้าตาอาคารและฟังก์ชันภายในให้ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

“ทำอย่างไรให้เจ้าของบ้านรู้สึกว่าได้บ้านใหม่จริง ๆ และคุ้มค่าไม่แพ้การซื้อบ้านใหม่ ” เป็นแนวคิดหลักในการปรับปรุงดีไซน์บ้าน สถาปนิกจึงเลือกเก็บโครงสร้างและฟังก์ชันการใช้งานเดิมไว้บางส่วน ทำการใส่สิ่งใหม่เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ โดยเริ่มจากด้านหน้าได้เปลี่ยนทรงหลังคาปั้นหยาเป็นจั่วแหลมไร้ชายคาที่เป็นเอกลักษณ์ของ Nordic style

ทำการรื้อเสาที่ไม่ใช้ออก ทำผนังและชายคารูปทรงจั่วมาครอบด้านหน้าโครงสร้างหลัก กรอบบ้านดูเผิน ๆ เหมือนเหล็กแต่ไม่ใช่ สถาปนิกเลือกใช้วัสดุตกแต่งเอสซีจี เดคคอร์ รุ่นซี-ชาแนล (C–Channel) ที่ผลิตจากไฟเบอร์ซีเมนต์ รูปลักษณ์เหมือนเหล็กบีมรูปตัวซี ให้น้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม จึงไม่เป็นภาระต่อโครงสร้างเดิม อีกทั้งยังทนต่อสภาพอากาศนอกบ้านได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อนำมาใช้ตกแต่งหน้าบ้านจึงสวยเท่สะดุดตา ไม่เพียงเท่านี้ปัจจุบันยังมีเอสซีจี เดคคอร์ รุ่นซี-ชาแนล พลัส ที่มีการออกแบบให้มีความสูงของปีกเพิ่มขึ้นจาก 5 ซม. เป็น 8 ซม. ช่วยเพิ่มความโดดเด่นเหมือนเหล็กจริงมากยิ่งขึ้น เมื่อนำมาจับคู่ใช้กับระแนงแนวตั้ง หน้าบ้านจึงเปลี่ยน Mood & Tone ไปในทันที

สำหรับการตกแต่งภายในของบ้านหลังเดิมนั้น ถูกกั้นแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องแสงธรรมชาติที่ส่องกระจายเข้ามาไม่ถึง สถาปนิกจึงวางผังภายในบ้านใหม่หมดเป็นแบบ Open Plan ทำการรื้อผนังที่ไม่ใช้งานออก แล้วเชื่อมโยงพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน จัดวางเฟอร์นิเจอร์เป็นตัวบ่งบอกขอบเขตแทนผนัง ทำให้พื้นที่การใช้งานลื่นไหลเข้าถึงกันได้ ทั้งยังแก้ปัญหาความมืดทึบภายในได้ดีขึ้น เทคนิคอีกอย่างที่ใช้คือ การเพิ่มช่องแสงรอบบ้าน โดยติดตั้งกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน ทำให้บ้านได้รับแสงจากหลายทาง ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นของบ้านสไตล์นอร์ดิก

ปรัชญาของสแกนดิเนเวียแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อธรรมชาติ เน้นสร้างความรู้สึกที่อบอุ่น ซึ่งสถาปนิกได้สื่อสารผ่านการจัดแสง ทั้งแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลแต่สัมพันธ์กับการใช้งาน เลือกคุมธีมด้วยสีโทนกลาง ๆ เช่น เทา ครีมและน้ำตาลอ่อน ซึ่งหากต้องการใช้วัสดุทดแทนไม้บนผนัง สามารถเลือกใช้ SCG D’COR ได้เช่นกัน ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ได้อารมณ์เหมือนไม้จริง แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องปลวกแมลงกินในระยะยาว

ผนังบิลท์อินลายไม้ซ่อนฟังก์ชันบานตู้เปิดปิดได้ ทำให้การจัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย

พื้นที่บนชั้นสองจัดสรรเป็นห้องนอนของสมาชิกในครอบครัวแต่ละคน ความนุ่มนวลของสีสว่างและวัสดุลวดลายธรรมชาติ ยังคงเป็นหัวใจหลักที่นำมาใช้ในการตกแต่ง อย่างเช่นห้องนอนมาสเตอร์ที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นพิเศษ แต่เมื่อหยอดสีอุ่น ๆ เข้าไปกลับได้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและอุ่นใจมากเลยทีเดียว

การสร้างบ้านยุคปัจจุบันมีความนิยมใช้วัสดุทดแทนวัสดุธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่น วัสดุทดแทนไม้ หิน อิฐ ปูน หรือแม้กระทั่งเหล็ก อาจเนื่องด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถพัฒนาไม้สังเคราะห์ให้มีความสวยงามเฉกเช่นไม้แท้ หรือออกแบบวัสดุให้มีรูปลักษณ์เหมือนเหล็กจริง แต่น้ำหนักเบา นอกจากนี้ยังมีวัสดุทดแทนหิน ปูน อิฐ ที่ผลิตจากวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ แต่มีลวดลายเหมือนวัสดุจริงและทนทุกสภาพอากาศ ทั้งยังมีข้อดีในเรื่องการดูแลรักษา สำหรับบ้านสไตล์นอร์ดิกที่มีองค์ประกอบของธรรมชาติ มีวัสดุทดแทนไม้ที่ผลิตจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องสีสันลวดลาย ความคงทน นำไปใช้งานได้ทั้งผนังภายในและภายนอก เสริมความสมบูรณ์ของบ้านนอร์ดิกให้เป็นดั่งใจคิดมากยิ่งขึ้น อาทิ

ผนัง และระแนงตกแต่ง เอสซีจี เดคอร์ รุ่น รัสติค ผลิตจากไฟเบอร์ซีเมนต์ไม่เป็นอาหารปลวก มีลวดลายเสี้ยนชัดเหมือนไม้จริง เซาะร่องสวยมีมิติที่ขอบแผ่นลบมุม สามารถตกแต่งได้ทั้งผนังและฝ้าเพดาน รวมสเปซเป็นหนึ่งเดียว ทำสีได้หลากหลายเมื่อทำสีแล้วยังเห็นร่องลายไม้ชัดเจน เพิ่มอารมณ์ให้ภายในบ้านมีความนอร์ดิกมากขึ้นอย่างสบายใจ

Wood–d สีสวยทนทานด้วยเทคนิคการพิมพ์ลายไม้ ระบบ Digital Printing คัดสรรลายไม้จากต่างประเทศที่ให้อารมณ์อบอุ่นและโมเดิร์นไปพร้อมๆ กันอย่าง ไม้แอช ไม้สน ไม้สัก ทำให้มีลวดลายสมจริงเสมือนไม้แท้ มีการเคลือบสีป้องกัน UV จึงทนทั้งแดด ทั้งฝน สีติดทนยาวนานถึง 8 ปี ไม่ยืดไม่หดตัว และไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องปลวกกัดกิน สามารถนำมาใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก

นอกจากการติดตั้งแบบแนวนอน ยังสามารถติดไม้ฝา WOOD-D แบบแนวตั้งในบริเวณอื่น ๆ ได้อีกด้วย อย่างเช่นบ้าน Bird Box หลังนี้ที่ติดตั้งในรูปแบบแนวตั้ง เพื่อเพิ่มเส้นสายสูงโปร่งให้กับกรอบระเบียงห้อง ทำให้อาคารแลดูมีมิติที่สวยงามยิ่งขึ้น

สีทาผนังบ้านปูนใหม่ สวยได้ไม่ต้องรอ
งานรีโนเวทปรับโฉมบ้านใหม่ เป็นงานที่ต้องเร่งกับเวลา เพราะส่วนใหญ่แล้วเมื่อต้องรีโนเวทครั้งใหญ่ จำเป็นต้องมีการทุบ การรื้องานผนังและงานโครงสร้างบางส่วน เจ้าของบ้านจึงไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยตามปกติได้ จำเป็นต้องหาบ้านเช่าหรือที่อยู่อาศัยชั่วคราว ยิ่งหากเป็นงานรีโนเวททาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม ผนังบ้านติดชิดกับเพื่อนบ้านข้างเคียง การจัดสรรเวลาให้กระชับรัดกุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากมีวิธีไหนที่ช่วยให้เสร็จเร็วขึ้นได้ควรต้องนำมาใช้ให้หมด

แม้แต่การทาสีผนังปูนใหม่ก็เช่นกัน โดยปกติหลังจากก่อฉาบเสร็จแล้ว จะต้องรอให้ผนังปูนแห้งสนิท ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ถึงจะทาสีได้ แต่ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะนวัตกรรมสีทาบ้านสูตรใหม่ที่​ “บ้านไอเดีย” แนะนำในเนื้อหานี้ ช่วยประหยัดเวลางานมากขึ้นหลายเท่าตัว เพราะสามารถทาสีได้เลย ไม่ต้องรอให้ผนังปูนใหม่แห้งสนิทเลย

บ้านเก่าหลังนี้ เป็นบ้านทาวน์โฮมสุดซอยในย่านสุขุมวิท 49 เจ้าของบ้านต้องการปรับโฉมรูปลักษณ์ภายนอกและฟังก์ชันภายในใหม่หมด เพื่อให้การอยู่อาศัยมีความเป็นส่วนตัว มีมุมพักผ่อนและชุบชีวิตบ้านให้ดูใหม่ มีชีวิตชีวาน่าอยู่ยิ่งขึ้น ถนนในซอยเป็นทางตันมีผู้อยู่อาศัยทุกหลัง กระบวนการงานรีโวทจึงจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลกระทบกับเพื่อนบ้านน้อยที่สุด การหาวิธีที่ช่วยให้งานเสร็จไวขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

ปกติแล้วในขั้นตอนการทาสีผนังปูนใหม่ เมื่อช่างก่ออิฐ ฉาบปูนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำเป็นต้องทิ้งผนังให้แห้งก่อนประมาณ 3-4 สัปดาห์ ถึงจะลงมือทาสีรองพื้นและสีจริงทับหน้าได้ เหตุผลเพื่อให้ผนังมีความชื้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมเสียก่อน เพราะหากทาสีขณะที่ผนังยังมีความชื้นสะสมอยู่มาก จะส่งผลให้สีหลุดลอกล่อนได้ง่ายในอนาคต แต่สำหรับงานที่เร่งกับเวลาอย่างงานรีโนเวท ระยะเวลาของการรอคอย 3-4 สัปดาห์ เป็นอะไรที่ยาวนานมาก งานทาสีบ้านหลังนี้ จึงต้องนำนวัตกรรมใหม่จาก Dulux เป็นผู้ช่วยให้งานทาสีจบงานได้ไวยิ่งขึ้น

สีรองพื้นอเนกประสงค์ ฉาบเสร็จ 2 วันทาได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นบ้านปูนเก่า ปูนใหม่ การทาสีรองพื้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากครับ เพราะเป็นตัวช่วยที่ทำให้สีทับหน้าสวยยาวนานกว่าเดิม อีกทั้งยังช่วยป้องกันความชื้นบนผนัง ได้ สถาปนิก อีกด้วย Dulux Weathershield PowerPlus Hydro Primer สีรองพื้นอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปทาได้ทันทีหลังจากที่ฉาบผนังเสร็จ 2 วัน ไม่ต้องรอนานเป็นเดือนเหมือนอย่างสีรองพื้นทั่วไป มีประสิทธิภาพในการทนต่อความชื้นสูงสุด 40% ทาแล้วแห้งไว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีกลิ่นอ่อน ไม่มีส่วนผสมของสารปรอท จึงไม่รบกวนต่อการหายใจ และเป็นสูตรน้ำ จึงทำให้ ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย สามารถใช้ได้กับทั้งผนังภายนอกและภายในอาคาร รวมทั้งกรณีงานทาสีติดช่วงหน้าฝนก็ยังสามารถดำเนินงานต่อได้

สีทาภายนอก Dulux Weathershield Ultima Advance
การเลือกใช้สีทับหน้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน จะต้องได้รับมาตรฐาน มอก. ประกอบกับการพิจารณาถึงคุณสมบัติพิเศษของสีนั้น ๆ ว่าเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการนำไปใช้หรือไม่ สีทาภายนอก เกรดซูเปอร์พรีเมียม Dulux Weathershield Ultima Advance ด้วยเทคโนโลยี Dualshield ทำให้มีคุณสมบัติทนทานต่อทุกสภาวะอากาศมากกว่าสีเกรดทั่วไปถึง 2 เท่า สามารถทนน้ำ ทนด่าง ทนเกลือ ทนการขัดถู และสะท้อนความร้อนได้ถึง 85% ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่ทาง มอก. ได้กำหนดไว้ และนอกจากนั้นยังช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้สูงสุด 5 องศา ทั้งยังป้องกันเชื้อราและตะไคร้น้ำ คุณสมบัติที่ครอบคลุมกับทุกสภาวะอากาศ แม้วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหน สีบนผนังก็จะดูสวยใหม่อยู่เสมอ

แต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร

แต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ ที่ใคร ๆ ก็ชอบในความแนว ทว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ก็มีข้อดี-ข้อเสียไว้ให้พิจารณาอยู่เหมือนกัน

ตกแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ที่ทั้งสวย ดิบ เก๋ และแนวอย่าบอกใคร นับว่าเป็นการตกแต่งบ้านที่มีความทันสมัย ถูกใจเด็กอาร์ตหรือคนที่อยากสร้างบ้านในสไตล์ที่ฉีกแนว แต่หากว่าคุณยังไม่รู้จักสไตล์การแต่งบ้านแบบนี้ ออกแบบบ้าน  ขอพาคุณ ๆ มารู้จักการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ พร้อมทั้งข้อดี-ข้อเสียของการอาศัยอยู่ในบ้านสไตล์ลอฟท์มาให้พิจารณากันชัด ๆ ไปทีละข้อตามนี้เลย

การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์คืออะไร ?

มองเผิน ๆ แล้วการตกแต่งสไตล์ลอฟท์จะเหมือนห้องใต้หลังคา มุงหลังคาสูง กับพื้นบ้านที่ค่อนข้างกว้างและโปร่ง เน้นพื้นที่ใช้สอยเป็นสำคัญ และตกแต่งในแบบที่ผู้อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปตามความต้องการของตัวเองได้ ซึ่งการตกแต่งสไตล์ลอฟท์ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากแบบแปลนการก่อสร้างของโรงงานหรือโกดังนั่นเอง

ข้อดีของบ้านสไตล์ลอฟท์

เพดานสูง

จุดเด่นของบ้านสไตล์ลอฟท์อยู่ที่ความสูงของหลังคา ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ทำให้บ้านดูโปร่งและกว้างขวางเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บ้านมีบรรยากาศที่แตกต่างไปจากสไตล์การแต่งบ้านแบบอื่นอีกด้วย

ได้รับแสงธรรมชาติเต็ม ๆ

นอกจากเพดานบ้านสไตล์ลอฟท์จะค่อนข้างสูงแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของสไตล์การแต่งบ้านแบบนี้ก็อยู่ที่หน้าต่างบ้าน ซึ่งมักจะเน้นติดหน้าต่างขนาดกว้างและยาว เพื่อให้บ้านดูสว่าง และเปิดรับแสงจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

ปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามสะดวก

แปลนบ้านสไตล์ลอฟท์หลายแบบไม่ค่อยเน้นสร้างกำแพงให้บ้านสักเท่าไร พื้นที่ในบ้านตกแต่งสไตล์นี้จึงค่อนข้างโล่งและดูกว้าง ที่สำคัญเมื่อปราศจากกำแพงมาวางกั้น เราก็สามารถดีไซน์การตกแต่งภายในได้ตามใจชอบ หรือจะปรับเปลี่ยนการตกแต่งให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตอนไหนก็สะดวก

ดีไซน์แปลกตา

ความดิบที่แฝงความเก๋ไก๋ในการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์เป็นประเด็นหลักที่มัดใจคนชอบความต่างได้อยู่หมัด โดยแนวการแต่งบ้านสไตล์นี้คุณจะมีวัสดุในการก่อสร้างและตกแต่งอยู่หลายตัวเลือกด้วยกัน เช่น สร้างผนังปูนเปลือย หรือตกแต่งผนังด้วยอิฐบล็อกดิบ ๆ ไร้สีสันแต่งแต้มให้เสียสไตล์ก็ชิคสุด ๆ

ข้อเสียของบ้านสไตล์ลอฟท์

เสียงก้อง

ความโล่งและโปร่งของบ้านสไตล์ลอฟท์อาจทำให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกอย่างชัดเจน หรืออาจจะเกิดเสียงก้องกังวานภายในบ้านได้ง่าย ๆ เนื่องจากการแต่งบ้านสไตล์นี้ไม่เน้นมีกำแพงมาดูดซับเสียงสักเท่าไร

พื้นที่เก็บของน้อยไปนิด

พื้นที่ใช้สอยในบ้านที่ตกแต่งสไตล์ลอฟท์อาจมีมากก็จริง แต่พื้นที่จัดเก็บของหรือพื้นที่สำหรับตู้และลิ้นชักอาจไม่เพียงพอสำหรับครอบครัวที่มีสมบัติเยอะสักเท่าไร เรียกได้ว่าเป็นข้อจำกัดที่หลายบ้านไม่สามารถมองข้ามไปได้เลย

ด้อยความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิ

ทั้งโล่งและโปร่ง แถมยังมีหน้าต่างบานใหญ่โตอย่างนี้ เรื่องการควบคุมอุณภูมิภายในบ้านจึงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงพอสมควรสำหรับการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนของบ้านเรา

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์

หลายคนอาจคิดว่าการตกแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ค่อนข้างยากไม่เบา ด้วยพื้นที่โล่งและกว้างขวางพอสมควรเลยไม่รู้ว่าจะจัดวางอะไรยังไงให้เด่นสะดุดตา ซึ่งก็ต้องบอกตรงนี้เลยค่ะว่า การตก แต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะในเมื่อบ้านดูโล่งเกินไป เราก็เติมสีสันด้วยเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสีแจ่ม ๆ ไปเลย หรือใครอยากให้ดูคลาสสิกอาจจะแต่งบ้านในโทนสีกลาง ๆ เน้นแต่งโคมไฟสวยเก๋แทน ทว่าสำหรับคอศิลปะสามารถหารูปภาพอาร์ต ๆ มาตกแต่งบ้านให้สวยชิคได้ตามสบายเลยเช่นกัน

บ้านสไตล์มินิมอลยังคงเป็นแบบบ้านยอดฮิตในปัจจุบัน ใครที่ชอบบ้านแบบเรียบ ๆ วันนี้เราขอนำเสนอไอเดียแต่งบ้านสไตล์มินิมอล จาก เฟซบุ๊ก บ้าน MUJI Minimal Style by Sissay Group ที่มีการแปลงโฉมบ้านใหม่หมดทุกกระเบียด ตั้งแต่ระบบน้ำ ระบบไฟ ผนังยันเพดาน และยังเพิ่มความละมุนจากเฟอร์นิเจอร์ไม้และผ้าม่านอีกด้วย

Haru House บ้าน 2 ชั้น เนื้อที่ 18 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 120 ตารางเมตร ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ที่จอดรถ 1 ห้องครัว และ 1 ห้องรับแขก ตกแต่งด้วยสไตล์มินิมอล มีกลิ่นอายคาเฟ่ เน้นใช้สีขาว ๆ ไม้ ๆ เป็นบ้านที่ดูอบอุ่นให้เรารู้สึกอยากอยู่บ้านทุกวัน จุดเด่นคือ ประตู-หน้าต่างวัสดุเป็นไม้สักทั้งหลัง พื้นไม้ SPC 5.5 มิลลิเมตร แบบคลิกล็อก ทนน้ำ ปลวกไม่กิน ทนทาน และไม่ติดไฟ เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยระแนงบังตาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ครัวบิวต์อิน

หน้าบ้าน

ส่วนของหน้าบ้านมีระแนงบังตาเพื่อปรับลุคให้ดูทันสมัย เพิ่มความเป็นส่วนตัว และสิ่งสำคัญคือเพื่อให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทได้สะดวก ราคาของระแนงบังตาจะขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วัสดุ บ้านฮารุหลังนี้ใช้วัสดุเป็นเหล็ก ราคาจะสูงหน่อยแต่คงทนถาวร หรือจะเลือกเป็นไม้คอนวูดก็ได้ความสวยงามและคงทน

สวนหน้าบ้าน

หน้าบ้านทำสวนเล็ก ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้บ้านดูร่มรื่นขึ้น หากระบองเพชรน่ารัก ๆ มาปลูกจะช่วยให้บ้านดูคาเฟ่ด้วย

1. แต่งคอนโดสตูดิโอขนาด 28.5 ตร.ม. ให้กลายเป็นห้องสไตล์คาเฟ่ชิล ๆ แบบลอฟท์ ๆ

ถึงแม้ว่าห้องสตูดิโอของคุณ kritzanova จะมีขนาดเล็กเพียงแค่ 28.5 ตารางเมตร แต่ด้วยความที่หลงใหลในสไตล์ลอฟท์และบรรยากาศชิล ๆ แบบร้านกาแฟ เขาจึงตัดสินใจตกแต่งคอนโดด้วยการนำความชอบทั้ง 2 อย่างมาผสมกัน จนห้องของเขาออกมาเป็นคอนโดสไตล์คาเฟ่ลอฟท์สุดเจ๋ง แสนน่าอยู่ ดูกว้างขวาง แถมยังต้องบอกเลยว่า เขานั้นทำการออกแบบและหาซื้อข้าวของด้วยตัวเองทั้งหมด ฉะนั้นใครที่กำลังมองหาตัวอย่างการตกแต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์ดี ๆ อยู่ ห้ามพลาดรีวิวของเขาเด็ดขาด

2. แปลงโฉมคอนโด ขนาด 35 ตร.ม. ให้เป็นสไตล์ลอฟท์และวินเทจนิด ๆ

ชอบสไตล์ลอฟท์ ทว่าน้องสาวกลับชอบสไตล์วินเทจ การรีโนเวทคอนโดในครั้งนี้จึงออกมาเป็นความสวยงามที่ผสมผสานสไตล์ความเท่ ดิบ เรียบ แบบลอฟท์ ๆ กับความย้อนยุคแบบวินเทจเข้าไว้ด้วยกันได้เป็นอย่างดี แถมบรรยากาศก็ยังดูมีเสน่ห์และน่าอยู่ อีกทั้งข้อมูลในรีวิวก็แสนจะละเอียดครบถ้วน เรียกได้ว่าใครที่ต้องแชร์การตกแต่งคอนโดร่วมกันกับคนอื่น ซึ่งมีสไตล์ความชอบที่แตกต่างกัน ต้องมาดูตัวอย่างการรีโนเวทฉบับนี้เลย

3. แต่งคอนโดสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ 1 ห้องนอน วิวแม่น้ำ ขนาด 31 ตร.ม.

สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลการแต่งคอนโดดี ๆ ลองมาดูประสบการณ์การตกแต่งคอนโดสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ขนาด 31 ตารางเมตร ของคุณ ท่านชายปิ ดู รับรองว่าจะได้ไอเดียดี ๆ ไปปรับใช้แน่ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียนจบสถาปนิกมาโดยตรง แต่ด้วยใจที่รักในด้านนี้ จึงสามารถออกแบบคอนโดได้อย่างสวย หรู ดูดี แถมน่าอยู่มาก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเพราะว่าเขามีโจทย์ที่ต้องการที่ชัดเจน ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถนำไปปรับใช้กับตัวเองได้ ดังนั้นถ้าอยากได้ตัวอย่างการออกแบบและตกแต่งคอนโดดี ๆ รีวิวนี้ถือเป็นอะไรที่ช่วยได้มากเลย

4. แต่งคอนโด 1 ห้องนอน 28 ตร.ม. สวย เท่ สไตล์ลอฟท์

นักออกแบบภายใน ผู้เปลี่ยนห้องเล็ก ๆ แคบ ๆ แถมมีเพดานต่ำ ให้กลายเป็นห้องสไตล์ลอฟท์เท่ ๆ ดูกว้างขวาง และแฝงไปด้วยความเรียบง่ายในสไตล์มินิมอล อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยชั้นหนังสือ และมีพื้นที่ทำงานตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย แถมที่สำคัญใช้งบประมาณไปไม่มาก ประมาณ 2-3 แสนเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรีวิวดี ๆ ที่ทั้งทำให้ห้องสวย โล่ง โปร่ง น่าอยู่ แถมมีข้อมูลละเอียด จนเราไม่อยากให้คุณพลาดไปเลย

5. มือใหม่หัดทำผนังปูนเปลือย แต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์ในงบ 1 แสน

การตกแต่งคอนโดสไตล์ลอฟท์ในงบประมาณจำกัด เพื่อปล่อยให้เช่า โดยเน้นไปที่โคมไฟเก๋ ๆ เฟอร์นิเจอร์โลหะ และกระจกเท่ ๆ อีกทั้งยังบอกเล่าข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกซื้อของ การทำผนังปูนเปลือย และขั้นตอนการตกแต่งในสไตล์ลอฟท์ เรียกได้ว่าใครที่อยากตกแต่งคอนโดด้วยตัวเองแบบไม้ง้อช่าง

บ้านต้นไม้ ดีไซน์สวยแปลกตา ที่เห็นแล้วต้องตะลึง และการประกอบบ้านช่วงโควิด

บ้านแนวธรรมชาติแบบนี้ จะได้เปรียบ บ้านธรรมชาติ แบบอื่นๆที่ ความสูง คือสูงจากพื้นดิน ทำให้ได้รับชมวิวรอบๆบ้านๆได้อย่างรอบทิศทาง ต่างจากบ้านฮอบบิทที่เสนอมาหลายตอนแล้ว บ้านต้นไม้ก็มีวิธีการและรูปแบบเฉพาะตัว ต่างจากบ้านแบบอื่นๆ และการก่อสร้างก็มีเทคนิคต่างๆเฉพาะตัวด้วยเช่นกัน

เท่าที่รวบรวมข้อมูลมาได้ เราจะแบ่งประเภทบ้านออกเป็นดังนี้

1. บ้านต้นไม้แบบ original คือสร้างบนต้นไม้จริงๆ อาศัยต้นไม้นั้นๆ(อาจจะใช้ต้นเดียว หรือหลายต้นก็ได้) เป็นโครงสร้างหลักเลย ใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้างหลัก บ้านแบบนี้จะสร้างได้ไม่ใหญ่นัก เพราะต้นไม้มีข้อจำกัดเรื่องขนาด จึงได้ห้องหรือบ้านที่ใช้งานได้แบบเล่นๆ คือใช้อยู่อาศัยจริงไม่ได้ แค่ขึ้นไปนั่งชมวิวเปลี่ยนบรรยากาศ หรือหนีปัญหา ความสับสนวุ่นวายไปหลบซ่อนตัวสักพัก คือเป็นแบบโลกส่วนตัวของเด็กๆได้ บ้านแบบนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของเด็กทั้งหลายทีเดียว
2. บ้านต้นไม้แบบ Hi-Tech เป็นบ้านต้นไม้ที่อาศัยต้นไม้เป็นโครงสร้างหลักเช่นกัน แต่มีวิธีการก่อสร้าง หรือรูปแบบสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่คิด และก่อสร้าง จึงมีรูปแบบและรูปทรงที่แปลก แหวกแนวพอสมควร การใช้งานก็ไม่ได้มากเต็มที่ แต่จะมากกว่าแบบแรก เพราะสามารถสร้างเป็นระบบต่อเชื่อมกันได้หลายๆหน่วย จึงสามารถใช้งานได้หลายๆอย่างด้วยเช่นกัน
3. บ้านแบบผสม ใช้ต้นไม้เป็นโครงสร้างรอง ใช้โครงสร้างอื่น เช่นไม้แปรรูป เป็นโครงสร้างหลัก บ้านแบบนี้จะมีขนาดใหญ่ ใช้งานหรืออยู่อาศัยได้ เหมือนบ้านทั่วๆไป มีห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องน้ำก็ทำได้ แต่จะทำได้ไม่สูงเหมือน 2 แบบแรก เพราะโครงสร้างหลักต้องวางบนพื้น คล้ายปลูกบ้านยกพื้น นั่นเอง แล้วไปเกาะกับต้นไม้ใหญ่ๆสักต้น ก็ได้รูปแบบเป็นบ้านต้นไม้แล้ว หรือแม้แต่ต้นไม้ที่ไม่ใหญ่นัก หลายๆต้นก็ทำได้ เพียงแต่ต้องวางตำแหน่งบ้าน ให้ได้จังหวะ ก็จะได้ห้องที่ใช้งานได้พอดี ไม่มีลำต้นไม้ขวางเกะกะอยู่กลางห้อง

เทคนิควิธีการก่อสร้าง บ้านธรรมชาติ 

1. การคัดเลือกต้นไม้ที่จะสร้างบ้าน ต้องหาต้นไม้ที่ใหญ่ แข็งแรง กิ่งไม่เปราะ อย่างจามจุรีนั้นใช้ไม่ได้ เดี๋ยวจะร่วงลงมาซะ ส่วนลำต้นจะตรงๆเลย หรือมีกิ่งก้านสาขาก็ได้ แต่รูปแบบก็จะต้องทำตามลักษณะของลำต้นที่เราใช้

2. กำหนดระดับตัวบ้านที่ต้องการจะสูงแค่ไหน ถ้ามีกิ่งใหญ่ที่งอกไปในทางนอนได้ก็ดี จะช่วยเรื่องความแข็งแรงของบ้านได้มาก ดีกว่าโครงสร้างที่เราไปทำเสริม เพราะต้องไปเจาะ ไปบากต้นไม้นั้นออก

3. วางตำแหน่งตัวบ้านโดยต้องให้น้ำหนักสมดุลกับลำต้น (สำหรับแบบที่ 1 และ2) รับออกแบบบ้าน เพราะถ้าไม่สมดุลแล้ว ต้นไม้ก็จะค่อยๆปรับสมดุลของมัน คือเอียงไปตามความหนัก หนักทางไหนก็จะค่อยๆเอียงไปทางนั้น แล้วบ้านของคุณก็จะเอียงจนอยู่ไม่ได้

4. การเกาะยึดโครงต่างๆ ต้องเผื่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ด้วย เพราะมันยังไม่ตาย มันก็โตไปเรื่อยๆ ทีละนิด ทีละนิด บ้านเราอาจจะบิดเบี้ยวไปตามมันได้ ถ้าไปยึดโยงกับกิ่งก้านที่มันกำลังโต คล้ายกับการเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ถ้าเรายึดกับกิ่งใหญ่ที่มันเคลื่อนตัวน้อย การเจริญเติบโตของมันก็จะเป็นลักษณะการงอกออกมาหุ้มห่อโครงสร้างที่เราไปยึด เกาะ แต่ไม่ทำให้โครงสร้างบิดเบี้ยว

5. ออกแบบส่วนหลังคาที่ล้อมต้นไม้ให้ดี เพราะจุดนี้จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของตัวบ้าน เพราะจะเป็นจุดที่น้ำจะไหลเข้ามาตามลำต้น ส่วนที่ล้อมต้นไม้ต้องไม่สนิทจนเกินไป เพราะต้องเผื่อการโตของลำต้น ส่วนลำที่โผล่พ้นหลังคาก็ต้องใส่ครอบกันน้ำให้ดี

ส่วนประกอบอื่นๆที่สำคัญ

1. บันใด ทั่วไปจะเป็นบันไดที่ชันแบบบันใดลิง แต่มันไม่ค่อยสะดวกนัก ถ้าจะให้สะดวกก็จะเป็นขั้นแบบธรรมดา แต่จะออกแบบยุ่งยากขึ้นอีกมาก เพราะต้องมีชานพักเป็นช่วงๆถ้าบ้านอยู่สูงก็จะมีหลายชานพัก บางช่วงอาจทำใหญ่ให้เป็นนั่งห้างก็ได้
2. สะพานเชื่อม ระหว่างบ้านแต่ละหน่วยที่อยู่ห่างกัน ถ้าระดับไม่สูงมากแบบบ้านประเภทที่ 3 ก็จะทำสะพานแบบมีเสาปักบนพื้นได้เลย แต่ถ้าบ้านอยู่สูง ต้องทำสะพานแบบสะพานแขวน ใช้เชือกหรือลวดสลิง

3. ระเบียง ส่วนนี้ควรจะใหญ่หน่อย เพราะจะน่านั่ง เป็นห้องนั่งเล่นกลางแจ้ง (แต่อยู่ใต้ร่มไม้) ส่วนที่เป็นห้องเอาไว้เป็นห้องนอนก็พอ

     การออกแบบบ้านต้นไม้นี้ ควรจะทำเป็นลักษณะของบ้านแบบโปร่งๆ มองเห็นวิวได้รอบด้าน และไม่ควรใหญ่เกินไปนัก จะเหมาะสมที่สุด อย่าไปติดที่รูปแบบ เหมือนกับว่าจะเอาแบบบ้านอะไรสักหลังขึ้นไปตั้งบนยอดไม้ เพราะจะไม่กลมกลืนกับธรรมชาติ มองดูขัดเขินมากกว่าสวยงาม

     ส่วนอื่นๆก็แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ เอาแค่รูปแบบเป็นแนวความคิดและเทคนิคอย่างย่อก็พอ ของเรายังไม่มีผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ อย่างที่อังกฤษมีบริษัท BlueForest ที่รับสร้างบ้านต้นไม้โดยเฉพาะ มีแบบให้เลือกมากมาย ที่เอามาเป็นตัวอย่างนี่ก็หลายแบบ แต่แพงพอสมควร แต่ละหลังนี่หลักล้าน ขึ้นไปทั้งนั้นเลย รูปแบบก็กลายๆเสียแล้ว ค่อนข้างจะออกหรูหราหรือไฮเทค บ้านเราถ้าสร้างกันเอง ก็คงแค่หลักแสน 

การอยู่บ้าน เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างเกราะป้องกันตัวเราเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะช่วงที่กำลังระบาดอีกครั้ง หลายคนต้องกลับไปสู่โหมดการทำงานที่บ้าน (Work From Home) เด็ก ๆ นักเรียนต้องเรียนหนังสือทางออนไลน์ และเมื่อเราต้องใช้เวลาอยู่บ้านกันมากขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศในบ้านให้น่าทำงาน หรือน่าเรียนหนังสือ ขอแนะนำการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในบ้าน เพื่อรับไลฟ์สไตล์วิถีใหม่แบบไม่หวั่นโควิด

กั้นห้องให้เป็นสัดส่วนสำหรับมุมทำงานหรือเรียนหนังสือ

เมื่อทุกคนพร้อมใจกันอยู่บ้าน พื้นที่สำหรับมุมทำงานหรือเรียนหนังสืออาจจะไม่เพียงพอ ยิ่งกับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนด้วยแล้ว มาเพิ่มสมาธิให้กับการทำงานหรือการเรียน ด้วยการกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัว จะเรียนหนังสือ จะนั่งเขียนงาน หรือประชุมออนไลน์ แนะนำระบบผนังโซลิดวอลล์ตราช้าง ที่ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว เป็นระบบผนังภายในที่แข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้ดี นอกจากจะกั้นห้องให้มีพื้นที่เป็นสัดส่วนแล้ว ยังสามารถแขวนรูปหรือชั้นวางเพื่อแต่งห้อง แถมระบบผนังโซลิดวอลล์ตราช้าง ยังช่วยลดการสะสมความร้อนจากแสงแดด ลดความร้อนในห้อง ทำให้ห้องเย็น ช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้

เพิ่มลูกเล่นผนังห้องให้สวยงาม

หากเบื่อผนังห้องเรียบ ๆ สีขาว ๆ หรือสีนวล ๆ สามารถเติมลูกเล่นเข้าไปด้วยการใช้ เดคคอร์บอร์ดตราช้าง ชิ้นงานสำเร็จรูปฉลุลวดลาย กรุทับลงไปบนผนังภายใน เปลี่ยนผนังโล่ง ๆ เรียบ ๆ ให้มีมุมมองที่แปลกใหม่และดึงดูดสายตาให้ไม่รู้สึกเบื่อเวลามองด้วยลวดลายที่ให้ความสวยงาม เข้ากันได้อย่างลงตัว จะใช้เป็นมุมช่วยสร้างไอเดียในชิ้นงาน หรือจะใช้เป็นฉากสวย ๆ เวลาต้องเปิดกล้องประชุมออนไลน์ ก็ดูดีไปอีกแบบ

ลดปัญหาเสียงก้องสะท้อน ด้วยแผ่นเอคโค่บล็อค

เคยไหมที่เวลาประชุมออนไลน์ แล้วมีเสียงก้องสะท้อนภายในห้องเราเอง ทำให้ฟังไม่ชัดเจน อาจทำให้การประชุมหรือเจรจางานนั้นไม่ราบรื่นเท่าที่ควร เพื่อแก้ไขปัญหาเสียงก้องเสียงสะท้อนที่เกิดจากพื้นผิววัสดุผนังภายใน สามารถทำได้หลายวิธี นอกจากการติดฟองน้ำรังไข่ที่ผนัง เพิ่มเฟอร์นิเจอร์ที่บุโฟม ติดผ้าม่าน หรือปูพรมที่พื้นแล้ว สามารถเลือกใช้ แผ่นยิปซัมลดเสียงสะท้อนตราช้าง หรือแผ่นเอคโค่บล็อค ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับเสียง มากรุทับผนังห้อง ก็ช่วยลดปัญหาเรื่องเสียงก้องเสียงสะท้อนไปได้ และเพิ่มความสวยงามของห้องจากลวดลายกราฟิกที่ตัวแผ่น ลองเลือกสักไอเดียที่เหมาะกับบ้านของคุณ ไปปรับแต่งมุมพื้นที่ในบ้าน เพิ่มบรรยากาศดี ๆ สำหรับการทำงานและการเรียนในช่วงเวลาที่หยุดเชื้อเพื่อชาติ และหยุดอยู่บ้านในช่วงเวลา Work From Home

การออกแบบห้องนั่งเล่น

 

 

การออกแบบห้องนั่งเล่น
ห้องรับแขก/นั่งเล่นเป็นห้องที่ใช้งานมากที่สุด ของครอบครัวผู้คนบางกลุ่มชอบที่จะ รับประทาน อาหาร พบประสังสรรค์ และดื่มฉลอง กันที่บ้าน มากกว่าที่จะ ออกไปตามคลับ หรือภัตตาคาร โทรทัศน์สี วีดีโอ และเครื่องเสียงดีๆ ได้เข้ามาแทนที่ภาพยนตร์ตามโรง แม้แต่เกมคอมพิวเตอร์ ปัจจุบัน ก็สามารถซื้อหา เข้ามา เล่นสนุกสนานกันได้ภายในบ้าน ฉะนั้นการจัด ห้องนั่งเล่นที่กว้างขวาง พอและมีอุปกรณ์ ในการสันทนาการ ต่างๆ จึงเหมาะเป็นที่พบปะสังสรรค์ และพักผ่อนในยามว่างได้ การตกแต่งห้องนั่งเล่น ได้รับความเอาใจใส่มากขึ้น ได้มีการเพิ่ม ความแปลกใหม่ที่ยังคงให้ความรู้สึกสบาย

อย่างง่ายๆ ซึ่งมีผลมาจากปัจจัย 3 ประการคือ
เฟอร์นิเจอร์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่บริษัทผู้ผลิตได้ออกแบบแตกต่างหลายหลาก และมีหลายระดับราคา ให้เลือกซื้อได้ตามความ ต้องการและกำลังทรัพย์ การใช้สีสดใสมาตัด เช่น สีชมพู เขียว หรือ เหลือง บนสีที่นิยมใช้กันอันได้แก่สีครีมอ่อน สีครีมเข้ม สีเบท และสีปนสีขาว นั้นให้ชีวิตชีวา ที่สนุกสนาน มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยสุดท้ายได้แก่การนำวัสดุต่างๆ มากใช้ อย่างมากมาย เป็นวัสดุที่ผลิตออกมา ในขบวนการ อุตสาหกรรม สถาปนิก และ มัณฑนากร ได้นำสิ่ง ที่มีอยู่ อย่างหลายหลากนี้ มาออกแบบ ดัดแปลง ตกแต่ง ให้ได้สิ่งที่แปลกใหม่น่าตื่นตา อาทิ นำเอา ลามิเนท พลาสติกลายสีสดใส มาปูลง บนเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะแปลกๆ นำเอาไม้มาทาสี ร้อนแรง

และเคลือบเงา การฉาบปูนบนผนัง ให้เป็นเส้นๆ เพื่อเลียนแบบ เสาลายคิ้วบัว และลวดลายต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นการแสดง ถึงวิธีการ และแบบการตกแต่ง อันหลายหลาก ซึ่งนำมาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด การตกแต่ง เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะดีได้ เท่ากับการตกแต่ง ที่ต้องใช้จ่ายของ อย่างฟุ่มเฟือย หรืออาจจะนำวิธี การตกแต่ง หลายรูปแบบ มาผสานกันได้ ถ้าสามารถ ทำให้สอดคล้อง และในขอบเขตที่สมควร

การวางแผนผัง การออกแบบห้องนั่งเล่น

ห้องรับแขกจะเป็นห้องแรกที่เข้ามาถึง ควรมีขนาด 12 ตารางเมตรขึ้นไป แล้วแต่ขนาดของบ้าน เมื่อจะลงมือตกแต่งห้องใดก็ตามอย่าได้พยายาม ซื้อหา ข้าวของในการตกแต่ง ก่อนที่จะมี การวางแบบแปลน ให้เรียบร้อย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง และง่ายที่สุด ถ้าเราจะย้ายเข้ามาอยู่ ในบ้านที่ต้อง อยู่อาศัย เป็นเวลานาน

ดังนั้นจึงควรวางแบบแปลน เพื่อให้ใช้ได้ ในระยะเวลานาน สิ่งที่ต้องพิจารณา อันดับแรก คือโครงสร้างของห้อง ว่าต้องมีการ ขยับขยาย หรือไม่ ถ้าต้อง มีการขยับขยายก็ต้องลงมือทำสิ่งนี้ก่อน แต่ถ้าไม่ต้องก็ดำเนินขั้นต่อไป คือ การสร้างตู้ และชั้นวางของ และติดตั้งระบบไฟฟ้า สถาปนิก  และระบบระบายอากาศ หรือปรับอากาศตามแบบแปลน ที่วางไว้ ก่อนที่จะเริ่มงานตกแต่ง เช่น การจัด เฟอร์นิเจอร์ ปูพรม และรายละเอียดอื่นๆ
แต่ถ้าเราเช่าห้องหรือบ้านอยู่ วิธีการตกแต่งที่ดีที่สุด คือ คงโครงสร้างเดิมไว้ให้มากที่สุด และแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยวิธีการของการตกแต่ง เช่น หน้าต่างที่ใหญ่เกินไปก็ติด บางส่วน ของหน้าต่าง ด้วยบังตา ถ้าหน้าต่างที่เล็กเกินไป อาจจะทำให้ดูกว้างขึ้นได้ ด้วย การติดกระจก

การจัดบริเวณ การออกแบบห้องนั่งเล่น

บริเวณนั่งเล่นเป็นส่วนสำคัญที่ใช้นั่งคุยกัน ดูทีวี ทานขนม เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ และพักผ่อน ดังนั้นที่นั่ง ที่ใช้ควรจะสบาย และจัดวางอุปกรณ์ การเล่นให้อยู่ใกล้ๆ กับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ ควรจะเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้เหมาะ กับการนำมาจัดใหม่ ในการ สังสรรค์กันแต่ละครั้ง ในกรณีที่เป็นห้องขนาดเล็ก

แต่ถ้าเป็นห้องขนาดใหญ่ ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ และเคลื่อนย้าย ไม่ได้หนึ่งหรือสองตัว นอกจากนั้น ควรจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถนำมาตั้ง รวมกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทแรก ได้เมื่อมีแขกมาเยี่ยม เป็นจำนวนมาก และเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ ซึ่งดัดแปลง ใช้ได้หลายอย่าง จะช่วยเปลี่ยนแปลง ให้บรรยากาศ

การวางผัง การออกแบบห้องนั่งเล่น

การจัดวางควรจะแยกออกจากบริเวณทางเดิน เมื่อมีคนเดินไปมาจะได้ไม่เป็นการรบกวนสมาธิ ของผู้ที่นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ พูดคุย หรือดูรายการ โทรทัศน์ การจัดวางหนังสือ แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ท วิดีโอเทป หรืออุปกรณ์อื่นๆ ควรจัดวางในที่ที่หยิบใช ได้ง่าย จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม จัดวางโต๊ะเตี้ยๆ สำหรับวางแก้วน้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ และแมกกาซีนต่างๆ ไว้ในบริเวณที่นั่ง ติดตั้งโคมไฟ เพิ่มให้สว่างพอ และอยู่ในตำแหน่งที่ใช้นั่งอ่านหนังสือ เขียนหนังสืองานเย็บปักถักร้อย และงานอื่นๆ ที่ต้องใช้สายตา
เราควรคำนึงการประกอบกิจกรรมอื่นๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแบบแปลนเลยทีเดียว เช่น การทำงาน เขียนหนังสือ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ เหล่านี้ควรจะอยู่ในบริเวณที่สงบ ถ้าเป็นไปได้ควรจะจัดไว้ ในห้องนอน เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์ ในการเย็บปักถักร้อย ขนาดใหญ่นั้นไม่เหมาะ ที่จะนำมาตั้งไว้ ในห้องนั่งเล่น

แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้งานจริงๆ ก็ใช้ในเวลาที่ไม่มีการใช้งานในห้องนี้ โต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ ควรเป็นชุดเดียวกัน เพราะเมื่อมีการจับแยกชุด ไปไว้ห้องอื่นจะสังเกตได้
การจัดวางจุดสนใจในห้องนั่งเล่น

ห้องนั่งเล่นไม่ควรเป็นห้องที่น่าเบื่อ ฉะนั้นจึงควร มีการจัดจุดสนใจไว้ตามตำแหน่ง ต่างๆ ซึ่งในห้องหนึ่งๆ อาจมีการจัดทำได้หลายๆ วิธีร่วมกัน หรือนับเฉพาะ วิธีใด วิธีหนึ่งเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจ ของเจ้าของ บ้านเอง การจัดวางกระถางต้นไม้ รวมกันและจัดไฟส่อง ในจุดนั้น ทำให้มีชีวิตชีวาในบริเวณนั้น ซึ่งเดิมเป็น บริเวณมุม ที่ค่อนข้างมืด หรือการจัดดอกไม้แห้ง ดอกไม้สด ไว้หน้ากระจก ทำให้สวยสะดุดตา มากยิ่งขึ้น แขวนโคมไฟที่สวยงามเป็นกลุ่ม โดยมีจุดประสงค์ เน้นทางด้านความงาม หรือจะเลือกที่สวยงาม มาสักชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะ เป็นโคมไฟแบบตั้ง นำมาตั้งไว้ ในตำแหน่งที่โดดเด่น และเรายังได้แสงสว่าง จากโคมไฟได้อีกด้วย

การจัดวางจุดสนใจในห้องนั่งเล่น

ภาพวาดด้วยสีต่างๆ นำมาติดในตำแหน่ง ที่กลมกลืน และสามารถชื่นชม ความงามของภาพ ได้ถ้ามีภาพที่สำคัญ หรือรัก เป็นพิเศษให้จัดไว้ ในตำแหน่งที่สำคัญ โดดเด่น และแยกจากภาพอื่นๆ ติดไฟสปอตไลท์ส่องภาพ และถ้ามี เฟอร์นิเจอร์ ที่พิเศษ เราอาจจะจัดไว้ใน ลักษณะ ที่คล้ายคลึงกันได้ ควรใช้ประโยชน์จากหนังสือดีๆ ที่เราอ่านอยู่ เป็นประจำ จัดหนังสือเหล่านี้ ไว้เป็น กลุ่มบนโต๊ะข้าง หรือโต๊ะเตี้ยสำหรับ วางของ แน่นอนที่สุด

ผู้ที่ได้มา นั่งพักผ่อน หรือพูดคุยกัน ย่อมให้ความสนใจ และหยิบดูเพลินๆ เป็นการขจัดความเบื่อหน่าย ในการรอคอยได้ สำหรับนักสะสมของเก่า ของโบราณ ศิลปวัตถุหรือของจุกจิก จัดวางของเหล่านั้นให้สวยงาม และควรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ เพื่อให้เป็น จุดเด่นที่แปลก และน่าสนใจ หนังสือหายาก วัตถุโบราณ หินกรวด กล่องต่างๆ แก้วสวยงาม ตุ๊กตา เหยือก ยิ่งหาของที่แปลก ได้เท่าไรยิ่งดี บริเวณที่จัดวาง ไว้นั่นก็ดูยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
ลวดลายประดับ ทางสถาปัตยกรรม เช่น ซุ้มประตู และลายปูนนั้น

หรือลวดลายประดับเพดาน สิ่งเหล่านี้ เราควรจะรักษาเอาไว้ และซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ อย่าตั้งเฟอร์นิเจอร์ บังความสวยงาม ของลวดลายเหล่านี้ และควรจัดแสงไฟ ให้ส่องสว่าง เน้นความงามในจุดเหล่านี้ โดยปกติแล้ว ในห้องนั่งเล่น มักจะตั้งโทรทัศน์ เป็นจุดศูนย์กลาง แต่โทรทัศน์ ไม่เป็น จุดศูนย์กลาง ที่ดีนัก เฉพาะอย่างเวลา ที่มีรายการ อีกประเภทหนึ่ง โทรทัศน์ อยู่ตรงกลาง แล้วล้อมรอบ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ การและกิจกรรมอื่นๆ ไว้บนโต๊ะ ที่มีล้อเลื่อนเพื่อจะได้เคลื่อนย้ายออกไปได้ เมื่อไม่มีรายการโทรทัศน์

งานศิลปะที่ใช้ตกแต่งห้องนั่งเล่น

งานศิลปะที่ใช้ตกแต่ง ควรจัดหางานศิลปะ ที่มองแล้วทำให้เกิด ความสุขสนุกสนาน ไม่ควรจัด ตกแต่ง ด้วยงานศิลปะ ที่ทำให้เกิดความเศร้า สลดห่อเหี่ยว หรือให้ความรู้สึก ด้านความเกลียดชัง ที่รุนแรง ถ้าเรา ไม่ใช่ ผู้ที่มีความรู้ทางศิลปะ หรือนักสะสม ศิลปะตัวยง แล้วละก็ ควรเลือกแต่งห้อง ด้วยภาพ ที่ไม่ก่อ ให้เกิดการโต้แย้งกัน และภาพ ธรรมชาติ ที่สวยงาม ซึ่งอาจจะเป็นเพียงภาพ โปสเตอร์ ภาพถ่าย เครื่องแก้วชั้นดี หรือเครื่องลายคราม จากจีน ฯลฯ เราควรจะเลือกใช้ ให้ออกมาดูดีที่สุด และให้ความสุข ทางด้านจิตใจจะทำให้เราพบ กับความสุข ทุกครั้งที่ได้ก้าวเข้ามาในห้องนี้
จัดเรียงภาพศิลปะอย่าง ระมัดระวัง และ เปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ

แม้ว่าภาพนั้น จะสวยงามเพียงไร เพราะว่า ถ้าแขวนภาพนั้น ในตำแหน่งเดิม นานเกินไป ทำให้รู้สึกเบื่อได้ ควรแขวนภาพ ในระดับสายตา (ต่ำกว่า ระดับสายตา เมื่อยื่นขึ้นนิดหน่อย)

ในระดับนี้ จะทำให้ภาพ ชวนดูมากขึ้น แขวนภาพศิลปะ หลายๆ ภาพ ให้รวมกัน เป็นกลุ่ม และจัดภาพหนึ่งออกไป เพื่อให้เด่นขึ้น เปลี่ยนภาพที่คัดออกมา อย่างสม่ำเสมอ จัดไฟส่องภาพ ที่เน้นนั้น และภาพที่รวมเป็นกลุ่ม และพยายาม ปรับทิศทาง ของไฟสปอตไลท์ อย่าให้เกิด แสงสะท้อน ขึ้นบนภาพ

ห้องนั่งเล่นแบบทางการ

ห้องนั่งเล่น ที่เป็นทางการจะไม่ใช้ เพื่อกิจกรรมอื่น นอกจาก นั่งเล่น พักผ่อน พูดคุย ดังนั้นที่นั่งเล่น จึงเป็นส่วน ที่สำคัญที่สุด อาจจะตกแต่งด้วย แบบทันสมัย หรือในรูปแบบเก่า

หรือจะผสมผสานระหว่าง ทั้งสองรูปแบบ บางครั้ง อาจตกแต่ง ไว้อย่างหรูหรา แต่ยังคงไว้ ซึ่งความสะดวกสบาย ถ้าเนื้อที่ในห้องนั้น อำนวย

ควรตั้งโซฟาไว้หนึ่งหรือสองตัว และจัดวางเก้าอี้ ไว้หลายๆ ตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกตัว จัดเข้ากลุ่มกัน อย่างเป็นทางการ ถ้าเป็นห้องรับรองที่ใหญ่มากๆ อาจจะจัด เฟอร์นิเจอร์ ไว้หลายๆ

กลุ่ม โดยคำนึงว่า เก้าอี้ที่จัดไว้ ทุกตัว ใช้ประโยชน์ได้ สำหนับเก้าอี้ ที่มีน้ำหนักเบา อาจจะเคลื่อนย้าย จากกลุ่มหนึ่ง ไปอีกกลุ่มหนึ่งได้ ตามความจำเป็น แต่ เฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นหลัก จะต้องตั้งไว้อย่างถาวร และไม่มี

การเคลื่อนย้าย จากตำแหน่งเดิม โต๊ะเตี้ยที่จัดวางไว้ ให้หาต้นไม้ ที่เขี่ยบุหรี่ ขนาดใหญ่ แจกันดอกไม้ และสิ่งต่าง ๆ ที่สวยงามประทับไว้
ม่านควรตัดเย็บจากผ้าที่มีคุณภาพดี เช่น ผ้าไหมฝ้ายเนื้อดี ผ้าขนสัตว์ ในห้องสมัยใหม่นั้น สามารถแขวนม่านได้ทันที โดยไม่ต้อง ประดับประดาอะไรเพิ่มเติม แต่สำหรับห้องแบบเก่า

ควรจะใช้ ผ้าที่มีลายอดกไม้ มีการติด ฟู คิ้ว และ ครุย จับจีบหรือ ทำม่านย้อย ให้สวยงาม พื้นห้องควรจะเป็น พื้นไม้ปาร์เก้ หรือพรมตลอดห้อง
การตกแต่ง ควรเป็นแบบง่ายๆ แต่ทำอย่างดี อาจตกแต่งด้วย วอลล์เปเปอร์ ลายเรขาคณิตเล็กๆ ที่มีคุณภาพดี หรือ ผ้าแต่งผนัง ที่มีสีสันหลายหลาก หรือทาสีที่เป็นมันวาว บนโต๊ะเตี้ย เพื่อให้ดูเหมือน เป็นพื้นขัดระยิบระยับ หรือจะใช้ วิธีที่นิยมกัน คือทำลวด ลายหินอ่อน หรือวาดเป็นแต้ม ๆ ฯลฯ
รูปภาพไม่ว่า จะเป็นภาพพิมพ์สมัยใหม่ หรือภาพสีน้ำมัน ใส่กรอบสวยงามที่ดูภูมิฐาน แขวนในตำแหน่ง ที่ได้เลือกสรร ว่าเป็นจุดส่งเสริมให้เกิดความงาม ส่องไฟเหมือนกับการติดรูปแบบเก่า นั้นคือ จากสปอตไลท์ที่ติดเพดาน หรือ หลอดไฟยาว ที่ติดซ่อนไว้ใต้ชั้นวางของ หรือไฟจากโคมตั้งพื้น

การตกแต่งห้อง ในรูปแบบชีวิตในเมือง นั้น อาจสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่าย แต่เมื่องานสำเร็จออกมา จะดูสวยงาม และสะดุดเสมอ เราสามารถสร้าง สรรบรรยากาศภายในห้องออกมา ในรูปแบบ

ของศิลปะยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัยเก่า จนถึงยุค ของโพสต์โมเดิร์น ทั้งนี้ขึ้นกับรสนิยม และความกว้างใหญ่ ของห้องเป็นเกณฑ์ด้วย เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ขนาดเล็กที่ง่าย ต่อการโยกย้าย และจัดใหม่ พร้อมด้วยโซฟาขนาดใหญ่ อีกหนึ่ง หรือสองตัว ก็เป็นสิ่งที่เพียงพอสำหรับการตำแต่ง ไม่ควรใส่เฟอร์นิเจอร์เข้าไป อย่างมากมายเกินพอดี จะทำให้ห้องรกรุงรัง

อีกทั้งเป็นการกีดขวางทาง หาโต๊ะ ที่ออกแบบ อย่างสวยงาม ซึ่งทำด้วยวัสดุพลาสติก ลามิเนท แก้ว หรือไม้ นำมาลองตกแต่งดู ในห้องเล็กๆ เราควรจัดข้าวของต่างๆ เช่นหนังสือโทรทัศน์

คอมพิวเตอร์ เครื่องประดับตกแต่ง หรือแม้แต่การ จัดแสงสว่าง ต้องจัดให้มีระเบียบเรียบร้อย และให้ดู เหมือนการตกแต่งมิใช่วางเรียงกันไว้เฉยๆ เช่น วางเรียงในชั้นวาง หรือวางบนตู้ ซึ่งวางชิดผนัง

ในห้องที่ตกแต่งอย่างไฮเทค หรือวางในตู้โชว์ ที่ด้านหน้าใส่กระจกใส ซึ่งการจัดนี้เราต้องคำนึง ถึงความสวยงามเท่าๆ กับเรื่องความสะดวกของการใช้

ห้องนั่งเล่น ทริคแต่งห้องสไตล์มินิมอล ใช้งบน้อย

ห้องนั่งเล่น สไตล์เรียบง่าย หรือที่หลายคนมักเรียกว่า สไตล์มินิมอล รู้ไหมว่า? ทุกคนสามารถแต่งเองได้ไม่ยากอย่างที่คิด แถมยังอัดแน่นไปด้วยสไตล์และฟังก์ชั่นแม้มีพื้นที่แสนกะทัดรัดก็ตาม เพราะการแต่งห้องห้องนั่งเล่นให้น้อยแต่มากตามแบบฉบับชาวมินิมอลนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่หรืองบประมาณ แต่ต้องเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นหัวใจของสไตล์มินิมอล วันนี้ ขอแนะนำ 10 ทริคที่จะช่วยเปลี่ยนห้องนั่งเล่นของคุณให้เป็นสไตล์มินิมอลได้ในพริบตา รับรองว่า(แม้มีงบ)น้อยแต่(สวย)มากอย่างแน่นอน พร้อมแล้วไปดูกันเลย

1. ใช้เทคนิค ‘คุมโทนแบบสีเดียว’

เชื่อไหมว่าการแต่งห้องนั่งเล่นให้ดูชิคอย่างรูปในอินเทอร์เน็ตนั้นทำได้ไม่ยาก แค่ลองคุมโทนสิ่งของตกแต่งในแบบสีเดียว ส่วนเทคนิคในการทำให้ห้องนั่งเล่นสไตล์นี้ไม่ดูแข็งทื่อน่าเบื่อก็คือการเติมแต่งด้วยพรรณไม้สีเขียวฟอร์มสวย หรือจะเป็นงานไม้ชิ้นเด่นสักชิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ห้องนั่งเล่นดูเรียบเท่ได้สไตล์ minimal rustic ไม่เหมือนใคร

2. ใช้โทนสีกลางช่วยเน้นอารมณ์ ‘น้อยแต่มาก’

ถ้าห้องนั่งเล่นของคุณมีขนาดกะทัดรัดจนทำให้มีข้อจำกัดในตกแต่ง แนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอยควบคู่ไปกับความสวยงามด้วย เช่น เลือกโซฟายกสูงให้มีพื้นที่สำหรับสอดกล่องเก็บของ หรือเลือกโต๊ะข้างที่มีลิ้นชัก เป็นต้น ที่สำคัญ! การเลือกใช้สีคุมโทนแบบกลางๆ อย่างสีเทาอ่อน สีฟ้าอ่อน หรือสีเขียวตุ่นๆ ก็จะสร้างโทนให้ห้องดูสวยแบบเรียบง่าย สบายตา ตามสไตล์ minimal ได้เป็นอย่างดี

3. ห้องนั่งเล่น ‘เรียบแต่สง่างาม’ ด้วยของตกแต่งหรูชิ้นใหญ่

ในการสร้างสรรค์สไตล์เรียบแต่หรู ไม่จำเป็นว่าจะต้องประโคมทุกอย่างให้ดูเยอะเสมอไป เพราะเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นที่ใช้วัสดุหรูหรา ก็สามารถสร้างอารมณ์ของห้องให้สง่างามได้ตามที่ต้องการ อย่างโซฟาที่บุด้วยหนังแท้ขนาด 3 ที่นั่ง ตั้งคู่กับเก้าอี้สานลวดลายเก๋ๆสัก 2 ตัว ก็ช่วยให้ห้องนั่งเล่นดูโดดเด่นน่ามองได้ แต่ถ้าอยากให้ห้องดูหรูหรามากขึ้น ลองเติมพรมสวยๆ หรือแต่งผนังด้วยกรอบรูปขนาดใหญ่ แล้วจบลุคห้องนั่งเล่น minimal style ด้วยโคมไฟตั้งพื้นดีไซน์เรียบง่ายแต่สวยงาม

4. เติมความลงตัวให้ห้องนั่งเล่นด้วย ‘ชุดโซฟาเข้ามุม’

โซฟา Minimal Style รูปตัว L เป็นไอเท็มที่ช่วยเพิ่มที่นั่งให้ห้องนั่งเล่นขนาดเล็กได้อย่างดี โซฟาเข้ามุมชุดสวยช่วยให้ห้องนั่งเล่นไม่เสียพื้นที่เปล่าแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ส่วนเซ็ทโต๊ะกลาง-โต๊ะข้างโซฟาแบบกลม คละขนาด สูงบ้าง ต่ำบ้าง ก็ช่วยเติมความโดดเด่นให้กับห้องนั่งเล่นได้เป็นอย่างดี ตบท้ายด้วยต้นไม้ขนาดเล็กที่วางซ่อนตามจุดต่างๆของห้อ ก็ช่วยให้ได้ลุคห้องนั่งเล่นที่สดชื่น มีสมดุลและสะท้อนบุคลิกเฉพาะตัว

5. ผนังสีขาวตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีเข้มนั้น ‘รอด’ เสมอ

ขึ้นชื่อว่า Minimal Style แล้ว ห้องนั่งเล่นที่มีเฟอร์นิเจอร์สีเข้มที่วางคู่กับผนังสีขาวยิ่งตอบโจทย์ความน้อยแต่มากเรียบแต่โก้ตามแบบฉบับ minimal เป็นอย่างมาก และหากว่าห้องนั่งเล่นของคุณตั้งอยู่ในทิศที่แสงแดดส่องถึง ก็จะยิ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์สีเข้ม ดูโดดเด่นขึ้นไปอีกและถ้าหากห้องนั่งเล่นของคุณมีเพดานสูงก็ยิ่งดี รับออกแบบบ้าน เพราะการตกแต่งด้วยการวางต้นไม้ในร่มชนิดโตสูงหรือแผ่ใบกว้างจะให้ลุค Minimal Style ที่สะดุดตายิ่งขึ้น ท้ายสุดจบลุคด้วยพรมสวยสักผืน ห้องก็จะยิ่งได้ฟีลลิ่งอบอุ่นและช่วยเชื่อมโยงสไตล์สีโดยรวมของห้องนั่งเล่นให้เป็นหนึ่งเดียวกันมากยิ่งขึ้น

6. แทนที่ของกระจุกกระจิกด้วย ‘ต้นไม้ฟอร์มสวย’

ถ้ายังไม่รู้จะซื้ออะไรมาตกแต่งห้องนั่งเล่นสไตล์มินิมอล แนะนำให้ลองหาต้นไม้ต้นเล็กๆที่ดูแลไม่ยาก มาแทนที่ของตกแต่งแบบเดิมๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศห้องนั่งเล่นเรียบๆ ให้ดูมีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี

7. เปลี่ยนมุมเล็กในบ้านให้เป็นห้องนั่งเล่น Minimal Style

เทคนิคการเปลี่ยนห้องนั่งเล่นในมุมของบ้านให้กลับอบอุ่นมีชีวิตชีวานั้นง่ายกว่าที่คิด ลองกำหนดพื้นที่ใช้งานด้วยพรมสีสวยสักพื้น เลือกมุมติดหน้าต่างและจัดวางโซฟาใกล้แหล่งแสงธรรมชาติเพื่อให้ได้ฟีลลิ่งอบอุ่น ประดับผนังด้วยภาพถ่าย ตบท้ายด้วยโต๊ะกลางขนาดเล็กและเก้าอี้วินเทจ Minimal Style สวยๆ สักตัว ก็สามารถเพิ่มมุมพักผ่อนเล็กๆแต่ให้ความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้กับบ้านของคุณได้

8. ใช้สีบ่งบอกอาณาเขตห้องนั่งเล่น

การเลือกใช้สีของผนังห้องนั่งเล่นให้ตัดกับผนังของห้องที่อยู่ติดกันเป็นสไตล์การแต่งห้องนั่งเล่นที่แนบเนียนและมีรสนิยม ลองจัดวางโซฟาพร้อมหมอนอิงที่มีคู่สีตัดกัน ตกแต่งห้องด้วยต้นไม้ในกระถามสีขาวตามจุดต่างๆ เพื่อให้ได้ลุค Minimal Style และตบท้ายด้วยโต๊ะกลางขนาดจิ๋วที่ช่วยประหยัดพื้นที่โดยรวมให้ห้องได้อย่างน่าประหลาดใจ

9. แต่งห้องนั่งเล่นด้วยแรงบันดาลใจจากแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

ลองแต่งห้องนั่งเล่นด้วยวอลเปเปอร์ที่มีลวดลายของพืชพรรณธรรมชาติ เติมด้วยไม้กระถางตามมุมต่างๆ ตัดด้วยเฟอร์นิเจอร์สีละมุนเพื่อให้ theme ของธรรมชาติเข้ายึดพื้นที่และมอบความมีชีวิตชีวาให้ห้องนั่งเล่นของคุณ

10. ผสมผสานของตกแต่งหลากสีสันเข้ากับผนังสีขาว

ในการแต่งห้องนั่งเล่นแบบ Minimal Style ให้น่ามอง สีคือตัวช่วยที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ความรู้สึกโดยรวมของห้องได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อผนังและเพดานเป็นสีขาว ลองแต่งด้วยภาพถ่ายธรรมชาติหรือภาพ abstract ในกรอบรูปสีเบสิคอย่างสีขาวหรือสีดำหลายๆภาพ เพื่อให้ผนังสวยโดดเด่นขึ้นมา พร้อมกับเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์เฉดสีตัดกันหรือเฉดสีแนวพาสเทล เพื่อให้ห้องนั่งเล่นดูลงตัว จนคุณอยากกระโดดเข้าไปนั่งทันทีที่กลับถึงบ้าน!

ข้อควรรู้! ก่อนรีโนเวทห้องครัว
ห้องครัวเก่าๆ ที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ผ่านการใช้งานมานานหลายสิบปี นอกจากจะดูหมองไม่สวยงามแล้ว สุขอนามัยที่ดีก็พลอยหายไปด้วย หากห้องครัวของคุณกำลังอยู่ในสภาพดังกล่าวอยู่ล่ะก็ คงจะถึงเวลาแล้วล่ะครับ ที่คุณจะต้องทำการรีโนเวทห้องครัวเสียใหม่ ให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย และเพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในครอบครัวด้วย

แต่ก่อนที่เราจะทำการรีโนเวทห้องครัวนั้น ก็มีหลายปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึงก่อนเพื่อไม่ให้เราต้องมาประสบกับปัญหาในการแก้ไขงานในภายหลัง วันนี้เราก็จะมาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราควรรู้ก่อนรีโนเวทห้องน้ำ ตามมาดูกันเลย

1. สไตล์หรือรูปแบบการตกแต่ง
รูปแบบการตกแต่งห้องครัวนั้นมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ก่อนทำการรีโนเวท ควรจะเลือกสไตล์ที่ชื่นชอบและควรเป็นสไตล์ที่เข้ากับภาพรวมของบ้านด้วย ที่สำคัญคือความสวยงามของภาพรวมในห้องครัว ที่ควรจะมีความกลมกลืนกัน ทั้งในเรื่องของโทนสีและวัสดุตกแต่ง แนะนำให้ปรึกษามัณฑนากรในส่วนของงานออกแบบ

2. ฟังก์ชันการใช้งาน
ในการรีโนเวทห้องครัว จะต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่เราใช้งานเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น อ่างล้างจาน เตาทำอาหาร เคาน์เตอร์หรือไอส์แลนด์สำหรับเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งควรจะมีความคล่องตัวในการใช้งานจริง แนะนำให้ใช้เทคนิคการจัดวางแบบ ‘Work Triangle’ เป็นรูปแบบการจัดวางฟังก์ชันตู้เย็น เตาทำอาหาร และอ่างล้างจานไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม จะช่วยให้การทำงานในห้องครัวมีความคล่องตัวและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

3. สภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า
อย่าลืมตรวจสอบสภาพเครื่องฟ้าเก่าๆ ภายในห้องครัว ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ เครื่องทำกาแฟ ฯลฯ หากมีสภาพที่ชำรุดหรือเสี่ยงต่อการใช้งาน ควรทำการเปลี่ยนหรือซ่อมแซมโดยด่วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุด ซึ่งอาจส่งผลถึงแก่ชีวิตเราได้เลยทีเดียว

4. พื้นที่เก็บของ
หากห้องครัวเก่าของคุณมีพื้นที่สำหรับเก็บอุปกรณ์และวัตถุดิบทำครัวต่างๆ ไม่เพียงพอ เวลาไปจ่ายตลาดมาแต่ละครั้งก็วางของรกระเกะระกะไว้บนเคาน์เตอร์บ้าง หรือบนโต๊ะทำอาหารบ้าง จนทำให้ห้องครัวดูรกรุงรังไปหมด สิ่งที่ควรเพิ่มเติมเข้าไปในช่วงรีโนเวทก็คือตู้เก็บของที่มีช่องสำหรับเก็บอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะ รวมไปถึงชั้นวางของติดผนัง ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของให้เราได้อย่างคาดไม่ถึงเลย

5. แสงสว่าง
แสงสว่างนับเป็นส่วนสำคัญสำหรับทุกห้อง และห้องครัวก็เช่นกัน หากห้องครัวเดิมของเราไม่มีช่องรับแสงหรือความสว่างเพียงพอ อาจเพิ่มหน้าต่างบานเล็กๆ หรือติดฝ้าเพดานโปร่งแสงเพื่อให้ห้องครัวได้รับแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้า หรืออาจจะติดหลอดไฟแขวนดีไซน์เก๋ๆ ก็ได้ นอกจากนี้ สีของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในห้องครัว ก็ส่งผลต่อความสว่างด้วยเช่นกัน แนะนำว่าไม่ควรเลือกสีที่มืดทึบจนเกินไปครับ

6. ผนังกันเปื้อน
หากห้องครัวเดิมๆ ของเรายังไม่มีผนังกันเปื้อนหรือ Backsplash ล่ะก็ ควรจะติดตั้งเข้าไปในขั้นตอนของการรีโนเวทด้วย เนื่องจากหลังการทำอาหารอาจจะทำให้น้ำมันหรือคราบอาหารติดตามบริเวณผนัง จึงต้องใช้ผนังกันเปื้อนเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด ซึ่งในท้องตลาดก็จะมีผนังกันเปื้อนหรือผนังกันคราบหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ อย่าลืมคิดถึงความเหมาะสมกับรูปแบบภาพรวมของห้องครัวด้วยล่ะ

7. พื้นห้องครัว
ห้องครัวบางบ้านอาจจะผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วง เกิดเป็นคราบสกปรกตามพื้นและยาแนวจนยากที่จะทำความสะอาด แลดูสกปรกไม่น่ามองเป็นที่สุด งานนี้คงจำเป็นต้องทำการปูพื้นใหม่ ซึ่งตามท้องตลาดก็มีวัสดุหลากหลายให้เลือกตามความชอบและงบประมาณ บางครั้งก็อาจจะปูทับลงไปเลยโดยไม่ต้องมีงานรื้อให้วุ่นวาย

8. ฝ้าเพดาน
ฝ้าเพดานเป็นส่วนที่เราอาจจมองข้าม แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาภายหลังได้ เนื่องจากห้องครัวเป็นห้องที่อาจจะมีความร้อนสูง มีไอน้ำมัน ซึ่งอาจจะทำให้ฝ้าเกิดปัญหาเชื้อรา ความชื้น และคราบสกปรกจากไอน้ำมัน ดังนั้นจึงควรเลือกชนิดของฝ้าที่เหมาะสม เช่นฝ้าทนความชื้น ฝ้ากันเชื้อรา และจะให้ดีก็ต้องมีคุณสมบัติที่สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายด้วย

9. อ่างล้างจาน
หากอ่างล้างจานในห้องครัวมีสภาพชำรุด ดูเก่าหมอง แถมสนิมก็ยังเกราะเป็นประจำ อาจจะถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนอ่างล้างจานแล้วก็ได้ ควรเลือกใช้ขนาดอ่างล้างจานที่ใหญ่พอสำหรับรองรับการทำงานได้จริง และตอบสนองต่อจำนวนสมาชิกในครอบครัว ที่สำคัญควรเลือกแบบที่มีคุณภาพด้วย

10. ท่อประปาและระบบระบายน้ำ
ตรวจเช็คสภาพของท่อประปาและระบบระบายน้ำ หากอุปกรณ์ชำรุดก็ควรเปลี่ยนใหม่ และหากทำการติดตั้งอ่างล้างจานใหม่ด้วยล่ะก็ การเปลี่ยนย้ายหรือติดตั้งท่อประปาภายในห้องครัวก็นับเป็นเรื่องจำเป็น ก่อนลงมือรีโนเวทแนะนำให้ตรวจสอบคุณภาพของวัสดุให้ดี และสอบถามราคาในการดำเนินงานให้แน่นอนด้วย

เทคนิคแต่งบ้านให้สวยเหมือนมืออาชีพมาเอง

แต่งบ้าน ให้สวยอย่างมืออาชีพไม่ยากเลย ด้วยเคล็ดลับดี ๆ จากนักออกแบบเหล่านี้ รับรองว่าจะช่วยให้บ้านดูสวยอย่างมืออาชีพเลยล่ะ
ในยุคที่ต้องประหยัดอย่างนี้ คงไม่ใช่ไอเดียที่ดีหากจะจ้างนักออกแบบภายในมาตกแต่งบ้านให้ แต่ด้วยเหตุผลที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝันอยากจะมีบ้านสวย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำเทคนิคดี ๆ ที่นักออกแบบมืออาชีพใช้มาบอก รับรองว่าทำได้ง่ายมากแถมเป็นเรื่องที่เราก็อาจไม่เคยรู้มาก่อน แต่จะเสกบ้านของคุณให้เหมือนมืออาชีพมาแต่งให้เองทีเดียว หรือเราอาจไปปรึกษา สถาปนิก เพื่อช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นมาดูกันเลย

หาแรงบันดาลใจจากนิตยสารและเว็บไซต์

ถึงจะไม่ได้จบด้านออกแบบหรือไม่มีหัวทางศิลปะเลย แต่บ้านก็สวยได้หากรู้จักหาแรงบันดาลใจจากนิตยสารและเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคออนไลน์อย่างนี้ ที่มักมีพื้นที่ให้แชร์ไอเดียแต่งบ้านมากมาย ลองทำความรู้จักกับเว็บไซต์ที่มีแบบแต่งบ้านหลากหลายแบบ ให้เลือกมาเป็นแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้เบื่อกันเลยล่ะ

ใช้ 3 สี หรือ 3 เฉด

หนึ่งเคล็ดลับที่จะทำให้บ้านสวยอย่างมืออาชีพ คือการเลือกใช้ 3 สีที่ชอบในการแต่งบ้าน โดยสีหนึ่งสำหรับเป็นผนังห้อง อีกสีหนึ่งสำหรับเครื่องเรือนชิ้นใหญ่ ๆ อย่างโซฟา หรือโต๊ะเขียนหนังสือ และสีสุดท้ายสำหรับของตกแต่งชิ้นเล็ก ๆ เช่น แจกันดอกไม้ หมอน หรือของตั้งโชว์ ซึ่งเทคนี้การใช้ 3 สีตกแต่งห้องนี้ ปลอดภัยและให้ผลดีกว่าการเลือกใช้ 1 หรือ 2 สี แน่นอน หรืออีกวิธีคือใช้สีเดียวกันแต่ 3 เฉด เช่น สีเทาอ่อนถึงเข้มไล่กันไป ก็ได้ผลดีเช่นกัน

หลากหลายพื้นผิวสร้างความแตกต่าง

หากใครยืนยันจะใช้สีเดียวทั้งห้อง แต่ไม่อยากให้เลี่ยนหรือน่าเบื่อ ก็ให้เลือกใช้พื้นผิวที่หลากหลายเพื่อสร้างความแตกต่าง เช่น ใช้โต๊ะไม้ดิบทาสีขาว คู่กับเก้าอี้โลหะผิวเรียบ ผ้าม่านสีขาวที่มีลวดลายฉลุ ผ้าปูที่นอนผ้าฝ้ายทอมือ พร้อมวางตะกร้าสานสีขาวเนี้ยบไว้ข้างเตียง สิ่งเหล่านี้อาจจะมองไม่เห็นความแตกต่างในแวบแรก แต่หากได้สัมผัสหรือดูใกล้ ๆ ก็จะเห็นถึงรายละเอียดและความเรียบหรูอยู่ในที โดยอย่าลืมเลือกชนิดของวัสดุให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ด้วย เช่น บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ก็คงไม่เหมาะกับโซฟาที่เปื้อนหรือเป็นรอยขีดข่วนได้ง่าย เป็นต้น

ใช้ของชิ้นใหญ่และเล็กคละกันไป

ข้อผิดพลาดของ นักแต่งบ้าน มือสมัครเล่นส่วนใหญ่คือ มักมีของชิ้นเล็กประดับบ้านเต็มไปหมด ซึ่งนอกจากจะไม่ชูอะไรให้เด่นแล้ว ยังทำให้ห้องดูรกสายตาซะอีก ดังนั้นให้ผสมของชิ้นใหญ่เข้ากับชิ้นเล็กอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดความสมดุล เพราะขนาดอพาร์ทเม้นท์ที่เล็กที่สุด นักออกแบบภายในยังแนะนำว่า ควรมีของชิ้นใหญ่ ๆ อย่างตู้เก็บของสักใบไว้ตกแต่ง การผสมผสานของชิ้นใหญ่และชิ้นเล็กเข้าด้วยกัน จึงเป็นหัวใจหลักของบ้านสวยเลยล่ะ

ใช้ถาดหรือตะกร้าช่วยตกแต่ง

นักออกแบบรักการตก แต่งบ้าน ด้วยถาดหรือตะกร้า เพราะนอกจากจะใช้เก็บของรก ๆ ได้แล้ว ยังสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้บ้านได้อีก ลองวางถาดสีทองแววาวที่มีเทียนน่ารัก ๆ หนังสืออ่านเล่น 2-3 เล่ม หรือก้อนหินหลากลายสีไว้บนโต๊ะชงกาแฟ จะช่วยให้มุมกาแฟของบ้านดูมีชั้นเชิงมากขึ้น ส่วนข้าวของรก ๆ ที่ไม่มีที่จัดเรียง ก็โยนใส่ตะกร้าหวายน่ารัก ๆ ไปเลย รับรองว่าเป็นระเบียบแบบเก๋สุด ๆ แน่นอน หรืออีกไอเดียที่แนะนำคือ ลองจัดสบู่ ขวดน้ำหอม และของใช้ชิ้นเล็ก ๆ ประจำวันเอาไว้ในถาดใบสวย แล้ววางไว้หน้ากระจก รับรองว่าจะเปลี่ยนห้องน้ำให้ได้บรรยากาศเหมือนงานแสดงศิลปะเลยล่ะ

ประดับดอกไม้ในทุกห้อง

เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้บ้านสวยเหมือนจ้างนักออกแบบมืออาชีพ คือการเติมดอกไม้หรือต้นไม้เล็ก ๆ ในทุกห้อง โดยเน้นว่าอย่าใช้ของปลอมเป็นอันขาด ดอกไม้เหล่านี้จะสร้างความมีชีวิตชีวา และสัมผัสแห่งธรรมชาติที่พิเศษสุด ๆ แต่หากมีข้อจำกัดไม่สะดวกที่จะใช้ดอกไม้หรือต้นไม้จริง ก็ให้ประดับห้องด้วยข้าวของธรรมชาติอย่างอื่น เช่น หินธรรมชาติทรงสวย ๆ กิ่งไม้แห้ง หรือแจกันดินเผาเก๋ ๆ ก็ทดแทนได้เช่นกัน

ทริคการจัดห้องนั่งเล่นให้สวยเป๊ะ นั่งสบาย นอนก็ได้ พร้อมรับแขกเสมอ !!

เพราะห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกคือหน้าตาของบ้าน ถ้าบ้านไหนที่ห้องนั่งเล่นรก ห้องรับแขกไม่เป็นระเบียบคงน่าอายแขกมาเยี่ยมแย่ ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำวิธีการจัดห้องนั่งเล่นดี ๆ มาฝาก เพื่อให้ทุกคนจะได้ไปลองทำตาม เพิ่มความสวยงามและความเรียบร้อยให้กับห้องนั่งเล่นได้แบบง่าย ๆ ให้กลายเป็นห้องนั่งเล่นที่น่านั่งเล่นอย่างแท้จริง และพร้อมสำหรับการต้อนรับแขกเหรื่อเสมอ

1. เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์เป็นเคล็ดลับสำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้บ้านไม่รก แต่ยังคุ้มกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย แถมยังเพิ่มเสน่ห์ให้ห้องนั่งเล่นสวยงามขึ้นมาอีกระดับด้วย โดยตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ที่เหมาะจะใช้ในห้องนั่งเล่นก็ได้แก่ โซฟาที่กางออกเป็นเบาะนอนได้ โซฟาที่แปลงร่างเป็นโต๊ะกินข้าวได้ โซฟาหรือเก้าอี้ที่มีชั้นวางของด้านล่าง หรือจะเลือกใช้กล่องเก็บของที่มีลักษณะสวย ๆ ตั้งแทนโต๊ะกลางโซฟาก็ได้

2. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีที่เก็บของในตัว

แน่นอนว่าสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ห้องนั่งเล่นดูรกคือ การมีข้าวของเยอะ แล้ววางกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีที่เก็บของในตัว เช่น ตู้โชว์หรือโต๊ะวางของที่ใช้เก็บของได้เยอะ ๆ ไปในตัว ทว่าพื้นที่เหล่านี้ก็อาจกลายเป็นกองขยะได้ ถ้าคุณเลือกเก็บทุกอย่างลงไปแบบไม่ระวังมากนัก โดยเฉพาะตู้โชว์ที่สามารถมองเห็นของที่เก็บไว้เอาไว้ได้อย่างชัดเจน ฉะนั้นจะวางเก็บสิ่งใดก็ควรจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยนะ

3. เลือกใช้โต๊ะกลางที่มีชั้นวางของด้านล่าง

ถ้าพูดถึงบริเวณที่รกที่สุดในห้องนั่งเล่น หลายคนต้องยกให้กับโต๊ะกลางโซฟา เนื่องจากโต๊ะตัวนี้เป็นพื้นที่ที่เรามักจะวางสิ่งของทุกอย่างลงไป ทว่าหากเราเลือกใช้โต๊ะกลางที่มีชั้นล่างแทนโต๊ะกลางแบบทึบ ๆ ก็จะช่วยให้เราย้ายสิ่งของต่าง ๆ ลงไปวางไว้ด้านล่าง ช่วยพรางตาและลดความรกบนโต๊ะได้ เพื่อให้บนโต๊ะเหลือที่ว่างไว้ใช้งานอย่างที่ควรจะเป็นจริง ๆ

4. ใช้ตะกร้าช่วยเพิ่มที่เก็บของ

ถ้าไม่อยากซื้อตู้เก็บของหรือลิ้นชักมาวางเพิ่ม ลองใช้สิ่งของที่ทุกบ้านมีอย่างตะกร้าช่วยเก็บข้าวของชิ้นใหญ่ ๆ ดู ซึ่งถ้าใครกลัวว่าจะผิดคอนเซ็ปต์การตกแต่งบ้าน หรือทำให้บ้านดูเชยไป แนะนำให้ไปหาซื้อเป็นตะกร้าสวย ๆ ราคาไม่แพงหรือตกแต่งตะกร้าด้วยผ้า ริบบิ้น กระดาษห่อของขวัญมาวางไว้แทนก็ได้

5. ใช้ถาดช่วย

รู้ไหมคะว่าถาดเป็นตัวช่วยจัดระเบียบข้าวของชิ้นเล็ก ๆ ในห้องนั่งเล่นได้เป็นอย่างดี ลองนำถาดสวย ๆ มาวางไว้บนโต๊ะ แล้วจัดวางข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงไปอย่างเป็นระเบียบดูสิ รับรองว่านอกจากจะช่วยให้ห้องดูไม่รกแล้ว ยังช่วยเสริมให้ห้องดูเก๋ขึ้นได้อีกต่างหาก

6. เคลียร์ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ต่อให้เราจะมีเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุอุปกรณ์แบบที่กล่าวไปข้างต้น แต่ถ้าหากเราไม่เคลียร์ข้าวของบนโต๊ะหรือข้าวของรก ๆ ในที่ที่มองเห็นง่าย เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ กระดาษ พวกกุญแจ และข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงไปเก็บในที่เหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงบ้านเราก็จะยังคงไม่เป็นระเบียบอยู่ดี ฉะนั้นสิ่งสำคัญอย่าลืมเคลียร์ข้าวของต่าง ๆ ไปเก็บด้วย

7. ปล่อยให้ห้องนั่งเล่นมีแต่ของที่ใช้ในห้องนั่งเล่น

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ห้องนั่งเล่นรกคือการเก็บของที่ไม่ได้ใช้ในห้องนั่งเล่นเอาไว้ในห้องนี้ ลองเช็กดูให้ดี ๆ ว่าเราได้ใช้ของบางชิ้นในห้องนี้หรือเปล่า จำเป็นต้องของบางชิ้นเอาไว้ในห้องนี้หรือไม่ ? ห้องนี้ส่วนมากมีไว้ทำอะไร ? เมื่อรู้แล้วว่ามีของจำเป็นชิ้นไหนต้องใช้บ้าง ก็จัดการเคลียร์ของที่ไม่ได้ใช้ไปไว้ในที่ที่ควรอยู่ให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ห้องเป็นระเบียบและดูดีขึ้นง่าย ๆ

8. อย่าลืมเก็บหนังสือให้เป็นที่

หนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้เราผ่อนคลาย แถมการมีหนังสือต่าง ๆ อยู่ในห้องยังช่วยให้ห้องดูดีมีระดับขึ้น รวมถึงเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านไปในตัว ทว่าหากมีหนังสือมากเกินไป แล้ววางเก็บไว้ไม่เป็นระเบียบ หนังสือก็สามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้ห้องรก ไม่สวยงาม และไม่น่าอยู่ได้ ดังนั้นเลือกหนังสือที่อยากอ่าน ส่วนหนังสือพิมพ์ก็เก็บไว้แค่ฉบับวันนี้ นิตยสารก็เลือกฉบับล่าสุด แล้วนำมาใส่ไว้ในตะกร้าสวย ๆ วางไว้บนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่นก็ช่วยแก้ปัญหาห้องรก และเสริมให้ห้องนั่งเล่นของคุณดูดีมีสไตล์ขึ้นมาได้นะ

9. ตกแต่งด้วยกรอบรูปแบบพอดี

การที่ผนังหรือชั้นต่าง ๆ เต็มไปด้วยรูปมากมายที่แขวนและวางอย่างไม่เป็นระเบียบไม่ได้เสริมให้ห้องนั่งเล่นของคุณดูอบอุ่นขึ้นมาสักเท่าไร ทางที่ดีนำรูปพวกนั้นมาใส่กรอบเล็ก ๆ หรือไม่ก็รวมไว้ในกรอบเดียวกันแล้วจัดโชว์อย่างพอประมาณ จะเป็นการช่วยให้ห้องนั่งเล่นของคุณดูดีได้มากกว่า อ้อ แล้วถ้าคุณมีรูปเยอะเกินไป การนำรูปมารวมไว้ในอัลบั้ม แล้ววางตั้งโชว์ไว้บนโต๊ะก็ถือเป็นการช่วยให้ห้องหายรก แต่ยังคงความอบอุ่นไว้ได้เหมือนเดิมด้วยนะ

10. ปลูกต้นไม้แค่พอเหมาะ

อย่าลืมว่าห้องนั่งเล่นไม่ใช่ป่า ถ้าอยากให้ห้องนั่งเล่นมีต้นไม้จริง ๆ ควรเลือกปลูกเฉพาะต้นไม้ต้นเล็ก ๆ น่ารัก ๆ วางไว้ตามมุม หรือบนโต๊ะอย่างพอประมาณ หรือไม่ถ้าอยากให้ห้องนั่งเล่นได้กลิ่นอายธรรมชาติแบบไม่รก จริง ๆ แค่จัดดอกไม้สดใส่แจกันมาวางก็ช่วยให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นแล้วล่ะ

11. เก็บสายไฟ สายเคเบิลให้เป็นระเบียบ

เพราะห้องนั่งเล่นของเราต้องมีสายไฟ สายเคเบิล สายอะไรต่อมิอะไรระโยงระยางอยู่มากมาย ซึ่งนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ห้องนั่งเล่นดูไม่สวยเป็นระเบียบเหมือนที่ควรจะเป็น เราจึงจำเป็นต้องเก็บสายเหล่านั้นให้ดี เช่น แนบมันติดกับพนัง ติดกับเพดาน ม้วนแล้วซ่อนไว้ หรือนำสติ๊กเกอร์แปะแยกประเภทของสายไฟ เพียงเท่านี้ห้องนั่งเล่นของคุณก็จะดูสะอาด แถมสบายตาขึ้นมากแล้วล่ะ

12. เพิ่มที่กั้นระหว่างห้องนั่งเล่น

สุดท้ายถ้าบ้านของคุณเปิดเข้ามาแล้วเจอห้องรับแขกเลย มันก็ง่ายสำหรับการทิ้งตัวลงบทโซฟาหลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน แล้วปล่อยข้าวของที่นำมาด้วยกระจัดกระจาย ไม่เก็บเข้าที่จนสกปรกได้ ฉะนั้นถ้าหากบ้านของคุณมีพื้นที่กว้างขวาง ลองเพิ่มที่กั้นระหว่างประตูเข้าบ้านกับห้องนั่งเล่น ไม่ว่าจะเป็นนำตู้มาตั้ง นำชั้นวางรองเท้ามาวาง หรือสร้างกำแพงขั้นไว้ เพื่อให้คุณต้องใช้เวลาสักนิดในการจะเดินไปนั่งพัก รวมถึงยังช่วยให้ห้องนั่งเล่นของคุณดูมีสัดส่วน ง่ายต่อการทำความสะอาดมากขึ้น

เปลี่ยนผนังบ้านธรรมดาด้วยสีสร้างลวดลาย

เปลี่ยน ผนังบ้านธรรมดา ด้วย สีสร้างลวดลาย บ่งบอกสไตล์ที่เป็นคุณ

หากคุณไม่ชอบความจำเจ เบื่อสีเรียบๆ วันนี้เรามีสีสร้างลาย พร้อมตัวอย่าง มาให้คุณได้ดูเป็นไอเดีย แถมถ้าอยากลองทำเองก็สามารถทำได้ง่าย แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจเรื่องของสีสร้างลายกันก่อน

สีสร้างลายคืออะไร?
สีสร้างลาย เป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับการทาสีตกแต่งบ้านและอาคาร โดยมีการใช้สีสำหรับสร้างลายแบบพิเศษ ที่ทำงานคู่กับอุปกรณ์สร้างลาย เพื่อให้กำแพงหรือผนังของบ้านคุณเกิดเป็นลวดลายที่สวยงาม นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่อยากจะมีผนังลวดลายสวยๆ  รับออกแบบบ้าน แต่ไม่อยากจะใช้วอลล์เปเปอร์ ซึ่งสีสร้างลายนั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่าง

ข้อดีของสีสร้างลายเมื่อเทียบกับวอลล์เปเปอร์

สีสร้างลายไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย
ไม่เกิดปัญหาสีตกหรือสีลอกล่อนเมื่อเกิดความชื้น
ทำความสะอาดเช็ดล้างได้ง่ายกว่าวอลล์เปเปอร์
ช่วยลดปัญหาของการลอกวอลล์เปเปอร์ ที่เมื่อต้องการเปลี่ยนลายใหม่อาจทำให้บ้านเป็นรอย และหากเปลี่ยนเป็นการทาสี อาจทำให้สีบนพื้นผนังดูไม่สม่ำเสมอ
สีสร้างลายสามารถปิดจุดบกพร่องของผนังและกำแพงบ้านได้เช่นเดียวกับวอลล์เปเปอร์
สำหรับทีโอเอ มีผลิตภัณฑ์สีสร้างลาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน เจ้าของอาคาร อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีสร้างลายแบบปูนเปลือย สีสร้างลายประกายเมทัลลิก รวมถึงสีสร้างลาย สีสร้างลายแบบหินอ่อน ว่าแล้วก็มาดูรายละเอียดของแต่ละตัวกันดีกว่า

ประเภทของสีสร้างลาย
1. สีสร้างลายปูนเปลือย
เป็นปูนฉาบขัดมันสำเร็จรูปสูตรน้ำที่จะช่วยให้ผนังเรียบๆ กลายเป็นผนังปูนเปลือยเฉดสีต่างๆ ได้อย่างสวยงาม โดยสีสร้างลายแบบปูนเปลือยของทีโอเอ มีทั้งหมด 5 เฉดสีดังนี้
เหมาะกับการแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น และการแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียน เป็นสีเทาอ่อนแบบสว่างๆ มีความเท่ และยังดูอบอุ่นในเวลาเดียวกัน การเลือกเฟอร์นิเจอร์แนะนำให้ใช้เป็นกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยใช้โทนสีแบบกลางๆ อย่างสีเบจ สีน้ำเงิน สีขาว สีเทา สีดำ เป็นต้น

เฉดสีสร้างลายปูนเปลือย และ สีสร้างลวดลาย ยอดนิยมที่เข้ากับห้องได้หลากหลายสไตล์ อย่างในภาพนี้ แค่ใช้โต๊ะสีขาวที่พับเก็บได้ กับเก้าอี้เหล็กสีดำ ตกแต่งด้วยหมอนอิง ถุงใส่ของที่พื้นขาวลายสีทอง สามารถใช้งานได้จริง ก็ทำให้เป็นมุมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แถมยังเพิ่มความสดชื่นให้มุมห้องด้วยต้นไม้สีเขียวๆ อย่างกระบองเพชรในกระถางปูนเปลือย สร้างบรรยากาศดิบเท่ไปในทิศทางเดียวกัน

สีสร้างลายผนังปูนเปลือย ในเฉดสีเทาเข้ม จะช่วยทำให้ห้องมีลุคที่ดิบเท่สไตล์นิวยอร์ก เหมาะกับคาแร็กเตอร์ของคนที่มีความชัดเจนในตัวเอง มีความสุขุม และยังสามารถนำมาใช้กับห้องหรือบ้านที่ต้องการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นได้ไม่แพ้กับสองสีแรก หากอยากเพิ่มความนุ่มนวลให้ห้องขึ้นมาอีกหน่อย การเพิ่มต้นไม้ประดับเล็กๆ ไว้ภายในห้องจะช่วยทำให้ห้องดูมีความนุ่มนวลเพิ่มมากขึ้นได้

เปลี่ยนผนังให้ดูมีชีวิตด้วย สีสร้างลาย
การทำงานสีสร้างลายนั้น สามารถทำได้ทั้งพื้นผิวใหม่เเละพื้นผิวเก่า โดยหลักการทำงานนั้น จะคล้ายๆกันเลย โดย รีวิว สีสร้างลาย นี้ จะเป็นงานบ้านใหม่ เรามาดูวิธีการทำงานกัน

1.เตรียมพื้นผิว
สำหรับพื้นผิวปูนที่มีการฉาบปูนใหม่นั้น ขั้นตอนเเรกเลยเราต้องเตรียมพืื้นผิวให้เรียบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน เพราะสีสร้างลายนั้น ถึงเเม้จะมีมิติ เเต่ถ้าผนังเป็นคลื่นมาก หลังทำการสร้างลายเสร็จ ก็คงจะเห็นเป็นคลื่นเช่นกัน เพราะฉะนั้น เราควรที่จะปรับผนังให้เรียบมากที่สุดก่อน จากขูดเเซะขี้ปูน สิ่งสกปรกให้เรียบร้อย เเละที่สำคัญพื้นผิวปูนฉาบต้องเเห้งสนิท

2.ขั้นตอนการทาสีรองพื้น
หลังจากพื้นผิวปูนฉาบเเห้งสนิทเเล้ว ขั้นตอนต่อไป คือขั้นตอนการทาสีรองพื้น โดยทางเรา ได้เลือกใช้สีรองพื้น ซึ่งเป็นสีรองพื้นเอนกประสงค์ ยึดเกาะดีเยี่ยม

3.ขั้นตอนการพ่นสีสร้างลาย
สีสร้างลาย ที่ลูกค้าต้องการนั้น เป็นสีรุ่น ซึ่งจะออกเป็นสีน้ำตาลๆ ในการทำงานนั้น จะใช้วิธีการพ่น 2-3 เที่ยว พ่นให้กลบพื้นผิวเดิมให้มากที่สุด ทิ้งให้เเห้งระหว่างเที่ยว 3-4 ชั่วโมง

4.ทาสีเคลือบ
หลังจากพ่นสีทับหน้าเรียบร้อย จนสวยงามเเล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ ขั้นตอนการทาสีเคลือบใส เพื่อป้องกันพื้นผิว ป้องกันคราบสิ่งสกปรก ซึมเข้าสู่ผนัง สีเคลือบใส สามารถ เปิดถึงมาเเละทาสีได้เลย

10 ไอเดียทาสีผนังบ้านให้น่ารัก มุ้งมิ้ง สไตล์สายหวาน
สรุปโดยเดลูต้า

ผนังห้องลายเส้นแนวขวาง ใช้สีเข้มอ่อน ทาสลับเป็นลายขวาง ช่วยเพิ่มลวดลายสีสันของห้องให้มีชีวิตชีวาแต่ยังคงความเรียบง่าย
ผนังห้องลายจุด เพิ่มลูกเล่นด้วยสี โดยทาสีพื้นเป็น 2 สีแยกจากกันอย่างชัดเจน เพิ่มบรรยากาศให้ห้องดูสนุกสนาน
ทาสีผนังแบบ 2 สี ส่วนบนล่างให้แตกต่างด้วยเส้นหยัก พร้อมหาเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งให้สอดคล้องกัน ช่วยสร้างบรรยากาศใหม่ๆ
ผนังห้องลายรูปทรงเรขาคณิต ด้วยการแปะเทปกาวโยงสลับไปมา ช่วยเพิ่มความทันสมัยให้กับห้องได้
ผนังห้องลายสามเหลี่ยมจิ๋ว เพิ่มความสดใส ให้ห้องดูมีสีสัน ด้วยเทคนิคการสเตนซิล หรือจะใช้สติกเกอร์ติดก็สามารถทำได้
ผนังห้องลวดลายสไตล์โมเดิร์นกับสีที่ชอบ ให้ดูทันสมัย แถมช่วยเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์
ผนังห้องลายตรง ด้วยสีคู่ตรงข้าม เพิ่มสีสันให้ผนังห้อง ดูแปลกใหม่ ด้วยการเลือกใช้สี 2-3 เฉด มาทาเป็นลายทางแนวตั้งแบบง่ายๆ
ผนังห้องลายวงกลมวงเดียว เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา ทำให้ห้องของคุณดูมีสีสัน มีจุดรวมสายตา อาจเลือกสีคู่ตรงข้ามกับสีของเฟอร์นิเจอร์ก็สวยได้
ผนังห้องลายเส้นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว สลับ 2 สี บริเวณผนังข้างประตู 3-4 ชั้น ช่วยเพิ่มมิติให้ผนังมีลูกเล่น
ผนังห้องลายรูปทรงสี่เหลี่ยมกับชุดสีโทนเดียวกัน โดยการจัดวางแบบทับซ้อนกัน คละขนาดกันไป จะช่วยเพิ่มมิติและความสดใสให้กับห้องได้
ใครที่อยากมีผนังบ้านหรือห้องนอนที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร สไตล์หวานๆ ให้ดูน่ารัก เตรียมจดไอเดียไว้ให้ดี เพราะวันนี้ เดลูต้า มี 10 ไอเดียทาสีผนังบ้านสวยๆ สร้างบรรยากาศให้ห้องดูสดชื่น มีชีวิตชีวา ด้วยลวดลายและสีสันโทนหวานๆน้ำตาลเรียกพี่ จะหวานแค่ไหน

ผนังห้องลายเส้นแนวขวาง
จากการทาสีเรียบๆ ด้วยสีเดียว ลองเปลี่ยนมาทาสองสีเป็นเส้นแนวขวางดูนะครับ อาจจะใช้สีที่มีความเข้มอ่อน หรือใช้ 2 สีที่เป็นคู่กัน ทาสลับเป็นลายขวางแบบคลาสสิคที่ผนังด้านใดด้านหนึ่งของห้อง ก็ช่วยเพิ่มลวดลายสีสันของห้องให้ดูต่างไปจากเดิม ดูมีชีวิตชีวาแต่ยังคงความเรียบง่าย แถมสามารถเลือกได้ทั้งลายเล็ก ลายใหญ่ สลับแบบแนวตั้ง แบบเอียง แต่พยายามหลีกเลี่ยงขนาดของลายที่มีขนาดเล็ก ไม่งั้นอาจจะทำให้ตาลายได้นะ

ผนังห้องลายจุด เพิ่มลูกเล่นด้วยสี
ไอเดียการเล่นสี เล่นลาย ของผนังห้องด้วยการทาสีพื้นเป็น 2 สีแยกจากกันอย่างชัดเจน สามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ เพิ่มบรรยากาศให้ห้องดูสนุกสนาน ด้วยการเติมลายจุด แบบง่ายๆเข้าไป แค่นี้ก็จะช่วยทำให้ห้องดูน่ารักสดใสขึ้นมาในพริบตาเลยทีเดียว เหมาะกับห้องของเด็กๆ หรือมุมหัวเตียงก็ได้นะครับ

ทาสีผนังแบบ 2 สี ส่วนบนล่างให้แตกต่างด้วยเส้นหยัก
ทาสีผนังสีเดียวมันธรรมดาไปแล้วครับ แนะนำให้ลองแบ่งแต่ละส่วนด้วยเส้นหยัก ที่คล้ายกับรูปภูเขาแทนการแบ่งเป็นเส้นตรงธรรมดา สามารถตกแต่งผนังโดยใส่ภาพวิวสวยๆเข้าไปได้ แนะนำให้เลือกใช้สีสันสดใส เหมาะสำหรับห้องนอน หรือจะใช้กับห้องรับแขกโดยการเลือกสีให้ดูนุ่มนวลและเป็นทางการขึ้น พร้อมหาเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งให้สอดคล้องกันไป ก็สามารถช่วยสร้างบรรยากาศใหม่ๆให้กับผนังห้องได้

ผนังห้องลายรูปทรงเรขาคณิต ด้วยเทปกาวโยงสลับไปมา
เพิ่มลายเส้นรูปทรงเรขาคณิต ด้วยการแปะเทปกาวโยงสลับไปมาและทาสีที่คุณชอบลงไป ช่วยเพิ่มความทันสมัยให้กับห้องได้ สามารถเลือกสร้างลายแบบทำซ้ำๆ หรือวางลายแบบอิสระก็ได้ครับ แต่แนะนำให้ใช้เพียงสีเดียว และทาเพียงฝั่งเดียวเท่านั้น หากใช้หลายสีหรือทาหลายฝั่งจะทำให้ห้องดูลายเกินไป สำหรับเทคนิคการลอกเทปกาวให้ขอบเนียนกริ๊บคือต้องลอกเฉียงลง 45 องศานะครับ จะช่วยเพิ่มความคมชัดให้ลายดูสวยงาม เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น ให้ดูมีชีวิตชีวา สนุกสนาน

ผนังห้องลายสามเหลี่ยมจิ๋ว เพิ่มความสดใส
เพิ่มลวดลายผนังสีพื้น ด้วยลายสามเหลี่ยมจิ๋ว ให้ห้องดูมีสีสัน สดใสขึ้นได้ง่ายๆครับ เพียงทาสีพื้น 1 สี จะใช้เทคนิคการสเตนซิล หรือจะใช้สติกเกอร์ติดก็สามารถทำได้ เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น หากใช้สีขาวและเพิ่มลวดลาย

ผนังห้องลวดลายสไตล์โมเดิร์น
หากห้องทำงานของคุณมีผนังที่เรียบ ดูไม่มีชีวิตชีวา แนะนำให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศให้มีพลังมากขึ้น ด้วยการทาสีผนังห้องทำงานใหม่ ในลวดลายสไตล์โมเดิร์นกับสีที่ชอบ ให้ดูทันสมัย นอกจากนี้การทาสีผนังแบบนี้ ยังช่วยเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ และทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการทำงานได้อีกด้วย ยิ่งเป็นสีโทนสีฟ้า รับรองไอเดียพุ่งกระฉูดแน่นอน เพราะเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการนั่นเองครับ

ผนังห้องลายตรง ด้วยสีคู่ตรงข้าม
เพิ่มสีสันให้ผนังห้อง ดูแปลกใหม่ ด้วยการเลือกใช้สีสัก 2-3 เฉด มาทาให้เป็นลายทางแนวตั้งแบบง่ายๆ โดยให้แต่ละช่องอาจจะมีขนาดที่แตกต่าง สลับกันไปเรื่อยๆ เหมาะสำหรับทาตกแต่งในห้องนั่งเล่น หรือห้องครัว เพื่อช่วยอารมณ์ของห้องให้มีชีวิตชีวา

ผนังห้องลายวงกลมวงเดียว เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา
เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ช่วยประหยัดเวลาได้ โดยที่เราไม่ต้องทาสีผนังใหม่ทั้งผนัง หรือเสียเวลาทำลวดลายซับซ้อน เพราะแค่วงกลมวงเดียวก็เอาอยู่ ถึงจะดูเรียบง่ายแต่มันไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมันทำให้ห้องของคุณดูมีสีสัน มีจุดรวมสายตา เพียงเลือกสีสวยๆหรือสีที่ชอบ มาแต่งเติมผนังบริเวณช่องว่างหลังเฟอร์นิเจอร์ให้กลมกลืนกัน อาจจะเลือกสีคู่ตรงข้ามกับสีของเฟอร์นิเจอร์ก็สวยได้เช่นกัน

ผนังห้องลายเส้นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว สลับ 2 สี
ไอเดียสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ทาสีแต่งเติมลวดลายให้กับผนังบริเวณข้างประตู 3-4 ชั้น ด้วยช่องว่างขนาดเท่ากัน แต่แนะนำให้ใช้สีที่มีความใกล้เคียงกัน อาจเป็นสีเข้มและอ่อน ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียทาสีที่แสนง่าย แถมเพิ่มมิติให้กับผนังได้เป็นอย่างมาก

ผนังห้องลายรูปทรงสี่เหลี่ยม ชุดสีโทนเดียวกัน
ทาสีผนังโดยเน้นการใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมแบบง่ายๆ โดยการจัดวางแบบทับซ้อนกัน คละขนาดกันไป หากเลือกใช้ชุดสีในโทนเดียวกัน ก็จะช่วยเพิ่มมิติและความสดใสให้กับห้องได้อย่างแน่นอน เหมาะสำหรับห้องครัวหรือห้องนั่งเล่น ที่มีพื้นที่กว้างๆ

ไอเดียทั้งหมดนี้เป็นไอเดียง่ายๆที่จะช่วยเพิ่มสีสัน ลูกเล่นใหม่ๆให้กับผนังบ้าน แต่หากคุณไม่ถนัดในเรื่องงานศิลป์ ทาเองไม่น่ารอด แนะนำให้หาช่างทาสีที่มีประสบการณ์ช่วยลงมือให้จะดีกว่านะครับ จะได้สวยเป๊ะตามที่ต้องการ รับรองห้องของคุณจะมีชีวิตขึ้นมาทันที แถมผู้อาศัยก็จะได้รับพลังของความสุขได้อย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว

“สถาปนิก” การเรียน การทำงาน ทักษะ ความก้าวหน้า เป็นยังไง?

น้องๆ คนไหนที่สนใจและใฝ่ฝันประกอบอาชีพอาชีพ “สถาปนิก” กำลังหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจ อยากรู้ว่าการเรียน การทำงาน ทักษะ หรือความก้าวหน้าของอาชีพนี้เป็นยังไง? ตามมาอ่านบทความนี้ได้เลย เรารวมทุกข้อสงสัยพร้อมคำตอบมาให้น้องๆ

เป้าหมายการทำงานของสถาปนิก
คือการออกแบบอาคารประเภทต่างๆ ให้สวยงาม และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ กฎหมาย ประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถ ทั้งทางศิลปะและเทคนิค โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและประหยัด ทั้งในด้านราคาค่าก่อสร้างและพลังงานสนองความต้องการของผู้อาศัย และผู้ใช้อาคาร

ทักษะ ความรู้ ความสามารถ
สถาปนิก เป็นอีกอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะอาชีพนี้ไม่ได้แค่มีหน้าที่ออกแบบอาคารคุมงานก่อสร้างให้ได้ดังที่ลูกค้าต้องการ แต่สิ่งที่ออกแบบไปนั้นคือความรับผิดชอบของสถาปนิกทั้งหมด หากมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นในอนาคตคนที่จะโดนฟ้องคนแรกก็คือ สถาปนิก นี่แหละ ดังนั้น นอกจากความคิดสร้างสรรค์ ทักษะพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ความรอบคอบ และความรับผิดชอบ ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก

ส่วนโปรแกรมที่ สถาปนิกใช้ในการทำงาน ก็มีหลายโปรแกรม เช่น SketchUp, Photoshop, Autocad หรือ archicad เพราะจะมีความแม่นยำ สวยงาม และรวดเร็ว ต่างจากเมื่อก่อนที่จะเป็นงาน Munual งานวาดมือทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีโต๊ะ ดราฟ หรือ โต๊ะเขียนแบบเป็นโต๊ะประจำตัว แต่ถ้าเรามีเวลาจริงๆ อยากทำงานเป็นงานมือก็สามารถทำได้

ความรู้เพิ่มเติม
สถาปนิกจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม ถึงจะสามารถทำงานใน วิชาชีพสถาปนิก ได้ โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็น การศึกษาสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานเทคนิควิทยาการทั้งทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่อาศัย วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่นั้น สนองตอบในเชิงจิตวิทยา

ค่าตอบแทน
สถาปนิกที่รับราชการจะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา ส่วน สถาปนิกที่ทำงานกับภาคเอกชนจะได้รับเงินเดือนขั้นต้น อยู่ระหว่าง15,000 -20,000 บาทขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ในการฝึกงานขณะที่กำลังศึกษาอยู่ได้รับสวัสดิการตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้และสิทธิประโยชน์อื่นเช่นโบนัสขึ้นอยู่กับผลประกอบการ

นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น เช่น โบนัสขึ้นอยู่กับผลประกอบการ เป็นต้น โดยระดับรายได้ของสถาปนิกมักจะขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่ง ตั้งแต่ ผู้ช่วยสถาปนิก (Architect Assistant), สถาปนิกผู้น้อย (Junior Architect), สถาปนิก (Architect), สถาปนิกอาวุโส (Senior Architect), ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ (Design Director , Architect Director)

เส้นทางในอนาคต
อนาคตความก้าวหน้าของคนที่ประกอบอาชีพนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และความชำนาญในงานเป็นสำคัญโดยมีหลักประกันอยู่ที่ฝีมือและผลงาน ผู้ที่ทำงานในภาครัฐจะได้รับการเลื่อนขั้นตามความสามารถถ้าได้รับการศึกษาต่อหรืออบรมหลักสูตรต่างๆ เพิ่มเติมอาจได้เป็นผู้อำนวยการของหน่วยเองที่สังกัดอยู่ ในภาคเอกชน อาจได้เป็นผู้จัดการหรือผู้ดูแลโครงการก่อสร้างหรือเป็นเจ้าของกิจการก็ได้

Timeline ขั้นตอนการทำงานของอาชีพ
หัวใจหลักของการเป็นสถาปนิก คือ การออกแบบอาคารประเภทต่างๆ ให้สวยงาม และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ กฎหมาย ประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถ ทั้งทางศิลปะและเทคนิค โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและประหยัด ทั้งในด้านราคาค่าก่อสร้างและพลังงานสนองความต้องการของผู้อาศัย และผู้ใช้อาคาร ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น และไม่กระทบให้เป็นผลเสียของส่วนรวม

โดยสถาปนิกจะเป็นผู้ออกแบบต้องทำงานตามขั้นตอนและกำหนดเวลาชิ้นผลงานต่างๆ ร่วมกับวิศวกรก่อสร้างและนักเขียนแบบ หากน้องๆ คนไหนยังสงสัยในรายละเอียดการทำงานของอาชีพนี้ เราก็มี Timeline แต่ละขั้นตอนของการทำงานออกแบบ มาให้ได้ศึกาากัน ดังนี้

1. บันทึกรายละเอียด ความต้องการของลูกค้า เพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

2. ออกแบบ คำนวณแบบ เลือกวัสดุที่มีคุณภาพเหมาะสมและให้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า

3. คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้องาน

4. เตรียมแบบ และส่งแบบที่วาดโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อ ดัดแปลงแก้ไขและตอบข้อซักถามของ ลูกค้าร่วมกับวิศวกร

5. เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้วจึงส่งแบบให้กับวิศวกรทำการก่อสร้าง

6. ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างทำการก่อสร้างเพื่อให้ใช้วัสดุและตามแบบที่วางไว้ตามเงื่อนไขสัญญา

7. ให้คำปรึกษาต่อวิศวกรและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและการคำนวณของวิศวกร

นอกจากนี้ สถาปนิกอาจมีการวางแผนและควบคุมงานที่สถาปนิกจะได้รับทำเป็นประจำตลอดปีคือ งานปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไขตัวอาคารเพื่อความทันสมัยสวยงามและปลอดภัยอยู่เสมอ สถาปนิกอาจมีความชำนาญในอาคารบางชนิดเป็นพิเศษ เช่นการออกแบบการใช้อาคารในพื้นที่แคบ เป็นต้น หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับพื้นฐาน

ชนิดของสถาปนิก
สถาปนิกมีหลายชนิด แต่ก็สามารถจำแนกแบ่งออกได้เป็นแขนงย่อยๆต่างๆ ตามฟังก์ชันของงานที่ทำ โดยในแต่ละประเภทก็จำเป็นจะต้องไปแบ่งสาย เรียนลึกลงไปในสายของตัวเอง ในคณะสถาปัตย์อีกต่อนึง ชนิดของสถาปนิกสามารถแบ่งออกได้คร่าวๆดังนี้

    • สถาปนิกออกแบบ (Design)
    • สถาปนิกบริหารโครงการ (Construction Management)
    • สถาปนิกบริหารการใช้พลังงานในอาคาร (Building Energy Management)
    • สถาปนิกออกแบบการให้แสง (Lighting Design)
    • สถาปนิกบริหารจัดการอาคาร (Facility Management)
    • สถาปนิกอนุรักษ์ (Preservation)
    • สถาปนิกตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคาร

งานที่สถาปนิกจะได้ทำ
งานหลักของสถาปนิกคือการออกแบบ และวางแผนในการสร้างชิ้นงานขึ้นมาให้สำเร็จสวยงามอย่างสมบูรณ์ สถาปนิกจะเป็นผู้ที่เข้าใจในหลักการใช้งานของชิ้นงานนั้นๆอย่างลึกซึ้ง เข้าใจว่าผู้คนใช้ประโยชน์จากผลงานของเขาอย่างไร ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่ดี สวยงาม รักษาง่าย และไม่มีข้อเสียตามมาเช่นการติดไฟได้ง่าย หรือสกปรกง่าย เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วสถาปนิกจะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้

เก็บ Requirement ถึงความต้องการชิ้นงานจากลูกค้า และคนที่มีส่วนร่วม
ทำการออกแบบชิ้นงานในภาพรวม ให้ตรงตาม requirement
เพิ่มรายละเอียดในชิ้นงานต่างๆ เลือกวัสดุ เลือกพื้นผิวต่างๆ
ควบคุมรายจ่ายของการสร้างชิ้นงานนั้นให้อยู่ในงบที่กำหนดไว้
เขียนแบบพิมพ์เขียว ส่งให้ลูกค้า และประสานงานกับวิศวกรเพื่อแก้ไขในจุดอ่อนของแบบ
ดำเนินการก่อสร้างชิ้นงานนั้นๆ โดยในขั้นตอนนี้จะมีการประสานงานกับวิศวกรในทุกขั้นตอนของการสร้าง
ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบพิมพ์เขียวของชิ้นงานนั้นๆ แก้ไขปัญหาที่พบ
ถ้าพบปัญหาใดๆที่สามารถแก้ไขได้ในขั้นตอนออกแบบ ก็จะกลับไปแก้แบบอีกครั้งเพื่อปิดจุดอ่อนของแบบ
สถาปนิกเป็นอาชีพที่จะต้องประสานงานกับวิศวกรบ่อยมาก
เนื่องจากว่าแบบชิ้นงานที่สถาปนิกออกแบบนั้น จะต้องถูกคำนวณเรื่องโครงสร้างต่างๆอย่างละเอียดโดยวิศวกรในแขนงนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นสถาปนิกออกแบบอาคารก็จะต้องประสานงานกับวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับอาคารหลายแขนงด้วยกัน ตั้งแต่ วิศวกรโครงสร้าง (Structural Engineer), วิศวกรโยธา (Civil Engineer), วิศวกรไฟฟ้า (Electrical Engineer), วิศวกรประปา (Plumbing Engineer) และ วิศวกรเครื่องกล (Mechanical Engineer)

นอกจากนี้สถาปนิกออกแบบอาคารก็จะต้องประสานงานกับสถาปนิกแขนงอื่นๆเองด้วยเช่นกัน อย่างเช่น มัณฑนากร (Interior Designer) และ ภูมิสถาปนิก (Landscape Architect) เป็นต้น โดย กลุ่มมืออาชีพ ที่มาทำงานในโปรเจกต์นี้ทั้งหมดจะทำงานเป็นทีม ภายใต้การนำทีมของ สถาปนิก นั่นเอง
สถานที่ทำงาน
สถาปนิกจะมีสถานที่ทำงานที่แตกต่างกันไปตามขนแงต่างๆ ซึ่งส่วนมากแล้วก็จะได้เข้าไปอยู่ในทุกที่ ที่ชิ้นงานของตัวเองสร้างขึ้น เช่น

สถาปนิกออกแบบอาคาร ก็จะได้ติดต่อกับลูกค้าในออฟฟิศ เขียนพิมพ์เขียวในออฟฟิศ และควบคุมการก่อสร้างที่ไซต์งาน

สถาปนิกออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็จะได้ติดต่อลูกค้าที่ออฟฟิศ ออกแบบที่ออฟฟิศ และควบคุมการผลิตที่โรงงาน เป็นต้น
เวลาทำงาน
เวลาทำงานของสถาปนิกไม่แน่นอน เนื่องจากงานสถาปนิกจะต้องติดต่อกับผู้คนจำนวนมาก และสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงจะมีปัญหาคอยให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้ว่างานสถาปนิกจะบอกว่าเข้างาน 8 โมงเช้า และออกงาน 5 โมงเย็น

แต่ถ้ามีปัญหาด่วนต่างๆไม่ว่าจะในขั้นตอนไหน สถาปนิกที่ดีก็จะต้องรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยเร็ว ส่วนสถาปนิกที่ไม่ดีก็จะอิดออด และบ่ายเบี่ยงไม่ยอมทำงานนอกเวลา ลองดูกรณีตัวอย่างหนึ่ง สถาปนิกโครงสร้างออกแบบอาคารหนึ่ง โดยคำนวณทุกอย่างมาอย่างดี เลขลงตัวเป๊ะๆหมด แต่คนงานก่อสร้างดันผสมปูนผิดทำให้เสาล้มลงมาตอนสามทุ่ม สถาปนิกที่ดีจะเข้าไปที่ไซต์งานทันทีเพื่อแก้ไข แต่สถาปนิกที่ไม่ดีนั้นก็จะอิดออดและโผล่ไปอีกทีเช้าวันถัดไป

เวลาทำงาน

เวลาทำงานของสถาปนิกไม่แน่นอน เนื่องจากงานสถาปนิกจะต้องติดต่อกับผู้คนจำนวนมาก และสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงจะมีปัญหาคอยให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถึงแม้ว่างานสถาปนิกจะบอกว่าเข้างาน 8 โมงเช้า และออกงาน 5 โมงเย็น

แต่ถ้ามีปัญหาด่วนต่างๆไม่ว่าจะในขั้นตอนไหน สถาปนิกที่ดีก็จะต้องรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยเร็ว ส่วนสถาปนิกที่ไม่ดีก็จะอิดออด และบ่ายเบี่ยงไม่ยอมทำงานนอกเวลา ลองดูกรณีตัวอย่างหนึ่ง สถาปนิกโครงสร้างออกแบบอาคารหนึ่ง โดยคำนวณทุกอย่างมาอย่างดี เลขลงตัวเป๊ะๆหมด แต่คนงานก่อสร้างดันผสมปูนผิดทำให้เสาล้มลงมาตอนสามทุ่ม สถาปนิกที่ดีจะเข้าไปที่ไซต์งานทันทีเพื่อแก้ไข แต่สถาปนิกที่ไม่ดีนั้นก็จะอิดออดและโผล่ไปอีกทีเช้าวันถัดไป จงอย่าเป็นสถาปนิกไม่ดี

ผู้ที่เหมาะสมจะทำงานสถาปนิก

สำหรับนักเรียนที่สนใจงานสถาปนิก จะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราสนใจในงานสถาปนิกจริงๆหรือไม่ ถ้าสนใจจริง และคะแนนสูงพอที่จะสอบเข้าคณะสถาปัตย์ได้ (มหาวิทยาลัยไหนก็ได้ ถ้ารักจริง!) เพราะว่าไม่ว่าจะจบจากมหาวิทยาลัยไหนมาก็ตาม เมื่อจบมาแล้วขอแค่รู้จริง ทุกคนก็ต้องมาสอบใบอนุญาตด้วยข้อสอบกลางที่มีความยากเท่ากันทั้งประเทศ เมื่อผ่านได้รับใบอนุญาตสถาปนิกแล้ว ก็สามารถ สมัครงานสถาปนิก ได้ ทำงานสถาปนิกได้ตามใบอนุญาตทันที
ทักษะ ความสามารถที่สถาปนิกต้องใช้
อย่างแรกที่สุดก็คือความรับผิดชอบ สถาปนิกเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงมาก เพราะว่าสิ่งที่เราออกแบบไปไม่ว่าจะเป็นถุงขนมก๊อบแก๊บ หรืออาคารสูงระฟ้า ก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของเรา ถ้าหากวันหนึ่งตึกเกิดถล่มขึ้นมา คนที่จะโดนตำรวจจับคนแรกสุดเลยก็คือสถาปนิกคนออกแบบนี่ล่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีความคิดสร้างสรรค์ ความรอบคอบ ทักษะพื้นฐานทางสถาปัตยกรรม ความคิดเรื่องการจำกัดงบประมาณ ฯลฯ

ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญสูงมาก เพราะว่าจะต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หลากหลายโปรแกรมในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น SketchUp, Photoshop, Autocad หรือ archicad ซึ่งสถาปนิกใช้จะโปรแกรมเหล่านี้ในการสร้างแบบพิมพ์เขียวต่างๆขึ้นมา แทนที่การเขียนด้วยมือแบบเมื่อก่น เพราะสามารถลบแก้ไข และใช้งานออกแบบพร้อมๆกันได้หลายคนมากกว่านั่นเอง

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget