วิจารณ์หนัง เอคโค่ จิ๋วก้องโลก

สำหรับในประเทศไทยนั้น การ์ตูนอนิเมชั่น ต้องยกให้กับ “ค่ายกันตนา” เพราะประสบผลสำเร็จกับภาพยนตร์เรื่อง “ก้านกล้วย” ทั้งภาค 1 และ ภาค 2 มาแล้ว มาถึงเรื่องนี้ถือว่าเป็นผลงานอันดับที่ 3 ของค่ายนี้ั โดยมีคุณ คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับจากก้านกล้วย มาเป็นเป็นผู้กำกับให้เรื่องนี้ และคุณ คงเดช จาตุรันต์รัศมี เป็นผู้เขียนบทให้ โดยเฉพาะคุณคงเดช นั้นเป็นที่รู้ๆกันว่า ผลงานการแต่งเรื่องและเขียนบทนั้นขั้นเซียนเลยทีเดียว ผลงานการแต่งที่ผ่านมาอย่างเช่นเรื่อง แฮปปี้ เบิร์ธเดย์, กอด, เฉิ่ม, หนู่หิ่น เดอะมูฟวี่, สยิว, เดอะเลตเตอร์ จดหมายรัก ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่อง สยิว, กอด และ เฉิ่ม นั้น นอกจากคุณคงเดชจะเป็นคนเขียนบทเองแล้ว ยังเป็นผู้กำกับอีกด้วย ดูจากผลงานการแต่งแล้วจึงรับประกันได้ว่า “Echo Planet” จิ๋วก้องโลก ต้องเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่สนุกอย่างแน่นอน สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

 

ค่ายกันตนา เสนอการ์ตูน ชื่อเต็ม แซมมัวเอล จอห์นสัน จูเนียร์ เขาเป็นเด็กชายชาวอเมริกัน อายุ 12 ปี ผมสีแดง นัยน์ตาสีฟ้า หน้าตกกระ รูปร่างสมส่วน ผิวขาวแบบชาวตะวันตกแต่งตัวแบบเด็กไฮโซอเมริกัน แต่ชุดที่เขาใส่ที่เมืองไทยคือชุดลูกเสือ

แซมเป็นลูกชายคนเดียวของประธานาธิบดี ดื้อ เอาแต่ใจตัวเอง มีความมั่นใจสูงจนมองข้ามคนอื่น ๆ พูดมาก พูดจาแข็งกระด้าง ไม่ฟังใคร ไม่แคร์คนอื่นแสดงออกตรงๆ ไม่เก็บความรู้สึก รักสนุก ชอบการผจญภัยแบบเด็กผู้ชาย แต่ติดความสะดวกสบาย เวลาไปไหนจะมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยติดไปด้วยเสมอ เขาชอบกินฟาสต์ฟู้ด และดื่มคูลคาคูล่าเป็นประจำ

แซมมีพ่อเป็นต้นแบบ แต่พ่อเคร่งครัดกับเขามาก จนเขาประหม่า ค่อนข้างเงียบและทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าพ่อ แซมไม่ค่อยได้คุยกับพ่อสักเท่าไรนัก เขาสนิทกับแม่มากกว่า เวลาอยู่กับแม่จะพูดมาก และเรียกร้องอะไรต่าง ๆ อยู่เสมอ เพราะแม่เลี้ยงดูแซมแบบตามใจทุกเรื่อง แซมจึงแสดงความเอาแต่ใจกับแม่มากกว่าพ่อ

แซมไม่มีเพื่อนสนิทเขามีเพื่อนร่วมโรงเรียนเป็นกลุ่มเด็กไฮโซด้วยกัน กลุ่มเพื่อนของเขาเป็นพวกชอบดูถูกคนที่ไม่ทันสมัยไฮเทคเหมือนตัวเอง บางครั้งแซมก็พลอยเป็นไปด้วย แซมพยายามที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นคนเก่ง ฉลาด แซมแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบเด็กในเมือง ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนแนวความคิดแบบตะวันตก (ลึก ๆ แล้วแซมต้องการพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น)

เด็กสาวชาวกะเหรี่ยง คอยาว อายุ 14 ปี ผิวขาวใส น่ารักสมวัย สวมชุดประจำเผ่า (เชวา) สีขาวสะอาด และสวมห่วงคอทองเหลืองตามประเพณี

หน่อวาเป็นคนเข้มแข็งแต่อ่อนไหว บางครั้งดูแข็ง ๆ แบบเด็กผู้ชาย ยังไม่มีจริตแบบสาววัยรุ่น พูดน้อย พูดตรง ใช้คำง่าย ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง รักธรรมชาติ ร้องเพลงเพราะ มีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล แต่คล่องแคล่ว และแข็งแรง ภาคภูมิใจกับวิถีชีวิตอันเรียบง่าย และการสืบทอดวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งการสวมห่วงคอทองเหลือง

หน่อวาสืบทอดภูมิปัญญากะเหรี่ยงมาจากย่าและพ่อ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหมอยาประจำหมู่บ้าน ที่จะรักษาอาการป่วยของคนไข้ด้วยการปรับสมดุลร่างกาย โดยใช้สมุนไพรนานาชนิด และการจับเส้นเพื่อให้เลือดลมเดินได้สะดวก นอกจากนี้ พ่อของเธอยังสอนศิลปะการต่อสู้ ทำให้เธอเก่งการต่อสู้แบบมือเปล่า และการใช้อาวุธจากสิ่งของรอบตัว

หลายปีก่อน หน่อวามีโอกาสได้เรียนหนังสือกับฝรั่งที่เป็นอาสาสมัครพัฒนาชนบท (ประมาณยูนิเซฟ) ทำให้เธอสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ขี่จักรยานเป็น เคยชินกับชาวต่างชาติ และเปิดกว้างกับสิ่งใหม่ ๆ หน่อวารักจ่อเป ซึ่งเป็นน้องชายมาก เพราะเมื่อพ่อแม่ตายไปในเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก เธอก็คิดว่าไม่เหลือใครอีกแล้ว เธอจึงทุ่มเทตัวเองในการดูแลน้องอย่างเต็มที่ (หน่อวาทำสิ่งต่าง ๆ โดยคิดถึงจ่อเปเป็นหลัก ทั้งเรื่องครอบครัว ความสุขส่วนตัว ฯลฯ)

สำหรับเรื่องย่อของ เอคโค่ จิ๋วก้องโลก ก็มีดังนี้ ณ ใจกลางป่าลึกของเมืองไทย สองพี่น้องชาวกะเหรี่ยง หน่อวา และจ่อเป ได้ช่วยชีวิตแซม ลูกชายประธานาธิบดีแห่งแคปิตัลสเตทไว้จากอุบัติเหตุในป่าหมอก

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ภาวะโลกร้อนได้เพิ่มขึ้นจนเกินขีดจำกัด ก่อกำเนิดเป็นปีศาจคลื่นความร้อน B.U.C.T. ที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาละวาดบุกกินพลังงานเป็นอาหาร สร้างความเสียหายให้กับเมืองใหญ่ๆทั่วโลก

ในที่สุดผู้นำโลกจึงประชุมกัน และมีมติให้ดำเนินโครงการ Cool Bomb เพื่อขจัด B.U.C.T. ให้สิ้นซากไป แต่จะมีใครบอกได้ว่า นี่จะเป็นวิธีช่วยโลกได้อย่างแท้จริง? คงมีเพียงจ่อเปเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงเสียงเรียกของธรรมชาติ ซึ่งบอกกับเขาว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง วิธีเดียวที่จะช่วยให้โลกรอดพ้นจากมหันตภัยครั้งนี้ได้ก็คือ การหยุดใช้พลังงานทุกอย่าง

ดูจากงานอนิเมชั่นแล้ว ถือว่าทีมงานทีมนี้เก่งมากๆ เนื้อเรื่องก็ดี เกี่ยวกับเรื่องของ “โลกร้อน” ปัญญาที่ทำให้ โลกร้อน และเราควรแก้ไขอย่างไร เนื้อเรื่องมีการสอดแทรกมุกตลกแบบเนียนๆ อยู่ตลอดเวลาทำให้ดูแล้วไม่น่าเบื่อ ยิ่งเด็กๆ เบื่อง่ายอยู่ด้วย เจอแบบนี้เข้าไปหัวเราะตลอด มีการสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ปัญหา ระหว่างการผูกจิตกับต้นไม้ กับการแก้ปัญหาในเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันและจะทำให้ส่งผลที่เกิดขึ้นที่ไม่เหมือนกัน

ผู้สร้างเรื่องนี้เป็นผู้ฉลาด ที่มองเห็นว่า เด็กๆ มีพลังอันยิ่งใหญ่ พลังแห่งจินตนาการ พลังแห่งความเยาว์วัย และความคิดสร้างสรรค์ ที่อยากให้ผู้ใหญ่ได้รับฟังพวกเขาบ้าง ความน่ารักของ “จ่อเป” (ให้เสียงโดย อธิพิชญ์ ชุติวัฒน์ขจรชัย-น้องก๊อบแก็บ) เด็กน้อยผู้ซึ่งสามารถสื่อสารกับต้นไม้ และสัตว์ต่างๆได้ รวมถึงตัว “สมเสร็จ” น้อย ที่ทำให้เรายิ้มได้ทุกทีทุกครั้งที่ได้เห็นโดยไม่รู้ตัว “แซม” (ให้เสียงโดย นพพันธ์ จัทรศร-น้องมิกกี้) ตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ เด็กในเมือง ที่ชอบพึ่งพาเทคโนโลยี

โดยไม่ค่อยสนใจเรื่องของธรรมชาติสักเท่าไหร่นัก “หน่อวา” (ให้เสียงโดย หนึ่งธิดา โสภณ -หนูนา) คือเด็กสาวกะเหรี่ยงคอยาวที่เชื่อมั่นในพลังแห่งธรรมชาติและรู้เรื่องของธรรมชาติดีที่สุด เมื่อโลกเกิดภัยพิบัติขึ้น รวม 3 ความต่างที่ต้องการพึ่งพาอาศัยกันและกัน ความโกลาหลและความสนุกแบบใสซื่อแบบเด็กๆ จึงเกิดขึ้น โดยมีโลกเป็นเดิมพัน

คนเราทุกคนไม่อาจจะอยู่ได้ในโลกนี้หากขาดซึ่งธรรมชาติ และธรรมชาติก็ไม่อาจอยู่ได้หากขาดผู้ดูแลรักษา ในส่วนลึกๆแล้ว มนุษย์ทุกคนจะต้องอยู่กับธรรมชาติ จะต้องเจอธรรมชาติทุกวัน ต้องใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติทุึกวัน และสิ่งแวดล้อมอาจจะสูญเสียและเสียหายไปในแต่ละวัน โดยฝีมือของมนุษย์ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจอย่างไม่รู้ตัว แต่มีผู้คนอยู่น้อยนิดมาก ที่คิดจะรักษาธรรมชาติที่เสียหายไปนั้น ให้กลับคืนมาเหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิม

ธรรมชาติไม่ใช่แค่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้บนโลกใบนี้เท่านั้น แต่ธรรมชาติ ยังเป็น “ครู” สอนให้เราเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน หากเราคิดที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติแล้วละก็ อย่ามัวแต่ทำลายธรรมชาติกันอยู่เลย หาทางช่วยกันแก้ไขให้ธรรมชาติคงอยู่ไปนานๆ ชั่วลูกชั่วหลานเราจะดีกว่า

รีวิว ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์

ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์ กำกับ: ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

เรื่องย่อ 

เมื่อมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ุ ครุฑ ผู้กล้าและยักษ์ รากษส สุดทมิฬแผ่ขยายไปทั่วทุกอาณาจักร ทหารครุฑสุดท้ายทั้ง 9 ตน ได้ผูกมิตรกับเหล่านักรบผู้เกรียงไกรแห่งหิมพานต์เพื่อการรบแย่งชิงดินแดนแห่งอโยธยา จากเงื้อมมือของเหล่ากองทัพรากษสอันโหดร้ายที่หวังจะบดขยี้ อาณาจักรครุฑให้ลุกเป็นไฟ ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นแฟนตาซี กับเรื่องราวก่อนมนุษย์ครองพิภพ ยุคที่สัตว์ในป่าหิมพานต์ต่างทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน เมืองอโยธาของ พญาวัชระครุฑ ถูกรากษสสัตว์เผ่าพันธุ์ดุร้ายเข้ามาตีประชิดเมือง ทำให้พญาวัชระครุฑต้องตีฝ่าวงล้อมข้ามมหานทีสีทันดร ไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าสัตว์พิสดารน้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ อาทิ คชสีห์, นรสิงห์, วานร รวมไปถึง กินนร ที่เคยเป็นปรปักษ์กัน เพื่อมากอบกู้เมืองอโยธยา ทำให้มหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์บังเกิด

ครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี โดย คณะดิจิทัลอาร์ต วิทยาลัยดนตรี และวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะว่าเป็นงานโชว์พลังและศักยภาพของสายการศึกษาก็ว่าได้ แม้เราเคยชมงานกราฟิกและเกมจากศิษย์ของสถาบันนี้มาบ้างแล้ว แต่กับงานแอนิเมชั่นขึ้นจอเงินความยาวกว่า 90 นาทีนี่ ถือเป็นก้าวที่ห้าวหาญมาก ๆ

โชคร้ายหน่อยที่ความตั้งใจว่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์/ยิ่งใหญ่อลังการ/เรื่องแรกของไทย เมื่อ 4 ปีก่อน ถูกแอนิเมชั่นสายเลือดไทยที่ม้ามืดมาก ๆ อย่าง 9 ศาสตรา ทำตัดหน้าและชิงคำนิยามนี้ไปเรียบร้อยก่อนแล้ว ความว้าวต่อจาก ก้านกล้วย ซึ่งเรื่อง ครุฑ นี้ควรได้คะแนนจิตพิสัยบวก 10 เลยกลายเป็น 0 คะแนนไปเสีย

พูดกันตรง ๆ ถ้าเทียบกับงาน 9 ศาสตรา ก็ไม่มีแง่มุมไหนที่หนัง ครุฑ จะเหนือกว่าอย่างจะแจ้งเลย แต่ถ้าจะมองว่าเอางานระดับอาจารย์และนักศึกษา ไปสู้ทีมมือโปรที่ทำสายกราฟิกมาโชกโชนด้วยทุนสร้างอลังการและวิธีคิดแบบสากลมาก ๆ ก็ออกจะไม่ยุติธรรมกับครุฑมากไป ดังนั้นเรามามองแบบตัวหนังครุฑเพียว ๆ น่าจะดีที่สุด

ด้านเนื้อหาและตัวละคร หนังใช้องค์ประกอบความเป็นไทยอย่างสงครามกู้เอกราชสมัยอยุธยามาแปลงเป็นเรื่องราวแฟนตาซีโลกหิมพานต์ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ต่างกับจักรวาลแฟนตาซียิ่งใหญ่ของ โทลคีน อย่าง The Lord of the Rings เลยทีเดียว หากแต่จุดด้อยที่ต่างชัดเจนคือ หนังไม่เอื้อให้คนที่ไม่รู้จักเรื่องราวมาก่อนผูกพันกับตัวละครนัก ในลอร์ดฯเขายังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือฮอบบิทที่ใกล้เคียงมนุษย์ ให้ผู้ชมยึดโยงรู้สึกเป็นตัวแทนได้ แต่ในครุฑตัวละครเดินเรื่องคือครุฑ ที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกเป็นตัวแทนเราในการผจญภัยได้ทันที ต้องอาศัยเวลาสร้างความผูกพันไปเรื่อย ๆ แต่หนังก็ดีไซน์มาแบบไม่ได้แก้จุดอ่อนนี้เท่าไหร่ เพราะดีไซน์ทหารครุฑตัวหลักทั้ง 9 ตัวแทบจะแยกกันไม่ออก โชคดีว่าพระเอกยังใส่ชุดสีแดงอยู่ตัวเดียวทำให้ยังพอจดจำได้บ้าง แล้วภาพจำยากไม่พอ ชื่อใช้ศัพท์โบราณเอาเท่แต่จำโคตรยากเข้าไปอีก คือสารภาพว่าจำได้จริง ๆ แค่ตัวสองตัวก็เก่งแล้วนะ


อนิเมชั่นไทยแท้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากดูตั้งแต่เห็นว่ามันจะเข้าโรงแล้ว พูดง่ายๆมันก็เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่ 9 ศาสตราเข้าโรงเลยนั่นเอง เนื่องจากวงการภาพยนตร์ไทยนั้นไม่ได้สร้างอนิเมชั่นมานานนับหลายปี พอได้เห็นมันก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะเรื่องล่าสุดที่จำได้ว่าดูคือเรื่องคุณทองแดง ซึ่งก็ทำเอาหาวไปหลายตลบ มารอบนี้มีทั้ง 9 ศาสตรา มีทั้งครุฑ ก็เลยตั้งใจไว้ว่า มีกี่เรื่องมาจะดูให้หมด โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากเลย ซึ่งเมื่อต้นปีหลังจากได้ดูอนิเมชั่นไทยราคา 200 ล้านไปแล้ว ก็ได้ความประทับใจในด้านงานภาพมาระดับนึง กลางปีเลยมาขอจัดอนิเมชั่นที่อาจจะทุนไม่เท่า แต่ได้ดาราไทยระดับต้นๆมาพากย์ ซึ่งประโยคนี้แหละ ที่จะทำให้คนดูผิดหวังมากที่สุด ซึ่งผมจะขอรีวิวไปเป็นส่วนๆ ขอให้ทุกคนเปิดใจ และยอมรับว่ามันไม่ได้ดี และมันก็ไม่ได้แย่นะครับ เอ้า เริ่มกันเลย! สามารถดูได้ ที่ ดูหนังออนไลน์

แน่นอนว่าการดูอนิเมชั่นสิ่งแรกที่ทุกคนอยากรู้กันแน่ๆคือ “งานภาพ” เรียกว่าแทบจะสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเมื่อเราอยากดูการ์ตูน อนิเมะ หรืออนิเมชั่น สิ่งที่แรกที่ตาเราได้ประสบก็คือตัวภาพนี่แหละ ภาพสวยมันก็ชวนอยาก ภาพแย่มันก็ชวนอี๋ จะบอกว่าอย่าตัดสินหน้าหนังสือก่อนจะได้อ่าน แต่ Packaging ที่ดีก็ช่วยส่งเสริมการค้านะครับ ฮ่าๆ ซึ่งเรื่องครุฑนี่โดยส่วนตัวค่อนไปทาง อี๋ นิดหน่อยครับ คือภาพมันก็ตามแบบตัวอย่างนั่นแหละ

คือมันไม่สมูธเอาซะเลย อนิเมชั่นมันกระตุกๆ แถมมุมกล้องเวลาฉากแอคชั่นก็ไม่ได้ทำดีขนาดนั้น ภาพเขาจะไม่เหมือน 9 ศาสตรา นะครับ ฝั่งนั้นเขาจะออกแนวการ์ตูนไปเลย แต่ทางนี้เหมือนเค้าจะเน้นความสมจริงในหลายๆด้าน แต่ก็นั่นแหละ มันออกจะเหมือนพวกอนิเมชั่นใน Cut Scene ก่อนจะเริ่มเกมในมือถือ หรือเกมจีนซะมากกว่า

งานมันดูหยาบ เอฟเฟคดูไม่แพง ไม่ค่อยระรื่นตาเท่าไหร่ แถมการเคลื่อนไหวยังแข็งอีก (ยิ่งโมเดลต้นไม้หิมพานต์ กับนาคนี่อือหือ อย่าให้พูดเชียว) ถึงผมจะว่าเขาแบบนี้ก็ใช่ว่าผมจะไม่ชอบนะครับ ผมค่อนข้างชอบเลยแหละ คือต่อให้งานภาพมันจะหยาบ ไม่สมูธ เล่นมุมกล้องไม่ดี แถมเอฟเฟคก็ดูราคาถูก ผมก็ยังชอบการออกแบบของโมเดลนะครับ คือโดยส่วนตัวชอบพวกนิยายไทยแฟนตาซีอยู่แล้ว เช่นพวกรามเกียรติ์ อะไรเทือกนี้

ก็เลยชอบที่ได้เห็นสัตว์ในวรรณคดีออกมาโลดแล่นในจอหนัง ซึ่งคชสีห์ นรสิงห์ กับพญานาคก็ออกแบบมาได้ไม่แย่นะครับ แต่ว่าการเคลื่อนไหวของมันก็แอบทำกุมขมับอยู่เหมือนกัน

นาค ภาพยนตร์ 3D แอนิเมชั่น ที่กลั่นจากไอเดียของโปรดิวเซอร์หัวใจอุ่น

“นาค” ภาพยนตร์ 3D แอนิเมชั่น ที่กลั่นจากไอเดียของโปรดิวเซอร์หัวใจอุ่นอย่าง บอย โกสิยพงษ์ ด้วยการหยิบเอาตัวละครผีสุดคลาสสิค ระดับตำนานของไทยอย่าง “แม่นาค” มาถ่ายทอดด้วยความแปลกใหม่ ภายใต้สีสันสุดสดใสของเหล่ากองทัพ ตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นสุดน่ารัก ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์และการดีไซน์ ตามแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ BeBoydCG (“JOE-The Seacret Agent” แห่งหนังสือ Katch Magazine’s, Dracoola Tok, KRISTIN, แก๊งค์จิ๋วพาวเวอร์คิด, หลวงพ่อจ๋ากับหมู่บ้านจั๊กจั่น) ไม่ว่าจะเป็น ผีหัวขาดตัวเขียวอี๋, ผีเปรตตัวอ้วนจอมตะกละ, ผีสุนัขช่างจ้อที่พูดไม่หยุด และบรรดาสารพัดผีที่จะมาร่วมยกพลสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับเหล่าสมาชิกทุกคนในครอบครัว พร้อมบทเพลงสุดไพเราะที่แสนอบอุ่น ภายใต้การโปรดิวซ์และดูแลการผลิต เพลงประกอบภาพยนตร์ทุกขั้นตอนโดย บอย โกสิยพงษ์ แถมการันตีบทภาพยนตร์โดย เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ (เจ้าชายหัวใจเกินร้อย, คุณพ่อรับจ้าง, เจนนี่ กลางวันครับ กลางคืนค่ะ) บก.บห. นิตยสาร “สารกระตุ้น” เคยปลื้มกับก้านกล้วยมาแล้ว พบกับนาคอีกหนึ่งมิติของแอนิเมชั่นไทย สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

กำหนดเข้าฉาย 3 เมษายน 2551
รูปแบบ การ์ตูนเอนิเมชั่น 3D
แนวภาพยนตร์ ครอบครัว-ผจญภัย
บริษัทผู้สร้างและจัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
ดำเนินงานสร้าง บริษัทบีบอยซีจี
อำนวยการสร้าง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
ควบคุมงานสร้าง บอย โกสิยพงษ์, ปรัชญา ปิ่นแก้ว,
กำกับภาพยนตร์ ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล
กำกับเสียงเสียง นันทนา บุญหลง
บทภาพยนตร์ เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ
ดนตรีประกอบ บอย โกสิยพงษ์
พากย์

นาค ภาพยนตร์ 3D แอนิเมชั่น ที่กลั่นจากไอเดียของโปรดิวเซอร์หัวใจอุ่น

“นาค” ภาพยนตร์ 3D แอนิเมชั่น ที่กลั่นจากไอเดียของโปรดิวเซอร์หัวใจอุ่นอย่าง บอย โกสิยพงษ์ ด้วยการหยิบเอาตัวละครผีสุดคลาสสิค ระดับตำนานของไทยอย่าง “แม่นาค” มาถ่ายทอดด้วยความแปลกใหม่ ภายใต้สีสันสุดสดใสของเหล่ากองทัพ ตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นสุดน่ารัก ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์และการดีไซน์ ตามแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ BeBoydCG (“JOE-The Seacret Agent” แห่งหนังสือ Katch Magazine’s, Dracoola Tok, KRISTIN, แก๊งค์จิ๋วพาวเวอร์คิด, หลวงพ่อจ๋ากับหมู่บ้านจั๊กจั่น) ไม่ว่าจะเป็น ผีหัวขาดตัวเขียวอี๋, ผีเปรตตัวอ้วนจอมตะกละ, ผีสุนัขช่างจ้อที่พูดไม่หยุด และบรรดาสารพัดผีที่จะมาร่วมยกพลสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับเหล่าสมาชิกทุกคนในครอบครัว พร้อมบทเพลงสุดไพเราะที่แสนอบอุ่น ภายใต้การโปรดิวซ์และดูแลการผลิต เพลงประกอบภาพยนตร์ทุกขั้นตอนโดย บอย โกสิยพงษ์ แถมการันตีบทภาพยนตร์โดย เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ (เจ้าชายหัวใจเกินร้อย, คุณพ่อรับจ้าง, เจนนี่ กลางวันครับ กลางคืนค่ะ) บก.บห. นิตยสาร “สารกระตุ้น” เคยปลื้มกับก้านกล้วยมาแล้ว พบกับนาคอีกหนึ่งมิติของแอนิเมชั่นไทย สามารถดูได้ที่ ดูหนังออนไลน์

กำหนดเข้าฉาย 3 เมษายน 2551
รูปแบบ การ์ตูนเอนิเมชั่น 3D
แนวภาพยนตร์ ครอบครัว-ผจญภัย
บริษัทผู้สร้างและจัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
ดำเนินงานสร้าง บริษัทบีบอยซีจี
อำนวยการสร้าง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
ควบคุมงานสร้าง บอย โกสิยพงษ์, ปรัชญา ปิ่นแก้ว,
กำกับภาพยนตร์ ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล
กำกับเสียงเสียง นันทนา บุญหลง
บทภาพยนตร์ เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ
ดนตรีประกอบ บอย โกสิยพงษ์
พากย์

นาค (เอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาตวรศิลป์)
เขียว (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา)
ทอง (น้าติ่ง สุภาพ ไชยวิสุทธิกุล)
อืด (นุ้ย เชิญยิ้ม)
ธี (น้องเก็ต อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล)
แก้ม (น้องเกรซ นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ)
นันทนา บุญหลง,สมชาย ศักดิกุล
เบิ้ล สินเจริญ บราเธอร์
เรื่องราวของแม่นาคพระโขนงถูกเล่าขานอีกครั้ง เมื่อ “นาค” กับบรรดาเหล่าผีโบราณต่างๆ หนีความเจริญของกรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่กันที่ชนบทห่างไกลแสงสี และความเจริญแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่วายโดนพวกผีเมืองกรุง ตามมารังควานไม่เว้นแต่ละวัน จนวันหนึ่ง เกิดเรื่องใหญ่ในหมู่บ้าน ของมนุษย์ระแวกเดียวกับที่นาคอาศัยอยู่ ขณะที่ทางหมู่บ้านกำลังจัดงานวัดกัน ผู้คนกำลังดูหนังกลางแปลงอย่างสนุกสนาน ผีในหนังที่ดูก็มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ โผล่ออกมาจากจอหนังแล้วจับ ธี เด็กชายวัย 7 ขวบไปต่อหน้าต่อตาพี่สาว และชาวบ้านที่กำลังแตกตื่น เมื่อนาคเห็นแก้มพี่สาวของธี สูญเสียน้องชาย ความสงสารเห็นอกเห็นใจบวกกับความหลังฝังใจบางอย่าง นาคและพ้องเพื่อนอย่าง เขียวผีหัวขาด , อืดผีเปรตจอมอ้วน ,และทองผีหมาปากสุนัข จึงตัดสินใจพาแก้มเข้าไปในโลกแห่งวิญญาณที่แสนจะทันสมัย เพื่อช่วยเหลือธี และสะสางสิ่งที่ติดค้างในอดีตของตนเอง นาค,แก้มและแก๊งค์เพื่อน จึงเดินทางสู่เมืองกรุงแห่งโลกวิญญาณ เพื่อเผชิญหน้ากับจอมราชันย์แห่งภูติผีทั้งหลายที่เป็นตัวการวางแผน ให้พวกผีร้าย สามารถขึ้นมาทำลายโลกของมนุษย์ในเวลากลางวันได้ โดยไม่ต้องซ่อนเร้นอีกต่อไป

ตั้งแต่ผมเกิดมา และตั้งแต่ผมเคยดูภาพยนตร์มา พูดตรงๆเลยนะครับผมไม่เคยเจอหนังอนิเมชั่นที่เข้าขั้น ” ห่วยบัดโซ้บ ” ขนาดนี้มาก่อนเลย … รู้สึกช็อคมากครับ แถมยิ่งช็อคเป็นกำลังสองเมื่อสำนึกได้ว่านี่คือภาพยนตร์อนิเมชั่นของไทย ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าโปรเจคซ์ภาพยนตร์xxxxxxxเรื่องนี้ผ่านขั้นตอนอนุมัติจากนายทุนค่ายหนังมาได้อย่างไร !! การจะผลิตงานอนิเมชั่นขึ้นมาได้แต่ละเรื่องนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าหนังคนแสดงโดยทั่วไปแถมยังใช้เวลาในการผลิตแต่ละเรื่องค่อนข้างมาก เป็นการลงทุนที่ต้องได้ผลตอบแทนกลับมาในระดับสูงกว่าหนังทั่วไป เพราะฉะนั้นหนังต้องแม่นยำพอสมควรและน่าจะมีหน้าหนังที่ขายให้ได้ แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรสักอย่างที่ผมว่ามานะครับ มันไม่มีจุดขายที่ชัดเจน ธีมเรื่องก็ชวนสับสน ไม่รู้เอาอะไรกันแน่ ? แถมยังมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าเบื่อระดับสุดยอด ต่อให้คนที่เข้าไปดูไม่มีความอ่อนเพลียเหนื่อยล้า ก็ยังง่ายที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นผล็อยหลับไปได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าเอาไปฉายตอนแข่งขันดูหนังมาราธอนนะ ผมว่ารับรองได้มีคนหลับกันมากกว่าครึ่งโรงแน่นอน !!

แม่นาคในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกับแม่นาคพระโขนงที่คนไทยเราคุ้นเคยมาแต่อย่างใดทั้งสิ้นครับ แต่เป็นแม่นาคเวอร์ชั่น 2008 ซึ่งพยายามฉีกตัวเองออกมาในแนวทางที่แตกต่างแต่กลับกลายเป็นเหมือนว่า ยิ่งพยายามเปลี่ยนตัวเองไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนหลอกตัวเองเท่านั้น และภาพที่ออกมายิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ เพราะมันแทนที่นาคจะมีรูปลักษณ์แปลกใหม่ แต่มันกลับกลายออกมาคล้ายหนังอย่าง คนสั่งผี ( ของคุณทิวา ) แทนซะได้ !! พล็อตหนังเรื่องนี้สรุปย่อๆนะครับ เป็นหนังเรื่องราวของผีฝ่ายธรรม สู้กับผีฝ่ายอธรรมครับ จบ โดยมีเรื่องราวของผีแม่ลูกที่รับบทโดยแม่นาค เป็นตัวสอดแทรกสร้างความสะเทือนใจให้กับเรื่องราว แต่คนดูดูแล้วคงไม่ค่อยสะเทือนใจเท่าไหร่ ?? ที่เก๋ไก๋ก็คือหนังเรื่องนี้ใช้ฉากหลังเป็นประเทศไทยยุคปัจจุบันโดยใช้โลเกชั่นทั้งชนบทและเมืองหลวง แต่ภาพที่ได้ออกมา กลับดูหลอกๆ แถมยังเหมือนจะมีโฆษณาแฝงอยู่ยุ่บยั่บเต็มไปหมด เพราะเล่นกันโต้งๆแบบไม่มีชั้นเชิงใดๆทั้งสิ้น !! คำถามก็คือว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ต้องเป็น นาค ด้วย ? เป็นชื่ออื่นได้หรือเปล่า ? ในเมื่อคุณเอาชื่อผีชั้นนำอย่าง แม่นาค มาใช้ แล้วทำไมถึงได้ทรยศคนดู ทรยศต่อแฟนๆของแม่นาคได้ถึงเพียงนี้ ??

ส่วนที่มีปัญหาหนักหนาสาหัสที่สุดในหนังเรื่องนี้คือบทหนังครับ คือคุณเล่นสักแต่เขียนแบบขอไปที ภาพยนตร์นั้นไม่ใช่ฟรีทีวีนะครับ คุณจะสักแต่ว่ายัดอะไรเข้ามาแบบนึกอะไรได้ก็ใส่แบบนี้ไม่ไหวครับ !! คนดูเสียตังเข้าไปดูกันเขาก็ย่อมจะคาดหวังไว้ว่าอย่างน้อยเขาควรจะได้รับความสนุกสนานบันเทิงที่เหนือกว่า อย่างน้อยคุณต้องมีงานที่พิถีพิถันกว่า มีความแปลกใหม่ให้เขาได้พบบ้าง ผมเดาเอาเองว่าคนทำหนังเรื่องนี้เขาคงจะเจาะกลุ่มคนดูที่มีอายุน้อย ก็เลยทำหนังกันแบบไม่ต้องคิดอะไรกันเลย คนทำก็ไม่ต้องคิด คนดูก็ไม่ต้องคิดอะไร !! ผมไม่มั่นใจว่ากลุ่มคนดูที่อายุน้อยกว่า 15 จะสนุกสนานไปกับภาพการ์ตูนในหนัง และเรื่องราวในหนังหรือเปล่า แต่ผมมั่นใจอย่างที่สุดว่าคนดูที่ อายุเกิน 15 จะต้องก่นด่าให้กับความชุ่ยและ ความทุเรศทุรัง ของเรื่องราวในหนังเรื่องนาคแน่นอน !!..ไม่ใช่แค่เรื่องบทหนังอย่างเดียวที่ผมอยากด่า แต่หนังเรื่องนี้มันหาดีไม่ได้สักมิติเดียวครับ แม้แต่งานภาพซึ่งน่าจะเป็นหัวใจของหนังการ์ตูนนั้น หนังเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า มี การดีไซน์ภาพที่ห่วยแตกมาก !! ตัวละครไม่ได้มีเสน่ห์และไม่มีความน่ารัก ไม่น่าติดตาม ไม่น่าเอาใจช่วยเลยแม้แต่นิด .. ภาพงี้แบนและแข็งๆสุดฤทธิ์ยังกะทำงานแบบรวกๆ หลายๆฉากเห็นเลยว่าภาพแบนแต๊ดแต๋ ฉากที่สถานีรถไฟเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน งานคุณภาพหยาบๆแบบนี้ไม่น่าจะพบเจอได้อีกแล้วในปัจจุบันนี้ แม้แต่ฉากโชว์เพลงก็ยังหาความไพเราะไม่ได้ ขนาดเพลงสุดท้ายที่เขาว่าเพราะกัน ผมกลับรู้สึกอิหลั่กอิเหลื่อเพราะปรับอารมณ์ตามหนังไม่ทัน จู่ๆจะทำซึ้งก็เล่นกันโต้งๆแบบนี้ ใครจะปรับความรู้สึกทันกันล่ะเนี่ย ? บอกได้คำเดียวว่าอย่าได้เผลอไปตีตั๋วดูเป็นอันขาด แม้แต่เช่าหนังหรือยืมใครมาดูก็ตาม หนังเรื่องนี้ไม่มีคุณค่าพอให้คุณเสียเวลาของชีวิตของคุณแม้แต่นาทีเดียวครับ

เมื่อคืนนอน ดูหนัง “องค์บาก 3” ที่ช่อง 7

นอกจากนั้น ชัยชนะของ เทียน ที่มีต่อภูติสางกายังช่วยตอกย้ำให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่า นาฏยุทธที่แท้จริงนั้นอยู่เคียงคู่กับสามัญชน มิได้ดำรงอยู่คู่กับนาฏรัฐอันสูงส่งงามสง่าที่ผสานตนเองเข้ากับความโหดเหี้ยมบ้าคลั่งของอำนาจทางการทหารและอำนาจไสยเวท ณ ศูนย์กลางของรัฐ

ถ้าหากเทียนจะยึดครองอำนาจรัฐสืบทอดต่อจากภูติสางกาหรือออกญาราชเสนา เขาก็อาจเป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องพลัดหลงเข้าไปสู่ด้านมืดของวังวนแห่งอำนาจ จนกระทั่งถูกมายาการดังกล่าวครอบงำเอาไว้ในท้ายที่สุด

ทว่าเขาเลือกที่จะเดินทางกลับไปหาหญิงสาวคนรักที่หมู่บ้านชนบท โดยมีพระพุทธรูปองค์บาก (ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวชีวิตอันบอบช้ำของเทียนเมื่อคราวบาดเจ็บเจียนตาย) เป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญ และทอดทิ้งศูนย์กลางอำนาจรัฐ ซึ่งกลับกลายเป็นเพียง ‘ศูนย์กลางแห่งความว่างเปล่า’ ที่ร้างไร้ผู้สืบทอดอำนาจ เอาไว้ ณ เบื้องหลัง

จุดจบของหนังไตรภาค ‘องค์บาก’ จึงถือเป็นตอนจบที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะ พนม ยีรัมย์ และ พันนา ฤทธิไกร ผู้กำกับร่วมในหนังภาค 2 และ 3 ตัดสินใจปิดฉากหนังชุดนี้ลงท่ามกลางศูนย์กลางอำนาจรัฐโบราณที่พังทลาย

หนังก้าวข้ามพ้นผ่านจากเรื่องอาณาจักรกัมพูชา หรือ อาณาจักรอโยธยา (ตามเนื้อเรื่องของหนังภาค 2 เราจะพบว่าเทียนมีสายเลือดของขุนนางอโยธยา แต่ในหนังภาค 3 นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับชีวิตของเขาอีกแล้ว) หนังก้าวข้ามแม้กระทั่งประเด็นการแก้แค้นให้พ่อแม่บังเกิดเกล้าผู้ถูกสังหาร เพราะ ‘สิ่งยิ่งใหญ่’ เหล่านั้นไม่มีความหมายสำคัญใดๆ เลยกับชีวิตของคนอย่างเทียน และตัวละครสามัญชนจำนวนมากภายในหนังที่ยังต้องดำเนินชีวิตของตนเองต่อไป

(มีเพียงแค่พุทธศาสนา –รวมถึงผลิตผลของศาสนาอื่นๆ- เท่านั้น ที่เป็น ‘อภิมหาบรรยาย’ หนึ่งเดียว ซึ่ง ‘องค์บาก’ 2 และ 3 ไม่สามารถจะสลัดหลุดพ้นไปได้)

หลายคนอาจรู้สึกว่าถ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับ ‘องค์บาก 1’ หนังในภาค 2 และ 3 ดูเหมือนจะมีฉากการต่อสู้อันน่าประทับใจหรือเร้าใจลดน้อยลงเรื่อยๆ กระทั่งผู้ชมจำนวนมากถึงกับออกอาการเหนื่อยหน่ายในโรงภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้ว แม้ ‘องค์บาก’ 2 และ 3 ที่ จา-พนม มีส่วนเข้ามาควบคุมภาพรวมของหนังมากยิ่งขึ้น จะมีความบกพร่องผิดพลาดอยู่บ้าง แต่เนื้อหาของหนังสองภาคหลังกลับเต็มไปด้วยแง่มุมทางความคิดอันซับซ้อนน่าสนใจมากมาย ซึ่งเดินทางมาไกลเหลือเกินจากหนังแอ็กชั่นชาตินิยมง่ายๆ ดังที่แสดงออกมาในหนังภาคแรก

นับจากนี้ พนม ยีรัมย์ คงไม่ได้มีสถานะเป็น ‘ดารานักบู๊’ แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยกเว้นคนไทยจำนวนมากและนายทุนผู้ผลิตภาพยนตร์ จะต้องการบอนไซเขาให้หยุดเติบโตอยู่ ณ ตรงจุดนั้น

สามารถดู ดูหนังออนไลน์

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ภาพยนตร์ภาพถ่ายสยองที่สะท้อนปัญหาในสังคมไทย

ย้อนไปเมื่อ 15 ปี ที่แล้ว ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ คือภาพยนตร์เรื่องแรกในนาม GTH ที่รวมตัวกันระหว่าง ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์, หับโห้หิ้น ฟิล์ม และจีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ส ที่เปลี่ยนแนวจากหนังฟีลกู๊ดอย่าง แฟนฉัน มาเปิดตัวด้วยภาพยนตร์สยองขวัญที่แจ้งเกิดให้ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล (สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง, พี่มาก..พระโขนง) และโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (แฝด, Homestay) กลายเป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญที่น่าจับตาในเวลาต่อมา

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ เล่าเรื่องของธรรม์ (รับบทโดยอนันดา เอเวอริงแฮม) ช่างภาพหนุ่ม และเจน (รับบทโดย จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี) แฟนสาว ที่เริ่มพบเหตุการณ์ประหลาดจากภาพถ่ายที่มีเงาสีขาวคล้ายใบหน้าผู้หญิงติดอยู่ในนั้น ระหว่างการตามหาว่าปริศนาในรูปภาพนั้นคืออะไร ความลับดำมืดที่ธรรม์ซุกซ่อนเอาไว้ พร้อมกับความสยองขวัญที่ทำให้คนดูต้องกลับไปเพ่งมองรูปถ่ายของตัวเองด้วยสายตาแบบใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น

ความสนุกอย่างแรกของ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ อยู่ที่การไม่ได้โฟกัสไปที่ฉาก Jump Scare โฉ่งฉ่างระหว่างปล่อยให้ ‘ผี’ ออกอาละวาดไปเรื่อยๆ แต่เป็นการให้คนดูที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ค่อยๆ ไขปริศนาของธรรม์ให้เปิดเผยขึ้นมา และยิ่งเราล่วงรู้ความลับของธรรม์มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกหลอนไปกับสิ่งที่ธรรม์ต้องเจอมากขึ้นเท่านั้น

และตัวหนังก็ยังมี ‘ฉากจำ’ หลายฉากที่ออกแบบการปรากฏตัวของผีได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ใบหน้าเปลือยเปล่าของเนตร (รับบทโดย เฟี้ยว์ฟ้าว สุดสวิงริงโก้ ที่ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า อชิตะ วุฒินันท์สุระสิทธิ์) ที่หลอนตั้งแต่ยังไม่กลายเป็นผี ฉากที่ธรรม์ถูกผีคลานตามล่าจนหัวซุกหัวซุน ทุกๆ ฉากในห้องมืด ที่ใช้สัญญะของ ‘สีแดง’ ที่หมายถึงความอันตรายมาเล่นกับความรู้สึกคนดูได้อย่างน่าขนลุก ฉากอ่างอาบน้ำ ที่ทำให้หลายคนไม่กล้าเข้าห้องน้ำไปอีกหลายวัน รวมถึงฉากจบที่ขึ้นหิ้งเป็นตำนานสุดคลาสสิกมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ยังใช้ ‘ผี’ เป็นภาพสะท้อนปัญหาของสังคมในขณะนั้นได้อย่างเฉียบขาด ทั้งปัญหาระดับชั้นทางสังคม รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ และต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม รวมทั้งปัญหาการกดขี่เพศหญิง ที่ไม่ว่าจะถูกกระทำอย่างเลวร้ายเท่าไร ก็ไม่อาจมีปากมีเสียงหรือต่อรองใดๆ ได้เลย จนกระทั่งต้องรอให้ตัวเองจากโลกนี้ไปกลายเป็น ‘ผี’ นี่ล่ะ ที่โลกหลังความตายถึงจะมอบอำนาจในการเอาคืนให้กับเธอ

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด ทำให้ GTH เปิดตัวหนังเรื่องแรกไปได้อย่างสวยงาม ด้วยรายได้ทั่วประเทศ 107.1 ล้านบาท มี 30 ประเทศมาขอซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่อ รวมทั้งการถูกนำไปสร้างใหม่ในเวอร์ชันฮอลลีวูด โดยผู้กำกับชาวญี่ปุ่น มาซายูกิ โอชิอาอิ แต่ก็ยังห่างไกลจากเวอร์ชันต้นฉบับอยู่พอสมควร แน่นอนว่าถึงวันนี้ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ยังคงขึ้นแท่นเป็นหนังผีอันดับต้นๆ เมื่อมีคนถูกถามว่า ‘หนังผี’ ที่น่ากลัวที่สุดคือเรื่องอะไร

สามารถดูได้ ที่ ดูหนังออนไลน์

หลายครั้งเมื่อพูดถึง “สีแดง” หลายคนก็จะนึกถึงความรักหรือความร้อนแรง แต่สีแดงยังหมายถึง “อันตราย” ได้เช่นเดียวกัน และในบางครั้งความรักก็มาพร้อมกับอันตรายที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นชัตเตอร์จึงหยิบสีแดงมาใช้สื่อความหมายตลอดเรื่อง

เราจะเห็นตั้งแต่เครดิตเปิด มีภาพถ่ายมากมายปรากฏขึ้นมาให้เห็น ถ้าดูกันตรง ๆ ก็เหมือนภาพถ่ายที่กำลังถูกล้างในห้องล้างรูปของพระเอก แต่มองอีกแง่มันก็ไม่ต่างอะไรจากภาพที่เปื้อนเลือด ภาพความทรงจำเหล่านั้นซ่อนสิ่งที่อันตรายเอาไว้อยู่และมันกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา เครดิตเปิดนี้ยังใช้เสียงลั่นชัตเตอร์ประกอบในเสียงดนตรีด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนบ่งบอกว่ากล้องและภาพถ่ายนี่แหละจะเป็นตัวการสำคัญในเรื่อง

เครดิตเปิดนี้เป็นลางบอกเหตุให้ผู้ชมได้เฝ้ามองถึงอันตรายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

การจับตามอง

         ตลอดทั้งเรื่องเราจะรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองจากใครบางคนอยู่ ทั้งการใช้มุมกล้อง การจัดเฟรม รวมไปถึงการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นตัวแทนสายตาที่กำลังจับจ้องธรรม์อยู่

ตุ๊กตาห้อยรถนี้ก็เป็นอีกตัวแทนหนึ่ง ตอนที่ธรรม์และเจนขับรถชนผู้หญิงในตอนแรก ภาพซูมเข้าไปที่ตุ๊กตาเป็นครั้งแรกและจะเห็นว่ามันกำลังแสดงสีหน้าหัวเราะเยาะอยู่ ราวกับกำลังสะใจและต้องการสาปแช่งใครบางคน ตุ๊กตาตัวนี้เปรียบเสมือนสายตาของเนตรที่กำลังมองสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา

หลังจากนั้นในฉากถัดมา ตุ๊กตาตัวนี้ยังอยู่ที่เดิม แต่เราจะเห็นว่ามันหันหน้าไปทางธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจ ยิ่งช่วยตอกย้ำว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจับตามองธรรม์อยู่

หุ่นกระบอกหน้าตาหลอนประสาทในบ้านธรรม์ก็เหมือนกัน ทั้งเก่าคร่ำครึ ทั้งให้ความรู้สึกขนลุก ก็กำลังแอบมองการกระทำของเขาอยู่เช่นเดียวกัน

สัญญะและลางบอกเหตุ

ภาพและเสียงหลาย ๆ ช่วงที่ปรากฏขึ้น บางครั้งเราก็ไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งมันเกิดขึ้นซ้ำหรือมีอะไรมาตอกย้ำ หนังเรื่องนี้ก็ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ฉากนี้ธรรม์กำลังนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่เปิดรายการสารคดีสัตว์โลกอยู่ ดูผิวเผินแล้วคงไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่มันกลับเป็นสารคดีการผสมพันธ์ุของตั๊กแตนที่อธิบายว่าระหว่างที่พวกมันผสมพันธุ์นั้น ตัวเมียจะกินหัวตัวผู้จนขาดและตายไปในที่สุด! ภายหลังเราก็จะกล้องจับภาพตั๊กแตนตัวเป็น ๆ อีกครั้งก่อนที่จะเห็นภาพรถของธรรม์เคลื่อนเข้ามา

ตั๊กแตนบอกอะไรเราบ้าง?

ธรรม์ก็เหมือนตั๊กแตนตัวผู้ ส่วนเนตรก็เหมือนตั๊กแตนตัวเมีย หลังทั้งคู่พลอดรักกัน ตัวเมียก็จะฆ่าตัวผู้ตาย แม้ว่าธรรม์จะไม่ได้จบชีวิตอย่างตั๊กแตนตัวผู้ แต่การมีชีวิตอยู่ของเขาต่อจากนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น

อีกฉากหนึ่งคือตอนที่ธรรม์วิ่งหนีจากเนตร ทำไมเขาวิ่งวนเท่าไร ๆ ก็กลับมาอยู่ที่ชั้น 4

ทำไมต้องเป็นเลขนี้?

เดิมทีมีความเชื่อกันว่าเลข 4 ออกเสียงเหมือน “ซี้” ที่คล้ายกับคำว่า “ตาย” นอกจากนี้ในภาษาญี่ปุ่น เลข 4 อ่านว่า “ชิ” ที่หมายถึงคำว่า “ตาย” ได้เช่นเดียวกัน

ภาพสะท้อน

นอกการการใช้ภาพถ่ายหรือกระจกในการเล่าเรื่อง สะท้อนภาพตัวละครและจิตใจภายในแล้ว การถ่ายแต่ละช็อตของหนังเรื่องนี้ล้วนนำไปเชื่อมโยงปะติดปะต่อกันได้ทั้งสิ้น

ตอนที่เจนเดินเข้าไปในห้องทดลอง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ขวดแก้วที่เต็มไปด้วยสัตว์ดองและสัตว์สต๊าฟ เช่นเดียวกับตอนที่เดินขึ้นบันไดบ้านเนตรไปแล้วพบกับขวดฟอร์มาลินเต็มไปหมด หนังกำลังสื่อกับเราว่าเนตรก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เหล่านั้นเลย ศพของเธอยังถูกเก็บไว้ในบ้านเหมือนสัตว์ที่ถูกจองจำอยู่ในขวดโหลพวกนั้น

ภาพด้านซ้ายคือสิ่งที่กล้องจับในตอนแรก ทำให้เกิดความคลุมเครือ เคลือบแคลงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สายตาพยาบาลที่ขมวดคิ้วและบอกให้ลงจากเครื่องชั่งมันหมายความว่าอะไร ทำไมเณรถึงมองธรรม์แบบนั้น เรายังไม่ได้รับคำตอบจนกระทั่งตอนท้ายของเรื่อง ภาพฝั่งขวาคือภาพอีกมุมที่เฉลยทุกอย่าง ที่พยาบาลมองแบบนั้นเพราะน้ำหนักธรรม์ขึ้นไปถึง 120 กิโลกรัม และเณรมองอย่างหวาดกลัวเหมือนเห็นอะไรบางอย่างอยู่กับธรรม์ แค่เปลี่ยนมุมมองก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจอะไรหลายอย่างแล้ว ตรงนี้หนังทำออกมาได้ดีมาก

อีกอย่างคือภาพการขี่หลังในความทรงจำกับภาพที่เนตรมาเกาะธรรม์ในลักษณะนั้น มันคือภาพสะท้อนที่ผู้ทำใส่มาให้เห็น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะปกติที่สามารถเห็นได้ของผีในหนังเรื่องอื่น เพราะเนตรสัญญาว่าจะอยู่กับธรรม์ตลอดไปและเธอก็ทำตามสัญญานั้นจริง ๆ

ผีและการกดขี่ทางเพศ

ผีในเรื่องนี้มีภาพลักษณ์และการเคลื่อนไหวคล้ายผีญี่ปุ่น ผมยาว หน้าขาว ใส่ชุดสีขาว หากเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายผีซาดาโกะจากหนังเรื่อง The Ring (2002) เหมือนกันและ The Ring เองก็มีอิทธิพลให้วงการหนังผีในประเทศไทยและหลายแห่งทั่วโลกหันมาเปลี่ยนภาพลักษณ์ผีไปจากเดิม (เช่น ผีปอบ ผีกระหังในประเทศไทย) ไปมีลักษณ์หน้าตาที่เราอยากเรียกว่า typical ผีในสมัยนี้ (ผีก็มี stereotype เหมือนกันหรือนี่)

อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่าหนังผีส่วนใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศมักจะมีผีเป็นผู้หญิง และมันบ่งบอกถึงการกดขี่ทางเพศในสังคม หนังเรื่องชัตเตอร์เองก็เหมือนกัน เนตรถูกข่มขืนและโดนฆ่าตายจากผู้ชาย ทำให้เธอกลายเป็นผีกลับมาแก้แค้น จากเดิมที่อ่อนแอก็กลายเป็นมีอำนาจขึ้นมา การกลับกลายมาเป็นผีนี้เองที่ช่วยดึงความเป็นใหญ่ของเพศหญิงกลับมา

ปัญหาสังคม

สิ่งที่เราเห็นของคน ๆ หนึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมดของเขา คนเราอยากให้เห็นส่วนไหน ไม่อยากให้เห็นส่วนไหนก็ปกปิดมันได้ ส่วนที่ดีก็อยากให้คนรู้ ส่วนที่ไม่ดีก็อยากเก็บไว้ ธรรม์เก็บเรื่องเหล่านี้จากเจน จากคนดู เราไม่รู้ความลับของธรรม์เลย แต่เรากลับรู้จากเจนและรับรู้จากปากเมื่อธรรม์จนมุมแล้วจริง ๆ เท่านั้น และที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือเขามีชื่อว่า “ธรรม์”

ชัตเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงหนังสยองขวัญ แต่ยังสะท้อนปัญญาสังคมด้วย เนตรถูกข่มขืน ถูกทำร้าย แต่สิ่งที่ธรรม์ทำนอกจากไม่ได้ปกป้องแล้วยังซ้ำเติมอีก ทว่าจะไปโทษธรรม์เสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ ธรรม์เป็นตัวละครที่ทั้งน่าโมโหและน่าสมเพชในขณะเดียวกัน เขาไม่ได้อยากให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนี้ แต่เขาโดนบังคับด้วยคำพูดที่ว่า “กูเป็นพี่มึงนะ” การกลัวที่จะเข้ากลุ่มไม่ได้กับคนอื่นในวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ทำตามคนหมู่มากก็ไม่มีใครอยากคบ สิ่งที่เรียกว่าลำดับชั้นในสังคมมันมีอยู่จริงและไม่ใช่เรื่องตลก การใช้อำนาจของรุ่นพี่เพื่อข่มขู่รุ่นน้องก็มีให้เห็นบ่อยครั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่หมดไปเสียที มันทำลายชีวิตใครต่อใครมานักต่อนักแล้วและเราก็เห็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้นในหนังเรื่องนี้

มุมมองเรื่องการข่มขืนก็เช่นกัน เนตรต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เธอเพียงแค่รักผู้ชายคนหนึ่งมากเท่านั้นเอง เธอไม่สมควรได้รับชะตากรรมเช่นนี้ แต่สังคมช่างโหดร้ายและไม่มีใครรู้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับใคร มันอาจเกิดขึ้นกับเพื่อน พี่น้อง หรือแม้แต้ตัวคุณเองก็ได้

สิ่งที่เราเห็นคือเรื่องราวทั้งหมดมันไม่ได้จบลงด้วยดี

ปัญหาเหล่านี้มันไม่หมดไปจากสังคมง่าย ๆ หรอก ภาพยนตร์เป็นเพียงสื่อที่ช่วยสะท้อนและสร้างความตระหนักต่อปัญหาสังคมเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือพวกเราทุกคนคงต้องช่วยกัน

รู้ระวังใส่คอนแทคเลนส์ช่วง COVID-19

ดวงตามีการทำงานอย่างไร | เอสซีลอร์ (ประเทศไทย) - Essilor

สำหรับผู้ที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด มีคำแนะนำจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) สหรัฐอเมริกา และ  American Optometric Association (AOA) ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์มีความเสี่ยงต่อการติดโรค COVID-19 มากกว่าผู้ที่ใส่แว่นตา โดยคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตามปกติ แต่ควรดูแลการใส่อย่างถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคที่ติดต่อได้จากการใส่คอนแทคเลนส์

ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีและเช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือที่สะอาด ถอดล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี

และหากป่วยเป็นไข้ มีน้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้มีรายงานที่พบว่าคนใส่คอนแทคเลนส์มีการจับหน้าและสัมผัสตาในช่วงใส่ถอด จึงต้องระมัดระวังเรื่องการดูแลความสะอาดและอย่าให้มือไม่สะอาดทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ ได้

แทงบอลออนไลน์

Vincenzo (2021) ทนายมาเฟีย

ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี วินเซนโซ ใช้ชีวิตในฐานะที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือที่เรียกว่า ‘คอนซิเยเร’ ของตระกูลคาสซาโน แก๊งมาเฟียระดับบิ๊กของอิตาลี และเขายังมีฐานะเป็นลูกบุญธรรมของหัวหน้าแก๊งอีกด้วย สามารถดู ดูหนังออนไลน์ใหม่

วันนี้วินเซนโซเดินทางไปหาเอมิลิโอที่ไร่องุ่นเพื่อเจรจาความบางอย่าง แต่เอมิลิโอไม่ใช่คนธรรมดาที่จะอ่อนข้อให้ง่าย ๆ เพราะเขาเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียใหญ่ตระกูลลูซิโน เอมิลิโอพูดจากดูถูกเชื้อชาติของวินเซนโซที่เป็นคนเอเชีย ก่อนที่วินเซนโซจะตอบกลับไปว่า “ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการดูถูกคนเอเชีย จะได้รับเช็กบิลในไม่ช้า”

ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันนั้น คนของ วินเซนโซ ก็แอบราดน้ำมันไปทั่วทั้งไร่องุ่น หลังจากนั้นเขาก็จุดไฟเผาไร่องุ่นจนราบเป็นหน้ากลอง ก่อนที่วินเซนโซจะเดินจากไปอย่างเท่ ๆ ในมาดมาเฟียหนุ่มผู้หล่อเหลา

หลังจากวินเซนโซทำตามคำสั่งสุดท้ายของหัวหน้าสำเร็จ เปาโล ลูกชายขี้อิจฉาที่ขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแทนพ่อผู้ล่วงลับ ได้สั่งลูกน้องให้ไปเก็บวินเซนโซที่อพาร์ตเมนต์ แต่ วินเซนโซ ก็จัดการฆ่ามือปืนได้อย่างชิล ๆ และส่งคำเตือนไปให้เปาโลด้วยการระเบิดรถ พร้อมกับบอกว่าอย่ามายุ่งกับเขาอีก ไม่งั้นเขาจะระเบิดรถในขณะที่เปาโลนั่งอยู่ในนั้น !

เมื่อพ่อบุญธรรมของเขาเสียและอิตาลีก็อันตรายเกินกว่าที่จะใช้ชีวิต วินเซนโซจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังประเทศเกาหลี เป้าหมายของเขาคือทองคำจำนวนมหาศาลที่ถูกซ่อนเอาไว้ในชั้นใต้ดินลับของตึกแห่งหนึ่งในกรุงโซล ทองเหล่านี้เดิมทีเป็นของพวกมาเฟียชาวจีนที่ต้องการซ่อนทองคำเอาไว้ในที่ปลอดภัย แต่เนื่องด้วยซีรีส์ไม่ได้กล่าวถึง เราจึงไม่รู้ว่าหัวหน้าแก๊งมาเฟียชาวจีนเจ้าของทองตอนนี้อยู่ไหน และทองคำมีที่มาที่ไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าวินเซนโซเป็นเจ้าของตึกที่เก็บทองเหล่านั้น ตึกนี้มีผู้เช่ารายย่อยเป็นผู้เช่นโดยส่วนใหญ่ ซึ่งหนึ่งในผู้เช่าคือทนายความของแม่วินเซนโซ และเธอก็ติดคุกอยู่ในตอนนี้

ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่าเซฟที่เก็บทองคำจะไม่สามารถเปิดออกได้ เพราะมันจะทำให้ตึกถล่มลงมา ดังนั้น วินเซนโซจึงต้องเคลียร์กับผู้เช่าให้ย้ายออกและทำการรื้อถอนตึกก่อนที่จะขนเอาทองออกมา แต่เรื่องมันคงไม่ยากและซับซ้อนอะไรถ้าตึกนี้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของบาเบลกรุ๊ป

บาเบลกรุ๊ป เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในเกาหลี คล้าย ๆ กับซัมซุง ที่ทำธุรกิจหลากหลายอย่าง แต่ปรัชญาการทำธุรกิจของบาเบลคลายกับเป็นองค์กรมาเฟียมากกว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจแบบทั่ว ๆ ไป เพราะเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของบาเบล มีทั้งการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ซื้อตัวนักข่าว ใช้พวกอันธพาลข่มขู่ และฆาตกรรม อีกทั้งทุกสิ่งอย่างจะถูกปกป้องโดยสำนักงานทนายความอันดับหนึ่งที่เป็นแหล่งรวมของทนายความระดับหัวกะทิของประเทศ

บาเบลคอนสตรักชันส่งทีมงานมาเจรจาเพื่อขอซื้อตึก ซึ่งแน่นอนว่าวินเซนโซไม่ยอมขาย เพราะทองคำที่ซ่อนเอาไว้มีมูลค่ามากกว่าตึกนี้หลายเท่า พวกอันธพาลจึงบุกไปทำร้ายโจยองอุน (ผู้ดูแลตึกให้วินเซนโซ และเป็นคนที่ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย) เพื่อบังคับให้เซ็นเอกสารขายตึก ซึ่งแน่นอนว่าโจยองอุนยอมเซ็นอย่างไม่มีทางเลือก

เมื่อได้เอกสารการซื้อขายตึกแล้ว พวกอันธพาลก็มาที่ตึกเพื่อขับไล่ผู้เช่าออก แต่แล้วพระเอกมาเฟียของเราก็ออกมาจัดการกับพวกอันธพาลชั้นหางแถวอย่างชิล ๆ และจากเหตุการณ์นี้เอง ทำให้วินเซนโซไปพบกับ ฮงชายอง (รับบทโดย จอนยอบิน) ทนายความของบาเบลกรุ๊ปเป็นครั้งแรก

Taxi Driver (2021)

คนขับแท็กซี่  สามารถ ดูหนังออนไลน์ สดใหม่ อัปเดตตลอดเวลาได้ที่นี้

คนขับแท็กซี่ “เมื่อแท็กซี่ไม่ว่าง แค่ขึ้นรถ แต่ยังให้บริการแก้แค้นแก่ลูกค้าที่ใช้บริการด้วย” คุณสามารถดูหนังออนไลน์ได้ตลอดเวลาที่นี่หนังสดใหม่และอัพเดท Title: คนขับแท็กซี่|모범 ประเภท: แอ็คชั่น | ความหวาดกลัว | อาชญากรรม | ละคร ผู้กำกับ: พัคจุนอู (ผลงานก่อนหน้าของ “Doctor Detective”) ผู้เขียน : อู๋ ซังโฮ (ผลงานก่อนหน้าของ “Fictional City”) ช่อง: SBS จำนวนตอน: 16 ตอน ช่วงเวลาออกอากาศ: 9 เมษายน – 22 พฤษภาคม 2564 เวลาออกอากาศตอนกลางวัน: ศุกร์ – เสาร์ 22.00 น. (KST) เรื่องก่อนหน้า: ห้องใต้หลังคา 2 ภาพยนตร์เกาหลีเกี่ยวกับเหตุการณ์ในการจลาจลกวางจูในช่วงปี 1980 วันหนึ่งนักเรียนต่อต้านเหตุการณ์ของคิมมันซอป (นำแสดงโดยซงคังโฮ) เผด็จการที่นั่งแท็กซี่ในโซล เขาได้รับการว่าจ้างให้ขับรถแท็กซี่ให้กับนักข่าวชาวเยอรมัน เพื่อให้ข่าวเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการประท้วงครั้งนี้

อีเจฮุน รับบท คิมโดกี
อดีตทหารหน่วยรบพิเศษ ของกองบัญชาการสงครามพิเศษ 707 แต่เมื่อแม่ของเขาตกเป็นเหยื่อของฆาตกรโรคจิต เขาจึงหันเหชีวิตมาทำงานเป็นคนขับรถแท็กซี่วีไอพี ในบริษัทเรนโบว์แท็กซี่ โดยบริษัทแห่งนี้นอกจากให้บริการรถแท็กซี่ปรกติแล้วยังมีบริการพิเศษ รับแก้แค้นให้กับเหยื่ออาชญากรรมที่กฎหมายปรกติไม่สามารถนำความยุติธรรมมาให้ได้ ซึ่งคิมโดกีและทีมงานจะเป็นคนลงมือจัดการล้างแค้นให้เอง

อีซม รับบท คังฮานา
อัยการสาวประจำสำนักงานอัยการโซลตอนเหนือที่ซื่อตรงต่อวิชาชีพ รักความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด เป็นคนเปิดเผย แต่ความสวยของเธออาจไม่ใช่สิ่งที่หลายคนปรารถนา เพราะเมื่อไรก็ตามที่เห็นความอยุติธรรม เธอจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นคนหัวรุนแรงเจ้าอารมณ์ขึ้นมาทันที จนมาวันหนึ่ง เธอเริ่มสงสัยพฤติกรรมแปลก ๆ ของคนขับแท็กซี่ที่ชื่อคิมโดกี

ซีอีโอของเรนโบว์แท็กซี่ เขามองว่าผู้ที่เอาเปรียบคนอื่นโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย เป็นความอยุติธรรมในสังคมที่ไม่ควรเกิดขึ้น และควรจะหมดไปได้แล้ว แม้บุคลิกภายนอกของเขาจะดูเป็นคนที่อ่อนโยนและอบอุ่น แต่เขาซ่อนความร้ายและอำมหิตเอาไว้ภายใน และจะระเบิดมันออกมาต่อผู้ที่สมควรจะได้รับมัน !

พโยเยจิน รับบท อันโกอึน
หญิงสาวผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเธอเป็นแฮ็กเกอร์สาวที่ติดนิสัยชอบอมจุ๊กกาจุ๊บ เป็นฝ่ายซัปพอร์ตคิมโดกีและคนอื่น ๆ ในทีม เพื่อให้บริการพิเศษของบริษัทเรนโบว์แท็กซี่ดำเนินไปโดยราบรื่นและสำเร็จลุล่วง

ชเวคยองกู

รับบทโดย จางฮยอกจิน เขาเป็นวิศวกรสติเฟื่องของเรนโบว์แท็กซี่วีไอพี เป็นคนสำคัญผู้คอยพัฒนารถยนต์และอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ บางครั้งเขายังเป็นทีมสนามที่ช่วยคิมโดกีให้ทำภารกิจลุล่วง แม้ภายนอกเขาจะดูอะเลิร์ตอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าจริง ๆ แล้วเขาแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะนอกจากเป็นวิศวกรแล้ว งานหน้าฉากของเขาคือเป็นช่างในอู่แท็กซี่ อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นคนเกิน ๆ ของเขา ทำให้การรับหน้าที่ปลอมตัวของเขาแนบเนียนจนไม่มใครสงสัย

พัคจินออน
รับบทโดย แบยูรัม เขาเป็นช่างซ่อมบำรุงของเรนโบว์แท็กซี่ เจ้าของฉายาแม็กกายเวอร์สัญชาติเกาหลี อดีตเขาเคยเป็นช่างซ่อมเครื่องบินของสายการบินระดับบิ๊ก และมีความสามารถอันน่าเหลือเชื่อในการเปลี่ยนรถบุโรทั่งให้กลายเป็นระดับเทพ … และที่สำคัญ พัคจินออนยังเป็นญาติกับชเวคยองกูด้วยนะ นับเป็นคู่หูวิศวกรสติเฟื่องของเรนโบว์แท็กซี่วีไอพีเลยทีเดียว

ประธานแบคซองมี
รับบทโดย ชาจียอน

เธอเป็นประธานของนาควอนข้อมูลเครดิต ว่าที่จริงเธอคือผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ที่สุดในเกาหลี ไม่มีเครดิตติดแบล็กลิสต์กู้ได้หมด แต่ถ้าเบี้ยวหนี้ล่ะก็ แม้แต่ตายไปเป็นวิญญาณเธอก็จะตามทวงยังหลานยันเหลน ! ด้วยความแข็งกร้าวและมีเส้นสายจากผู้ใหญ่คอยเป็นแบ็กอัป เธอจึงถูกยกให้เป็น “เจ้าแม่” แต่ด้วยบุคลิกที่ยากจะหยั่งถึง ว่าแท้จริงแล้วเธอคือมิตรหรือศัตรู ทำให้คนส่วนใหญ่มองเธอไม่ต่างไปจากงูพิษ … และสิ่งที่เธอเขื่อถือมากที่สุดก็คือ เงิน

กูซอกแท
รับบทโดย อีโฮซอล

เขาชื่อกูซอกแท เลขานุการของข้อมูลเครดิตนาควอน ซึ่งมีประธานแบคเป็นเจ้าของ ในฐานะเลขานุการวงการเงินกู้เขาจำเป็นต้องมีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ว่าที่จริงเขาแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับบัญชีและธุรกิจ เพราะสิ่งเดียวที่กูซอกแทรู้มีเพียงกำปั้น มีดพก และไม่หน้าสามเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดคือความจงรักภักดีที่มีต่อแม่ทูนหัวของเขา แม้ประธานแบคสั่งให้เขาไปตาย เขาก็จะไปตายตามคำสั่งอย่างไม่ลังเลแม้เพียงวินาทีเดียว

ซีรีส์ที่มาแรงแซงทางโค้งในตอนนี้จะเป็นเรื่องอะไรไม่ได้อีกแล้วนอกจาก Taxi Driver ถึงแม้จะออกอากาศมาเพียง 4 ตอนแต่สามารถเรียกเรตติ้งไปได้มากถึง 15.6%!!! ซึ่งคิดเทียบจำนวนผู้ชมในเกาหลีใต้ในตอนดังกล่าว จำนวนผู้ชมตอนนี้จึงมีมากถึง 3.117 ล้านคนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าซิ่งแรงแซงทางโค้งเรื่องอื่นๆแบบไม่เห็นฝุ่น และเรื่องนี้ยังเป็นการกลับมารับบทนำซีรีส์ในรอบ 3 ปี ของนักแสดงอีเจฮุนอีกด้วย บอกได้คำเดียวว่าปังมากกก งานดีงานพรีเมี่ยม ไม่ดูไม่ได้!

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือพระเอกของเรา ‘อีเจฮุน’ โอ๊ยยยยย พ่อเหล่ท่อมากกกกกกกกก เหล่จนตาจะรวมกันแล้วไหมม หล่อแบบต้องก้มกราบ หล่อจนหัวใจจะวาย เท่ห์มากทุกองศา แล้วเจฮุนคือเข้ากับบทแบบสุดติ่ง เป็นใครไม่ได้แล้วอะบทนี้ต้องพี่แกเท่านั้น เหมาะสม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสุดๆ ขนาดเป็นซีรีส์แอ็คชั่นเรื่องแรกของพี่แกยังทำได้ดีขนาดนี้เลยนับถือ แม้กระทั่งฉากดริฟท์ รถ 180 องศาพี่แกยังเล่นเองดริฟท์เองไม่พึ่ง CG หรือสแตนด์อินใดๆทั้งนั้น!!! เอาเป็นว่าดูเถอะ ไม่ผิดหวังแน่ๆ และจงจำไว้หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทวงคืนอิสระและคืนความยุติธรรมให้กับคุณได้ เรา Rainbow taxi company จะจัดการให้คุณเอง

บริษัทขนส่งแท็กซี่สายรุ้ง ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของจางซองชอล ที่มีหมวกอีกใบคือ ผู้อำนวยการมูลนิธินกสีฟ้า คอยช่วยเหลือให้ความอุปถัมภ์แก่เหยื่อผู้ได้รับความสูญเสียจากคดีอาชญากรรม ซึ่งทำงานประสานกับหน่วยงานของรัฐอย่างกรมตำรวจและสำนักงานอัยการ และซองชอลได้วางรากฐานเส้นสายในสำนักงานอัยการไว้อย่างดี

พอกันทีกับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ต้องเดินขึ้นสะพานเพื่อปีนราวกั้นแล้วจบชีวิตด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ ให้แท็กซี่สายรุ้งได้รับใช้คุณด้วยการชำระสะสางทุกปัญหา ที่มือของกฎหมายไม่เคยเอื้อมมาโอบอุ้มคุ้มกันได้ กับบริการที่รัดกุม บรรลุเป้าหมาย สบายใจในระดับ Very Important Person

สแครปปี้ดู (Scrappy-Doo)

มาถึงตอนนี้ ก็ไม่รู้จะเอาตัวละครไหนดี ก็เลยเอา สแครปปี้ดูจากการ์ตูน Scooby-Doo ก็แล้วกัน

มันเริ่มจากปี 1979 ซีรีย์ Scooby-Doo ตกต่ำมากจนถึงขั้นว่าจะมีการยกเลิกการฉาย จนทำให้ผู้สร้างจำเป็นต้องจัดโครงสร้างของเรื่องใหม่ ผลคือพวกเขาตัดสินใจปรับซีรีย์ จากตอนแรกเน้นให้ผู้ใหญ่ดู กลายมาเป็นเน้นเด็กๆ ดูแทน โดยพวกเขาเพิ่มตัวละครอย่างสแครปปี้ดูเข้ามารวมในทีมนักสืบและเปลี่ยนจากแนวปริศนา มาเน้นเรื่องเหนือธรรมชาติมากขึ้น มีพวกปีศาจ ภูตผี ของจริง แทนที่จะเป็นมนุษย์ปลอมเป็นปีศาจหลอกคน

สแครปปี้ดู

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget