เทคนิคดู แลเด็ก สมาธิสั้น

เด็กที่มี สมาธิสั้น หรือเด็กไฮเปอร์ (ADHD: Attention Deficit Hyperactivity Disorder) อาจทำให้คุณแม่หลายๆ คนเป็นกังวลไม่น้อยจริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเขาได้จากหลายๆ วิธี เด็ก สมาธิสั้น จะสังเกตเห็นชัดที่สุดตอนอายุ 4-5 ปี ซึ่งก่อนอายุประมาณ 4 ปี เขาอาจจะเป็นเด็กที่ซนมาก เพราะสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ และจะทำงานเต็มที่เมื่ออายุ 4-5 ปีไปแล้ว
1 ใน 3 ของเด็กสมาธิสั้น เมื่อโตขึ้นเขาจะค่อยๆ หายได้เอง
1 ใน 3 ของเด็กสมาธิสั้น จะมีอาการดีขึ้น ด้วยการปรับพฤติกรรม และรักษาด้วยยาที่ดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด
หากคุณแม่เป็นกังวลมาก และรู้สึกว่าลูกสมาธิสั้นผิดปกติ เพราะซน อยู่เฉยไม่ได้ ทำอะไรได้สักพักก็เลิกทำ หุนหัน ไม่อดทน หงุดหงิดง่ายและเจ้าอารมณ์ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกของการรักษาร่วมกัน ซึ่งหลายๆ คนอาจจะได้ยาเพิ่มสมาธิ ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย ทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น เพราะการที่เด็กสมาธิสั้นนั้นเกิดจากสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็กนั่นเอง

เทคนิคแก้ลูกสมาธิสั้นได้
ฝึกโยคะเด็ก เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เด็กอยู่กับตัวเอง และสามารถฝึกอยู่นิ่งๆ ไม่ซุกซนได้ แรกๆ อาจจะทำไม่ได้แต่ฝึกไปเรื่อยๆ หาท่าใหม่ๆ ให้เด็กได้ใช้จินตนาการ ลูกจะค่อยๆ สนุก และอยู่นิ่งกับโยคะได้
ฝึกให้ทำอะไรต่อเนื่อง 20-30 นาที โดยไม่ลุกไปไหน อาจจะต่อจิ๊กซอว์ ประดิษฐ์ของเล่น ต่อเลโก้ ถึงจะเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ แต่ในรายละเอียดลูกจะได้ทำอะไรแปลกใหม่ไม่ซ้ำกัน คุณแม่อาจนั่งอยู่ใกล้ๆ คอยช่วยและหลอกล่อไปด้วย วิธีนี้จะช่วยให้ลูกอยู่นิ่งๆ ได้สักพัก และอาจจะยาวนานขึ้นในอนาคต
เข้าคอร์สเพิ่มสมาธิ เดี๋ยวนี้ก็มีคอร์สฝึกช่วยเพิ่มสมาธิให้เด็กๆ โดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ เหมาะสำหรับคุณแม่ที่อาจจะไม่ค่อยมีเวลา หรือมืดแปดด้านไม่รู้ว่าจะฝึกลูกอย่างไรดี
ไม่ตามใจ หรือปล่อยปละละเลยเกินไป ช่วงแรกๆ อาจจะต้องคอยดูพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด อย่าเพิ่งเร่งรัดหรือปล่อยมากเกินไป คอยดูอยู่เป็นระยะ อย่าให้ตึงเกินไป ถ้าดูแล้วลูกเริ่มอยู่เฉยไม่ได้ ไม่มีสมาธิจนเริ่มจะดื้อแล้ว ก็อาจจะให้ลูกไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาฝึกใหม่
ลดสิ่งเร้ารอบตัว เด็กที่มีสมาธิสั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว บ่อยครั้งที่ลูกมักจะซุกซน อยู่เฉยๆ ไม่ค่อยได้เพราะรู้สึกว่าสนใจสิ่งรอบข้างมากกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ คุณพ่อ คุณแม่อาจลองเปลี่ยนบรรยากาศรอบด้าน เช่นในห้องนอน ควรมีบรรยากาศที่เงียบ สงบขึ้น และจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ เวลาที่ลูกนั่งทำการบ้านจะได้ไม่มีสิ่งอื่นมาทำให้เบี่ยงเบนความสนใจ
ฝึกอยู่นิ่ง 3 นาที 5 นาที 7 นาที ชวนลูกเล่นเกมแข่งกับคุณพ่อ คุณแม่ก็ได้ อาจจะเป็นเกมแปลงร่างเป็นก้อนหินแล้วจับเวลา ใครกระดุกกระดิกก่อนแพ้ เริ่มจากสั้นๆ แค่ 3นาทีดูว่าลูกทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาเป็น 5 นาที 7 นาทีตามมา เมื่อเวลาที่ลูกซนมากๆ ก็ให้คุณแม่บอกลูกว่าเรามาเล่นเกมนี้กันเถอะ
ไม่โทษลูก อย่าเพิ่งลงโทษ และให้อภัยเสมอ คุณพ่อ คุณแม่ต้องเข้าใจว่าเด็กที่สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากนิสัยของลูก แต่เกิดจากสมอง เพราะฉะนั้นเวลาลูกทำอะไรขอให้คุณพ่อ คุณแม่อย่าเพิ่งลงโทษ เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป อ่านเพิ่มเติม

ฝึกนิสัย การกิน ให้ลูกน้อย

เมื่อลูกไม่ยอมกิน คุณแม่ต้องใจแข็ง เด็กๆ หลายคนไม่ยอมกินอาหารให้เป็นเวลา ถึงเวลา การกิน กลับไม่รู้สึกหิว ทำให้คุณแม่เป็นกังวล เพราะนอกจากจะตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ แล้ว ยังทำให้ภาวะโภชนาการของลูกไม่ดีด้วย ซึ่งเด็กๆ หลายคนเป็นโรคนี้ (ถ้าสังเกตเห็นความผิดปกติในเรื่องการกินของลูก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ร่วมด้วยจะดีที่สุด) คุณแม่อาจจะต้องร่วมมือกับทุกคนในครอบครัวเพื่อลูก ตั้งกฏใหม่ว่าถ้าเขาไม่กินในมื้อนี้ จะต้องทนหิวรอไปจนถึงมื้อหน้า แรกๆ เด็กๆ อาจจะยังเฉยๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวถึงเวลาก็อ้อนคุณแม่ได้ คุณแม่ก็ต้องใจแข็งหน่อย เพราะผลที่เกิดกับลูกจะไม่นาน บางครั้งแค่มื้อเดียวลูกก็จะบ่นปวดท้อง หรือรู้สึกได้ถึงความหิวแล้ว หลังจากนั้น เมื่อถึงมื้อถัดไปลูกก็จะกินอาหารโดยไม่อิดออด และคุณแม่ก็ต้องทำให้ลูกรู้ว่า นี่คือผลของความหิวและไม่กินเมื่อถึงเวลา
เวลา การกิน ข้าว ไม่ควรมีอย่างอื่นมาดึงความสนใจของลูก บางครั้งคุณแม่อาจจะคิดว่าขอหลอกล่อให้ลูกกินข้าวด้วยการเปิดทีวี ให้เล่นของเล่นควบคู่ไปด้วย แต่จริงๆ แล้วยิ่งทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้เด็กๆ ไปสนใจสิ่งอื่นมากกว่าการกินข้าว วิธีที่ดีที่สุด คือเวลากินก็อยู่กับการกินเท่านั้น หลังจากกินเสร็จแล้วถึงจะทำกิจกรรมอื่นต่อได้ เป็นการฝึกนิสัยที่ดีในเรื่องการกินให้กับลูกด้วย ฝึกให้เด็กๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ตั้งแต่เด็ก คุณแม่อย่ามัวคิดว่าถ้าเด็กๆ ไม่กินตอนนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยฝึกตอนโตขึ้น หรือพูดคุยรู้เรื่องกว่านี้ก็ได้ นั่นเท่ากับได้ฝึกนิสัยการกินอาหารบางอย่างให้กับลูกไปแล้ว ทำให้ลูกไม่ค่อยชอบกินอาหารที่มีประโยชน์ได้ แต่ก็ไม่ใช่ยัดเยียดให้กินแต่ผักที่ลูกไม่ชอบ เพราะนอกจากจะต่อต้านแล้ว ยังทำให้เป็นความฝังใจเวลาโตขึ้น ทำให้ไม่ชอบ หรือเกลียดอาหารชนิดนั้นๆ ไปได้เลย
ไม่ควรให้กินขนมก่อนมื้ออาหาร เพราะนอกจากจะทำให้ลูกอิ่มก่อนจะได้กินอาหารมื้อหลักแล้ว ยังทำให้ติดนิสัยต้องกินขนมก่อนกินข้าวด้วย และทำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้น้อยลง
ไม่ตักอาหารในจานมากจนเกินไป เพราะบางทีแค่เด็กเห็นอาหารเยอะๆ พูนจาน ก็ทำให้เกิดอาการไม่อยากกินขึ้นมา ถ้าลูกเป็นเด็กกินน้อย คุณแม่ต้องค่อยๆ ตักอาหารทีละนิด ให้เขารู้สึกว่าที่กินไปไม่ได้เยอะอะไรเลย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจะดีกว่า อ่านเพิ่มเติม

ฝึก พัฒนาการ ให้ลูกน้อยของคุณ

เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแล้วเขามี พัฒนาการ ที่ดี ยิ่งถ้าเขามี พัฒนาการ ล้ำเกินอายุด้วยแล้ว รับรองว่าคุณแม่เป็นปลื้มไปอีกนาน ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรามีเทคนิคเลี้ยงลูกง่ายๆ ที่คุณแม่ทุกคนทำได้มาฝากกัน

หัดให้ลูกช่วยเหลือพ่อแม่บ้าง การเป็นลูกก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องคอยช่วยเหลือเขาทุกเรื่องไป ถ้าอยากฝึกให้ลูกมีพัฒนาการเร็วกว่าปกตินิดหน่อย ให้ลูกรู้สึกว่าแม้เขาเป็นเด็กก็สามารถช่วยเหลือพ่อแม่ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ เช่น บางเรื่องคุณพ่อคุณแม่ทำเป็นหมดแรง เหนื่อยเหลือเกิน ให้ลูกช่วยอะไรง่ายๆ เช่น ช่วยทำงานบ้านบางอย่าง เอาขยะไปทิ้ง หยิบไม้ปัดขนไก่ให้แม่หน่อย เรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่ได้ในทุกวัน
อย่ายื่นมือเข้าไปช่วยลูกตลอด ให้เขาได้ลองทำเองดูก่อน ลองให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนไม่ใช่ว่าเอะอะพ่อแม่ก็ยื่นมือเข้าไปช่วย อย่างเวลาที่ลูกทำการบ้าน ถ้าคิดไม่ออกคุณพ่อคุณแม่อาจแนะคำถามเชิงหาคำตอบให้เขาได้ แต่อย่าเพิ่งเฉลยว่าคำตอบนั้นคืออะไร หรือแม้แต่เวลาเล่นของเล่น ต่อจิ๊กซอว์ผิดด้าน ก็ปล่อยให้ลูกทำไปก่อน เดี๋ยวเขาก็จะรู้เองว่าสุดท้ายแล้วจิ๊กซอว์ที่เขาตามหาอยู่คือตัวไหนกันแน่ หรือแม้แต่เวลาที่ลูกผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุม ถ้าเขาบอกแม่ทำให้หน่อย คุณแม่อาจจะติดกระดุมเม็ดแรกให้แต่ที่เหลือก็ต้องให้ลูกหัดเรียนรู้ที่จะทำเองบ้าง ยิ่งติดผิดยิ่งดี เพราะลูกจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ถูกคืออะไร
กิจกรรมนอกบ้านชวนพัฒนาสมองแบบเนียนๆ เด็กๆ หลายคนรู้สึกเบื่อเวลาอยู่บ้าน เลยไม่ค่อยอยากทำอะไรเท่าไหร่ การชวนลูกออกไปเปิดโลกกว้างข้างนอกจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นและตื่นตัว ลูกจะรู้สึกอยากทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้นเวลาได้เห็นสิ่งใหม่ๆ เช่น เช่าจักรยานที่สวนสาธารณะแล้วขี่เล่นกัน แม้แต่การออกกำลังกาย ไปเที่ยวสวนสัตว์ ทุกอย่าง คือโลกกว้างใบใหม่ที่ทำให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
ให้ลูกลองจดไดอารี่ประจำวัน เป็นอีกหนึ่งวิธีเรียนรู้พัฒนาการ ทั้งฝึกการเขียน การลำดับความคิดความจำของเขา และยังได้เรียนรู้ลูกในมุมมองของเด็กๆ ด้วย บางครั้งเราจะได้รับรู้ความคิดของเด็กๆ ที่พ่อแม่อาจคิดไม่ถึงผ่านไดอารี่ประจำวันนี้เอง เป็นการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันทั้งพ่อ แม่ และลูก
นอนหลับให้เพียงพอ เชื่อหรือไม่ว่าการให้เด็กๆ นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมงจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้น อย่ามัวแต่อัดกิจกรรมให้ลูกทำเพราะคิดว่าจะทำให้ลูกมีพัฒนาการล้ำเกินอายุอย่างเดียว การพักผ่อนก็สำคัญเช่นกัน

ปล่อยให้ลูกทำอะไรอิสระบ้าง ถ้าลูกโตพอที่จะหยิบจับทำอะไรเองได้บ้าง คุณพ่อ คุณแม่อาจมอบหมายกิจกรรมบางอย่างให้เขาทำ เช่น ให้กล้องถ่ายรูปเล็กๆ สักหนึ่งตัว ให้ลูกถ่ายรูปอะไรก็ได้ที่เขาอยากถ่าย หมดวันก็มาดูกันว่าเวลาที่ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ แม้แต่เรื่องการถ่ายรูป ลูกมีพัฒนาการอย่างไร ใครจะรู้ว่าเราอาจค้นพบพรสวรรค์น้อยๆ ที่อยู่ในตัวลูกจากเรื่องง่ายๆ รอบตัวนี้ก็เป็นได้
คำชม คือกำลังใจสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาการล้ำกว่าใคร เวลาที่เขาทำอะไรได้ดี คุณพ่อ คุณแม่อย่าลืมให้กำลังใจลูกเสมอ เช่น ปรบมือ ยิ้มแย้มในความสำเร็จที่ถึงแม้จะเล็กน้อย หรือกล่าวชมเขาบ้าง กำลังใจลักษณะนี้จะยิ่งเป็นแรงผลักดันที่ดีให้ลูกอยากลุกขึ้นมาทำอะไรให้สำเร็จอีกในอนาคตอันใกล้ และทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง ทำให้เขาไม่กลัวแม้ว่าจะต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน
ให้เขาทำอะไรซ้ำๆ หากคุณดูแววแล้วว่าลูกอาจจะเป็นเด็กขี้ลืม ยังจดจำอะไรที่เราสอนในช่วงแรกๆ ไม่ได้ อย่าไปดุเขา เพราะยิ่งจะทำให้ลูกกลัวและอาจต่อต้านในที่สุด วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือ ให้ลูกทำอะไรซ้ำๆ เพื่อทบทวนความจำ หรือช่วยย้ำพัฒนาการด้านนั้นให้ลูกได้ โดยที่เขาไม่รู้สึกต่อต้าน แต่ต้องเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจะดีที่สุด อ่านเพิ่มเติม

4 วิธีแก้อาการ ปวดหัว ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ปวดหัว อาการที่เกิดขึ้นบ่อยกับคนวัยทำงาน จนแทบจะเป็นกิจวัตรไปแล้ว ปวดหัวเมื่อใดหลายๆ คนก็มักจะคว้าหายาแก้ปวดมารับประทานตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เราไม่ควรรับประยาแก้ปวดพร่ำเพื่อ ควรหยุดพฤติกรรมรับประทานยาแก้ปวดบ่อยๆ ได้แล้ว เพราะนอกจากจะทำให้ตับพังไม่รู้ตัว ยังเป็นการแก้ที่ปลายเหตุอีกด้วย

เช็คลิสท์เบื้องต้นก่อนว่าปวดศีรษะนั้นไม่ใช่โรคร้ายแรง
• ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
• ตาไม่พร่ามัว มองไม่เบลอ
• ไม่มีอาการแขนขาอ่อนแรง
• อาการปวดหัวแต่ละครั้งไม่ได้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ถ้าเช็คตัวเองเบื้องต้นแล้วมั่นใจว่า สาเหตุอาการปวดหัวนั้น ไม่ใช่อาการของโรคทางหลอดเลือดสมอง หรือเนื้องอกสมอง แต่เป็นเพียงปวดศีรษะจากความเครียด ออฟฟิศซินโดรม หรือพักผ่อนไม่เพียงพอทั่วๆ ไป ควรหยุดความคิดที่จะกินยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ แล้วหันมาลองแก้อาการปวดหัวด้วยตัวเองก่อน
1. นวดกดจุด และยืดกล้ามเนื้อ ถ้าอาการปวดหัวที่เป็น มีอาการตึงของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ร่วมด้วย ก็เป็นได้ว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดจากการทำงานหนักของกล้ามเนื้อคอ และบ่า ให้ลองนวดกดตรงกล้ามเนื้อบริเวณที่เรียกว่า Trapezius คือช่วงบ่า และ ไหล่ นวดกดไว้จนกล้ามเนื้อมัดที่จับเป็นก้อนเริ่มคลายตัว หลังจากนั้นให้ยืดกล้ามเนื้อคอ โดยใช้มือขวาดึงศีรษะเอียงไปด้านขวาค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง อาการปวดหัวจะผ่อนคลายลง
2. เติมน้ำให้ร่างกาย คนที่ปวดศีรษะเป็นประจำ ควรสังเกตตัวเองว่า เป็นคนไม่ค่อยดื่มน้ำหรือเปล่า การที่ร่างกายขาดน้ำคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดศีรษะ ให้ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น หรือเมื่อมีอาการปวดหัว จะดื่มเป็นน้ำมะนาวใส่น้ำผึ้งนิดหน่อย หรือน้ำขิงอุ่นๆ หรืออาจจะเป็นชาเปปเปอร์มิ้นท์ ที่มีกลิ่นที่ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะลงได้

3. ออกกำลังกาย การขยับร่างกาย แม้เพียงเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง และยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ที่เป็นสารบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติในร่างกาย เมื่อไหร่ที่เริ่มมีอาการปวดหัวแบบเดิมๆ ลองวิ่งเหยาะๆ หรือออกกำลังกายด้วยท่าง่ายๆ อยู่กับที่สัก 15 นาที รับรองว่าอาการปวดหัวจะดีขึ้น อ่านเพิ่มเติม

เตรียมตัวให้พร้อม…เลือก คลอด แบบที่ใช่ พ่อเเม่เเฮปปี้

เพราะยิ่งช่วงเวลาใกล้ คลอด สำหรับว่าที่คุณแม่หลายท่าน ส่วนใหญ่จะมีความกังวลในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการ คลอด สุขภาพ และการเตรียมของไปคลอดที่โรงพยาบาล ซึ่งไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ควรเตรียมอะไรก่อนหรือหลัง และทำอะไรก่อนดี หากคุณเป็นหนึ่งในนั้นก็ไม่ต้องเครียดไป นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรเตรียมก่อนคลอด
เตรียมร่างกายให้พร้อม..!!
ควรตรวจเช็คสุขภาพครรภ์ตามที่คุณหมอนัดทุกครั้ง โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายก่อนถึงกำหนดคลอด เพื่อตรวจดูความพร้อมของร่างกายคุณแม่และความพร้อมของทารกในครรภ์ว่าหัวของทารกเคลื่อนกลับลงมารออยู่ที่อุ้งเชิงกรานหรือยัง ในบางกรณีที่ท่าขอทารกผิดปกติอาจไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ จะต้องใช้การผ่าคลอดเข้ามาช่วยเพื่อความปลอดภัยของทารกในตามจุดมุ่งหมายของการคลอด คือ ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย
เตรียมของให้พร้อม..!!
เอกสารสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวผู้ป่วย, บัตรประกันสุขภาพ, บัตรทอง, ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนทั้งของคุณแม่และคุณพ่อ รวมถึงบันทึกการตั้งครรภ์หรือสมุดบันทึกพัฒนาการทารกด้วย
ใบฝากครรภ์ เพราะจะมีประวัติการตรวจร่างกายความเสี่ยงต่างๆ ที่คุณแม่มี แผนการต่างๆ ที่คุณหมอได้วางไว้ หรือประวัติการตรวจโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ประวัติการตรวจโรคเบาหวาน โรคธาลัสซีเมียระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงน้ำหนักตัวของคุณแม่ ขนาดมดลูก และการดิ้นของลูกในครรภ์ เป็นต้น
ของใช้จำเป็นสำหรับคุณแม่และของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู เสื้อผ้าที่เปิดปิดได้ง่าย ยกทรงสำหรับให้นมลูก ผ้าอ้อม เสื้อผ้าสำหรับลูก ถุงมือ ถุงเท้า หรือผ้าห่มไว้ห่อตัวลูก เป็นต้น
เลือกคลอดแบบไหน..!!
คุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกในการคลอด วิธีการดูแลขณะคลอดเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณแม่คลายความกังวล สามารถเตรียมตัวสำหรับการคลอดได้อย่างมั่นใจด้วยการเตรียมพร้อมของทางโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมให้บริการห้องคลอดตลอด 24 ชั่วโมง
การคลอดธรรมชาติ เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ว่าเป็นวิธีการคลอดที่ดีที่สุดในกรณีที่คุณแม่มีร่างกายแข็งแรงและลูกน้อยไม่มีความผิดปกติใดๆ เนื่องจากไม่ต้องเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อ และการคลอดผ่านทางช่องคลอดจะช่วยรีดน้ำคร่ำที่อยู่ในปอดของลูกออกมาจนหมด ทำให้ปอดขยายตัวได้ดี อ่านเพิ่มเติม

โรคเยื่อบุตา อักเสบจากภูมิแพ้

หลายคนอาจคิดว่า โรคเยื่อบุตา อักเสบจากภูมิแพ้ ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง ส่วนมากเกิดจากอาการคัน เคือง บวมจากสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ เมื่อทานยาหรือหยอดตา อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจะหายไปชั่วคราว แต่ถ้าหากขาดการรักษาที่ถูกต้องในระยะยาว อาจทำให้เกิดความผิดปกติที่คาดไม่ถึงได้

รู้จักโรคให้มากขึ้น…!!!
โรคเยื่อบุตา อักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่แพ้ ส่วนมากจะเกิดการอักเสบที่บริเวณเยื่อบุตาขาว ซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 – 10 ที่มีอาการเฉพาะที่ตาเท่านั้น โดยเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่

แพ้ร่วมกับอาการแพ้ทางจมูก พบว่าร้อยละ 10 – 20 ของประชากรทั่วไป ส่วนใหญ่มีอาการร่วมกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ที่เรียกรวมกันว่า Allergic rhinoconjunctivitis
แพ้ตามฤดูกาล อาการผิดปกติมักเกิดขึ้นตามสภาพอากาศ มักเกิดซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาเดิมของแต่ละเดือน
แพ้สารต่างๆ เช่น ไรฝุ่น อาหาร เกสรดอกไม้ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ขนตุ๊กตา เครื่องสำอาง ขนสัตว์ เป็นต้น
หากคุณมีอาการเหล่านี้…!!!

อาการคันตา เคืองตา
ตาแดง ตาบวมแดง จะเกิดขึ้นที่ตาสองข้างพร้อมๆกัน ต่างจากการติดเชื้อที่เกิดที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยลามมาอีกข้าง โดยมีอาการเกิดร่วมกันอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก
เยื่อบุตาค่อนข้างสีซีดและบวม บางครั้งมีสีขุ่นหรือมีสีชมพูเรื่อๆ มีน้ำตาไหลใสๆ อาจพบมีบวมที่หนังตาบนและล่าง บริเวณใต้ตาล่างมักมีสีคล้ำจากการคั่งของเลือด ที่เรียกว่า Allergic shiner
การตรวจวินิจฉัย…!!!

การซักประวัติ จะมีการสอบถามประวัติภูมิแพ้ของคนในครอบครัว
การตรวจตา
การทดสอบทางผิวหนัง (Skin prick test) สามารถบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ โดยมากเป็นสาเหตุเดียวกับที่ทำให้เกิดอาการของจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
รักษาภูมิแพ้…!!! อ่านเพิ่มเติม

วิตามินบำบัดเสริมภูมิคุ้มกัน (Vitamin Immune Booster)

วิตามินบำบัดเสริมภูมิคุ้มกัน คือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่ายกายเพราะว่าการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ต้องเผชิญทั้ง ฝุ่น มลภาวะ และสารพิษต่างๆ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย เราจึงต้องสร้างเกราะป้องกันให้กับร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

รู้จัก Vitamin Immune Booster คือ อะไร ?
วิตามินบำบัดเสริมภูมิคุ้มกัน คือ วิตามินที่จะช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้อง Vitamin Immune Booster

ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการภูมิแพ้จะลดลง และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ได้น้อยลงอีกด้วย

เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลียง่าย
ช่วยลดความตึงเครียด
ช่วยชะลอวัย ให้ผิวพรรณสดใส แลดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น

เหมาะสำหรับใคร…?

ผู้ที่อยากเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้เรื้อรัง เช่น เป็นหวัด คัดจมูก ไอจามบ่อย
การรับวิตามิน

การรับวิตามิน

Vitamin Immune Booster เป็นการให้วิตามินที่มีความเข้มข้นทางเส้นเลือด หรือหลอดเลือด (IV Drip) เพื่อให้ร่างกายดูดซึมวิตามินไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายเหมือนการรับประทาน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านได้ แพทย์จะแนะนำตามความเหมาะสม สามารถทำได้ 3 ครั้ง / สัปดาห์ อ่านเพิ่มเติม

เตือนภัยฤดูฝนกับผื่นแพ้จาก แมงกะพรุน

ผื่นแพ้ จาก “ แมงกะพรุน ” อาการนี้เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูฝน !! เพราะการระบาดของแมงกะพรุนมีพิษจะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องโดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่โดนพิษของแมงกะพรุน มาจากการลงเล่นน้ำทะเล โดยจะมีอาการข้างเคียงคือ มีผื่น เป็นลักษณะผื่นแดง คล้ายๆ เส้นหนวด แมงกะพรุน บางกรณีที่มีอาการรุนแรงแรง จะเป็นตุ่มไหม้ หรือตุ่มน้ำพอง วันนี้เรามาทำความรู้จัก แมงกะพรุน พิษร้ายที่ไม่ธรรมดาจากใต้ท้องทะเลกัน

ทำความรู้จักกับ…แมงกะพรุน
แมงกะพรุน สัตว์น้ำจากใต้ท้องทะเล ไม่มีกระดูกสันหลัง มีลักษณะคล้ายร่มหรือระฆังคว่ำ มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ 94-98% ลำตัวจึงมีลักษณะอ่อนนิ่ม โปร่งแสง จึงทำให้สังเกตได้ยากเวลาอยู่ในน้ำ

พิษของ แมงกะพรุน !!
แมงกะพรุน จะมีกระเปาะพิษขนาดเล็กอยู่ตามหนวด หากมีการสัมผัสโดน พิษจะเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม และมีผื่นแดง

อาการเป็นอย่างไร ?
โดยทั่วไปมักจะมีอาการ ปวดแสบปวดร้อน บริเวณผิวหนัง ในระยะเวลา 1 ชั่วโมงแรก และจะคันตามผิวหนังหรือมีร่องรอยของหนวดแมงกะพรุนอยู่บนผิวหนัง บางรายอาจเกิดอาการจุกอก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก รุนแรงถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้ อ่านเพิ่มเติม

ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำกินได้ไหม? ประโยชน์ของ กะหล่ำปลี มีคุณค่ามากกว่าที่คิด

กะหล่ำปลี เป็นผักอีกชนิดที่มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น กะหล่ำปลี สีเขียวหรือสีม่วง แต่สำหรับคนที่มีภาวะไทรยอด์ฮอร์โมนต่ำก่อนรับประทานควรทำให้สุกก่อน ในบทความนี้เราจะมาบอกถึงข้อดีของผักชนิดนี้กัน

ประโยชน์ของ กะหล่ำปลี สีเขียว-สีม่วง
กะหล่ำปลี มีกรดทาทาริก (Tartaric acid) เมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยลดการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นไขมันสะสม ทำให้ช่วยลดน้ำหนักในทางอ้อมได้
ประโยชน์เด่น ๆ ของ กะหล่ำปลีสีเขียว
มีวิตามินเคมากกว่ากะหล่ำปลีม่วง 2 เท่า เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด ป้องกันภาวะเลือดไหลมากจนเกินไป
มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ข่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
มีสารต้านอนุมูลอิสระแอนโทไซยานินมากกว่ากะหล่ำปลีสีเขียว ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคระบบหัวใจหลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน
ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เช่น หยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ได้ อ่านเพิ่มเติม

7 ผักช่วยเจริญอาหาร แก้อาการ เบื่ออาหาร ได้อย่างเห็นผล

ผักที่มีรสขมบางคนอาจจะไม่ชอบแต่ความขมกลับช่วยทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งพืชผักสมุนไพรเหล่านี้ยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคต่างๆได้ และนี่คือ 7 ผักช่วยเจริญอาหาร ใคร เบื่ออาหาร มาทางนี้เลยรับรองไม่เบื่ออาหารอีกต่อไป

พริกหวาน
แค่กินพริกหวานก็สามารถแก้อาการเบื่ออาหารได้ แล้วยังไปช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานดีขึ้นและยังช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย

มะระ
มะระเป็นผักมีฤทธิ์เย็น จึงช่วยขับพิษร้อนออกจากร่างกายได้ดี ฟอกเลือด บำรุงตับ ทั้งยังเป็นยาช่วยให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้นอีก รสขมของมะระจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารและยังช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น

มะระขี้นก
มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการเบื่ออาหาร รสขมเกิดจากสารโมมอร์ดิซิน (Momordicin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารและยังช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งรสขมในผลของมะระยังเป็นยาระบายอ่อนๆ อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget