เมื่อผู้สูงอายุไม่ยอมทานข้าว ..กลุ้มใจทำอย่างไรดี

ผู้สูงอายุมี ความเปลี่ยนแปลง หลายอย่างในร่างกาย ซึ่งมีผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร อาจทานได้น้อยลง ดังนั้น การจัดเตรียมอาหารโดยดัดแปลงให้เหมาะสม จะช่วยให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้ดีขึ้น และจะช่วยลดปัญหาทางโภชนาการของผู้สูงอายุได้ การดัดแปลงทำได้ง่ายๆ ดังนี้
ดัดแปลงลักษณะอาหาร ความเปลี่ยนของฟันทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนใช้ฟันชุดที่ 3 แล้วก็ตาม ดังนั้น อาหารของผู้สูงอายุจึงต้องทำให้อ่อน นุ่ม เคี้ยวได้ง่าย การหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี่ยวนานๆ เพื่อให้เปื่อย นุ่ม หรืออาจต้องบดให้ละเอียดถ้าจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุรับประทานได้สะดวก
ดัดแปลงรสชาติ อาหารไทยมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด และขม ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต่อมรับรสเปลี่ยนแปลง ทำให้ความชื่นชอบรสชาติเปลี่ยนไปด้วย บางคนชอบอาหารที่มีรสหวานมากขึ้น บางคนชอบรสขมๆ ทั้งที่ในวัยหนุ่มสาวไม่ชอบ ดังนั้น การจัดเตรียมอาหารจึงจำเป็นต้องดัดแปลงรสชาติให้เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจัดอาหารที่มีรสจัด หรือมีเครื่องเทศมากให้แก่ผู้สูงอายุเพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายได้
ดัดแปลงด้านปริมาณ ผู้สูงอายุบางคนเจริญอาหารเหมือนคนทั่วไป แต่ควรควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานด้วย เพื่อป้องกันมิให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ในกรณีที่รับประทานอาหารได้น้อย ควรเพิ่มมื้ออาหาร หรือแบ่งเป็นหลายๆ มื้อในปริมาณไม่มากนักจะช่วยให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการบริโภคนิสัยของผู้สูงอายุแต่ละท่านด้วย
จะเห็นได้ว่า การดัดแปลงอาหารสำหรับผู้สูงอายุทำได้ไม่ยาก อ่านเพิ่มเติม

5 สิ่งต้องระวัง เมื่อผู้สูงอายุที่บ้านนอนติดเตียง

อาการ “ นอนติดเตียง ” สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีสุขภาพร่างกายอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม จนต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียวตลอดเวลาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ บางรายอาจจะพอขยับร่างกายบางส่วนได้บ้างเคลื่อนไหวได้ หรือบางรายอาจไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยมีอาการ นอนติดเตียง มักเกิดจากโรค อุบัติเหตุ รวมถึงจากการผ่าตัดใหญ่ สิ่งที่ตามมาจากภาวะการนอนติดเตียง คือผลข้างเคียงที่นำพาไปสู่การเสียชีวิต เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดแผลกดทับ การขาดอาหารอย่างรุนแรง เป็นต้น ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง จึงจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้อง
เป้าหมายการดูแล ฟื้นฟูผู้ป่วยติดเตียง
ขั้นตอนการดูแลหลักๆ ในกรณีผู้ป่วยนอนติดเตียงมี 3 ข้อ โดยให้ความสำคัญในส่วนของผู้ดูแล เพื่อปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยได้ถูกต้อง
1.เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด ไม่มีแผลกดทับ ลดการติดเชื้อ ลดอาการข้อติด ไม่ขาดสารอาหาร มีความสะอาด การขับถ่ายถูกหลักอนามัย
2.ลดภาระการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในแต่ละครั้ง มีเรื่องค่าใช้จ่ายรวมถึงมีอุปสรรคในการเคลื่อนย้าย
3.ลดภาระของผู้ดูแลให้น้อยที่สุด คือพยายามให้ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุร่วมมือกับผู้ดูแลในการขยับ หรือยกส่วนต่างๆ ของตัวผู้สูงอายุเอง
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง เมื่อผู้สูงอายุนอนติดเตียง
1.แผลกดทับจากการนอนนิ่งๆ เป็นเวลานาน
สาเหตุการเกิดแผลกดทับ คือการที่ผู้ป่วยนอนนานๆ บริเวณที่เป็นปุ่มกระดูกต่างๆ เหล่านี้จะขาดเลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนัง จึงทำให้เซลล์บางตัวตายจนเป็นแผลไปเรื่อยๆ สามารถเกิดขึ้นได้หลายจุด เช่น ท้ายทอย สะบัก ศอก สะโพก กระดูกก้นกบ ส้นเท้า เป็นต้น ในระยะแรกอาจเกิดอาการลอกแค่ที่ผิว แต่พอนานวันเข้าก็อาจจะลอกไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรืออาจจะถึงชั้นกระดูก และเมื่อร่างกายปราศจากผิวหนังซึ่งทำหน้าที่ปกคลุมเเล้ว โอกาสเกิดการติดเชื้อจึงมีมากขึ้น และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้
การป้องกัน และหลีกเลี่ยงการเกิดแผลกดทับ ผู้ป่วยนอนติดเตียงที่ไม่สามารถพลิกตัวเองได้เองจึงเป็นหน้าที่ของผู้ดูแล ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุกๆ 2 ชั่วโมง พร้อมเปลี่ยนท่าในการนอนใหม่ เช่น นอนหงาย นอนตะแคงสลับกันไป หลีกเลี่ยงความยับย่นของเสื้อผ้า โดยประเมินจากสภาพผิวหนัง และการทำความสะอาดผิวหนัง ไม่ควรให้เปียกชื้น ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกดทับ เช่น ฟองน้ำ ที่นอนลม หมอนผ้านุ่มๆ เจลรองปุ่มกระดูก
2.ภาวะกลืนลำบาก
สาเหตุของภาวะกลืนลําบากที่พบได้บ่อย คือความผิดปกติทางช่องปาก และคอหอยในผู้สูงอายุ คือโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม ซึ่งภาวะกลืนลำบาก มีความเสี่ยงต่อการลำลักในขณะรับประทานอาหาร อาจทำให้ปอดเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ เพราะเศษอาหารหลุดเข้าไปที่หลอดลม และที่แย่ไปกว่านั้น คือเศษอาหารชิ้นใหญ่อาจเข้าไปอุดหลอดลมได้ ดังนั้น ผู้ดูแลควรปรับเตียง 45-90 องศา จับลุก นั่งบนเตียง โดยใช้หมอนช่วยดันหลังให้ทรงตัว นอกจากนี้ ควรปรับอาหารให้เหมาะสม
การปรับอาหาร (Dietary modification) เป็นวิธีการรักษาที่มีความสําคัญ อาจเริ่มจากการให้อาหารข้น แต่ในปริมาณน้อยก่อน เช่น โจ๊กปั่น เพื่อดูว่าผู้ป่วยที่นอนติดเตียงสามารถกลืนได้หรือไม่ รวมถึงไม่รีบป้อนอาหาร ควรก้มคอกลืนอาหารที่ป้อน ห้ามแหงนคอไปข้างหลัง และหยุดป้อน หากมีอาการสำลักทันที
3.ความสะอาด
การชำระล้างร่างกาย และการขับถ่าย เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ดูแลไม่ควรละเลย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปภายในร่างกาย เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้น ผู้ดูแลควรเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะให้ผู้ป่วยเป็นประจำทุก 2 – 4 สัปดาห์ และทำความสะอาดสายด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ทุกครั้ง หากพบว่าปัสสาวะของผู้ป่วยมีสีขุ่น ข้น หรือปัสสาวะไม่ออก ควรรีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หมั่นดูแลความสะอาดในการขับถ่าย เพื่อป้องกันการรับเชื้อต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งการดูแลช่องปาก และฟัน
การดูแลสุขภาพช่องปาก (oral hygiene) มีส่วนสําคัญสําหรับการรักษาภาวะอาการกลืนลําบากซึ่งมักถูกมองข้าม การดูแลสุขภาพช่องปากจะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสําลัก ทําได้โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อลดอาการปากแห้ง ผู้ที่บ้วนปากไม่ได้ควรเช็ดทําความสะอาดช่องปากและลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างภายในช่องปากออกให้หมด รวมถึงเฝ้าระวังการเกิดเชื้อราในช่องปาก เป็นต้น
สภาพแวดล้อมของห้องนอน ควรจัดให้เหมาะสมกับการใช้งาน สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทำความสะอาดให้อากาศถ่ายเทอยู่เสมอ อ่านเพิ่มเติม

หมากรุกฝึกสมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์

“ภาวะสมองเสื่อม” เป็นโรคเรื้อรังที่พบมากในผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มอาการจากความผิดปกติในการทำงานของสมองด้านความคิดและสติปัญญา ภาวะสมองเสื่อมมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทในสมอง และความผิดปกติจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ส่งผลให้สมองทำหน้าที่ผิดปกติ และผลจากภาวะ สมองเสื่อม ทำให้มีอาการความจำเสื่อมเป็นอาการเด่น มีอาการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ และอารมณ์ โดยอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกิจกรรม“การบริหารสมอง” อย่างการเล่นหมากรุก ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้
หมากรุก กิจกรรมฝึกบริหารสมอง
หมากรุก เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่มีผู้เล่นจำนวนมาก นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกที่ ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องใช้ไหวพริบ สมาธิ และความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ เพราะคนที่เล่นหมากรุกจะไม่วางแผนด้านเดียว จะต้องระมัดระวังการเดินของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะเดินหมากแต่ละตัวด้วย ดังนั้น การเดินหมากแต่ละครั้งต้องคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะการเดินพลาดเพียง 1 ครั้ง อาจทำให้พ่ายแพ้ได้ ด้วยเหตุนี้ การเล่นหมากรุกถือเป็นกีฬาบริหารสมองชนิดหนึ่ง หากฝึกบริหารสมองอย่างสม่ำเสมอสามารถป้องกันสมองเสื่อมได้
6 ประโยชน์ แนะนำลูกหลานเล่นหมากรุกกับผู้สูงวัย
1.ได้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว สร้างความผูกพัน และความเข้าใจที่ดีต่อกัน
2.ช่วยฝึกสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ ป้องกันโรคทางสมอง
3.ช่วยคลายเครียด ทำให้ไม่คิดฟุ้งซ่าน
4.คลายเหงา ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า
5.ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้ใจเย็น คิดอย่างเป็นระบบ
6. รู้จักแพ้ รู้จักชนะ และการปล่อยวาง จากเกมหมากรุกที่เล่น
กรณีที่บางครอบครัวเล่นหมากรุกไม่เป็น อาจเลือกกิจกรรมอื่นที่คล้ายๆ กัน เช่น หมากล้อม หมากฮอส หมากข้าม หรือหมากอื่นๆ เล่นไพ่ เข้ามาเป็นหนึ่งกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานกันได้ทั้งครอบครัวก็ได้เช่นกัน เพราะช่วยพัฒนาสมอง สมาธิ ความนึกคิด และใช้เวลาว่างที่เกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟันด้วยมือซ้าย
นอกจากหมั่นบริหารสมองแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุต้องใส่ใจเรื่องของสุขภาพเป็นพิเศษด้วย เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยแต่ละชนิด ผู้ดูแล หรือคนในครอบครัวควรให้ความสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องของสุขภาพร่างกาย อาหารที่มีโภชนาการสูง งดเหล้า และบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี หรือหากมีโรคประจำตัวเดิมอยู่ต้องรับประทานยา และติดตามผลตามแผนการรักษาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มมีอาการหลงลืมมากผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจ และรักษาทันที
แนวทางป้องกัน “ภาวะสมองเสื่อม” ในผู้สูงอายุ
ภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป พบในหญิงมากกว่าชาย เป็นการสูญเสียความสามารถทางสมอง โดยเฉพาะความจำระยะสั้นที่เสียไป รวมถึงความเฉลียวฉลาด การใช้ภาษา เหตุผล การคิด การตัดสินใจ อาจมีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ คือการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ ด้วยวิธีดังนี้
1.ไม่ควรอยู่กับบ้านเฉยๆ ทำกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ เช่น .เล่นกีฬาที่ใช้การฝึกสมอง เช่น หมากรุก หมากฮอสช่วยให้ใจสงบ มีสมาธิ เป็นการปรับร่างกายให้เข้าสู่ภาวะสมดุลและกระตุ้นสมองให้คิดวางแผน ตัดสินใจ ทำให้สมองแข็งแรง ทำงานอย่างสมดุล อ่านเพิ่มเติม

งานอดิเรก กิจกรรมสร้างสุขให้ผู้สูงอายุ

งานอดิเรก เป็นกิจกรรมที่เราทำในเวลาว่าง ช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยว รวมถึงช่วยขจัดความเครียดของจิตใจทางหนี่งสำหรับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นวัยที่ทำกิจกรรมน้อยลง อาจเพราะสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเหมือนวัยอื่นๆ อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุก็ไม่ควรละทิ้งกิจกรรม หรืองานอดิเรกแล้วปล่อยให้ตนเองอยู่เฉยๆ เพราะ งานอดิเรก ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ช่วยสร้างความสุขทางใจ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยคลายเหงา ดังนั้นลูก หลาน ควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำ โดยคำนึงถึงความชอบ ความปลอดภัย และประโยชน์เป็นหลัก

กิจกรรมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
1.กิจกรรมทางสังคม : ผู้สูงอายุ ควรมีกิจกรรมที่ได้พบปะเพื่อนฝูง หรือกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นัดพบปะกับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน แต่ในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่ชอบออกจากบ้าน หรือเพื่อนน้อย แนะนำชักชวนเพื่อนๆ หรือ ญาติ พี่น้อง ลูกหลานแวะเวียนมาหาท่านบ่อยๆ เพื่อคลายความเหงา ช่วยให้ท่านรู้สึกว่าตนเองยังเป็นคนสำคัญ ไม่ได้ถูกละเลย
2.กิจกรรมด้านการพัฒนาสังคม : ได้แก่ จัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาททางสังคม ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น การทำความสะอาดวัด และศาสนสถานในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น วันเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือพัฒนาทำความสะอาดหมู่บ้านที่ตัวผู้สูงอายุพักอาศัย สอนหนังสือ หรือถ่ายทอดความรู้ ความสามารถของท่านให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆ เป็นต้น
3.กิจกรรมอดิเรกตามความถนัด : ลูกหลานควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำสิ่งที่ชอบ และถนัด เช่น งานฝีมือ ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ จัดสวน อ่านหนังสือ ร้องเพลง วาดภาพ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ลดความเครียด และปล่อยวางจากเรื่องราวที่เป็นสาเหตุของความเครียดได้ นอกจากนี้งานอดิเรกอาจช่วยทำให้ระลึกถึงความสุขในอดีตมากยิ่งขึ้น ช่วยฝึกให้ได้พัฒนาสมองอยู่ทุกวัน อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง
4.กิจกรรมท่องเที่ยว : ควรพาผู้สูงอายุออกจากบ้านเพื่อเปิดหูเปิดตาบ้าง ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือความก้าวหน้าทางสังคม อาจจะพาผู้สูงอายุออกมาทานข้าวนอกบ้านสัปดาห์ละครั้ง หรือใช้เวลาพาไปเที่ยวใกล้ๆ บ้าน หรือการไปท่องเที่ยวไกลๆ ตามกำลังครอบครัว ประโยชน์จากการท่องเที่ยวจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี
5. กิจกรรมเสริมสร้างอาชีพ : เป็นการฝึกอบรมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ เพื่อให้ท่านรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง การมีอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ที่เหมาะสมกับวัย นับเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมถึงเป็นการเสริมสร้างรายได้ เช่น ทำอาหารสำเร็จรูป งานฝีมือ ปลูกผักสวนครัว ผลิตภัณฑ์ออแกนิค หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุยังสุขภาพแข็งแรง มีกำลังดี ก็สามารถทำงานในบริษัทที่รับผู้สูงอายุเกษียณแล้วเข้าทำงานได้
6. กิจกรรมออกกำลังกาย : ถึงแม้ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมของร่างกาย ทั้งในส่วนข้อต่อกระดูก หรือปัญหาด้านสายตา แต่ก็ยังจำเป็นต้องออกกำลังกายเพื่อฝึกให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เป็นการชะลอความเสื่อม ลดอาการเจ็บป่วยให้น้อยลง โดยผู้สูงอายุควรออกกำลังกายประเภทวิ่งเหยาะๆ จ๊อกกิ้ง เดินเร็ว หรือแอโรบิค เพื่อการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี อ่านเพิ่มเติม

การให้ฮอร์โมนทดแทนสำหรับวัยทอง

วัยทอง เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวเข้ากับสังคม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการต่างๆ มาก เช่น รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ซึมเศร้า นอนหลับไม่สนิท หงุดหงิด โมโหง่าย หรือตรวจพบความผิดปกติ เช่น กระดูกบาง หรือกระดูกพรุน และมีความจำเป็นจะต้องได้รับฮอร์โมนเพิ่มเติม แพทย์จะพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนตามความเหมาะสมในแต่ละราย
ฮอร์โมนทดแทน คืออะไร?
ฮอร์โมนทดแทน คือการรักษาวัยทองโดยใช้ยากลุ่มฮอร์โมน ในสุภาพสตรีจะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดสกัดจากธรรมชาติ (Bio identical Hormone) ที่มีโครงสร้างเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ซึ่งอาจให้ร่วมกับฮอร์โมนเพศหญิงอีกตัวหนึ่ง คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศตามธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ชนิดที่ได้มาจากธรรมชาติในรูปแบบยารับประทาน นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ในรูปแบบอื่นๆ ได้แก่ ให้ทางผิวหนัง เจล แผ่นแปะ การสอดทางช่องคลอด หรือการพ่นเข้าจมูก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับตับ ระบบทางเดินอาหาร เป็นโรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง ปวดศีรษะแบบไมเกรน ในกรณีของการให้ฮอร์โมนทดแทนในเพศชายก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนในรูปแบบยารับประทานเป็นชนิดยาฉีดเพื่อให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น สบายกายสบายใจ และให้ผลพลอยได้ในเรื่องปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ทั้งนี้ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมีหลายสาเหตุ ไม่ได้มาจากการลดลงของฮอร์โมนเพศเพียงอย่างเดียว
ประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนทดแทน สุภาพสตรี : สามารถช่วยรักษาอาการในวัยหมดระดู โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการทางอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง เยื้อบุของช่องคลอดบางลง ขาดความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นจนเกิดอาการอักเสบ
สุภาพบุรุษ : สามารถช่วยลดปัญหาอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่มี จิตใจ ที่พร้อมจะเริ่มอะไร ความต้องการทางเพศลดลง มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการซึมเศร้า เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ ทำให้ผิวหนังเต่งตึง และชุ่มชื้น ลดอาการผิวหนังอักเสบ ช่วยเพิ่มระดับของความจำ มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก อย่างไรก็ตาม ผลของการได้ฮอร์โมนทดแทนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสุขภาพที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล อ่านเพิ่มเติม

“วัคซีนป้องกัน เชื้อไอพีดี ” วัคซีนแนะนำสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่

เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคไอพีดี เชื้อไอพีดี  (IPD) อย่าง ปอดบวม โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อในกระแสเลือด การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ “การฉีดวัคซีน” พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง แต่เนื่องด้วยเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันโรคไม่มากนัก ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะต้านเชื้อโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะเชื้อร้ายอย่างนิวโมคอคคัส
โรค IPD เชื้อไอพีดี  คืออะไร
“โรคไอพีดี” (IPD, Invasive Pneumococcal Disease) คือโรคติดเชื้อชนิดรุนแรง ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า นิวโมคอคคัส สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบรุนแรง ไปจนถึงทำให้พิการและเสียชีวิตได้ เราสามารถป้องกันร่างกายลูกน้อยจากเชื้อเหล่านี้ได้ด้วยการฉีด วัคซีน IPD ซึ่งไอพีดี ประกอบด้วยโรคสำคัญ 2 โรค ได้แก่ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด บางครั้งอาจรวมถึง โรคปอดบวม ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย การติดเชื้อนิวโมคอคคัสที่ไม่รุนแรงในเบื้องต้นก็ยังอาจก่อให้เกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบ (หูน้ำหนวก) และ โรคไซนัสอักเสบได้ หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เชื้ออาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงหรือสมองได้เช่นกัน
รู้จัก “เชื้อนิวโมคอคคัส”
นิวโมคอคคัส เป็นเชื้อที่พบในโพรงจมูกและลำคอ สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เป็นเชื้อที่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ง่ายคล้ายกับหวัด หากได้รับเชื้อชนิดนี้ตอนที่ร่างกายแข็งแรงดีก็จะไม่แสดงอาการใดๆ แต่หากร่างกายอ่อนแอก็สามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งมีภูมิคุ้มกันน้อย
นิวโมคอคคัส ทำให้เกิดโรคใดบ้าง?
เมื่อร่างกายติดเชื้อนิวโมคอคคัสสามารถทำให้เกิดโรคได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ (โรคหูน้ำหนวก) ปอดบวม ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เสียชีวิตอย่างน้อยปีละ 1 ล้านคนทั่วโลกเลยทีเดียว โดยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ อาการจะมีไข้ ไอ หายใจหอบ ซึ่งในแต่ละปีจะมีเด็กทั่วโลกที่เสียชีวิตจากโรคปอดบวมถึง 2 ล้านคน มากกว่าเอดส์ ไข้มาลาเรีย หรือหัดรวมกันเสียอีก อ่านเพิ่มเติม

ประจำเดือนผิดปกติ…สัญญาณเตือนรีบตรวจ รังไข่ และมดลูก

เพราะการแต่งงานเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของชีวิตโดยเฉพาะสุขภาพภายในอย่างมดลูกและ รังไข่ ที่ไม่ใช้แค่การตรวจคัดกรองทั่วไป แต่เป็น “การตรวจอัลตร้าซาวด์” ซึ่งสามารถวินิจฉัยความผิดปกติของมดลูกและรังไข่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ประจำเดือนที่ว่า “ผิดปกติ” ต้องผิดปกติแบบไหน
เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ การมีประจำเดือนก็จะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ประจำเดือนที่เคยมาเป็นประจำสม่ำเสมอและไม่ได้สร้างอาการปวดท้องหรืออาการใดๆ กลับมีความผิดปกติไป เช่น มามากและนาน มาน้อยเกินไป มากะปริบกะปรอย หรือทำให้ปวดท้องมากกว่าปกติเพิ่มขึ้นทุกๆ เดือน รวมทั้งปวดท้องทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงการมีรอบเดือน หรือมีรอบเดือนแล้วมีลิ่มเลือดปนเป็นก้อนออกมา และเมื่อ “ประจำเดือนผิดปกติ” เมื่อไหร่ ก็ให้สงสัยได้ว่า…อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับมดลูกหรือ รังไข่ ได้ จึงควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้ชำนาญการ
แต่โดยปกติแล้ว ประจำเดือนของแต่ละคนก็จะมีปริมาณและจำนวนวันมาที่ไม่เท่ากันอยู่แล้ว แต่หากประจำเดือนมามากในระดับที่เป็นสัญญาณผิดปกติ ในทางการแพทย์จะพิจารณาดังนี้
ประจำเดือนมามากกว่า 7 วันขึ้นไป
มามากจนทำให้ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ ชั่วโมงหรือบ่อยมากๆ หรือต้องตื่นขึ้นมาเปลี่ยนผ้าอนามัยระหว่างนอนหลับ
ในผู้หญิงที่อายุเข้าเลข 50 หรือใกล้เข้าวัยทอง แต่ประจำเดือนกลับมามากขึ้น ทั้งๆ ที่ควรจะน้อยลง
ดังนั้น หากใครมีประจำเดือนมามากผิดปกติเหมือนใน 3 ข้อที่กล่าวมา รวมถึงปวดประจำเดือนมากขึ้น รอบเดือนมาๆ หายๆ หรือมีตกขาวมาก ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยให้พบว่ามีโรคอะไรแฝงอยู่หรือไม่ จะได้รักษาให้ถูกทาง
วิธีตรวจหาโรคจากการที่ “ประจำเดือนผิดปกติ”
การตรวจภายใน
คือตรวจดูช่องคลอด ปากมดลูกด้วยการคลำหรือส่องกล้องว่ามีก้อน แผล หรือติ่งเนื้อหรือไม่ ร่วมกับการเก็บเซลล์จากปากมดลูกเพื่อนำมาเพาะหาการติดเชื้อหรือการอักเสบ ตลอดจนคลำตรวจขนาดของมดลูกและรังไข่ ตรวจด้วยการกดแล้วสังเกตอาการว่าเจ็บหรือไม่ หรือพบก้อนแปลกปลอมหรือเปล่า
การอัลตราซาวด์
เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว หากพบความผิดปกติที่มดลูกหรือรังไข่ การอัลตราซาวนด์ทั้งทางหน้าท้องและทางช่องคลอดจะช่วยให้พบโรคและช่วยให้วินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น
อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นสัญญาณเตือนโรคอะไรได้บ้าง?
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์
โดยมากจะพบว่ามีการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงและมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน หรือมีอาการปวดและเจ็บลึกๆ ที่ช่องคลอดหรือท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากตรวจแล้วพบโรค ก็สามารถทำการรักษาได้
การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์
ปกติแล้ว จะเลือกรักษาจาก 2 วิธีหลักๆ คือ
การรักษาด้วยยา การใช้ยา ก็เพื่อยับยั้งการทำงานของรังไข่ ซึ่งอาจทำให้ไม่มีประจำเดือน หรือลดอาการปวดขณะมีประจำเดือน ผลการรักษาด้วยวิธีนี้มักขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละคน โดยการใช้ยาจะมีการติดตามและประเมินอาการเป็นระยะๆ จากแพทย์ ถ้าการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล แพทย์จะแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดต่อไป
การผ่าตัด จะเป็นการผ่าตัดเพื่อนำถุงช็อกโกแลตซีสต์ออก ซึ่งเป็นทั้งการรักษาและสามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ด้วย ซึ่งในปัจจุบันผู้ป่วยมักนิยมการผ่าตัด 2 วิธีนี้ คือ การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง ซึ่งการผ่าตัดผ่านกล้องจะช่วยลดปัญหาการเกิดพังผืด แผลเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า และผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
เนื้องอกมดลูก
โดยมากพบว่า มีประจำเดือนมามากและนาน หรือมีลิ่มเลือดปนเป็นก้อน ปวดประจำเดือนมากขึ้น หรือในบางครั้งอาจมีอาการปวดคล้ายปวดประจำเดือน ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงการมีประจำเดือน ซึ่งก้อนเนื้องอกอาจเติบโตไปกดทับอวัยวะใกล้เคียงทำให้มีอาการแทรกซ้อนหรือเป็นโรคอื่นๆ ตามมาได้ อ่านเพิ่มเติม

ตัวเลขในผลตรวจสุขภาพ..บอกอะไรบ้าง

หลายครั้งที่ไป ตรวจสุขภาพ เรามักจะพบกับคำศัพท์ที่ยากจะเข้าใจ ตัวย่อของการตรวจวัดค่าต่างๆในร่างกายรวมถึงตัวเลขที่ดูเหมือนว่าคุณหมอเท่านั้นที่รู้ความหมาย หลังจากที่ได้รับการอธิบายจากคุณหมอแล้วก็ถึงจะเข้าใจ พอกลับบ้านก็รู้สึกยังจำไม่ค่อยได้เลยว่าตัวเลขเท่านี้ดีหรือไม่ ค่าปกติควรได้เท่าไร สรุปแล้วร่างกายเราปกติหรือไม่ เพราะนั้นการเข้าใจผลตรวจสุขภาพพื้นฐานจึงเป็นสิ่งที่เราควรรู้เมื่อไปตรวจสุขภาพ

พื้นฐานการตรวจร่างกายของโปรแกรมตรวจสุขภาพมีอะไรบ้าง
พื้นฐานการตรวจสุขภาพของทุกโรงพยาบาลนอกจากการวัดความดัน วัดส่วนสูง น้ำหนักแล้วการตรวจวัดค่าพื้นฐานความปกติในร่างกาย หรือการตรวจสารเคมีในเลือดที่จำเป็นจะเริ่มจากการตรวจหมู่เลือด ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจระดับไขมันในเลือดตรวจ การทำงานของตับ ตรวจการทำงานของไต ตรวจปัสสาวะ ตรวจกรดยูริกในเลือดเป็นต้น

ตัวเลขของการตรวจสุขภาพบอกอะไรเราได้บ้าง
ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เป็นการตรวจนับปริมาณ ปริมาตร และรูปร่างของเม็ดเลือดแดงเพื่อบอกว่าเรามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ คือ ค่าฮีโมโกลบินของผู้ชายจะอยู่ที่ 13 -18 กรัมต่อเดซิลิตร และของผู้หญิง12-16 กรัมต่อเดซิลิตร หากมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ ก็ควรหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เป็นการคัดกรองภาวะโรคเบาหวาน โดยที่ระดับกลูโคสไม่ควรเกิน 100 หากค่าสูงกว่า นั่นคือกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน แต่ก็ยังมีการตรวจเพื่อความแม่นยำที่มากขึ้น คือการดูค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม คือซึ่งเป็นการดูระดับน้ำตาลตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากขึ้น

ตรวจระดับไขมันในเลือด เป็นการตรวจหา คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดโดยซึ่งคือการหา ไขมันดี และไขมันไม่ดี ถ้าหากพบว่าค่าสูงกว่าเกณฑ์ปกติอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคระบบหลอดเลือดหัวใจได้

การตรวจการทำงานของตับ เป็นการตรวจหาเอนไซม์การทำงานของตับ SGOT และ SGPT ซึ่งสามารถบอกได้ว่าตับอยู่ในภาวะที่ทำงานปกติหรือไม่ นอกจากนี้สามารถตรวจถึง ภาวะที่ตับเกิดการอุดตัน (Alkaline phosphatase) จากสาเหตุอะไรบางอย่างได้ด้วย

การตรวจการทำงานของไต เป็นการวัดระดับปริมาณของเสียในร่างกาย BUN Creatinine ถ้าค่าระดับสูงกว่าปกตินั่นคือควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม อ่านเพิ่มเติม

TYTOCARE ชุดตรวจสุขภาพอุ่นใจ อยู่ไหนก็รักษาได้

TYTOCARE ชุดตรวจสุขภาพอุ่นใจ อยู่ไหนก็รักษาได้
TytoCare นวัตกรรมชุดตรวจสุขภาพเบื้องต้น เชื่อมต่อการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ได้ทุกที่
TytoCare เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจร่างกายเบื้องต้นและปรึกษาแพทย์ออนไลน์ที่ได้รับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย โดยสามารถตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเทอโมมิเตอร์อินฟาเรด และยังสามารถตรวจปอดและหัวใจด้วยระบบเสียงและการส่งข้อมูลเสียง ตลอดจนหู ช่องคอ และผิวหนัง ด้วยระบบรูปภาพและวีดีโอคอล เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยผ่านออนไลน์ได้ทันที
ซึ่งทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ ได้นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับคนไข้ที่ใช้บริการ Paolo@HOME ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของคนไข้ส่งถึงแพทย์แบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการให้บริการให้กับคนไข้ปรึกษาแพทย์ออนไลน์เหมือนมารับบริการจริงที่โรงพยาบาล
● TytoCare เหมาะสำหรับใคร ?
● การตรวจและการส่งผลออนไลน์
● ขั้นตอนการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ด้วย TytoCare

TytoCare เหมาะสำหรับใคร ?
เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงได้มีการจัดหาอุปกรณ์ TytoCare ให้กับแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และโรงพยาบาลในเครือ BDMS ในการตรวจร่างกายผู้ป่วยเบื้องต้น ได้นำมาใช้ในการบริการตรวจสุขภาพนอกสถานที่และปรึกษาแพทย์ออนไลน์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรักษาและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติม

ตกขาวที่ไม่ขาว ทำอย่างไรดี?

ตกขาว (Leucorrhea) คือ สิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งจากตัวมดลูกเอง ลักษณะของตกขาวปกติ คือ ตกขาวจะมีลักษณะตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และรอบเดือน ขึ้นกับปริมาณของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตโรน (Progesterone) ลักษณะเป็นเมือกขาว ใส ไม่มีสี หรือเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่นเหม็น ปริมาณไม่มาก และไม่ก่ออาการคัน ตกขาวปกติจะพบมากได้ในช่วงกลางของรอบประจำเดือนหรือขณะตั้งครรภ์ และจะมีการหลั่งของเมือกในช่องคลอดมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์
ทำไมตกขาวถึงไม่เป็นสีขาว?
ตกขาวสีเขียว เป็นเพราะช่องคลอดเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรค เช่น โรคหนองใน ลักษณะของอาการที่สังเกตได้เบื้องต้น คือ ตกขาวจะมีลักษณะสีเขียว บางครั้งก็อาจจะมีสีเหลืองปนเขียว มีกลิ่นเหม็นคาวปลา บางรายอาจจะมีอาการคัน และปวดแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย
ตกขาวสีเหลือง พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ จะมีทั้งแบบสีเหลืองเข้ม และแบบสีเหลืองใสๆ อาจมาจากหลายสาเหตุ อาทิ
ติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการตกขาวที่มีสีเหลืองขุ่น มีกลิ่นคาวปลา และคัน
ติดเชื้อจากโรคหนองใน
ติดเชื้อรา
ติดเชื้อไวรัส
ติดเชื้อจากพยาธิในช่องคลอด
สาเหตุเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการตกขาวที่มีสีเหลืองขุ่น มีกลิ่นคาวปลา และคัน ปวดแสบขณะปัสสาวะหากเป็นสาเหตุจากเชื้อรา บางรายอาจจะมีอาการคันลามไปถึงบริเวณขาหนีบได้ แต่หากเกิดจากเชื้อไวรัสจะมีตุ่มใสๆ ขนาดเล็ก หากแตกออกก็จะกลายเป็นแผล และแสบคัน
ตกขาวสีชมพู พบได้ในหญิงหลังคลอด เนื่องจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก
ตกขาวเป็นก้อนหนา อาจเกิดจากการติดเชื้อราจนมีอาการบวม แดง คันบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
ตกขาวเป็นน้ำ ถ้าตกขาวเป็นน้ำไหลโจ๊กหรือเป็นฟอง มักเกิดจากเชื้อปรสิตพยาธิ พวกทริโคโมแนส

ตกขาวมีกลิ่นเหม็นอันตรายแค่ไหน
ตกขาว มีกลิ่นเหม็นเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เป็นปัญหาหนักอกหนักใจของคุณผู้หญิงหลายๆ ท่าน อาการเช่นนี้ ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของจำนวนแบคทีเรียในช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน เนื่องจากน้ำอสุจิซึ่งมีความเป็นด่างจะไปเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในช่องคลอดซึ่งปกติมักมีความเป็นกรดสูง

ปกติ ในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียหลายกลุ่ม กลุ่มดีคือกลุ่มแลคโตแบซิลไล (Lactobacillus) ซึ่งสร้างสภาวะกรดในช่องคลอด เพื่อควบคุมไม่ให้แบคทีเรียกลุ่มไม่ดีคือกลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจนเพิ่มจำนวนขึ้น ภาวะใดก็ตามที่ทำให้แบคทีเรียกลุ่มไม่ดีเพิ่มจำนวนขึ้น ก็จะทำให้มีภาวะตกขาวมีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น เช่น
การสวนล้างช่องคลอด รวมถึงการนอนแช่ในอ่างน้ำที่มีฟองสบู่มาก
ความอับชื้น ของชุดชั้นใน
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย (เนื่องจากน้ำอสุจิเป็นด่าง) การมีเลือดประจำเดือน (มีอาการช่วงก่อนมีประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือนใหม่ๆ)
การใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนก็จะเพิ่มโอกาสการมีภาวะนี้ด้วย
แนะนำ
ในกรณีที่พบ หรือสงสัยว่าตกขาวผิดปกติ ควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจรับการรักษาต่อไป ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง เพราะมีสาเหตุได้หลากหลาย รวมทั้งมักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่แพทย์ต้องรักษาทั้งผู้ป่วย และคู่นอนควบคู่กันไป การซื้อยากินเองอาจเป็นสาเหตุให้กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจากเชื้อดื้อยา นอกจากนี้ สาเหตุตกขาวผิดปกติยังอาจเกิดจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้อีกด้วย การพบแพทย์ตั้งแต่แรกจะช่วยการวินิจฉัยโรคได้แต่เนิ่นๆ ซึ่งจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าพบโรคในระยะรุนแรงที่มีอาการมากแล้ว อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget