ความเครียดของคุณแม่ ตั้งครรภ์ ..สามารถส่งต่อจากแม่สู่ลูกได้นะ!

ไม่ว่าคุณแม่คนไหนก็ไม่อยากเครียด  ตอน ตั้งครรภ์ แต่หากหลีกเลี่ยงสารพัดความกังวลไม่ได้ คุณแม่ทุกคนต้องรีบทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง หากิจกรรมคลายเครียดให้กับตัวเอง ที่สำคัญคือคนรอบข้าง ทั้งสามี ครอบครัว และเพื่อน ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญ เพราะยิ่งคุณแม่คิดบวกมากเท่าไหร่…ก็ยิ่งดีต่อทารกในครรภ์มากเท่านั้น

ทำไมคุณแม่ ตั้งครรภ์…มักเกิดความเครียด
ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักมีความกังวลระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ความเป็นอยู่ การปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อาการคลื่นไส้ อาเจียน กินข้าวไม่ได้ และการดูแลตัวเองอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ ส่วนความกังวลหลังคลอด มักจะเป็นความกังวลที่ว่าจะสามารถดูแลลูกได้ดีหรือไม่

โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คุณแม่ ตั้งครรภ์ มีอาการเครียด คือ
เป็นผลจากฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ ทำให้คุณแม่ความเครียดและความอ่อนไหวทางอารมณ์เพิ่มขึ้น

ความกังวลของคุณแม่ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด
รู้ไหม? ความเครียดส่งต่อจากแม่สู่ลูก(ในครรภ์)ได้
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด คือฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน โดยผลกระทบที่เกิดจากความเครียดนั้น…แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือมารดาและทารกในครรภ์ ดังนี้…

ฝั่งมารดา – เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการเครียดจะทานอาหารไม่ได้ หรือทานได้มากกว่าปกติ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีน ทำให้หลอดเลือดตีบ ความดันสูง และหัวใจเต้นเร็วขึ้น

ฝั่งทารก – เริ่มแรก ถ้าคุณแม่เครียดมากๆ อาจทำให้แท้งได้ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ หรือทำให้อาหารไปเลี้ยงลูกไม่พอ การเจริญเติบโตของเด็กจึงช้าและมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด เมื่อคลอดแล้วยังส่งผลให้เด็กเลี้ยงยาก ขี้งอแง อ่อนไหวง่าย ขี้โมโห ไวต่อการกระตุ้น ในระยะยาวจะทำให้เด็กมีปัญหาด้านการปรับตัวทางสังคม อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ ความดัน และเบาหวาน เป็นต้น
เข้าใจ เรียนรู้ ยอมรับ คือ วิธีดีที่สุดสำหรับคุณแม่
ความเครียดของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เมื่อรู้ตัวว่าเครียด ต้องเริ่มทำความเข้าใจกับตัวเองว่าความเครียดเหล่านั้นเกิดขึ้นจากฮอร์โมนธรรมชาติและความกังวลของตัวเอง คุณแม่ทุกคนจึงควรทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือหาวิธีรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น หาวิธีผ่อนคลาย ทำกิจกรรมคลายเครียด ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่ชอบทำอยู่แล้ว หรือกิจกรรมใหม่ๆ ที่อยากลอง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานศิลปะ จัดดอกไว้ วาดรูป ออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ นั่งสมาธิ เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการไปกินข้าวนอกบ้าน หรือออกไปพบปะเพื่อนๆ

นอกจากนี้ คนรอบข้างก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดความเครียดของคุณแม่ได้ โดยเฉพาะสามีและคนในครอบครัว ที่ควรทำความเข้าใจธรรมชาติของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ รวมถึงมีความกังวลต่างๆ จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิด ให้กำลังใจให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ อ่านเพิ่มเติม

โรคลมชัก (เรื่อง) ที่ต้องรู้ให้เท่าทัน

คุณรู้จักโรคลมชักดีแค่ไหน? โรคลมชัก ไม่ใช่แค่ ชัก กระตุก น้ำหลายไหล เหมือนที่หลายคนเข้าใจ เพราะอาการเกร็งมือ เกร็งเท้า แค่นาทีเดียวก็เป็นอาการของโรคลมชักได้…ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจกับ “โรคลมชัก” ให้มากขึ้นดีกว่า

โรคลมชัก (Epilepsy) หรือที่คนโดยทั่วไปมักเรียกว่า “ลมบ้าหมู” โรคนี้เกิดจากที่คลื่นสมองที่ผิดปกติในสมองและกระตุ้นเซลล์สมอง จึงทำให้เกิดอาการชัก เกร็ง กระตุก น้ำลายไหล กัดลิ้น ไม่รู้สึกตัว ซึ่งโรคนี้พบได้บ่อย และกับทุกเพศทุกวัย

อาการแบบนี้แหละโรคลมชัก
สำหรับอาการชักนั้น สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ โดยไม่ได้จำกัดแค่อาการ เกร็ง กระตุก กัดลิ้น เหมือนที่หลายคนเข้าใจ บางรายรู้ตัวดีแต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มีอาการเกร็งปลายมือ หรือปลายเท้าข้างเดียวหรือ 2 ข้าง บางรายมีอาการนิ่ง เหม่อลอย หรือล้มลงขณะเดิน บ้างมีอาการหัวเราะ อาการชักมักเป็นไม่นานประมาณ 1-2 นาที และขณะที่จะกลับมาเป็นปกติคนไข้มักจะมีอาการเบลอ จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือบางคนหลับไปเลย และนอกจากการชักระยะสั้น บางคนอาจมีอาการชักต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งยิ่งอันตรายและต้องระวังมากขึ้น

สาเหตุของโรคลมชัก
จริงๆ แล้วโรคลมชักเป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางพันธุกรรม, ภาวะสมองพิการแต่กำเนิด, เนื้องอกสมอง, เส้นเลือดที่ผิดปกติ เช่น เส้นเลือดขอดในสมอง เส้นเลือดแตก หรือ การติดเชื้อในสมอง ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้ทั้งสิ้น

รู้ก่อนรักษาก่อน
ซึ่งการวินิจฉัยโรคและความชัดเจนของลักษณะอาการชักมีความสำคัญกับการรักษา ดังนั้นหากสงสัยว่ามีอาการชัก ควรรีบไปพบแพทย์ทันท เพื่อให้แพทย์ได้เห็นอาการขณะที่กำลังเป็นถ้าเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ได้มีอาการขณะพบแพทย์ก็สามารถเล่าอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้น นอกจากนี้แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม อาทิ การตรวจคลื่นที่ผิดปกติในสมอง โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ซึ่งอาจต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อความแน่ชัด หรือต้องตรวจอย่างละเอียดด้วยการตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

โรคลมชักรักษาได้อย่างไร?
เริ่มต้นโดยการรักษาด้วยการรับประทานยากันชัก เพื่อควบคุมอาการชัก แต่ในกรณีที่รับประทานยาเป็นเวลานานอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ง่วงนอน ในตัวยาบางชนิดอาจทำให้ขนดก เหงือกโต เกร็ดเลือดต่ำ ซึ่งถ้ารักษาด้วยยาระยะยาวพร้อมกับใช้ยาหลายชนิดแต่ยังไม่สามารถควบคุมการชักได้ อาจต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเพื่อลดอาการชัก

การผ่าตัดรักษาโรคลมชัก มี 2 แบบ คือ

ผ่าตัดหายขาด กลุ่มนี้หลังผ่าตัดคุณภาพชีวิตจะดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ผ่าตัดเพื่อประคับประคอง ถึงแม้ในบางกรณีผ่าตัดแล้วไม่หายขาด แต่ประโยชน์ของการผ่าตัดก็มีมาก เพราะช่วยลดความถี่ในการชัก และลดความรุนแรงของการชักได้เป็นอย่างดี
ผ่าตัดแล้วไม่หายขาดจะผ่าตัดทำไม? เมื่ออ่านข้อมูลข้างต้น เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามเช่นนี้ในใจ…ก่อนอื่นต้องบอกว่า ข้อจำกัดและเหตุผลในชีวิตของคนเรานั้นแตกต่างกัน เพราะคนไข้ที่ต้องทำงาน หากง่วงงุนเพราะยา มีอาการชักบ่อยๆ หรือเดินแล้วล้มเกิดอุบัติเหตุบ่อยเพราะอาการชัก นั่นหมายความว่าโรคลมชักทำให้มีข้อจำกัดในการทำงาน การใช้ชีวิต ย่อมเกิดผลเสียได้ในหลายๆ ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่อาจส่งผลถึงความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นการผ่าตัดจึงมีความสำคัญกับคนไข้กลุ่มนี้ แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อาการชักดีขึ้น ย่อมเป็นเลือกที่ดีสำหรับชีวิต อ่านเพิ่มเติม

สร้างรอยยิ้มมั่นใจ ด้วย วีเนียร์เซรามิก

เพราะบุคลิกภาพที่สวยงามไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ แต่ยังช่วยเพิ่มความประทับใจให้ผู้ที่พบเจอ และบุคลิกภาพที่ดีก็ไม่ใช่เพียงสรีระ  แต่ยังรวมไปถึงการมีรอยยิ้มที่สวยงาม วีเนียร์เซรามิก  ฟันขาวสะอาด เราคงเคยสังเกตเห็นนักแสดง นางงาม นางแบบ ที่มีรอยยิ้มโดดเด่น ฟันเรียงสวย ดูแล้วน่าประทับใจ จนทำให้ชวนสงสัยว่าทำไมฟันพวกเขาถึงสวยขนาดนี้ แล้วถ้าเราอยากมีฟันสวยแบบนั้นต้องทำยังไงบ้าง?

ฟันสวยด้วยวีเนียร์
ใครก็ตามที่มีความฝันอยากฟันสวย วีเนียร์คือสิ่งที่จะช่วยให้ความฝันของคุณเป็นจริงดังใจ วีเนียร์เซรามิก (Porcelain Veneer) คือ แผ่นเซรามิกบางๆ ที่นำมาแปะบนผิวหน้าฟัน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของฟัน โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่น คือ ความเงาใสของวัสดุที่มีลักษณะคล้ายผิวเคลือบฟันธรรมชาติ มีความแข็งแรง สีคงทน ผิวเรียบทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

ฟันแบบไหนที่เหมาะกับการแก้ไขด้วยการทำวีเนียร์
ฟันสีคล้ำ ฟันเตตร้า ฟันตกกระ
ฟันบางซี่ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ (peg shaped tooth)
ฟันล้มเกเล็กน้อยในบางซี่ ฟันห่าง ที่พิจารณาแล้วว่าอาจไม่สามารถแก้ไขด้วยการจัดฟัน
ฟันบิ่นแตก
แนวการเรียงตัวของฟันที่ยื่น หรืองุ้ม หรือเอียง

มีขั้นตอนในการทำอย่างไร เข้าใจให้ชัด

ปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่ต้องการแก้ไข และแนวทางการแก้ไขว่ามีอะไรได้บ้าง หากปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำวีเนียร์ ทันตแพทย์จะถ่ายรูป พิมพ์ปากและนัดมาฟังแผนการรักษา
รับฟังแผนการรักษา โดยทันตแพทย์จะให้คนไข้ดูแบบฟันที่ต้องการ บางกรณีทันตแพทย์อาจนำแบบฟันที่ทำมา ใส่ให้กับคนไข้ เพื่อให้คนไข้สามารถตัดสินใจได้ว่าเป็นแบบที่ต้องการหรือไม่ หากมีตรงไหนที่อยากแก้ไขเพิ่มเติม ก็จะสามารถบอกได้ในขั้นตอนนี้
การกรอผิวหน้าฟัน หากคนไข้ตกลงจะทำวีเนียร์ ทันตแพทย์ก็จะเริ่มทำการกรอผิวหน้าฟัน ซึ่งจะต้องเสียผิวหน้าฟันมากหรือน้อยก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหา
ติดชิ้นงานวีเนียร์
นัดติดตามผล ตรวจสอบวีเนียร์หลังการทำ อ่านเพิ่มเติม

กล้วยน้ำว้า อบ เมนูกล้วยอร่อยแบบคลีน ขนมไม่อ้วนทำง่ายกินเพลิน

กล้วยน้ำว้า แบบกรอบใคร ๆ ก็ทำกินกัน ลองเปลี่ยนมาทำกล้วยน้ำว้าอบ สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ เคี้ยวนุ่มหนึบโรยงาขาว ถ้าชอบรสหวานหน่อย ๆ ทาน้ำผึ้งเพิ่มเติมได้ตามชอบ

เมนูกล้วยน้ำว้าทำอะไรได้บ้าง ? ส่วนใหญ่จะแปรรูปเป็นกล้วยแขกกันเนอะ แต่ของทอดคงไม่เหมาะสำหรับคนกลัวอ้วน ลองเปลี่ยนมาทำขนมคลีน ๆ อย่างเมนูกล้วยอบสูตรอาหารแสนง่ายกันเถอะ ขอนำเสนอวิธีทำกล้วยน้ำว้าอบ จับกล้วยปอกเปลือกหั่นชิ้นยาวแล้วโรยงาขาว เสร็จแล้วเอาไปอบจนแห้ง ถ้าไม่มีเตาอบไฟฟ้าก็ทำเป็นกล้วยน้ำว้าอบไมโครเวฟหรือกล้วยน้ำว้าอบลมร้อนก็สะดวกดี

ส่วนผสม กล้วยน้ำว้า อบ
กล้วยน้ำว้า
​​งาขาว อ่านเพิ่มเติม

” ชีวิตดี ” ด้วย “Bullet Journal” จดบันทึกให้ง่ายกับการใช้ชีวิต

ทำความรู้จัก Bullet Journalไปพร้อมกัน

สาวๆ เคยได้ยินคำว่า การจดบันทึกแบบ Bullet Journal (BUJO) หรือเปล่า สำหรับเจ้าสิ่งนี้อาจจะฟังดูแล้วเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่ขอบอกเลยว่าถ้าเราได้ทำความรู้จักและเรียนรู้  มันจะเป็นอะไรที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเป็นกองเลย หลายคนอาจจะคิดว่ามันก็แค่การจดบันทึกในอีกรูปแบบหนึ่งไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่ ซึ่งความจริงแล้วมันมีบางอย่างหรือเคล็ดลับดีๆ ที่มากกว่านั้น

เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยจดบันทึกกันมาอย่างแน่นอน แต่วันนี้เราจะเปลี่ยนการจดบันทึกแบบธรรมดาให้มีอะไรยิ่งขึ้นด้วยวิธี BUJO คือการจดบันทึกแบบกะทัดรัดด้วยตัวย่อหรือสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้เราลดพื้นที่ข้อความที่ไม่จำเป็นออกไป แถมยังดูอ่านง่ายเข้าใจได้ทันทีเลยว่าต้องการสื่อสารอะไรแถมยังสบายตาอีกด้วย

นอกจากนี้ยังเพิ่มลูกเล่นด้วยสีสันสดใสสวยงามหรือใครที่ชอบวาดรูปก็เพิ่มกิมมิกตรงนี้ได้ เพื่อช่วยให้การจดบันทึกดูเป็นเรื่องสนุกมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังช่วยให้เราอยากกลับมาอ่านซ้ำๆ ในเรื่องเดิมๆ ด้วย

มาดูเหล่า Bullet Journal Blogger เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจกัน

แพลนเที่ยวสไตล์เราไม่ซ้ำใคร
ไม่ว่าคุณจะเที่ยวบ่อยหรือแค่เริ่มต้นเที่ยว การทำแพลนจะช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจในการเที่ยวมากขึ้น แถมยังมองเห็นได้ง่าย ว่าในแต่ละวันต้องมีกิจกรรมอะไรบ้างหรือต้องไปที่ไหนบ้าง และสำหรับใครที่ไปเที่ยวการทำแพลนแบบนี้จะช่วยให้เราจำได้ว่าเคยไปประเทศไหนมาแล้วบ้าง แถมยังง่ายต่อการส่งต่อแพลนและสามารถนำแพลนของแต่ละคนมาแชร์กันได้อีกค่ะ

ซึ่งเราอาจจะทำในรูปแบบของการวาดแผนที่และระบายสีลงไปในประเทศ เมืองที่เราไปแล้ว ถ้าเป็นแพลนสำหรับการเดินทางก็สามารถทำเป็นลิสต์ตารางกิจกรรมในแต่ละวันหรือลงกิมมิกเล็กๆ อย่างสิ่งของที่ต้องเตรียมไปเพื่อสะดวกในการเช็กลิสต์และง่ายต่อการจัดของด้วย ที่สำคัญเราจะได้นำของไปอย่างครบถ้วน ไม่หลงลืมอย่างแน่นอน อ่านเพิ่มเติม

วิธี อาบน้ำ ยังไงให้ ผิวขาวเด้ง เนียนนุ่ม มาดู!

การชำระร่างกายเป็นการทำความสะอาด ผิวขาวเด้ง ขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวของร่างกาย ซึ่งรวมทั้งการสระผม ล้างหน้า ฟอกสบู่ ขัดถูขี้ไคล สิ่งที่สำคัญคือต้องใช้น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาร่วมกิจกรรมนี้เสมอ

น้ำมีความสามารถที่จะละลายสิ่งสกปรกต่างๆซึ่งได้แก่ ฝุ่นละออง เศษดิน ทราย สิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมทั้งเหงื่อและสิ่งที่ตกค้างอยู่บนผิวหนังเมื่อเหงื่อระเหยไปคือ เกลือแร่และขี้ไคลซึ่งเป็นส่วนของผิวหนังที่ตายไปลอกออกได้ ผิวขาวเด้ง การใช้น้ำทำความสะอาดร่างกายย่อมทำได้หลายวิธีคือการอาบ เป็นการเอาขันตักน้ำราดลงที่ทุกส่วนของร่างกาย เป็นวิธีที่สะดวกสบาย และใช้ได้ทุกสถานที่ ไม่ว่าที่ปกปิดหรือที่กลางแจ้ง

สิ่งสำคัญคือต้องมีที่รองน้ำ ขันน้ำ หรือ กระป๋องตักน้ำ การตักน้ำมาอาบร่างกายนิยมทำกันมากเพราะเหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองเราซึ่งร้อนจัด และต้องอาบน้ำวันละอย่างน้อย 2 เที่ยวหรือมากกว่านั้น น้ำที่อาบอาจเป็นน้ำฝนหรือน้ำที่ตักมาจากบ่อน้ำหรือแม่น้ำลำคลอง ในเขตเทศบาลเมืองมักรองรับได้จากท่อประปา น้ำประปาเป็นน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วจึงไม่มีปัญหาในเรื่องความสะอาด

สมัยก่อนน้ำฝนเป็นน้ำที่สะอาดเนื่องจากไม่มีมลภาวะ แต่ปัจจุบันน้ำฝนที่หลั่งลงมาจากท้องฟ้าหรือหลังคาบ้าน อาจเป็นฝนที่มีความเป็นกรดสูงมากจนทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนังได้ น้ำฝนในเขตใจกลางเมืองเช่นกรุงเทพฯ จึงไม่สมควรรองรับไว้ทันทีที่ฝนตกลงมา นอกจากจะตกนานกว่าครึ่งชั่วโมงจึงรองไว้ใช้ได้ แต่น้ำฝนแถบชานเมืองกรุงเทพฯอาจรองรับได้หลังจากฝนตกเพียงไม่กี่นาที

น้ำที่ตักมาจากบ่อหรือน้ำบาดาลบางครั้งมีดินทรายมากจนเกินไป เช่นเดียวกับน้ำตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งควรใช้สารส้มกวนให้ตกตะกอน และทิ้งไว้ให้ดินทรายนอนก้นก่อน จึงเทลงถังน้ำที่จะใช้อาบ น้ำในแม่น้ำลำคลองอาจมีสิ่งปฏิกูลต่างๆและเชื้อโรคมาก การใช้น้ำที่สกปรกทำให้ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะผิวหนังที่มีบาดแผลหรือรอยขีดข่วน จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรผ่านการกรองหลายชั้น หรือใส่ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนอาบ

การอาบน้ำยังอาจใช้ฝักบัวซึ่งมีเฉพาะบริเวณที่มีน้ำประปา หรือมีระบบประปาตามท่อส่งน้ำ เช่น บริเวณน้ำตก หรือห้วยน้ำ ข้อสำคัญในการอาบน้ำด้วยฝักบัวคือ ถ้าเราไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจ ความเย็นของน้ำที่ออกมาจากฝักบัวจะทำให้ร่างกายเกิดความหนาวสั่นได้ ทำให้ไม่สบาย หรือเป็นหวัดได้ง่าย การใช้ฝักบัวจึงควรเอามือรองรับก่อนว่าน้ำเย็นจัดหรือเย็นพอเหมาะก่อนที่จะให้น้ำกระเด็นเต็มทั่วร่างกาย ในกรณีที่มีเครื่องทำความร้อนด้วย ควรจัดน้ำให้อุ่นก่อนที่จะอาบ เพื่อมิให้น้ำร้อนลวกผิวหนังได้ การทดสอบด้วยมือในกรณีหลังนี้ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การอาบน้ำอาจใช้วิธีแช่ร่างกายลงในน้ำ ซึ่งอาจแช่ในถังน้ำ ในบ่อน้ำ ลงไปแช่ในแม่น้ำลำคลอง หรือลงแช่ในอ่างอาบน้ำ

ในต่างประเทศ เนื่องจากอากาศหนาว การแช่น้ำอุ่นเป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะญี่ปุ่น และยุโรปตะวันออก น้ำที่แช่ยิ่งร้อนยิ่งดี แต่ข้อเสียของการแช่น้ำมีหลายประการคือ

ประการแรก อ่างที่ใช้ต้องสะอาด เพราะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ง่าย ผู้ที่ชอบไปแช่น้ำตามสถานอาบอบนวดซึ่งมีผู้ใช้อ่างคืนละหลายคน และอ่างไม่มีโอกาสแห้ง ย่อมเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคทุกชนิดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกามโรค

มีความเข้าใจผิดว่า ถ้าใช้น้ำร้อนลวกอ่างแล้วจะฆ่าเชื้อโรคได้ทันที ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป เชื้อโรคส่วนใหญ่มีเกราะป้องกันเมื่ออยู่ภายนอกร่างกาย ความร้อนของน้ำไม่เพียงพอที่จะฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ได้ นอกจากไอน้ำที่มีความร้อนจัด และต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงจะฆ่าเชื้อโรคได้

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ ควรล้างอ่างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและปล่อยให้มีโอกาสแห้งก่อนที่จะอาบคนต่อไป

ข้อเสียของการแช่น้ำร้อนอีกประการหนึ่งคือ ถ้าถุงอัณฑะได้รับความร้อนนานเกินไป อาจทำให้เป็นหมันได้ เนื่องจากถุงอัณฑะไม่ชอบความร้อนจึงออกอยู่นอกร่างกายเพราะต้องการอุณหภูมิต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส

อีกประการหนึ่ง อ่างน้ำมักออกแบบเพื่อความสูงของชาวยุโรป มักไม่ได้ออกแบบให้เหมาะสมกับคนไทย ดังนั้นจึงมีขนาดยาวเกินไป ทำให้นอนไม่สบาย เพราะขาเหยียดไม่ถึงปลายอ่าง ร่างกายจะลื่นลงทำให้ต้องเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร

ประการสุดท้าย ผู้ที่เป็นโรคปวดหรือโรคหัวใจอาจไม่เหมาะที่จะแช่น้ำอุ่น เพราะแรงกดดันของน้ำทำให้หายใจไม่ออก น้ำร้อนทำให้หลอดเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัว หัวใจต้องสูบฉีดโลหิตมากขึ้น หลังการแช่น้ำอาจทำให้เกิดเป็นลมหน้ามืดได้

ข้อดีคือ การแช่น้ำอุ่นมีประโยชน์ในการลดความเมื่อยล้าหลังจากใช้แรงงาน และช่วยทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดได้ แต่ไม่ควรแช่นานกว่า 20-30 นาที และน้ำไม่ควรร้อนจัดเกินไป

การแช่ในสระน้ำ แม่น้ำลำคลอง จำต้องว่ายน้ำเป็น ดังนั้นแทนที่จะแช่ไว้นิ่งๆ การว่ายน้ำหรือบริหารในน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง ไขข้ออักเสบ เนื่องจากแรงลอยตัวของน้ำทำให้ไม่ต้องลงน้ำหนักที่ข้อต่อเหล่านี้ ทั้งช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อรอบข้อต่อให้แข็งแรงขึ้นเป็นการป้องกันอาการปวดหลัง และข้อต่อเสื่อมได้ อ่านเพิ่มเติม

เช็ก น้ำตาลสูง “ผลไม้” กิน ทุเรียน อย่างไรไม่ให้อ้วน?

กิน “ผลไม้” อ้วนหรือไม่? หลายคนยังถกเถียงกันไม่รู้จบ แต่สาวๆ รู้หรือไม่ ผลไม้มี น้ำตาลสูง ผลไม้ก็อ้วนได้ ถ้าคุณรับประทานเกินพอดี โดยเฉพาะกับผลไม้หน้าร้อนแบบนี้ อย่าง เงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง รวมไปถึงมะม่วงด้วย ซึ่งแต่ละชนิดล้วนแต่มีความหวานในตัวทั้งสิ้น คือถ้าได้รับประทานแบบสดๆ ใหม่ๆ มาจากสวนด้วย ยิ่งทำให้สาวๆ ยั้งใจยั้งปากไม่อยู่แน่นอน เผลออีกที… “ความอ้วน” มาเยือนแล้วจ้า ทีนี้จะทำอย่างไรดี เมื่อชอบกินทุเรียน แต่จะกินทุเรียนอย่างไรไม่ให้อ้วน อันดับแรกเรามาเช็ก “แคลอรี่” กันก่อนดีกว่า ว่าผลไม้แต่ละชนิดที่กล่าวมานั้นให้พลังงานมากน้อยแค่ไหน? แล้วมีวิธีการกินอย่างไรเพื่อไม่ให้อ้วน?

“ทุเรียน” พาเพลิน 1 เม็ด = ข้าว 1 ทัพพี กินอย่างไรไม่ให้อ้วน?

“ทุเรียน” เป็น “ผลไม้” ที่มี น้ำตาลสูง วิตามินซี โพแทสเซียม กรดอะมิโนซีโรโทเนอร์จิก ทริปโตเฟน และยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันอย่างดี จึงถือว่าทุเรียนเป็นแหล่งไขมันสดที่ดี ในอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนหลายๆ ชนิด ทั้งนี้ในทุเรียนจะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่สูง หรือเป็นอาหารที่มีไขมันมาก จึงมีการแนะนำให้บริโภคทุเรียนแต่น้อย และทุเรียนยังอุดมไปด้วยกำมะถันและไขมัน ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะหากกินเข้าไป นอกจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังทำให้ร้อนใน และรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวอีกด้วย
โดย “ทุเรียน” 100 กรัม ให้พลังงานมากถึง 165-185 แคลอรี่ โดยข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่าทุเรียน 1 เม็ดใหญ่ ให้พลังงานเท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี ถ้ากินเป็นลูกแบบผู้เขียน ฮ่าๆ จะได้รับพลังงานสูงเกินกว่า 600 แคลอรี่แน่นอน (ที่เขียนไม่ใช่อะไร ดิฉันรู้สึกได้ว่าน้ำหนักขึ้น พุงมาเลยรีบหาข้อมูลดีๆ มาฝากตัวเองและเพื่อนๆ ด้วย) ดังนั้นห้าม!!! กินเกิน 100 กรัมต่อครั้ง และอย่ากินติดต่อกันทุกวัน ไม่งั้นจะทำให้ร้อนใน ป่วยง่าย แถมอ้วนด้วย

อ่านเพิ่มเติม

กักตัว14วัน ไม่ตุน ไม่อดตาย! แค่มีมือถือเครื่องเดียวก็เอาอยู่

กักตัว14วัน ไม่ตุน ไม่อดตาย แค่มีมือถือเครื่องเดียวก็เอาอยู่ ช่วงนี้ไวรัสที่ชื่อว่า “โควิด 19” (COVID-19) ระบาดหนักมาก ทำเอาเครียดไปตามๆ กันว่านี่เราติดหรือยัง? จะติดมั๊ยนะ? จนทำให้เราไม่กล้าที่จะออกจากบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตามแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน ที่ที่มีคนเยอะๆ อย่างห้างร้านต่างๆ ก็เริ่มจะไม่มีใครกล้าออกมาใช้ชีวิตปกติตามสถานที่ต่างๆ เหล่านั้นแล้วเพราะกลัวติดเชื้อ และหลายๆ คนที่ทำงานบริษัทในเมืองเค้าก็มีนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ ซึ่งผักก็เป็นหนึ่งในนั้นต้องกักตัวเองทำงานอยู่ที่บ้านไม่ออกไปเสี่ยงกับอะไรข้างนอก บางคนก็ต้องกักตัวเอง 14 วัน เพื่อดูอาการว่าตนเองนั้นติดเชื้อหรือไม่ เรียกว่ากระทบในหลายส่วนเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องกังวลถึงจะต้องกักตัวไม่ออกไปไหนก็ไม่อดตาย เพียงแค่มีสติเท่านั้นเอง

วันนี้ผักมีวิธี กักตัว 14 วัน แบบชิวๆ ไม่ต้องอด ไม่ต้องตุนของกิน ก็อยู่ได้สบายๆ มาฝาก เพียงแค่มีมือถือเครื่องเดียวชีวิตก็ง่าย ขึ้น ไม่ต้องออกไปไหนสบายๆ กิน อิ่ม นอนหลับแน่นอน อย่างที่บอกว่ามีแค่มือถือเครื่องเดียวก็ไม่อดตาย ก็แค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Delivery ต่างๆ อาทิ Grab Food , LINE MAN , Foodpanda ,GET หรือแอพพลิเคชั่นจากร้านอาหารต่างๆ ที่มีบริการเดลิเวอรี่ ส่งถึงบ้าน ไว้ติดมือถือเอาไว้รับรองว่าหายห่วง อ่านเพิ่มเติม

ประโยชน์ของการกิน ปลาแซลมอน อร่อยมีคุณค่า

อยากรู้จังว่าจะมีใครที่ไม่ชอบกิน ปลาแซลมอน บ้างมั้ย เพราะตั้งแต่ปลาเนื้อสีส้มลายสวยชนิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทย หลาย ๆ คนก็ติดใจในรสชาติหวาน อร่อย กินง่ายของปลาชนิดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่รู้รึป่าวว่าปลาแซลมอน ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังเต็มไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลย

1. ช่วยรักษาโรคข้อกระดูกอักเสบ
ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องข้อกระดูกอักเสบหรือกระดูกไม่ค่อยแข็งแรงต้องกิน ปลาแซลมอน เลย เพราะปลาแซลมอนนั้นมีส่วนช่วยในการรักษาโรคข้อกระดูกอักเสบและอาการอักเสบของข้อต่อต่าง ๆ ได้ดี เพราะมีไบโอแอคทีฟแปปไทด์ซึ่งมีกรดโปรตีนอย่างแคลซิโทนินที่มีส่วนช่วยเพิ่มและสร้างความสมดุลย์ของการสังเคราะห์คอลลาเจนในกระดูกอ่อนของเรา นอกจากนั้นโปรตีนที่พบในปลาแซลมอนยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมูลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูกด้วย

2. ลดความเสี่ยงของอาการซึมเศร้า
รู้หรือไม่ว่าสมองของเรามีไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญอยู่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นโอเมก้า 3 ที่ช่วยเสริมการทำงานของสมองและระบบประสาท นอกจากนั้นการรับประทานปลาแซลมอนเป็นประจำนั้นยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงและการเกิดอาการซึมเศร้า ภาวะเครียดในวัยหนุ่มสาว และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ ใครที่กำลังประสบปัญหานี้เราแนะนำให้กินปลาแซลมอนเป็นประจำเลย

3. เสริมการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ
อย่างที่บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าปลาแซลมอนนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้า 3, EPA และ DHA ซึ่งมีประโยชน์ต่อหลอดเลือดและหัวใจมาก เช่น ช่วยลดการอักเสบ หากรับประทานปลาแซลมอน 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ อย่างอาการหัวใจวาย สโตรก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง และไตรกลีซอไรด์ในเลือดสูงได้

4. ช่วยพัฒนาสมองทารกในครรภ์
คุณแม่คนไหนที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมลูกสามารถกินปลาแซลมอนเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของลูกน้อยได้ เพราะปลาแซลมอนนั้นอุดมไปด้วย DHA (Decosahexaenoic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่เป็นพื้นฐานของเซลล์สมองและจอประสาทตา ยิ่งกว่านั้น การให้เด็ก ๆ วัยก่อนเข้าเรียนได้รับประทานปลาแซลมอนเยอะ ๆ ยังช่วยป้องกันโรคสมาธิสั้น (ADHD) และยังช่วยส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

 

อาหารเพื่อสุขภาพที่ ธรรมชาติ ที่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด

ซีเรียลรส ธรรมชาติ
บางคนอาจจะบอกว่า ขึ้นชื่อว่าซีเรียลก็คือธัญพืช ของดีมีประโยชน์ทั้งนั้น แต่ก่อนจะเลือกซีเรียลมากินในมื้อที่สำคัญที่สุดอย่างมื้อเช้า ลองอ่านฉลากโภชนาการสักหน่อย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคของออสเตรเลียเพิ่งจะเซอร์ไพรส์สุดๆ กับซีเรียลที่คอนเฟิร์มว่ามีโปรตีนสูง ดัชนีน้ำตาลต่ำ ไม่มีแป้งสาลี ไม่ใส่สารกันบูด และก็ไม่มี GMO แต่พอดูรายละเอียดแล้วแค่ 100 กรัมกลับมีน้ำตาลถึง 29.9 กรัมเลยที่เดียว น้อยกว่าช็อกโกแลตแท่งโตๆ แค่ 1.1 กรัมเท่านั้นเอง

เครื่องดื่มเกลือแร่
พวกเครื่องดื่มชดเชยการเสียเหงื่อหลังออกกำลังกายทั้งหลายจะดีก็ตอนที่คุณไปวิ่งมาราธอนเท่านั้น ถ้าคุณออกกำลังเล็กๆ น้อยๆ แล้วไปดื่มของพวกนี้อาจจะรู้สึกสดชื่นก็จริง แต่สิ่งที่กินเข้าไปนั้น มีทั้งน้ำตาล เกลือ และสารแต่งสีเกินกว่าที่ร่างกายต้องการและฟันก็อาจผุเอาได้ง่ายๆ อีกด้วย ดื่มน้ำเปล่ากันดีกว่านะ

ชาเขียวพร้อมดื่ม
ไม่เถียงเรื่อประโยชน์ของชาเขียวนั้นมีมากมาย แต่ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งหลายเขาออกมาแนะนำให้ดื่มไม่ได้หมายรวมถึงน้ำหวานบรรจุขวดที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่นิดเดียวกับน้ำตาลเต็มขวด อย่างชาเขียวรสต้นตำรับบางยี่ห้ออาจมีน้ำตาลถึง 5% กับน้ำชาที่เจือจาง จนมีแค่กลิ่นชาเท่านั้น

แฮม เบคอน ไส้กรอก ที่บอกว่า “ไม่ใส่สารกับบูด”
จริงอยู่ที่เวลาจะกินของพวกนี้เราควรเลือกแบบที่ไม่มีสารกันบูด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของพวกนี้เฮลตี้นะคะ กินเข้าไปมากๆ ทุกวันๆ ก็ทำร้ายสุขภาพอยู่ดี คณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันว่า คนที่กินพวกเบคอนหรือเนื้อสัตว์กระป๋องทุกวัน อายุจะสั้นลงถึง 20%เลยทีเดียว เพราะอาหารพวกนี้เต็มไปด้วยไขมันจำนวนมากนั้นเอง อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget