รับมือ “พี่อิจฉาน้อง”…ปัญหาหนักอกของคุณแม่ตั้งครรภ์

พี่อิจฉาน้องคืออะไร? ทำไมถึงเป็นปัญหาของคุณแม่ที่กำลัง ตั้งครรภ์
พฤติกรรมพี่อิจฉาน้อง เป็นพฤติกรรมที่พบได้ปกติสำหรับพี่ที่มีน้องใหม่โดยอาจแสดงออกในรูปแบบการมีพฤติกรรมกลับไปเป็นเด็กลง มีอาการดื้อ ก้าวร้าว ติดผู้เลี้ยงดูมากขึ้น เพิกเฉยกับน้อง พูดว่าไม่ชอบน้อง ไม่อยากมีน้อง จนสุดท้ายอาจมีพฤติกรรมแกล้งน้องได้ สาเหตุที่เด็กมีพฤติกรรมเหล่านี้เกิดได้จากเหตุผลหลายประการด้วยกัน ดังนี้

เนื่องจากเด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียความสัมพันธ์ที่พิเศษมากๆไป โดยส่วนใหญ่เด็กมักจะสนิทกับคุณแม่มาก จากเดิมที่พี่เคยเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคุณแม่ แต่เมื่อคุณแม่ต้องไปดูแลน้อง พี่ก็จะรู้สึกว่าตนเองกำลังสูญเสียความสัมพันธ์พิเศษนี้ไป แต่หากพี่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณพ่อมาก่อน ก็จะช่วยลดความรู้สึกตรงนี้ไปได้ค่ะ
ระยะห่างของอายุพี่และน้อง อายุที่ห่างกันประมาณ 2 ปี มักมีปัญหามากที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่ยังติดคุณแม่ค่อนข้างมาก การที่คนพี่มีฝาแฝด หรือการที่พี่อายุห่างกว่าน้องตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จะมีส่วนทำให้คนพี่ปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ
พื้นอารมณ์ของพี่ พื้นอารมณ์เป็นลักษณะนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งมีผลต่อการปรับตัวของเด็ก เด็กที่มีพื้นอารมณ์แบบง่าย (easy temperament) มักจะปรับตัวได้ดีกว่าเด็กที่มีพื้นอารมณ์แบบยาก (difficult temperament) หรือแบบค่อยเป็นค่อยไป ( slow- to- warm -up temperament )
การจัดการของผู้ใหญ่ การที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เตรียมตัวพี่ในการมีน้องหรือจัดการไม่ถูก จะมีผลให้พี่มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นได้มากขึ้น
รับมืออย่างไรเมื่อพี่อิจฉาน้อง ตั้งแต่ตอนที่คุณแม่ตั้งครรภ์
วิธีที่จะช่วยป้องกันหรือผ่อนหนักเป็นเบาขึ้นอยู่กับการจัดการของคุณพ่อคุณแม่เป็นหลักค่ะ สิ่งสำคัญคือควรเตรียมตัวพี่ตั้งแต่แรกเริ่ม โดย

พูดกับพี่แต่ในสิ่งดีๆที่จะมีน้อง ไม่ควรมีใครพูดแหย่ให้พี่ไม่สบายใจในเรื่องที่เค้าอาจถูกลดความสำคัญลงไปเมื่อมีน้อง เช่น “เดี๋ยวมีน้องพ่อแม่เค้าก็ไม่สนใจเราละ” (น้ำเสียงพูดเล่น) เพราะบางครั้งเด็กยังแยกแยะไม่ออกและอาจคิดว่าผู้ใหญ่พูดเรื่องจริง ทำให้อิจฉาน้องได้
ให้พี่ได้มีโอกาสสัมผัส คุยกับน้องขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือคุณแม่อาจลองอุ้มเด็กเล็กให้พี่เห็นแล้วสังเกตปฏิกิริยาของพี่ หรือชวนพี่เล่นกับน้องที่คุณแม่อุ้มอยู่ วิธีนี้จะช่วยให้พี่ค่อยๆเตรียมใจได้ง่ายขึ้นค่ะ เวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะซื้อของเตรียมให้น้องหรือจัดห้องให้น้องควรให้พี่มีโอกาสร่วมตัดสินใจด้วย พี่จะได้รู้สึกเหมือนว่าตนเองมีส่วนร่วมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ ที่สำคัญหากพี่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรหรือความเป็นอยู่ เช่นเปลี่ยนคนเลี้ยง เข้าโรงเรียน หรือเปลี่ยนคนนอนด้วย ก็ควรทำก่อนที่น้องจะคลอดอย่างน้อยประมาณ 2-3 เดือน เพื่อที่พี่จะได้ไม่รู้สึกว่าชีวิตเค้าเปลี่ยนไปเพราะน้อง หรือถ้าไม่ทันจริงๆ แนะนำให้เลื่อนไปหลังจากน้องคลอดและสถานการณ์คงที่แล้ว ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเช่นกัน

ถ้าพี่อิจฉาน้องระหว่างที่คุณแม่ต้องไปคลอดน้องล่ะ
ถ้าพี่ไม่สามารถไปด้วยได้ ให้บอกพี่ล่วงหน้าว่าใครจะดูแลพี่ในช่วงที่คุณแม่ไปคลอด และให้โอกาสพี่ได้เห็นน้อง อาจจะผ่านทางรูปภาพ หรือสื่ออิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ แต่ถ้าพี่ไปด้วยได้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้พี่ได้มีโอกาสได้ดู และสัมผัสน้อง พี่จะได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมตั้งแต่แรก

sexy gaming

ความเครียดของคุณแม่ ตั้งครรภ์ ..สามารถส่งต่อจากแม่สู่ลูกได้นะ!

ไม่ว่าคุณแม่คนไหนก็ไม่อยากเครียด  ตอน ตั้งครรภ์ แต่หากหลีกเลี่ยงสารพัดความกังวลไม่ได้ คุณแม่ทุกคนต้องรีบทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง หากิจกรรมคลายเครียดให้กับตัวเอง ที่สำคัญคือคนรอบข้าง ทั้งสามี ครอบครัว และเพื่อน ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญ เพราะยิ่งคุณแม่คิดบวกมากเท่าไหร่…ก็ยิ่งดีต่อทารกในครรภ์มากเท่านั้น

ทำไมคุณแม่ ตั้งครรภ์…มักเกิดความเครียด
ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักมีความกังวลระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ความเป็นอยู่ การปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อาการคลื่นไส้ อาเจียน กินข้าวไม่ได้ และการดูแลตัวเองอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ ส่วนความกังวลหลังคลอด มักจะเป็นความกังวลที่ว่าจะสามารถดูแลลูกได้ดีหรือไม่

โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คุณแม่ ตั้งครรภ์ มีอาการเครียด คือ
เป็นผลจากฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ ทำให้คุณแม่ความเครียดและความอ่อนไหวทางอารมณ์เพิ่มขึ้น

ความกังวลของคุณแม่ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด
รู้ไหม? ความเครียดส่งต่อจากแม่สู่ลูก(ในครรภ์)ได้
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด คือฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน โดยผลกระทบที่เกิดจากความเครียดนั้น…แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือมารดาและทารกในครรภ์ ดังนี้…

ฝั่งมารดา – เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการเครียดจะทานอาหารไม่ได้ หรือทานได้มากกว่าปกติ นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีน ทำให้หลอดเลือดตีบ ความดันสูง และหัวใจเต้นเร็วขึ้น

ฝั่งทารก – เริ่มแรก ถ้าคุณแม่เครียดมากๆ อาจทำให้แท้งได้ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ หรือทำให้อาหารไปเลี้ยงลูกไม่พอ การเจริญเติบโตของเด็กจึงช้าและมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด เมื่อคลอดแล้วยังส่งผลให้เด็กเลี้ยงยาก ขี้งอแง อ่อนไหวง่าย ขี้โมโห ไวต่อการกระตุ้น ในระยะยาวจะทำให้เด็กมีปัญหาด้านการปรับตัวทางสังคม อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ ความดัน และเบาหวาน เป็นต้น
เข้าใจ เรียนรู้ ยอมรับ คือ วิธีดีที่สุดสำหรับคุณแม่
ความเครียดของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เมื่อรู้ตัวว่าเครียด ต้องเริ่มทำความเข้าใจกับตัวเองว่าความเครียดเหล่านั้นเกิดขึ้นจากฮอร์โมนธรรมชาติและความกังวลของตัวเอง คุณแม่ทุกคนจึงควรทำความเข้าใจ เรียนรู้ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือหาวิธีรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น หาวิธีผ่อนคลาย ทำกิจกรรมคลายเครียด ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่ชอบทำอยู่แล้ว หรือกิจกรรมใหม่ๆ ที่อยากลอง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานศิลปะ จัดดอกไว้ วาดรูป ออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ นั่งสมาธิ เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการไปกินข้าวนอกบ้าน หรือออกไปพบปะเพื่อนๆ

นอกจากนี้ คนรอบข้างก็ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดความเครียดของคุณแม่ได้ โดยเฉพาะสามีและคนในครอบครัว ที่ควรทำความเข้าใจธรรมชาติของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ รวมถึงมีความกังวลต่างๆ จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิด ให้กำลังใจให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget