สิ่งที่ต้องระวังเมื่อรักษาเบาหวานในผู้สูงวัย

การดูแลรักษาเบาหวานในผู้สูงวัย สิ่งที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษ คือ

  • ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ เพราะภาวะน้ำตาลต่ำมีผลกระทบทันทีต่อการรับรู้ของสมองและหัวใจ   แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นแล้วควรดูแลแก้ไขให้ทันท่วงที โดยรีบรับประทานแป้งหรือน้ำตาลแล้วหลังจากนั้นปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสม
  • เลือกใช้ยาที่มีโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำน้อยเป็นอันดับแรก หากคุมไม่ได้ค่อยเลือกยาที่ลดน้ำตาลได้มากหรือฉีดยาอินซูลิน
  • ควบคุมรักษาโรคร่วมอื่น ๆ ให้ดี การดูแลรักษาเบาหวานในผู้สูงวัย นอกจากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ต้องควบคุมรักษาโรคร่วมอื่น ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคฟันผุ รวมถึงการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดอักเสบติดเชื้อด้วย    

ufa

เบาหวาน เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

เบาหวาน เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเรา เพราะทุกอวัยวะมีเลือดไปหล่อเลี้ยง ตาเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญของร่างกาย และเป็นอวัยวะที่สามารถมองเห็นหลอดเลือด เส้นประสาทด้วยเครื่องมือของจักษุแพทย์ การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้หลอดเลือดเสื่อมลง โดยเกิดรอยรั่ว จนทำให้มีเม็ดเลือด ไขมัน น้ำที่อยู่ในเลือดรั่วออกจากหลอดเลือดได้ ดังนั้น การตรวจจอประสาทตาเพื่อเช็คดูหลอดเลือดจึงสามารถบอกระดับความเสื่อมของเส้นเลือดจากการเป็นเบาหวานได้ ตำแหน่งหลอดเลือดอื่นๆ ก็เสื่อมได้เช่นเดียวกัน แต่มองเห็นได้ยาก

เบาหวานขึ้นจอประสาทตามีหลายระยะ แต่ความน่ากลัว คือแม้จะพบหลอดเลือดเริ่มมีรอยรั่ว เราจะเรียกภาวะนี้ว่า เบาหวานขึ้นจอประสาทตา ในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงจำเป็นต้องตรวจจอประสาทตาตามระยะที่แพทย์นัด หากพบเบาหวานขึ้นจอตาในระยะแรก การดูแล คือย้ำเตือนให้ผู้ป่วยคุมระดับน้ำตาลให้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้หลอดเลือดเสื่อมลง เบาหวานที่ขึ้นจอประสาทตาจะไม่ลุกลามจนอาการหนัก แต่ทำให้ตามัวลงแบบถาวร

หากพบเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะรุนแรง เช่น พบหลอดเลือดฝอยงอกจากการที่ร่างกายมีภาวะหลอดเลือดเสื่อม จึงสร้างหลอดเลือดเพิ่ม แต่หลอดเลือดใหม่นี้จะเป็นหลอดเลือดที่ไม่มีคุณภาพ แตกง่าย ทำให้มีเลือดออกในจอประสาทตา และสามารถดึงรั้งให้เกิดภาวะจอประสาทตาลอกได้ด้วย ภาวะนี้การยับยั้งไม่ให้จอประสาทตาผู้ป่วยเสื่อมลง ทำได้โดยการยิงเลเซอร์ เพื่อสกัดไม่ให้เบาหวานลามไปขึ้นจอประสาทตา ร่วมกับการคุมน้ำตาล หรือการฉีดยาเข้าลูกตา เพื่อลดความบวมของจอประสาทตา

เบาหวานขึ้นจอประสาทตา สามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการรักษาตามระยะที่พบ

การตรวจภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ทางแผนกตาจะทำการนัดหมาย และให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวก่อน และหลังการตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับการหยอดยาขยายม่านตา ถ่ายรูปจอประสาทตา ด้วยเครื่อง Fundus และรับการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ ซึ่งจะนัดตรวจซ้ำทุก 1 ปี

หากพบมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา จักษุแพทย์จะพิจารณาให้คำแนะนำ และการรักษา เช่น ระยะที่เบาหวานขึ้นจอตาไม่มาก จะแนะนำให้ควบคุมน้ำตาล พร้อมกับมาตรวจซ้ำเป็นระยะๆ สำหรับเบาหวานขึ้นจอตาในระดับที่ 1 และระยะลุกลาม จำเป็นต้องได้รับการฉายแสงด้วยเลเซอร์ที่จอประสาทตา ตลอดจนรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป

ในการเตรียมผ่าตัดหากพบผู้ป่วยเป็นเบาหวาน หรือโรคประจำตัวอื่นๆ จะมีทีมสหสาขาวิชาชีพ ชึ่งประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางเบาหวาน ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ นักโภชนากร Diabetic Educator เภสัชกร มาร่วมให้คำแนะนำ รวมถึงการสร้าง Empowerment แก่ผู้ป่วย และผู้ดูแล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดกับคนไข้ รวมถึงสามารถไปดูแลตนเองต่อที่บ้านได้

ที่สำคัญ ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจจอประสาทตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ก่อนโรคจะลุกลามจนสูญเสียการมองเห็นได้

อย่าปล่อยให้ อายุน้อยร้อยโรคเพราะ “เบาหวาน”

สำหรับคนอายุน้อยส่วนใหญ่มักคิดว่า “โรคเบาหวาน” เป็นเรื่องไกลตัว เพราะคิดเอาเองว่า “เบาหวาน” เป็นโรคของคนอายุมาก หรือไม่ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจ คิดว่ายังไม่ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเบาหวานก็ได้จนกว่าจะเป็น โดยคุณไม่เคยรู้เลยว่าแค่คิดแบบนี้ คุณก็เริ่มเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

เบาหวานเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย
หลายๆคนอาจจะรู้กันดียู่แล้วว่า โรคเบาหวาน เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอหรืออินซูลินทำหน้าที่บกพร่องจึงไม่สามารถเอาน้ำตาล (ที่ได้จากอาหารจำพวกแป้งหรือของหวาน) ไปใช้ให้เกิดเป็นพลังงานแก่ร่างกาย ได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป โดยค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง หากมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มก./ดล. หรือ หากตรวจโดยไม่อดอาหารมาก่อนแล้วมีค่ามากกว่า 200 มก./ดล. ก็ถือว่ามีความเสี่ยงเบาหวานทั้งสิ้น และการที่น้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานๆ ก็เป็นเหตุให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเสียหน้าที่และเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ โดยเฉพาะที่ ตา ไต ประสาทส่วนปลาย หัวใจ และหลอดเลือด

โรคเบาหวานแบ่งตามสาเหตุการเกิดได้ 4 ชนิด ดังนี้
เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากขาดอินซูลิน ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทน มักเกิดในคนอายุน้อยและผอม พบได้ไม่มากประมาณ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์
เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการขาดอินซูลินบางส่วนหรืออินซูลินทำหน้าที่บกพร่อง (ดื้อต่อฤทธิ์ของอินซูลิน) มักเกิดในผู้ใหญ่และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน แต่ปัจจุบันพบได้มากขึ้นในเด็กที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งอาจเริ่มรักษาด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ยาลดระดับน้ำตาล
เบาหวานชนิดอื่นๆ เช่น เกิดจากการใช้ยาบางชนิด ตับอ่อนอักเสบ ติดเชื้อไวรัสบางชนิด
เบาหวานขณะตั้งครรภ์

คุณ! เป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่ละเลยในการหาข้อมูลเกี่ยวกับเบาหวาน
เพราะคิดว่า ถ้าร่างกายไม่ได้ผิดปกติเสียอย่าง แล้วจะสนใจทำไม..

จริงๆแล้วเบาหวานเป็นเหมือนภัยเงียบที่ปฏิบัติการทำร้ายสุขภาพเราอย่างลับๆ แต่อำมหิต!!! เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที มันก็ชักนำพาโรคร้ายแรงหลายโรคมารุมเร้าเราจนบอบช้ำ โดยเริ่มต้นภารกิจลับจากการเดินทางตามหลอดเลือดอย่างเงียบๆ ไปทักทายทุกส่วนของร่างกาย ใช่ … ร่างกายที่อาจจะดูยังไงก็ไม่แก่ ร่างกายที่ดูสมบูรณ์แข็งแรง แต่หารู้ไม่ว่าความผิดปกติในร่างกายกำลังเริ่มต้นนับถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว และแทนที่ความรู้เรื่องเบาหวานจะทำให้คนเป็นโรคนี้น้อยลง ก็กลายเป็นว่าจำนวนคนเป็นโรคเบาหวานกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนอายุน้อย

รู้ตัวช้าส่งผลกับการรักษาอย่างไร?
เบาหวานทำให้ระบบการทำงานของร่างกายทั้งระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะว่าน้ำตาลจะเดินทางไปตามเส้นเลือด ทุกอณูในร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวานจึงเต็มไปด้วยน้ำตาล น้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะก็มีข้อดีคือช่วยให้เซลล์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ถ้าน้ำตาลเหล่านี้มากเกินไปล่ะก็ น้ำตาลที่ย่อยไม่หมดก็จะแปรสภาพไป ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ จนเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนตามมา

หากเราเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัวมา 8 ปี นั่นคือเราไม่ได้รักษา สิ่งที่เบาหวานไปทำลายและทำร้ายไปเยอะแล้ว เช่น ตาเสีย ไตเสีย เส้นเลือดหัวใจเริ่มตีบ หลอดเลือดสมองเริ่มตีบ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ไม่มีอาการทั้งสิ้น คนส่วนใหญ่ก็มักเชื่อว่าตัวเองรู้สึกสบายดี คิดว่าแข็งแรง ทั้งที่โรคมาแล้ว นี่ล่ะจึงมีคำว่า “คัดกรองโรคเบาหวาน” คือไปตรวจสุขภาพเพื่อดูว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ แต่ถ้าเป็นรายที่มีอาการแล้ว เช่น ตามัว ไปตรวจตา ถึงเพิ่งจะรู้ว่าเป็นเบาหวาน นั่นคือเบาหวานขึ้นตา ยิ่งในกรณีที่พบโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง โรคเหล่านี้เป็นแล้วเป็นเลยนะ อย่างดีก็แค่ช่วยชะลอไม่ให้อวัยวะเสื่อมหรือเสียเร็ว เช่น ไตเริ่มไม่ดี ก็ต้องรักษาเบาหวานและควบคุมปัจจัยอื่นๆ ซึ่งอาจจะยืดเวลาที่จะต้องล้างไตออกไปได้อีก จาก 5 ปี เป็น 10 ปี

เพราะฉะนั้น ถ้าคนคนหนึ่งเข้าเกณฑ์เบาหวาน แต่เป็นไม่มากและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดน้ำหนักลงได้ อันนี้น้ำตาลจะเป็นปกติเลย เราก็จะบอกว่าเขาหายแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ปล่อยตัวเหมือนเดิม มันกลับมาใหม่แน่ๆ เพราะตามหลักแพทย์ถือว่าไม่หาย ยิ่งถ้ามีอายุมากขึ้น แม้จะไม่อ้วนมากเท่าตอนแรกที่เป็น อ้วนขึ้นนิดหน่อยก็มีโอกาสที่จะเป็นแล้ว

sexy gaming

ชาวญี่ปุ่นแนะ อาหารช่วยลด “น้ำตาล” ในเลือด สำหรับผู้ป่วย “ เบาหวาน ”

อาหารที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้คนเป็น เบาหวาน รับประทาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานร้อยละ 90 ในญี่ปุ่นเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารมากเกินไปและขาดการออกกำลังกาย การป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไปนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงสารอาหารที่รับประทานเข้าไป อาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือ อาหารที่มีแร่ธาตุต่างๆ เช่น แมงกานีส โครเมียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและสังกะสี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่สำคัญคือการนำน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงาน และลดการสะสมอยู่ในกระแสเลือด โดยอาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานมีดังนี้ คือ

หอมใหญ่
หอมใหญ่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการสร้างอินซูลินในร่างกาย การรับประทานหอมใหญ่วันละ ¼ หัว จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากรับประทานแล้วปริมาณน้ำตาลยังไม่ลดก็สามารถเพิ่มเป็นวันละ ½ หัวได้ โดยวิธีรับประทานนั้นสามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบหรือปรุงเป็นอาหาร อย่างไรก็ตามไม่ควรนำหอมใหญ่หั่นแช่น้ำเพราะวิตามินในหอมใหญ่จะละลายและสูญเสียไปกับน้ำ อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2021
Tech Nerd theme designed by FixedWidget