ดูแลดวงตาอย่างไรให้ห่างไกล COVID-19

ไวรัส 2019-nCoV หรือ SARS-CoV-2 ที่ทําให้เกิดโรค COVID-19 สามารถทําให้เกิดตาแดงหรือ เยื่อบุตาอักเสบ ได้ แม้จะพบไม่บ่อยเพียง 1 – 2% อาการไม่รุนแรง แต่มักเกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่าง ๆ จากทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม ฯลฯ ที่มีเชื้อโรคกระจายมาถูกเยื่อบุตา ซึ่งการรักษาทำได้โดยการประคับประคองตามอาการ ดังนั้นการดูแลดวงตาในช่วง COVID-19 กำลังระบาดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย
มีรายงานในช่วงแรก ๆ ที่ได้มีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากเยื่อบุตาหรือนํ้าตาของผู้ป่วยปอดอักเสบจาก COVID-19 จำนวน 30 คน มี 1 คนที่มี เยื่อบุตาอักเสบ ร่วมด้วย และพบผล PCR เป็นบวกในคนที่มีเยื่อบุตาอักเสบ แต่ในอีก29 คนที่ไม่มีเยื่อบุตาอักเสบไม่พบว่ามีไวรัสในสารคัดหลั่งทางตา ต่อมาได้มีการตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine พบว่า ผู้ป่วย COVID-19 มีอาการตาแดง (Conjunctival Congestion) ราว 0.8% คือ ในกลุ่มผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลจาก COVID-19 ทั้งหมด 1,099 คน พบว่าตาแดง 9 คน โดยไม่มีรายงานการตรวจกับจักษุแพทย์และไม่ได้เก็บตัวอย่างน้ำตาเพื่อตรวจหาไวรัส

ดวงตากับ COVID-19
เรื่องสำคัญเกี่ยวกับดวงตาที่ควรรู้เพื่อจะได้ดูแลดวงตาให้ถูกวิธีในช่วง COVID-19 ได้แก่
ไม่ควรสัมผัสโดนตา มือที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคปนเปื้อน ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้ จึงควรล้างมือบ่อย ๆ ไอต้องปิดปาก ไม่ควรจับหน้าหรือแตะโดนตา เนื่องจากไวรัสสามารถติดต่อทางเดินหายใจ ทางปาก และทางตาได้ ในช่วงนี้การใส่แว่นสายตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์ช่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดนตาได้อีกทางหนึ่ง
ตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบเป็นอาการหนึ่งของ COVID-19 แต่พบได้น้อย เพียง 1 – 2% และอาการไม่รุนแรง โดยจะรักษาประคับประคองตามอาการคล้ายเยื่อบุตาอักเสบจากไวรัสชนิดอื่น ๆ แต่มักมีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วย
ยารักษามาลาเรีย Chloroquine, Hydroxychloroquine ที่นำมาใช้ในการรักษา COVID-19 ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผลกับจุดรับภาพแบบรุนแรง รายงานเบื้องต้นพบว่า การใช้ยานี้ในผู้ป่วย COVID-19 แม้จะให้ในปริมาณมากกว่าปกติ แต่ใช้ช่วงเวลาไม่นาน เพียง 1 – 2 สัปดาห์ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ยังคงต้องติดตามดูผลการศึกษาในระยะยาว
การใส่แว่นสายตาแบบปกติ ไม่สามารถป้องกันการติด COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีเครื่องป้องกันอื่นร่วมด้วย

รู้ระวังใส่คอนแทคเลนส์ช่วง COVID-19
สำหรับผู้ที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด มีคำแนะนำจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) สหรัฐอเมริกา และ American Optometric Association (AOA) ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์มีความเสี่ยงต่อการติดโรค COVID-19 มากกว่าผู้ที่ใส่แว่นตา โดยคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตามปกติ แต่ควรดูแลการใส่อย่างถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคที่ติดต่อได้จากการใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีและเช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือที่สะอาด ถอดล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี และหากป่วยเป็นไข้ มีน้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้มีรายงานที่พบว่าคนใส่คอนแทคเลนส์มีการจับหน้าและสัมผัสตาในช่วงใส่ถอด จึงต้องระมัดระวังเรื่องการดูแลความสะอาดและอย่าให้มือไม่สะอาดทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ ได้ อ่านเพิ่มเติม

ไข้หวัด VS Covid-19

ไข้หวัด VS Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง

Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง การแพร่ระบาดแบบเวิลด์ทัวร์( World tour) ของ Covid-19 ทำให้องค์กรอนามัยโลก (WHO) ต้องออกมาประกาศว่าการระบาดของ Covid-19 นั้นอยู่ในระดับ Pandemic หรือการแพร่ระบาดในวงกว้างที่ส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งเราผ่านวิกฤตแบบนี้มาแล้วในการระบาดของโรคเอดส์ และ ไข้หวัดนก (H1N1) ในอดีตนั่นเอง

แต่ด้วยความที่เป็นไวรัสสายพันธ์ใหม่ เราจึงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เราได้เลือกคำถามที่พบบ่อยของ Covid-19 มารวมไว้ที่นี่แล้ว
Q : ไข้หวัด กับ Covid-19 มาจากไวรัสตัวเดียวกันใช่ไหม ?

A : คำตอบคือถูกต้อง Coronaviruses (CoV) เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ ที่เป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ โดยเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ อันได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SARS) ในปี 2002 และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ในปี 2012 เป็นต้น แต่เจ้าโควิด-19 นี้ กลายพันธุ์ออกมาเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดทั่วไป ไม่สามารถได้ผลกับ Covid-19 ตัวนี้

Q : เชื้อไวรัสโควิด-19 มีชีวิตอยู่ในอากาศ สิ่งของต่าง ๆ ได้นานกี่วัน ?

A : ยังไม่มีวิจัยที่แน่ชัดว่ากี่วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัตถุ และ อุณหภูมิ แต่โดยทั่วไปเชื้อไวรัสโควิดลอยอยู่ในอากาศได้ประมาณ 5 นาทีก็จะตกสู่พื้น แต่เชื้อไวรัสจะยังอยู่ได้บนพื้นต่ออีกหลายชั่วโมง และในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสนั้น สามารถอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเลยทีเดียว
Q : อาการแตกต่างจากไข้หวัดตรงไหน ?

A : อาการโดยรวมคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ บางราย คลื่นไส้ อาเจียน แต่อาการที่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ก็คือ มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอแห้ง หรือ บางรายที่อาการรุนแรงจะมีภาวะปอดบวมร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติม

ป้องกัน COVID-19 อัพเดตวัคซีนในชีวิตประจำวัน

Corona virus vaccine update
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Severe Acute Respiratory Syndrome corona virus 2 (SARS-CoV-2) ปัจจุบันได้รับการประกาศจาก
องค์การอนามัยโลกให้เป็นโรคระบาดทั่วโลก โดยอาการและอาการแสดงมีหลากหลายตั้งแต่ไม่มีอาการไปจนถึงก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบอวัยวะหลายระบบ โดยอาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ สามารถพบได้บ่อยที่สุด การติดต่อของโรคส่วนหนึ่งเกิดจากการสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตามในการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่โดยทั่วไปอย่างเร็วจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี จึงวางจำหน่ายได้ เนื่องจากต้องผ่านการทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อน
โดยทั่วไป การพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการศึกษาในระยะดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่หนึ่ง การศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์: ขั้นตอนการทดสอบบุกเบิก
1) การทดลองก่อนการทดลองในคน (Pre-Clinical Stage)
– เป็นการทดลองกับเนื้อเยื่อ เซลล์ หรือสัตว์ เป็นต้น
2) คำขอทำการวิจัยยาใหม่ (IND Application)
ขั้นตอนที่สอง การทดลองในมนุษย์
1) ระยะที่ 1 ของการทดสอบวัคซีน (Phase I)
– โดยจะทดลองกับคนกลุ่มย่อยและต่อมาจะทดลองในคนกลุ่มใหญ่ขึ้น
2) ระยะที่ 2 ของการทดสอบวัคซีน (Phase II)
– ทดลองกับกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อาจมีจำนวนหลายร้อยคน
3) ระยะที่ 3 ของการทดสอบวัคซีน (Phase III)
– การทดสอบซึ่งจะเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมากกว่า 10,000 คน อ่านเพิ่มเติม

Copyright สุขภาพ 2020
Tech Nerd theme designed by FixedWidget